๔. จูฬปันถกเถราปทาน
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๔. จูฬปันถกเถราปทาน ประวัติในอดีตชาติของพระจูฬปันถกเถระ (พระจูฬปันถกเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)
พระชินเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ผู้สมควรรับเครื่องบูชา พระองค์เสด็จหลีกออกจากหมู่คณะ ไปอาศัยอยู่ที่ภูเขาหิมพานต์ ในครั้งนั้น
ครั้งนั้น แม้ข้าพเจ้าก็อยู่ในอาศรมใกล้ภูเขาหิมพานต์ ได้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค ผู้มีความเพียรมาก ผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก ซึ่งเสด็จมาไม่นาน
ข้าพเจ้าถือร่มดอกไม้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค ผู้องอาจกว่านรชน ข้าพเจ้าได้ทำอันตราย(รบกวนสมาธิ) ต่อพระผู้มีพระภาคผู้กำลังเข้าสมาธิ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๑๐๗}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๒. สีหาสนิยวรรค] ๔. จูฬปันถกเถราปทาน
ข้าพเจ้าใช้มือทั้ง ๒ ประคองร่มดอกไม้แล้ว ได้ถวายพระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคมหามุนีพระนามว่าปทุมุตตระทรงรับแล้ว
เทวดาเหล่านั้นทั้งหมดมีใจยินดี พากันเข้าไปยังป่าหิมพานต์ ส่งเสียงสาธุการว่า พระผู้มีพระภาคผู้มีพระจักษุ จักทรงอนุโมทนา
ครั้นแล้ว เทวดาเหล่านั้น ได้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค ผู้สูงสุดแห่งนรชน ขณะเมื่อข้าพเจ้ากั้นร่มดอกบัวชั้นดีเยี่ยมอยู่ในอากาศ
(พระผู้มีพระภาคพระนามว่าปทุมุตตระตรัสว่า) เราจักพยากรณ์ดาบสผู้ที่ประคองร่มดอกบัวร้อยกลีบถวายเรา ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว
ดาบสนี้จักครองเทวสมบัติ ๒๕ กัป จักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๓๔ ชาติ
เขาเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในกำเนิดใดๆ คือจะเกิดเป็นเทวดาหรือมนุษย์ก็ตาม ในกำเนิดนั้นดอกบัวก็จักกั้นอยู่เบื้องบนเขาผู้นั่งหรือยืนอยู่กลางแจ้ง
ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ (นับจากกัปนี้ไป) พระศาสดาพระนามว่าโคดม ตามพระโคตร ทรงสมภพในราชสกุลโอกกากราช จักอุบัติขึ้นในโลก
เมื่อพระศาสดาทรงประกาศธรรมวินัยแล้ว ดาบสนี้จักเกิดเป็นมนุษย์ เป็นผู้สูงสุดในการแปลงกายได้ดังใจนึก
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๑๐๘}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๒. สีหาสนิยวรรค] ๔. จูฬปันถกเถราปทาน
จักมีชายหนุ่มสองพี่น้องชื่อว่าปันถกะ ทั้ง ๒ คน ครั้นได้บรรลุประโยชน์อย่างสูงสุดแล้ว จักทำให้ศาสนารุ่งเรือง
ข้าพเจ้านั้นอายุได้ ๑๘ ปี บวชเป็นบรรพชิต ยังไม่สำเร็จคุณวิเศษในศาสนาของพระผู้มีพระภาคผู้ศากยบุตร
ข้าพเจ้าโง่เขลา เพราะเคยดูหมิ่นผู้อื่น พระพี่ชายจึงขับไล่ข้าพเจ้าว่าจงกลับไปบ้านของตนเดี๋ยวนี้
ข้าพเจ้านั้นถูกขับไล่แล้วเสียใจ ยืนอยู่ที่ซุ้มประตูสังฆาราม หมดอาลัยในความเป็นสมณะ
ลำดับนั้น พระศาสดาได้เสด็จมายังสถานที่นั้น ทรงลูบศีรษะข้าพเจ้า ทรงจูงแขนข้าพเจ้าพาเข้าสู่สังฆาราม
พระศาสดาได้ประทานผ้าสำหรับเช็ดเท้าให้ข้าพเจ้า ด้วยความอนุเคราะห์แล้วตรัสว่า เธอจงอธิษฐานผ้าสะอาดอย่างนี้ ข้าพเจ้าได้อธิษฐาน ณ ที่สมควร
ข้าพเจ้าใช้มือทั้ง ๒ จับผ้าผืนนั้นแล้วระลึกถึงดอกบัว จิตของข้าพเจ้าก็น้อมไปในดอกบัวนั้น ข้าพเจ้าจึงได้บรรลุอรหัตตผล
ข้าพเจ้าถึงความสำเร็จในการแปลงกายทั้งหลาย ได้ดังใจนึกในที่ทุกสถาน กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ @เชิงอรรถ : @ ประโยชน์อย่างสูงสุด ในที่นี้หมายถึงพระนิพพาน (ขุ.อป.อ. ๑/๓๐๘/๒๘๐)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๑๐๙}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๒. สีหาสนิยวรรค] ๕. ปิลินทวัจฉเถราปทาน
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าได้ทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล ได้ทราบว่า ท่านพระจูฬปันถกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้จูฬปันถกเถราปทานที่ ๔ จบ
ฉบับหลวง
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
จตุตฺถํ จุลฺลปนฺถกตฺเถราปทานํ (๑๔)
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ จุลลปันถกเถราปทานที่ ๔ (๑๔) ว่าด้วยพระจุลลปันถกปัญญาเขลา
|๑๖.๓๕| ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน อาหุตีนํ ปฏิคฺคโห คณมฺหา วูปกฏฺโฐ โส หิมวนฺเต วสี ตทา ฯ |๑๖.๓๖| อหํปิ หิมวนฺตมฺหิ วสามิ อสฺสเม ตทา อจิราคตํ มหาวีรํ อุเปสึ โลกนายกํ ฯ |๑๖.๓๗| ปุปฺผจฺฉตฺตํ คเหตฺวาน อุปคญฺฉึ นราสภํ สมาธึ สมาปชฺชนฺตํ อนฺตรายมกาสหํ ฯ |๑๖.๓๘| อุโภหตฺเถหิ ปคฺคยฺห ปุปฺผจฺฉตฺตํ อทาสหํ ปฏิคฺคเหสิ ภควา ปทุมุตฺตโร มหามุนิ ฯ |๑๖.๓๙| สพฺเพ เทวา อตฺตมนา หิมวนฺตํ อุเปนฺติ เต สาธุการํ ปวตฺตึสุ อนุโมทิสฺสติ จกฺขุมา ฯ |๑๖.๔๐| อิทํ วตฺวาน เต เทวา อุปคญฺฉุํ นรุตฺตมํ อากาเส ธารยนฺตสฺส ปทุมํ ฉตฺตมุตฺตมํ ฯ |๑๖.๔๑| สตฺตปตฺตฉตฺตํ ปคฺคยฺห อทาสิ ตาปโส มม ตมหํ กิตฺตยิสฺสามิ สุณาถ มม ภาสโต ฯ |๑๖.๔๒| ปญฺจวีสติกปฺปานิ เทวรชฺชํ กริสฺสติ จตุตฺตึสติกฺขตฺตุญฺจ จกฺกวตฺติ ภวิสฺสติ ฯ |๑๖.๔๓| ยํ ยํ โยนึ สํสรติ เทวตฺตํ อถ มานุสํ อพฺโภกาเส ปติฏฺฐนฺตํ ปทุมํ ธารยิสฺสติ ฯ |๑๖.๔๔| กปฺปสตสหสฺสมฺหิ โอกฺกากกุลสมฺภโว โคตโม นาม โคตฺเตน สตฺถา โลเก ภวิสฺสติ ฯ |๑๖.๔๕| ปกาสิเต ปาวจเน มนุสฺสตฺตํ ลภิสฺสติ มโนมยมฺหิ กายมฺหิ อุตฺตโม โส ภวิสฺสติ ฯ |๑๖.๔๖| เทฺว ภาตโร ภวิสฺสนฺติ อุโภปิ ปนฺถกวฺหยา อนุโภตฺวา อุตฺตมตฺถํ โชตยิสฺสนฺติ สาสนํ ฯ |๑๖.๔๗| โส อฏฺฐารสวสฺโสหํ ปพฺพชึ อนคาริยํ วิเสสาหํ น วินฺทามิ สกฺยปุตฺตสฺส สาสเน ฯ |๑๖.๔๘| ทนฺธา มยฺหํ คติ อาสิ ปริภูโต ปุเร อหํ ภาตา จ มํ ปณาเมสิ คจฺฉ ทานิ สกํ ฆรํ ฯ |๑๖.๔๙| โสหํ ปณามิโต สนฺโต สงฺฆารามสฺส โกฏฺฐเก ทุมฺมโน ตตฺถ อฏฺฐาสึ สามญฺญสฺมึ อเปกฺขวา ฯ |๑๖.๕๐| อเถตฺถ สตฺถา อาคจฺฉิ สีสํ มยฺหํ ปรามสิ พาหาย มํ คเหตฺวาน สงฺฆารามํ ปเวสยิ ฯ |๑๖.๕๑| อนุกมฺปาย เม สตฺถา อทาสิ ปาทปุญฺฉนึ เอวํ สุทฺธํ อธิฏฺเฐหิ เอกมนฺตํ อธิฏฺฐิตํ ฯ |๑๖.๕๒| หตฺเถหิ ตมหํ คยฺห สรึ โกกนทํ อหํ ตตฺถ จิตฺตํ วิมุจฺจี เม อรหตฺตํ อปาปุณึ ฯ |๑๖.๕๓| มโนมเยสุ กาเยสุ สพฺพตฺถ ปารมึ คโต สพฺพาสเว ปริญฺญาย วิหรามิ อนาสโว ฯ |๑๖.๕๔| ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา จุลฺลปนฺถโก เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ จุลฺลปนฺถกตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ
เวลานั้น พระชินเจ้าพระนามว่าปทุมุตระ ทรงรับเครื่องบูชาแล้ว พระองค์ เสด็จหลีกออกจากหมู่ ประทับอยู่ ณ ภูเขาหิมวันต์ แม้เวลานั้นเราก็อยู่ ในอาศรมใกล้ภูเขาหิมวันต์ เราได้เข้าไปเฝ้าพระมหาวีรเจ้าผู้เป็นนายกของ โลก ซึ่งเสด็จมาไม่นาน เราถือเอาฉัตรอันประดับด้วยดอกไม้ เข้าไปเฝ้า พระนราสภ เราได้ทำอันตรายแก่พระผู้มีพระภาคซึ่งกำลังเสด็จเข้าสมาธิ เราประคองฉัตรดอกไม้ด้วยมือทั้งสองถวายแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มี พระภาคมหามุนีพระนามว่าปทุมุตระทรงรับแล้ว เทวดาทั้งปวงมีใจชื่นบาน เข้ามาสู่ภูเขาหิมวันต์ ยังสาธุการให้เป็นไปว่า พระผู้มีพระภาคผู้มีจักษุ ทรงอนุโมทนา ครั้นเทวดาเหล่านี้กล่าวเช่นนี้แล้วได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระ- ภาคผู้สูงสุดว่านระ เมื่อเรากั้นฉัตรดอกบัวอันอุดมอยู่ในอากาศ (พระผู้มี พระภาคตรัสว่า) ดาบสได้ประคองฉัตรใบบัว ๗ ใบให้แก่เรา เราจัก- พยากรณ์ดาบสนั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว ดาบสนี้จักเสวยเทวรัช สมบัติอยู่ตลอด ๒๕ กัลป์ และจักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๓๔ ครั้ง จะท่อง เที่ยวสู่กำเนิดใดๆ คือ ความเป็นเทวดาหรือมนุษย์ ในกำเนิดนั้นๆ จักทรงไว้ซึ่งดอกปทุมอันตั้งอยู่ในอากาศ ในแสนกัลป พระศาสดาพระ นามว่าโคดม โดยพระโคตร ซึ่งมีสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จัก เสด็จอุบัติในโลก เมื่อพระศาสดาทรงประกาศพระศาสนา ดาบสผู้จักได้ ความเป็นมนุษย์ เราจักเป็นผู้อุดมในกายอันบังเกิดแล้วด้วยใจ จักมีพี่ น้องชายสองคนมีชื่อว่าปันถก แม้ทั้งสองคนเสวยประโยชน์อันสูงสุดแล้ว จักยังพระศาสนาให้รุ่งเรือง เรานั้นมีอายุ ๑๘ ปี ออกบวชเป็นบรรพชิต เรายังไม่ได้คุณวิเศษในศาสนาของพระศากยบุตร เรามีปัญญาเขลา เพราะ เราอบรมอยู่ในบุรี พระพี่ชายจึงขับไล่เราว่า จงไปสู่เรือนเดี๋ยวนี้ เราถูก พระพี่ชายขับไล่แล้วน้อยใจ ได้ยืนอยู่ที่ซุ้มประตูสังฆาราม ไม่หวังใน ความเป็นสมณะ ลำดับนั้น พระศาสดาเสด็จมา ณ ที่นั้น ทรงลูบศีรษะ เรา ทรงจับเราที่แขน พาเข้าไปในสังฆาราม พระศาสดาได้ทรงอนุเคราะห์ ประทานผ้าเช็ดพระบาทให้แก่เราว่า จงอธิษฐานผ้าอันสะอาดอย่างนี้วางไว้ ณ ส่วนข้างหนึ่ง เราจับผ้านั้นด้วยมือทั้งสองแล้วจึงระลึกถึงดอกบัวได้ จิตของเราปล่อยไปในดอกบัวนั้น เราจึงได้บรรลุอรหัต เราถึงที่สุดใน ฌานทั้งปวง ในกายอันบังเกิดแล้วแต่ใจ กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว ไม่มีอาสวะอยู่ คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมปภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล. ทราบว่า ท่านพระจุลลปันถกได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. จบ จุลลปันถกเถราปทาน -----------------------------------------------------