กฎกระทรวงการก่อสร้างสถานประกอบการทางนิวเคลียร์และสถานที่ให้บริการจัดการกากกัมมันตรังสี พ.ศ. ๒๕๖๗

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

ฉบับประกาศ — ยังไม่รวมการแก้ไขภายหลัง๒๕๖๗53 มาตรา6 หัวข้อต้นฉบับ PDF · 16 หน้า

ที่มา: สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · ตัวบทกฎหมายที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา — การพิจารณาของผู้ดำเนินการ (ไม่ใช่สัญญาอนุญาต ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย) · sha256 b3efedb0… · ดึงข้อมูล 2026-08-23 — หลักฐานเต็มท้ายหน้า


ฉบับนี้คืออะไร

ตัวบทนี้คือฉบับที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ณ ปีที่ระบุ ไม่ใช่ฉบับรวมการแก้ไข มาตราที่ถูกแก้ไข เพิ่ม หรือยกเลิกภายหลังจะไม่ปรากฏ — ระบบยังไม่ได้ตรวจสถานะบังคับใช้ปัจจุบัน

สารบัญของฉบับนี้

  1. หมวด ๑ ความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสีมาตรา ๕–๑๐ · 6 มาตรา
  2. หมวด ๒ อาคาร โครงสร้างอาคาร และฐานรากมาตรา ๑๑–๒๔ · 14 มาตรา
  3. หมวด ๓ การป้องกันเพลิงไหม้มาตรา ๒๕–๓๘ · 14 มาตรา
  4. หมวด ๔ ระบบระบายอากาศ ระบบกรองอากาศ และระบบน้ำทิ้งมาตรา ๓๙–๔๗ · 9 มาตรา
  5. หมวด ๕ ถังปฏิกรณ์ บ่อปฏิกรณ์ บ่อเก็บเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ที่ผ่านการใช้งานมาตรา ๔๘–๔๙ · 2 มาตรา
  6. หมวด ๖ คอนเทนเมนต์มาตรา ๕๐–๕๓ · 4 มาตรา

ปรารภ

เล่ม ๑๔๑ ตอนที่ ๗๑ ก กฎกระทรวง การก่อสร้างสถานประกอบการทางนิวเคลียร์และสถานที่ให้บริการจัดการกากกัมมันตรังสี พ.ศ. 2567 อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๕ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ พ.ศ. ๒๕๕๙ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒ และมาตรา ๘ (๙) มาตรา ๔๘ และมาตรา ๘๐ แห่งพระราชบัญญัติพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ พ.ศ. ๒๕๕๙ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยคำแนะนำ ของคณะกรรมการพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้

ทุกมาตรา

ดูเป็นรายการ
  1. ในกฎกระทรวงนี้ “สถานประกอบการ” หมายความว่า สถานประกอบการทางนิวเคลียร์หรือสถานที่ให้บริการ จัดการกากกัมมันตรังสี แล้วแต่กรณี “ผู้ขอรับใบอนุญาต” หมายความว่า ผู้ขอรับใบอนุญาตก่อสร้างสถานประกอบการทางนิวเคลียร์ หรือผู้ขอรับใบอนุญาตก่อสร้างสถานที่ให้บริการจัดการกากกัมมันตรังสี แล้วแต่กรณี “คอนเทนเมนต์” (containment) หมายความว่า อาคารหรือสิ่งก่อสร้างที่ออกแบบไว้ให้กักอากาศ เพื่อป้องกันหรือควบคุมการรั่วไหลหรือการแพร่กระจายของวัสดุกัมมันตรังสีออกสู่สิ่งแวดล้อม ให้มีปริมาณที่น้อยที่สุด “สถาบันที่เชื่อถือได้” หมายความว่า

    (๑) ส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐที่มีภารกิจหลักเกี่ยวกับงานด้านนิวเคลียร์ ด้านวิศวกรรม ด้านการออกแบบและคำนวณ การพิจารณาตรวจสอบ หรือการให้คำปรึกษาแนะนำ

    (๒) สถาบันอุดมศึกษาของรัฐที่มีการเรียนการสอนหรืองานวิจัยในเรื่องที่เกี่ยวข้อง และมีผู้ได้รับ ใบอนุญาตให้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม ระดับวุฒิวิศวกร ตามกฎหมายว่าด้วยวิศวกร เป็นผู้ให้คำปรึกษาแนะนำและลงลายมือชื่อรับรองผลการตรวจสอบงานวิศวกรรมควบคุม

    (๓) นิติบุคคลซึ่งเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมตามกฎหมายว่าด้วย วิศวกรที่มีวัตถุประสงค์ในการให้คำปรึกษาแนะนำด้านวิศวกรรม ซึ่งมีวิศวกรระดับวุฒิวิศวกร ในสาขาวิศวกรรมควบคุมตามกฎหมายว่าด้วยวิศวกร เป็นผู้ให้คำปรึกษาแนะนำ เล่ม ๑๔๑ ตอนที่ ๗๑ ก

  2. อาคารและสิ่งปลูกสร้างบนดินหรือใต้ดินภายในบริเวณสถานประกอบการ แบ่งเป็น ๕ ประเภท ตามผลกระทบทางรังสีหากมีการทำงานที่ล้มเหลวของโครงสร้าง ระบบ และส่วนประกอบ ที่สำคัญต่อความปลอดภัยตามที่กำหนดในข้อ ๕

    (๗) ดังต่อไปนี้

    (๑) อาคารประเภท ๑ หมายถึง อาคารและสิ่งปลูกสร้างที่มีการดำเนินการ ดังต่อไปนี้

    (ก) ติดตั้งเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์เพื่อการผลิตพลังงาน

    (ข) ติดตั้งเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์วิจัยขนาดกำลังเกิน ๒ เมกะวัตต์ (ความร้อน)

    (๒) อาคารประเภท ๒ หมายถึง อาคารและสิ่งปลูกสร้างที่มีการดำเนินการ ดังต่อไปนี้

    (ก) ติดตั้งเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์วิจัยขนาดกำลังเกิน ๕๐๐ กิโลวัตต์ (ความร้อน) แต่ไม่เกิน ๒ เมกะวัตต์ (ความร้อน)

    (ข) ขจัดกากกัมมันตรังสีตามกฎกระทรวงว่าด้วยการจัดการกากกัมมันตรังสี

    (๓) อาคารประเภท ๓ หมายถึง อาคารและสิ่งปลูกสร้างที่มีการดำเนินการ ดังต่อไปนี้

    (ก) ติดตั้งเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์วิจัยขนาดกำลังไม่เกิน ๕๐๐ กิโลวัตต์ (ความร้อน)

    (ข) เปลี่ยนรูปหรือเสริมสมรรถนะวัสดุนิวเคลียร์

    (ค) ประกอบหรือจัดเก็บเชื้อเพลิงนิวเคลียร์

    (ง) จัดเก็บหรือแปรสภาพเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ใช้แล้ว

    (จ) จัดการกากกัมมันตรังสีตามกฎกระทรวงว่าด้วยการจัดการกากกัมมันตรังสี โดยไม่มีการขจัดกากกัมมันตรังสี

    (๔) อาคารประเภท ๔ หมายถึง อาคารและสิ่งปลูกสร้างที่มีการดำเนินการ ดังต่อไปนี้

    (ก) เก็บวัสดุกัมมันตรังสีหรือวัสดุนิวเคลียร์

    (ข) ใช้งานวัสดุกัมมันตรังสีหรือวัสดุนิวเคลียร์โดยไม่ใช้เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์

    (ค) แต่งแร่เพื่อให้ได้มาซึ่งวัสดุนิวเคลียร์

    (๕) อาคารประเภท ๕ หมายถึง อาคารและสิ่งปลูกสร้างอื่นนอกจากอาคารประเภท ๑ อาคารประเภท ๒ อาคารประเภท ๓ หรืออาคารประเภท ๔

  3. ให้นำกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคารมาใช้บังคับแก่การก่อสร้างสถานประกอบการด้วย โดยอนุโลม เว้นแต่กฎกระทรวงนี้จะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น

  4. ในกรณีที่สถานประกอบการเป็นโรงงานตามกฎหมายว่าด้วยโรงงาน ให้นำกฎหมาย ว่าด้วยโรงงานในส่วนที่เกี่ยวกับลักษณะอาคาร ระบบระบายน้ำเสีย ระบบบำบัดน้ำเสีย และระบบ ระบายอากาศเสีย มาใช้บังคับแก่การก่อสร้างสถานประกอบการด้วยโดยอนุโลม เว้นแต่กฎกระทรวงนี้ จะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น เล่ม ๑๔๑ ตอนที่ ๗๑ ก

  5. หมวด ๑ ความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสี

    6 มาตรา
  6. สถานประกอบการต้องได้รับการออกแบบให้เป็นไปตามหลักความปลอดภัย ทางนิวเคลียร์และรังสี ดังต่อไปนี้

    (๑) การควบคุมอันตรกิริยานิวเคลียร์และรังสี

    (๒) การระบายความร้อนที่เกิดขึ้นจากการดำเนินการ

    (๓) ความสามารถกักเก็บวัสดุกัมมันตรังสีและวัสดุนิวเคลียร์ รวมทั้งการกำบังรังสีที่เกิดขึ้น จากการดำเนินการ

    (๔) การป้องกันมิให้ผู้ปฏิบัติงานในสถานประกอบการ ประชาชนโดยรอบสถานประกอบการ และบุคคลอื่น ได้รับรังสีเกินกว่าขีดจำกัดปริมาณรังสีตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงว่าด้วยความปลอดภัย ทางรังสี

    (๕) การป้องกันการรั่วไหลของวัสดุกัมมันตรังสีหรือวัสดุนิวเคลียร์ออกสู่สิ่งแวดล้อมภายนอก ทั้งในสภาวะการทำงานปกติและสภาวะเกิดอุบัติเหตุ ตามที่ระบุในรายงานวิเคราะห์ความปลอดภัย ของสถานประกอบการทางนิวเคลียร์ฉบับเบื้องต้นหรือรายงานวิเคราะห์ความปลอดภัยของสถานที่ ให้บริการจัดการกากกัมมันตรังสีฉบับเบื้องต้น แล้วแต่กรณี

    (๖) แสดงรายละเอียดเกี่ยวกับหลักความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสี ดังต่อไปนี้

    (ก) หลักการป้องกันเชิงลึก (defense in depth)

    (ข) หลักความปลอดภัยแม้ในภาวะล้มเหลว (fail safe)

    (๗) ระบุส่วนที่เป็นโครงสร้าง ระบบ และส่วนประกอบที่สำคัญต่อความปลอดภัยที่ติดตั้ง ในสถานประกอบการที่มีระบบทำงานสำรองที่ทำงานต่างกัน และทำงานอย่างเป็นอิสระต่อกัน

    (๘) รองรับการทำงานที่ประสานและสอดคล้องกันระหว่างความปลอดภัยและความมั่นคงปลอดภัย ทางนิวเคลียร์และรังสี และการพิทักษ์ความปลอดภัยทางนิวเคลียร์

    (๙) รองรับการจัดการความเสื่อมสภาพของสถานประกอบการ โดยต้องสามารถตรวจสอบ ปรับเทียบ ทดสอบสมรรถนะ ซ่อมบำรุง ซ่อมแซม และเปลี่ยนทดแทนของโครงสร้าง ระบบ และส่วนประกอบที่สำคัญต่อความปลอดภัยตาม

    (๗) ได้

    (๑๐) รองรับกรณีการเกิดอุบัติเหตุและการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินตามกฎกระทรวงว่าด้วย การดำเนินการด้านความปลอดภัยของผู้รับใบอนุญาต กรณีเกิดเหตุฉุกเฉินทางนิวเคลียร์และรังสี

    (๑๑) มีระบบอุปกรณ์ที่มีคุณลักษณะรองรับงานจัดการกากกัมมันตรังสีและกิจกรรมการเลิก ดำเนินกิจการในอนาคต รวมทั้งรองรับกรณีการหยุดเดินเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ระยะยาวหรือ ในระหว่างรอการรื้อถอนเลิกใช้งานถาวร เล่ม ๑๔๑ ตอนที่ ๗๑ ก

    (๑๒) มีการต่อประสานระหว่างคนและเครื่องจักร (human-machine interface) ที่ผู้ปฏิบัติงานสามารถใช้อุปกรณ์หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ควบคุมเครื่องจักรต่าง ๆ โดยมีแผงควบคุม ทางกายภาพ ปุ่มและไฟแสดงสถานะ และหน้าจอแสดงผลในการควบคุม เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถควบคุม ความปลอดภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    (๑๓) ใช้ผลการวิเคราะห์ความปลอดภัยแบบดีเทอมินิสติก (deterministic safety analysis) ในกรณีที่เป็นสถานประกอบการทางนิวเคลียร์เพื่อการผลิตพลังงานต้องใช้ผลการวิเคราะห์ความปลอดภัย แบบความน่าจะเป็น (probabilistic safety analysis) ด้วย

  7. การก่อสร้างสถานประกอบการต้องพิจารณาและดำเนินการตามหลักความปลอดภัย ตามลำดับ (graded approach) ที่อาจแตกต่างกันตามประเภทของสถานประกอบการ โดยคำนึงถึงปัจจัย ดังต่อไปนี้

    (๑) ขนาดกำลังของเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์

    (๒) รายการและปริมาณรังสีที่เกิดขึ้น

    (๓) ปริมาณและการเสริมสมรรถนะของวัสดุนิวเคลียร์พิเศษและวัสดุนิวเคลียร์ที่สามารถ เกิดการแตกตัวได้

    (๔) เชื้อเพลิงนิวเคลียร์ที่ผ่านการใช้งาน ระบบแรงดันสูง ระบบทำความร้อน และการจัดเก็บวัสดุ ที่ติดไฟได้ ซึ่งอาจส่งผลต่อความปลอดภัยของเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์

    (๕) ประเภทของเชื้อเพลิงนิวเคลียร์

    (๖) ชนิดและมวลของตัวหน่วงนิวตรอน ตัวสะท้อนนิวตรอน และสารหล่อเย็น

    (๗) ปริมาณของรีแอคติวิตีที่เกิดขึ้นได้และอัตราการเกิดรีแอคติวิตี การควบคุมรีแอคติวิตี และคุณลักษณะด้านความปลอดภัย

    (๘) คุณภาพของสิ่งก่อสร้างเพื่อการกักกันทางรังสี

    (๙) การดำเนินการสถานประกอบการ

    (๑๐) การประเมินสถานที่ตั้ง รวมถึงอันตรายภายนอกที่เกี่ยวข้องกับสถานที่ตั้งของสถานประกอบการ และกลุ่มประชากร

  8. โครงสร้าง ระบบ และส่วนประกอบที่สำคัญต่อความปลอดภัยตามที่กำหนด ในข้อ ๕

    (๗) ต้องได้รับการออกแบบให้สามารถทำงานตามหน้าที่ ทั้งในกรณีเกิดเหตุผิดปกติหรือ เกิดอุบัติเหตุจากภัยธรรมชาติและภัยจากการกระทำของบุคคล ตามลักษณะของอุบัติเหตุที่นำมาใช้เป็นพื้นฐาน การออกแบบที่ระบุไว้ในรายงานวิเคราะห์ความเหมาะสมของพื้นที่ตั้งสถานประกอบการทางนิวเคลียร์ รายงานวิเคราะห์ความปลอดภัยของสถานประกอบการทางนิวเคลียร์ฉบับเบื้องต้น และรายงานวิเคราะห์ ความปลอดภัยของสถานประกอบการทางนิวเคลียร์ฉบับสมบูรณ์ หรือรายงานวิเคราะห์ความเหมาะสม ของพื้นที่ที่จะตั้งสถานที่ให้บริการจัดการกากกัมมันตรังสี รายงานวิเคราะห์ความปลอดภัยของสถานที่ ให้บริการจัดการกากกัมมันตรังสีฉบับเบื้องต้น และรายงานวิเคราะห์ความปลอดภัยของสถานที่ให้บริการ เล่ม ๑๔๑ ตอนที่ ๗๑ ก จัดการกากกัมมันตรังสีฉบับสมบูรณ์ แล้วแต่กรณี และสามารถทดสอบหรือพิสูจน์ได้ด้วยวิธีการ ที่น่าเชื่อถือ

  9. การออกแบบ การสร้าง การทดสอบ การติดตั้ง และการตรวจสอบโครงสร้าง ระบบ และส่วนประกอบที่สำคัญต่อความปลอดภัยตามข้อ ๕

    (๗) ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมหรือมาตรฐานที่เลขาธิการประกาศกำหนด ในกรณีที่โครงสร้าง ระบบ และส่วนประกอบที่สำคัญต่อความปลอดภัยตามวรรคหนึ่ง มิได้ผลิตสำเร็จทั้งหมดจากโรงงานผู้ผลิต การสร้าง การประกอบ และการติดตั้ง ต้องเป็นไป ตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมหรือมาตรฐานที่เลขาธิการประกาศกำหนด

  10. ผู้ขอรับใบอนุญาตอาจติดตั้งโครงสร้าง ระบบ และส่วนประกอบที่สำคัญต่อความปลอดภัย ตามข้อ ๕

    (๗) ตามมาตรฐานอื่นนอกจากที่กำหนดในข้อ ๘ ได้ แต่ต้องมีเอกสารรับรองมาตรฐานอื่นนั้น จากสถาบันที่เชื่อถือได้ ทั้งนี้ มาตรฐานอื่นของโครงสร้าง ระบบ และส่วนประกอบที่สำคัญต่อความปลอดภัย ต้องไม่น้อยกว่าที่กำหนดในข้อ ๘

  11. ๑๐

    โครงสร้าง ระบบ และส่วนประกอบที่สำคัญต่อความปลอดภัยตามที่กำหนด ในข้อ ๕

    (๗) ต้องติดตั้งตามแบบในแผนการก่อสร้างและติดตั้งระบบอุปกรณ์ที่ได้ยื่นพร้อมคำขอรับใบอนุญาต ก่อสร้างสถานประกอบการทางนิวเคลียร์หรือคำขอรับใบอนุญาตก่อสร้าง สถานที่ให้บริการจัดการ กากกัมมันตรังสี

  12. หมวด ๒ อาคาร โครงสร้างอาคาร และฐานราก

    14 มาตรา
  13. ๑๑

    ในกรณีที่สถานที่ก่อสร้างสถานประกอบการมีความเสี่ยงในการเกิดอุทกภัยหรือสึนามิ ผู้รับใบอนุญาตต้องจัดให้มีมาตรการและระบบการป้องกันเหตุดังกล่าวที่มีความแข็งแรงและเหมาะสม มีความสูงเพียงพอจากระดับน้ำที่ประเมินสูงสุดจากการอนุญาตให้ใช้พื้นที่เพื่อตั้งสถานประกอบการ เทียบกับระดับน้ำทะเลปานกลาง

  14. ๑๒

    การออกแบบและคำนวณโครงสร้างอาคารประเภท ๔ หรืออาคารประเภท ๕ ให้เป็นไปตามมาตรฐานทางวิศวกรรมสาขาที่เกี่ยวข้องที่กรมโยธาธิการและผังเมือง สมาคมวิศวกรรมสถาน แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ หรือสมาคมวิชาชีพทางวิศวกรรมสาขาต่าง ๆ กำหนด

  15. ๑๓

    การออกแบบโครงสร้างอาคารประเภท ๔ และอาคารประเภท ๕ ให้ผู้ออกแบบ และคำนวณคำนึงถึงการจัดรูปแบบเรขาคณิตให้มีเสถียรภาพในการต้านทานแรงสั่นสะเทือน ของแผ่นดินไหว

  16. ๑๔

    ความในข้อ ๑๕ ถึงข้อ ๒๔ ให้ใช้บังคับกับอาคารประเภท ๑ อาคารประเภท ๒ และอาคารประเภท ๓ เล่ม ๑๔๑ ตอนที่ ๗๑ ก

  17. ๑๕

    วัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างอาคารดังต่อไปนี้ ต้องเป็นไปตามมาตรฐานการก่อสร้าง ที่กรมโยธาธิการและผังเมืองกำหนดหรือมาตรฐานที่เลขาธิการประกาศกำหนด

    (๑) เหล็กเสริม

    (๒) สารผสมเพิ่มหรือน้ำยาผสมคอนกรีต (concrete admixture)

    (๓) มอร์ตาร์และคอนกรีตพิเศษ (special mortars and concrete)

    (๔) วัสดุรองรับจุดเชื่อมต่อ (bearings used in support joints)

    (๕) วัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างอื่นที่เลขาธิการประกาศกำหนด

  18. ๑๖

    แบบโครงสร้างอาคาร และแบบระบบไฟฟ้าและเครื่องกลของโครงสร้าง ระบบ และส่วนประกอบที่สำคัญต่อความปลอดภัยตามที่กำหนดในข้อ ๕

    (๗) ต้องผ่านการรับรองโดยผู้ได้รับ ใบอนุญาตให้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม ระดับวุฒิวิศวกร ตามกฎหมายว่าด้วยวิศวกร

  19. ๑๗

    การออกแบบโครงสร้างอาคาร ผู้ออกแบบและคำนวณต้องออกแบบเป็นรูปแบบเรขาคณิต ให้มีเสถียรภาพในการต้านทานแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว

  20. ๑๘

    การออกแบบและคำนวณโครงสร้างอาคาร ให้ผู้ออกแบบและคำนวณใช้วิธีตัวคูณ ความต้านทานและน้ำหนักบรรทุก หรือวิธีหน่วยแรงที่ยอมให้

  21. ๑๙

    การออกแบบและคำนวณโครงสร้างอาคารตามวิธีตัวคูณความต้านทานและน้ำหนักบรรทุก ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่เลขาธิการประกาศกำหนด โดยอย่างน้อยต้องมีรายละเอียด ดังต่อไปนี้

    (๑) สมการที่ใช้ในการคำนวณ

    (๒) ค่าของแรงสูงสุดที่คำนวณจากชุดตัวคูณน้ำหนักบรรทุก

    (๓) ตัวคูณความต้านทานหรือตัวคูณลดกำลัง

    (๔) การวิเคราะห์ผลการคำนวณ

  22. ๒๐

    การออกแบบและคำนวณโครงสร้างอาคารตามวิธีหน่วยแรงที่ยอมให้ ให้เป็นไป ตามหลักเกณฑ์ที่เลขาธิการประกาศกำหนด โดยอย่างน้อยต้องมีรายละเอียด ดังต่อไปนี้

    (๑) สมการที่ใช้ในการคำนวณ

    (๒) ค่าหน่วยแรงสูงสุดที่คำนวณจากชุดตัวคูณน้ำหนักบรรทุก

    (๓) การวิเคราะห์ผลการคำนวณ

  23. ๒๑

    การออกแบบและการคำนวณโครงสร้างอาคารตามวิธีตัวคูณความต้านทานและ น้ำหนักบรรทุกหรือวิธีหน่วยแรงที่ยอมให้ ให้คำนวณน้ำหนักบรรทุกปกติ น้ำหนักบรรทุกรุนแรงจากธรรมชาติ น้ำหนักบรรทุกรุนแรงจากธรรมชาติแบบสุดขีด และน้ำหนักบรรทุกที่เกิดจากเหตุไม่ปกติ ดังต่อไปนี้

    (๑) น้ำหนักบรรทุกปกติ คำนวณจากผลรวมของน้ำหนักและแรง ดังต่อไปนี้

    (ก) น้ำหนักบรรทุกคงที่ของอาคาร

    (ข) น้ำหนักบรรทุกจร

    (ค) น้ำหนักพิกัดของเครน เล่ม ๑๔๑ ตอนที่ ๗๑ ก

    (ง) แรงที่เกิดจากน้ำหนักและแรงดันของของเหลว

    (จ) แรงที่เกิดจากน้ำหนักและแรงดันของดิน น้ำในดิน หรือวัสดุปริมาณมวล

    (ฉ) น้ำหนักบรรทุกจรหลังคา

    (ช) น้ำหนักบรรทุกจากน้ำฝนและอื่น ๆ

    (ซ) แรงที่เกิดจากปฏิกิริยาของระบบท่อระหว่างการใช้งานปกติ

    (ฌ) ผลจากอุณหภูมิและน้ำหนักบรรทุกระหว่างการใช้งานปกติ

    (๒) น้ำหนักบรรทุกรุนแรงจากธรรมชาติ คำนวณจากผลรวมของน้ำหนักและแรง ดังต่อไปนี้

    (ก) น้ำหนักบรรทุกปกติตาม (๑)

    (ข) แรงที่เกิดจากการทำงานเมื่อเกิดแผ่นดินไหว

    (ค) แรงลม

    (๓) น้ำหนักบรรทุกรุนแรงจากธรรมชาติแบบสุดขีด คำนวณจากผลรวมของน้ำหนักและแรง ดังต่อไปนี้

    (ก) น้ำหนักบรรทุกรุนแรงจากธรรมชาติตาม (๒)

    (ข) แรงที่เกิดจากการดับเครื่องปฏิกรณ์หรือการหยุดทำงานจากแรงแผ่นดินไหว

    (๔) น้ำหนักบรรทุกที่เกิดจากเหตุไม่ปกติ คำนวณจากผลรวมของน้ำหนักและแรง ดังต่อไปนี้

    (ก) น้ำหนักบรรทุกรุนแรงจากธรรมชาติแบบสุดขีดตาม (๓)

    (ข) ความแตกต่างของแรงดันสูงสุดเมื่อเกิดอุบัติเหตุ (maximum differential pressure load generated by the postulated accident)

    (ค) แรงปฏิกิริยาที่เกิดจากท่อหรืออุปกรณ์เมื่อเกิดอุบัติเหตุ

    (ง) แรงจากอุณหภูมิเมื่อเกิดอุบัติเหตุ

    (จ) แรงจากลำของไหลเมื่อเกิดอุบัติเหตุ (jet impingement load generated by the postulated accident)

    (ฉ) แรงกระแทกจากวัสดุพุ่งกระแทก (missile impact load)

    (ช) แรงที่เกิดจากการแตกของท่อพลังงานสูงเมื่อเกิดอุบัติเหตุ

  24. ๒๒

    โครงสร้างหลักและส่วนต่างๆ ของอาคารต้องสามารถรับแรงต้านทานและโมเมนต์ดัด ที่เกิดขึ้นทั้งในกรณีเดินเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์อย่างปกติและกรณีผิดปกติ

  25. ๒๓

    ค่าความแข็งแรงของคอนกรีตในโครงสร้างอาคาร ต้องมีค่ากำลังอัดประลัยที่อายุ ๒๘ วัน ไม่น้อยกว่า ๒๓๐ กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร โดยทดสอบจากตัวอย่างคอนกรีตรูปทรงกระบอก ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง ๑๕๐ มิลลิเมตร สูง ๓๐๐ มิลลิเมตร

  26. ๒๔

    การออกแบบและคำนวณโครงสร้างอาคารและฐานราก เพื่อต้านทานแรงสั่นสะเทือน ของแผ่นดินไหว ผู้ออกแบบและคำนวณต้องออกแบบและคำนวณให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการ ที่เลขาธิการประกาศกำหนด โดยอย่างน้อยต้องมีรายละเอียด ดังต่อไปนี้ เล่ม ๑๔๑ ตอนที่ ๗๑ ก

    (๑) สมการที่ใช้ในการคำนวณ

    (๒) ค่าการออกแบบต้านทานแผ่นดินไหว

    (๓) คุณสมบัติของคอนกรีตเสริมเหล็ก

    (๔) การวิเคราะห์ผลการคำนวณ การออกแบบและคำนวณตามวรรคหนึ่งต้องใช้ค่าตามรายงานวิเคราะห์ความเหมาะสมของ พื้นที่ตั้งสถานประกอบการทางนิวเคลียร์หรือรายงานวิเคราะห์ความเหมาะสมของพื้นที่ที่จะตั้ง สถานที่ให้บริการจัดการกากกัมมันตรังสี แล้วแต่กรณี หรือค่าตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร ทั้งนี้ ตามเงื่อนไขที่เลขาธิการประกาศกำหนด ในกรณีที่เป็นอาคารที่ติดตั้งเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ ต้องสามารถทนต่อแผ่นดินไหวได้ อย่างน้อย ๐.๑ เท่าของความเร่งเนื่องจากแรงโน้มถ่วงของโลก

  27. หมวด ๓ การป้องกันเพลิงไหม้

    14 มาตรา
  28. ๒๕

    ข้อกำหนดในหมวดนี้ ให้ใช้บังคับกับอาคารประเภท ๑ อาคารประเภท ๒ อาคารประเภท ๓ และอาคารประเภท ๔

  29. ๒๖

    โครงสร้างอาคารและวัสดุที่ใช้ในงานโครงสร้างอาคาร ต้องเป็นวัสดุไม่ติดไฟ ที่มีอัตราการทนไฟ ดรรชนีการลามไฟ ดรรชนีการกระจายควัน และค่าฟลักซ์การแผ่รังสีความร้อนวิกฤต ตามที่เลขาธิการประกาศกำหนด

  30. ๒๗

    อาคารต้องมีที่กำบังรังสี (shielding) ที่ทำจากวัสดุไม่ติดไฟ เว้นแต่มีมาตรการ ป้องกันเพลิงไหม้เพิ่มเติมมารองรับ

  31. ๒๘

    อาคารต้องมีการอุดหรือปิดล้อมช่องท่อและช่องว่างระหว่างท่อที่ผ่านพื้นหรือผนัง ด้วยวัสดุทนไฟทั้งหมด

  32. ๒๙

    อาคารที่มีท่อลมที่เชื่อมต่อไปยังส่วนอื่นของอาคาร ท่อลมดังกล่าวต้องทำจากวัสดุ ที่ไม่ติดไฟที่มีอัตราการทนไฟไม่น้อยกว่า ๒ ชั่วโมง

  33. ๓๐

    อาคารต้องมีระบบป้องกันเพลิงไหม้ที่เป็นระบบดับเพลิงอัตโนมัติ และมีระบบระบายน้ำ หรือกักเก็บน้ำที่เกิดจากการดับเพลิงแยกเป็นอิสระจากระบบบำบัดน้ำเสีย น้ำทิ้งจากถังปฏิกรณ์ (reactor vessel) หรือบ่อปฏิกรณ์ (reactor pool) หรือการระบายน้ำทิ้งอื่น ๆ

  34. ๓๑

    ระบบป้องกันเพลิงไหม้ของอาคารต้องสามารถกักเก็บวัสดุกัมมันตรังสีและวัสดุนิวเคลียร์ ที่อาจรั่วไหลจากการเกิดเพลิงไหม้และควันไฟที่ปนเปื้อนด้วยวัสดุกัมมันตรังสีหรือวัสดุนิวเคลียร์ เล่ม ๑๔๑ ตอนที่ ๗๑ ก

  35. ๓๒

    ระบบดับเพลิงอัตโนมัติตามข้อ ๓๐ ต้องมีปริมาณการส่งจ่ายน้ำจากสายฉีดน้ำดับเพลิง ด้วยอัตราการไหลไม่น้อยกว่า ๓๑.๕๕ ลิตรต่อวินาที และต้องสามารถฉีดดับเพลิงติดต่อกันเป็นเวลา ไม่น้อยกว่า ๒ ชั่วโมง สำหรับอาคารประเภท ๑ หรือไม่น้อยกว่า ๑ ชั่วโมง สำหรับอาคารประเภท ๒ อาคารประเภท ๓ หรืออาคารประเภท ๔

  36. ๓๓

    ที่เก็บน้ำสำรองของอาคารต้องมีการจัดเตรียมให้เพียงพอสำหรับจ่ายน้ำดับเพลิงทั้งหมด และต้องออกแบบให้สามารถเติมน้ำแบบอัตโนมัติให้เต็มที่เก็บน้ำสำรองเพื่อให้พร้อมจ่ายน้ำดับเพลิง ตามความต้องการของระบบดับเพลิงอัตโนมัติได้ ภายในเวลาไม่เกิน ๘ ชั่วโมง

  37. ๓๔

    อาคารต้องมีปั๊มสูบน้ำดับเพลิงทั้งแบบเครื่องยนต์ดีเซลและแบบระบบไฟฟ้า ในกรณีที่ปั๊มสูบน้ำดับเพลิงตัวหนึ่งตัวใดไม่ทำงาน ปั๊มสูบน้ำดับเพลิงแต่ละตัวต้องสามารถส่ง น้ำดับเพลิงตามที่ระบุในข้อ ๓๒ ในอัตราการไหลที่ร้อยละ ๑๐๐ อาคารประเภท ๑นอกจากต้องมีปั๊มสูบน้ำดับเพลิงตามวรรคหนึ่งแล้ว ต้องเพิ่มปั๊มสูบน้ำดับเพลิงสำรอง ที่สามารถส่งน้ำดับเพลิงตามที่ระบุในข้อ ๓๒ ในอัตราการไหลที่ร้อยละ ๑๐๐ แบบเครื่องยนต์ดีเซล จำนวน ๑ เครื่อง หรือแบบระบบไฟฟ้า จำนวน ๒ เครื่อง ที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเป็นตัวขับต่อกับ ระบบจ่ายพลังงานไฟฟ้าสำรองจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้าดีเซล

  38. ๓๕

    การออกแบบระบบระบายน้ำที่เกิดจากการดับเพลิงต้องสามารถรองรับ

    (๑) การหกของของเหลวติดไฟหรือเผาไหม้ได้ซึ่งบรรจุอยู่ในภาชนะที่ใหญ่ที่สุดที่ตั้งอยู่ในบริเวณนั้น

    (๒) ปริมาณน้ำที่ใช้ในการดับเพลิงตามข้อ ๓๒

    (๓) ปัจจัยสิ่งแวดล้อมอื่น เช่น ฝน

  39. ๓๖

    อาคารต้องมีการระบายน้ำหรือการกักเก็บน้ำที่เกิดจากการดับเพลิงให้เหมาะสม โดยวิธีหนึ่งวิธีใด ดังต่อไปนี้

    (๑) ท่อระบายน้ำทิ้ง (floor drain)

    (๒) ทางหรือร่องระบายน้ำทิ้ง (floor trench)

    (๓) ประตูทางเข้าออกหรือช่องเปิดในกำแพง

    (๔) ขอบกั้นสำหรับจำกัด บังคับ หรือควบคุมการระบายน้ำ

    (๕) ฐานรองอุปกรณ์ (equipment pedestal)

    (๖) แอ่งน้ำ บ่อน้ำ และเครื่องสูบน้ำแบบแช่ (sump pump)

  40. ๓๗

    อาคารต้องมีมาตรการป้องกันไม่ให้น้ำที่เกิดจากการดับเพลิงเกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์

  41. ๓๘

    ในกรณีที่มีการติดตั้งระบบดับเพลิงด้วยก๊าซ ท่อระบายน้ำทิ้ง (floor drain) ของอาคาร ต้องสามารถกันรั่วไหลของก๊าซดับเพลิงได้ หรือระบบดับเพลิงด้วยก๊าซดังกล่าวต้องมีขนาดเหมาะสม ที่สามารถชดเชยก๊าซดับเพลิงที่หายไปทางท่อระบายน้ำทิ้งได้ เล่ม ๑๔๑ ตอนที่ ๗๑ ก

  42. หมวด ๔ ระบบระบายอากาศ ระบบกรองอากาศ และระบบน้ำทิ้ง

    9 มาตรา
  43. ๓๙

    ข้อกำหนดในหมวดนี้ ให้ใช้บังคับกับอาคารประเภท ๑ อาคารประเภท ๒ อาคารประเภท ๓ และอาคารประเภท ๔

  44. ๔๐

    อาคารต้องได้รับการออกแบบให้ระบบระบายอากาศและระบบกรองอากาศ และระบบน้ำทิ้ง สามารถควบคุมกัมมันตรังสีที่ทิ้งออกสู่สิ่งแวดล้อม ให้เป็นไปตามเกณฑ์การปล่อยทิ้ง ที่กำหนดในกฎกระทรวงว่าด้วยการปล่อยทิ้งกากกัมมันตรังสี

  45. ๔๑

    อาคารต้องได้รับการออกแบบให้สามารถจัดแบ่งพื้นที่สำหรับพื้นที่ภายในตามระดับ การปนเปื้อนทางรังสี (radioactive contamination) ที่พิจารณาจากปริมาณรังสีที่ปนเปื้อนบนพื้นผิว และปนเปื้อนในอากาศ เพื่อกำหนดมาตรการสำหรับการระบายอากาศ ดังต่อไปนี้

    (๑) แบ่งพื้นที่ภายในอาคารเป็น ๔ ประเภท โดยใช้เกณฑ์ของระดับปริมาณรังสีที่ปนเปื้อน และกำหนดให้มีการปรับความดันอากาศในแต่ละพื้นที่ ดังต่อไปนี้

    (ก) พื้นที่สีขาว คือ พื้นที่ส่วนที่ไม่มีการใช้วัสดุกัมมันตรังสีหรือวัสดุนิวเคลียร์และไม่ควร มีการปนเปื้อนทางรังสี เช่น พื้นที่ต้อนรับ สำนักงาน ห้องควบคุมเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ หรือห้องน้ำ ไม่ต้องมีการปรับระดับความดันของห้อง

    (ข) พื้นที่สีเขียว คือ พื้นที่การทำงานในเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์และส่วนปฏิบัติการ ที่จะไม่มีการปนเปื้อนทางรังสีในกรณีการเดินเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์อย่างปกติ ในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ ผิดปกติหรืออุบัติเหตุอาจมีการปนเปื้อนทางรังสีเพียงเล็กน้อย โดยมีระดับค่ากัมมันตภาพต่อพื้นที่ ที่เกิดจากรังสีแอลฟาไม่เกิน ๐.๔ เบ็กเคอเรลต่อตารางเซนติเมตร หรือที่เกิดจากรังสีบีตาหรือรังสีแกมมา ไม่เกิน ๔ เบ็กเคอเรลต่อตารางเซนติเมตร และกำหนดให้มีความดันลบระหว่าง ๘๐ ถึง ๑๐๐ ปาสกาล

    (ค) พื้นที่สีเหลือง คือ พื้นที่การทำงานในเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์และส่วนปฏิบัติการ ที่มีรังสีค่อนข้างสูงและอาจมีการปนเปื้อนทางรังสีในระดับปานกลาง โดยมีระดับค่ากัมมันตภาพต่อพื้นที่ ที่เกิดจากรังสีแอลฟาเกิน ๐.๔ เบ็กเคอเรลต่อตารางเซนติเมตร แต่ไม่เกิน ๔ เบ็กเคอเรลต่อตารางเซนติเมตร หรือที่เกิดจากรังสีบีตาหรือรังสีแกมมาเกิน ๔ เบ็กเคอเรลต่อตารางเซนติเมตร แต่ไม่เกิน ๔๐ เบ็กเคอเรล ต่อตารางเซนติเมตร และกำหนดให้มีความดันลบระหว่าง ๑๒๐ ถึง ๑๔๐ ปาสกาล

    (ง) พื้นที่สีแดง คือ พื้นที่ที่มีรังสีสูงมากและอาจมีการปนเปื้อนทางรังสีในระดับสูง เช่น พื้นที่สำหรับซ่อมบำรุงเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ ห้องหรือตู้ปฏิบัติการกับวัสดุกัมมันตรังสีหรือวัสดุนิวเคลียร์ (hot cell หรือ glove box) โดยมีระดับค่ากัมมันตภาพต่อพื้นที่ที่เกิดจากรังสีแอลฟาเกิน ๔ เบ็กเคอเรล ต่อตารางเซนติเมตร หรือที่เกิดจากรังสีบีตาหรือรังสีแกมมาเกิน ๔๐ เบ็กเคอเรลต่อตารางเซนติเมตร และกำหนดให้มีความดันลบระหว่าง ๒๒๐ ถึง ๓๐๐ ปาสกาล

    (๒) มีการกั้นผนังหรือประตูระหว่างพื้นที่แต่ละประเภทไม่ให้อากาศผ่านเข้าออกโดยมิได้ควบคุม เล่ม ๑๔๑ ตอนที่ ๗๑ ก

    (๓) การจัดแบ่งพื้นที่ต้องไม่ขัดขวางระบบป้องกันเพลิงไหม้ การจัดแบ่งพื้นที่ตามวรรคหนึ่ง ต้องสามารถปรับประเภทของพื้นที่ได้ชั่วคราวตามลักษณะ การใช้งานของพื้นที่นั้น เช่น พื้นที่ส่วนทำการซ่อมบำรุงตามปกติอยู่ในพื้นที่สีเหลือง หากมีการถอดชิ้นส่วน ที่มีรังสีสูงมาซ่อมบำรุง อาจปรับเป็นสีแดงได้

  46. ๔๒

    การออกแบบระบบระบายอากาศภายในอาคาร ต้องทำให้สามารถตรวจสอบ ระบบหมุนเวียนอากาศได้ และมีแผนการตรวจสอบ เฝ้าตรวจ และซ่อมบำรุงอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้ง ต้องออกแบบให้มีลักษณะ ดังต่อไปนี้

    (๑) ทำให้อากาศไหลจากพื้นที่ที่ไม่มีการปนเปื้อนทางรังสีหรือมีการปนเปื้อนทางรังสีน้อยกว่า ไปสู่พื้นที่ที่มีการปนเปื้อนทางรังสีมากกว่าเสมอ โดยการปรับระดับความดันอากาศของแต่ละพื้นที่ ตามประเภทพื้นที่ที่กำหนดไว้ และความแตกต่างของความดันอากาศในแต่ละพื้นที่ต้องต่างกันอย่างน้อย ๔๐ ปาสกาล

    (๒) ควบคุมพื้นที่ที่มีรังสีให้มีแรงดันเป็นลบ เพื่อทำให้มั่นใจว่าอากาศที่มีการปนเปื้อนทางรังสี จะไม่ไหลออกสู่สิ่งแวดล้อมนอกจากช่องทางระบายอากาศที่ออกแบบไว้

    (๓) ป้องกันการเกิดลมหมุน (eddy) อันจะทำให้อากาศที่มีการปนเปื้อนทางรังสีไหลย้อนกลับได้ โดยอัตราการไหลของอากาศระหว่างพื้นที่ต้องไม่เกิน ๑.๐ เมตรต่อนาที

    (๔) ทางเข้าของอากาศสำหรับพื้นที่ที่มีการปนเปื้อนทางรังสีต้องมีเครื่องกรองอากาศ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดฝุ่นสะสม อันจะเป็นการเพิ่มปริมาณรังสีได้

    (๕) ทำให้อากาศที่มีการปนเปื้อนทางรังสีที่อาจรั่วไหลจากการเกิดเพลิงไหม้ออกจาก ระบบระบายอากาศหรือปล่อยทิ้งออกสู่สิ่งแวดล้อมตามเกณฑ์ที่กำหนดในกฎกระทรวงว่าด้วย การปล่อยทิ้งกากกัมมันตรังสี

  47. ๔๓

    ระบบระบายอากาศของห้องควบคุมเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์และพื้นที่ควบคุมการเข้าออก ต้องออกแบบให้มีลักษณะ ดังต่อไปนี้

    (๑) จัดให้มีการตรวจวัดระดับรังสีในอากาศ (airborne radioactivity) ภายในห้องควบคุม เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ตลอดเวลา

    (๒) การระบายอากาศในห้องควบคุมเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่มีการปรับภาวะอากาศ ด้วยระบบการปรับภาวะอากาศ ต้องมีการนำอากาศภายนอกเข้ามาในพื้นที่ปรับภาวะอากาศหรือดูดอากาศ จากภายในพื้นที่ปรับภาวะอากาศออกไป ในอัตราไม่น้อยกว่า ๒ ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมงต่อตารางเมตร

    (๓) กรณีที่เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์เกิดอุบัติเหตุ ระบบระบายอากาศของห้องควบคุม เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ต้องสามารถทำงานได้และสามารถกันไม่ให้อากาศที่ปนเปื้อนกัมมันตรังสีเข้ามา ในห้องควบคุม เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถควบคุมเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ได้อย่างปลอดภัย

    (๔) กรณีเกิดเหตุการณ์ภายนอกที่รุนแรง เช่น แผ่นดินไหว สึนามิ ห้องควบคุมเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ เพื่อการผลิตพลังงานต้องมีระบบระบายอากาศที่สามารถทำงานได้อย่างปลอดภัย เล่ม ๑๔๑ ตอนที่ ๗๑ ก

  48. ๔๔

    การนำอากาศจากภายนอกเข้าสู่ภายในอาคาร ต้องออกแบบให้มีลักษณะ ดังต่อไปนี้

    (๑) ตำแหน่งของช่องนำอากาศภายนอกเข้าสู่ภายในอาคารต้องห่างจากท่อระบายอากาศทิ้ง เพื่อป้องกันไม่ให้ดูดอากาศที่อาจปนเปื้อนทางรังสีกลับเข้าไป ทั้งนี้ ระยะห่างจากท่อระบายอากาศทิ้ง และความสูงจากพื้นดินขึ้นอยู่กับปริมาณรังสีที่ถูกปลดปล่อยออกมา

    (๒) ระบบดูดอากาศภายนอกเข้าสู่อาคารต้องมีการกรองอากาศเพื่อป้องกันไม่ให้ดูดฝุ่นเข้ามา อันอาจทำปฏิกิริยาทางนิวเคลียร์และก่อให้เกิดเป็นวัสดุกัมมันตรังสีได้

    (๓) ติดตั้งห้องล็อกอากาศ (air lock chamber) ในบริเวณทางเข้าจากภายนอกสู่พื้นที่ ที่อาจมีการปนเปื้อนทางรังสี

  49. ๔๕

    การปล่อยอากาศออกสู่ภายนอกอาคาร ต้องออกแบบให้มีลักษณะ ดังต่อไปนี้

    (๑) ติดตั้งระบบตรวจวัดรังสีที่ส่วนท้ายของท่อระบายอากาศทิ้งก่อนปล่อยอากาศออกสู่ ภายนอกอาคาร

    (๒) ติดตั้งชุดแผ่นปรับลม (dampers) หรือวาล์วในท่อทางออก เพื่อปิดกั้นอากาศในท่อ ไม่ให้ออกสู่สิ่งแวดล้อมในกรณีที่ระบบกรองอากาศทำงานผิดปกติหรือในสภาวะเกิดอุบัติเหตุ

    (๓) ทางออกของอากาศจากพื้นที่ที่ไม่มีรังสีและพื้นที่ที่มีรังสีแยกจากกัน และอากาศที่ระบาย ออกจากพื้นที่ที่มีรังสีต้องได้รับการกรองอย่างมีประสิทธิภาพก่อนปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อม

  50. ๔๖

    การบำบัดอากาศที่ออกจากอาคารสู่สิ่งแวดล้อม ต้องออกแบบให้มีลักษณะ ดังต่อไปนี้

    (๑) มีระบบกรองอากาศที่สามารถกรองวัสดุกัมมันตรังสีและวัสดุนิวเคลียร์ที่ปนเปื้อนในอากาศ ที่ระบายออกจากพื้นที่ที่มีการปนเปื้อนทางรังสี ตามลักษณะทางกายภาพของวัสดุที่ปนเปื้อน เช่น ที่เป็นละอองอนุภาค (particulate aerosols) ที่ระเหยได้ (volatile) หรือกึ่งระเหยได้ (semi-volatile)

    (๒) มีตัวกรองอากาศคุณภาพสูงสำหรับใช้กรองละอองอนุภาค และต้องมีประสิทธิภาพในการกรอง ดังต่อไปนี้

    (ก) ไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๙๙.๙๙ ที่อนุภาคขนาด ๐.๓ ไมโครเมตร สำหรับอาคาร ที่มีการใช้เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์เพื่อการผลิตพลังงาน

    (ข) ไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๙๙.๙๕ ที่อนุภาคขนาด ๐.๓ ไมโครเมตร สำหรับอาคาร ที่มีการใช้เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์วิจัย

    (ค) สำหรับอาคารอื่น ให้ประเมินจากปริมาณรังสีในอากาศที่จะปลดปล่อย โดยพิจารณาทั้งในกรณีการดำเนินกิจกรรมทางนิวเคลียร์ตามปกติและกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ

    (๓) มีระบบดักจับไอโอดีน ระบบดักจับทริเทียม หรือระบบดักจับรูทีเนียม สำหรับสถานประกอบการ ที่มีไอโอดีน ทริเทียม หรือรูทีเนียมปนเปื้อนในอากาศที่จะปลดปล่อย แล้วแต่กรณี

  51. ๔๗

    สถานประกอบการต้องออกแบบระบบน้ำทิ้งที่มีการปนเปื้อนทางรังสีแยกออกจาก ระบบน้ำทิ้งที่ไม่มีการปนเปื้อนทางรังสี และไม่ให้น้ำทิ้งที่มีการปนเปื้อนทางรังสีนั้นไหลลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ เว้นแต่จะได้มีการบำบัดให้เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดในกฎกระทรวงว่าด้วยการปล่อยทิ้งกากกัมมันตรังสี เล่ม ๑๔๑ ตอนที่ ๗๑ ก

  52. หมวด ๕ ถังปฏิกรณ์ บ่อปฏิกรณ์ บ่อเก็บเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ที่ผ่านการใช้งาน

    2 มาตรา
  53. ๔๘

    อาคารดังต่อไปนี้ ต้องมีถังปฏิกรณ์ (reactor vessel) บ่อปฏิกรณ์ (reactor pool) บ่อเก็บเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ที่ผ่านการใช้งาน หรือบ่อเก็บเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ใช้แล้ว ที่เป็นไปตามข้อกำหนด ในหมวดนี้

    (๑) อาคารประเภท ๑

    (๒) อาคารประเภท ๒ ที่ติดตั้งเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์วิจัยขนาดกำลังเกิน ๕๐๐ กิโลวัตต์ (ความร้อน) แต่ไม่เกิน ๒ เมกะวัตต์ (ความร้อน)

    (๓) อาคารประเภท ๓ ที่มีการดำเนินการ ดังต่อไปนี้

    (ก) ติดตั้งเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์วิจัยขนาดกำลังไม่เกิน ๕๐๐ กิโลวัตต์ (ความร้อน)

    (ข) จัดเก็บเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ที่ผ่านการใช้งาน

    (ค) จัดเก็บเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ใช้แล้ว

  54. ๔๙

    ถังปฏิกรณ์ บ่อปฏิกรณ์ บ่อเก็บเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ที่ผ่านการใช้งาน และบ่อเก็บ เชื้อเพลิงนิวเคลียร์ใช้แล้ว ต้องได้รับการออกแบบและติดตั้งให้มีคุณสมบัติและลักษณะ ดังต่อไปนี้

    (๑) เป็นส่วนหนึ่งของการป้องกันและควบคุมการรั่วไหลของวัสดุกัมมันตรังสีหรือวัสดุนิวเคลียร์ ที่ออกสู่สิ่งแวดล้อมในขณะดำเนินกิจกรรมทางนิวเคลียร์หรือในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ

    (๒) ทำจากวัสดุที่จะเกิดความเสื่อมสภาพจากรังสีน้อยที่สุดตลอดอายุการใช้งาน รวมทั้ง ต้องทนทานต่อการเกิดปฏิกิริยากับสารหล่อเย็น และเข้ากันได้ทางเคมีกับวัสดุที่เป็นส่วนประกอบอื่น ๆ ของเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ (ถ้ามี)

    (๓) มีรูปทรงและขนาดบรรจุสารหล่อเย็นที่สามารถหล่อเย็นและกำบังรังสีไม่ให้ผู้ปฏิบัติงาน ได้รับรังสีเกินกว่าที่กำหนดในกฎกระทรวงว่าด้วยความปลอดภัยทางรังสี

    (๔) ถังปฏิกรณ์หรือบ่อปฏิกรณ์ต้องบรรจุสารหล่อเย็นให้มีระดับสูงเหนือแกนปฏิกรณ์นิวเคลียร์ รวมทั้งมีอัตราการไหลเวียนและแรงดันเพียงพอในการหล่อเย็นตามหลักเทอร์มัลไฮดรอลิก

    (๕) บ่อเก็บเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ที่ผ่านการใช้งานหรือบ่อเก็บเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ใช้แล้ว ต้องบรรจุ สารหล่อเย็นให้มีระดับสูงเหนือแท่งเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ที่ผ่านการใช้งาน หรือแท่งเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ใช้แล้ว และมีอัตราการไหลเวียนเพียงพอในการหล่อเย็นตามหลักเทอร์มัลไฮดรอลิก

    (๖) มีขนาด ความหนา และโครงสร้างที่รองรับ ให้มีความแข็งแรงที่สามารถรับแรงเชิงกล แรงดันของสารหล่อเย็น และแรงเค้นที่เกิดขึ้นได้ตลอดอายุการใช้งาน เล่ม ๑๔๑ ตอนที่ ๗๑ ก

    (๗) สามารถป้องกันการรั่วไหลหรือความเสียหายที่อาจจะนำไปสู่อุบัติเหตุจากการสูญเสีย สารหล่อเย็น โดยเฉพาะจากช่องทางที่มีการเชื่อมต่อเข้าสู่ภายในถังปฏิกรณ์ บ่อปฏิกรณ์ บ่อเก็บเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ที่ผ่านการใช้งาน หรือบ่อเก็บเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ใช้แล้ว โดยเฉพาะบริเวณ ที่ต่ำกว่าระดับของสารหล่อเย็น

    (๘) สามารถป้องกันการถูกกัดกร่อนตลอดอายุการใช้งานโดยเฉพาะในบริเวณที่เข้าถึงได้ยาก

    (๙) สามารถตรวจสอบความเสื่อมสภาพที่เกิดจากรังสีหรือเคมี รวมทั้งสามารถบำรุงรักษา และซ่อมแซมได้โดยเฉพาะในบริเวณที่เข้าถึงได้ยาก

  55. หมวด ๖ คอนเทนเมนต์

    4 มาตรา
  56. ๕๐

    อาคารดังต่อไปนี้ ต้องมีคอนเทนเมนต์ที่เป็นไปตามข้อกำหนดในหมวดนี้

    (๑) อาคารประเภท ๑ ที่ติดตั้งเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์เพื่อการผลิตพลังงาน

    (๒) อาคารประเภท ๑ อาคารประเภท ๒ หรืออาคารประเภท ๓ ที่ติดตั้งเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ วิจัยที่มีความเสี่ยงสูงต่อการรั่วไหลของวัสดุกัมมันตรังสีออกสู่ประชาชนโดยรอบเกินปริมาณรังสีที่กำหนด ในกฎกระทรวงว่าด้วยการอนุญาตให้ใช้พื้นที่ตั้งสถานประกอบการทางนิวเคลียร์

  57. ๕๑

    คอนเทนเมนต์ต้องได้รับการออกแบบให้เป็นไปตามหลักความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ และรังสี ดังต่อไปนี้

    (๑) มีโครงสร้างทางเข้าออก จุดเชื่อมต่อ และระบบระบายความร้อน ที่สามารถรองรับแรงดัน และอุณหภูมิที่สูงขึ้นจากอุบัติเหตุการสูญเสียสารหล่อเย็น

    (๒) ป้องกันไม่ให้เกิดการแตกร้าวภายใต้สภาวะการทำงานปกติ การซ่อมบำรุง การทดสอบ และการเกิดอุบัติเหตุที่คาดการณ์ไว้

    (๓) ติดตั้งอุปกรณ์ที่ป้องกันและเฝ้าระวังการรั่วของคอนเทนเมนต์ที่มีคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้

    (ก) สามารถตรวจสอบอัตราการรั่วภายใต้ความดันที่ได้รับการออกแบบไว้ได้

    (ข) สามารถตรวจสอบตามกำหนดระยะเวลาในจุดที่มีความเสี่ยงต่อการรั่ว

  58. ๕๒

    ท่อที่มีการเชื่อมต่อเข้าสู่อากาศภายในคอนเทนเมนต์ (containment atmosphere) โดยตรง ต้องติดตั้งวาล์วตัดตอนชนิดที่เหมาะสมทั้งภายในและภายนอกของคอนเทนเมนต์ และต้องติดตั้งวาล์วตัดตอนภายนอกให้ใกล้กับผนังคอนเทนเมนต์มากที่สุด เว้นแต่จะมีวิธีการสำหรับท่อ ที่ใช้งานเฉพาะแบบ เช่น ท่อร้อยสายไฟ เล่ม ๑๔๑ ตอนที่ ๗๑ ก

  59. ๕๓

    ระบบท่ออื่น ๆ นอกจากข้อ ๕๒ ที่มีการเชื่อมต่อเข้าไปในคอนเทนเมนต์ปฐมภูมิ ต้องมีระบบวาล์วตัดตอนอย่างน้อยหนึ่งตัวที่เป็นวาล์วตัดตอนแบบปิด แบบอัตโนมัติ หรือแบบที่สามารถ ควบคุมได้จากระยะไกล โดยวาล์วตัดตอนต้องอยู่ภายนอกของคอนเทนเมนต์ปฐมภูมิ และต้องติดตั้ง ให้ใกล้กับผนังคอนเทนเมนต์ปฐมภูมิให้มากที่สุด ให้ไว้ ณ วันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖7 ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เล่ม ๑๔๑ ตอนที่ ๗๑ ก หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ โดยที่มาตรา ๘

    (๙) มาตรา ๔๘ และมาตรา ๘๐ แห่งพระราชบัญญัติพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ พ.ศ. ๒๕๕๙ บัญญัติให้รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยคำแนะนำของคณะกรรมการพลังงานนิวเคลียร์ เพื่อสันติมีอำนาจออกกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการก่อสร้างสถานประกอบการ ทางนิวเคลียร์และสถานที่ให้บริการจัดการกากกัมมันตรังสี เพื่อให้ผู้ขอรับใบอนุญาตก่อสร้างสถานประกอบการ ทางนิวเคลียร์หรือผู้ขอรับใบอนุญาตสถานที่ให้บริการจัดการกากกัมมันตรังสี แล้วแต่กรณี ต้องปฏิบัติตาม จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้ PoweredbyTCPDF(www.tcpdf.org)

หมายเหตุและเชิงอรรถท้ายฉบับ

และบ่อเก็บเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ใช้แล้ว

ที่มาของตัวบทนี้
ผู้เผยแพร่ไฟล์
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาดัชนีกฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
หน้ารายการของกฤษฎีกา
https://www.ocs.go.th/searchlaw/law-index/item/10303ตัวบทกฎหมายที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา — การพิจารณาของผู้ดำเนินการ (ไม่ใช่สัญญาอนุญาต ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย) — สัญญาอนุญาตประกาศอยู่ในระเบียนชุดข้อมูลนี้ — คือหลักฐานสัญญาอนุญาตของตัวบททั้งฉบับ
ไฟล์ต้นทาง
https://www.ocs.go.th/searchlaw/power_link/download/eyJ1dWlkIjoiZGNmMTgzMTEtYWNkMy00ZGQ5LWI0ZGMtNmU5NmNlNWMzNzc0IiwiZmlsZW5hbWUiOiLguJ4wMDE4IOC4geC4juC4geC4o-C4sOC4l-C4o-C4p-C4hyAyNTY3LTcx4LiBLTQzLnBkZiJ9.r6FnAKTaLl1D7XwoqfwDMJO9d5YATf2PMzAHXA8eMK416 หน้า
ค่าตรวจสอบไฟล์ (checksum)
sha256:b3efedb05229ffdbc7da581081aa02065082937cf4ada87b4e5486b35baa11b9ดึงเมื่อ 2026-08-23T21:19:17.611Z
สภาพของตัวบทเทียบกับต้นฉบับ
ตรวจด้วยสามวิธี ไม่พบความเพี้ยน"ไม่พบ" ไม่เท่ากับ "ถูกต้อง" — ทั้งสามวิธีมีจุดบอดที่ประกาศไว้ที่หน้าวิธีทำงาน
วิธีดึงข้อความ
pdftotext -layout บน ToUnicode ที่ซ่อม (repair-tounicode.py)ผ่านด่านตรวจของ ai-law: ซ่อม ToUnicode · คืนสระ ำ · ลำดับมาตราต่อเนื่อง · เทียบพยาน OCR