อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ

๓. สารีปุตตเถราปทาน (๑)

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 1 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 1 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 234 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

ตติยํ สารีปุตฺตตฺเถราปทานํ (๑) อถ เถราปทานํ สุณาถ

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ สารีปุตตเถราปทานที่ ๓ (๑) ว่าด้วยบุพจริยาของพระสารีบุตร ลำดับนี้เชิญฟังเถราปทาน

ข้อ

|๓.๑๔๐| หิมวนฺตสฺส อวิทูเร ลมฺพโก นาม ปพฺพโต อสฺสโม สุกโต มยฺหํ ปณฺณสาลา สุมาปิตา ฯ |๓.๑๔๑| อุตฺตานกูลา นทิกา สุปติตฺถา มโนรมา สุสุทฺธปุฬินากิณฺณา อวิทูเร มมสฺสมํ ฯ |๓.๑๔๒| อสกฺขรา อปพฺภารา สาทุ อปฺปฏิคนฺธิกา สนฺทนฺติ นทิกา ตตฺถ โสภยนฺตา มมสฺสมํ ฯ |๓.๑๔๓| กุมฺภีลา มกรา เจตฺถ สุํสุมารา จ กจฺฉปา สนฺทนฺติ นทิยา ตตฺถ โสภยนฺตา มมสฺสมํ ฯ |๓.๑๔๔| ปาฐีนา ปาวุสา มจฺฉา วลชา มุญฺชโรหิตา วคฺคุฬา ปปตายนฺติ โสภยนฺตา มมสฺสมํ ฯ |๓.๑๔๕| อุโภกูเลสุ นทิยา ปุปฺผิโน ผลิโน ทุมา อุภโต อติลมฺพนฺติ โสภยนฺตา มมสฺสมํ ฯ |๓.๑๔๖| อมฺพา สาลา จ ติลกา ปาฏลี สินฺทุวาริตา ทิพฺพา คนฺธา สมฺปวนฺติ ปุปฺผิตา มม อสฺสเม ฯ |๓.๑๔๗| จมฺปกา สลฬา นีปา นาคปุนฺนาคเกตกา ทิพฺพา คนฺธา สมฺปวนฺติ ปุปฺผิตา มม อสฺสเม ฯ |๓.๑๔๘| อติมุตฺตา อโสกา จ ภคินีมาลา จ ปุปฺผิตา องฺโกลา พิมฺพิชาลา จ ปุปฺผิตา มม อสฺสเม ฯ |๓.๑๔๙| เกตกา กทลี เจว เกพุกา ติณสูลิกา ทิพฺพา คนฺธา สมฺปวนฺติ โสภยนฺตา มมสฺสมํ ฯ |๓.๑๕๐| กณิกา กณฺณิการา จ อสนา อญฺชนา พหู ทิพฺพา คนฺธา สมฺปวนฺติ โสภยนฺตา มมสฺสมํ ฯ |๓.๑๕๑| ปุณฺณาวา คิริปุณฺณาวา โกวิฬารา จ ปุปฺผิตา ทิพฺพา คนฺธา สมฺปวนฺติ โสภยนฺตา มมสฺสมํ ฯ |๓.๑๕๒| อุทฺทาลกา จ กุฏชา กทมฺพา พกุลา พหู ทิพฺพา คนฺธา สมฺปวนฺติ โสภยนฺตา มมสฺสมํ ฯ |๓.๑๕๓| อาฬกา อิสิมุคฺคา จ กทลี มาตุลุงฺคิโย คนฺโธทเกน สํวฑฺฒา ผลานิ ธารยนฺติ เต ฯ |๓.๑๕๔| อญฺเญ ปุปฺผนฺติ ปทุมา อญฺเญ ชายนฺติ เกสรี อญฺเญ โอปุปฺผา ปทุมา ปุปฺผิตา ตฬเก ตทา ฯ |๓.๑๕๕| คพฺภํ คณฺหนฺติ ปทุมา นิทฺธาวนฺติ มุฬาลิโย สิงฺฆาฏปตฺตมากิณฺณา โสภยนฺติ ตฬเก ตทา ฯ |๓.๑๕๖| นยิตา อมฺพคณฺฑี จ อุตฺตรา หิ พนฺธุชีวกา ทิพฺพา คนฺธา สมฺปวนฺติ ปุปฺผิตา ตฬเก ตทา ฯ |๓.๑๕๗| ปาฐีนา ปาวุสา มจฺฉา วลชา มุญฺชโรหิตา สงฺกุลา มคฺคุรา เจว วสนฺติ ตฬเก ตทา ฯ |๓.๑๕๘| กุมฺภีลา สุํสุมารา จ ตนฺติคฺคาหา จ รกฺขสา โอคาหา อชครา จ วสนฺติ ตฬเก ตทา ฯ |๓.๑๕๙| ปาเรวตา รวิหํสา จกฺกวากา นทีจรา โกกิลา สุวสาลิกา อุปชีวนฺติ ตํ สรํ ฯ |๓.๑๖๐| กุกฺกุตฺถกา กุฬีรกา วเน โปกฺขรสาตกา ทินฺทิภา สุวโปตา จ อุปชีวนฺติ ตํ สรํ ฯ |๓.๑๖๑| หํสา โกญฺจา มยุรา จ โกกิลา ลมฺพจูฬกา จมฺปกา ชีวชีวา จ อุปชีวนฺติ ตํ สรํ ฯ |๓.๑๖๒| โกสิกา โปฏฺฐสีสา จ กุรรา เสนกา พหู มหากาฬา จ สกุณา อุปชีวนฺติ ตํ สรํ ฯ |๓.๑๖๓| ปสทา มิคา วราหา จ วกา เภรณฺฑกา พหู โรหิจฺจา สุตฺตโปตา จ อุปชีวนฺติ ตํ สรํ ฯ |๓.๑๖๔| สีหา พฺยคฺฆา จ ทีปิ จ อจฺฉโกกตรจฺฉภิ ติธปฺปภินฺนา มาตงฺคา อุปชีวนฺติ ตํ สรํ ฯ |๓.๑๖๕| กินฺนรา วานรา เจว อโถปิ วนกมฺมิกา เจตา จ ลุทฺทกา เจว อุปชีวนฺติ ตํ สรํ ฯ |๓.๑๖๖| ตินฺทุกานิ ปิยาลานิ มธุกา กาสมาริโย ธุวํ ผลานิ ธาเรนฺติ อวิทูเร มมสฺสมํ ฯ |๓.๑๖๗| โกสุมฺภา สลฬา นีปา สารผลสมายุตา ธุวํ ผลานิ ธาเรนฺติ อวิทูเร มมสฺสมํ ฯ |๓.๑๖๘| หรีตกา อามลกา อมฺพา ชมฺพู วิเภทกา โกลา ภลฺลาตกา พิลฺลา ผลานิ ธารยนฺติ เต ฯ |๓.๑๖๙| อาลุวา จ กลมฺพา จ พิฬาลิตกฺกฬานิ จ ชีวกา สมฺพกา เจว พหุกา มม อสฺสเม ฯ |๓.๑๗๐| อสฺสมสฺสาวิทูรมฺหิ ตฬากาสิ สุนิมฺมิตา อจฺโฉทกา สีตชลา สุปติตฺถา มโนรมา ฯ |๓.๑๗๑| ปทุมุปฺปลสญฺฉนฺนา ปุณฺฑรีกสมายุตา มนฺทาลเกหิ สญฺฉนฺนา ทิพฺโพ คนฺโธ ปวายติ ฯ |๓.๑๗๒| เอวํ สพฺพงฺคสมฺปนฺเน ปุปฺผิเต ผลิเต วเน สุกเต อสฺสเม รมฺเม วิหรามิ อหํ ตทา ฯ |๓.๑๗๓| สีลวา วตฺตสมฺปนฺโน ฌายี ฌานรโต สทา ปญฺจาภิญฺญาพลปฺปตฺโต สุรุจิ นาม ตาปโส ฯ |๓.๑๗๔| จตุพฺพีสสหสฺสานิ สิสฺสา มยฺหํ อุปฏฺฐหุํ สพฺเพว พฺราหฺมณา เอเต ชาติมนฺโต ยสสฺสิโน ฯ |๓.๑๗๕| ลกฺขเณ อิติหาเส จ สนิฆณฺฑุสเกฏุเภ ปทกา เวยฺยากรณา สทฺธมฺเม ปารมึ คตา ฯ |๓.๑๗๖| อุปฺปาเตสุ นิมิตฺเตสุ ลกฺขเณสุ จ โกวิทา ปฐพฺยา ภุมฺมนฺตลิกฺเข มม สิสฺสา สุสิกฺขิตา ฯ |๓.๑๗๗| อปฺปิจฺฉา นิปกา เอเต อปฺปาหารา อโลลุปา ลาภาลาเภน สนฺตุฏฺฐา ปริวาเรนฺติ มํ สทา ฯ |๓.๑๗๘| ฌายี ฌานรตา ธีรา สนฺตจิตฺตา สมาหิตา อากิญฺจญฺญํ ปตฺถยนฺตา ปริวาเรนฺติ มํ สทา ฯ |๓.๑๗๙| อภิญฺญาปารมิปฺปตฺตา เปตฺติเก โคจเร รตา อนฺตลิกฺขจรา ธีรา ปริวาเรนฺติ มํ สทา ฯ |๓.๑๘๐| สํวุตา ฉสุ ทฺวาเรสุ อเนญฺชา รกฺขิตินฺทฺริยา อสํสฏฺฐา จ เต ธีรา มม สิสฺสา ทุราสทา ฯ |๓.๑๘๑| ปลฺลงฺเกน นิสชฺชาย ฐานา จงฺกมเนน จ วีตินาเมนฺติ เต รตฺตึ มม สิสฺสา ทุราสทา ฯ |๓.๑๘๒| รชฺชนีเย น รชฺชนฺติ โทสนีเย น ทุสฺสเร โมหนีเย น มุยฺหนฺติ มม สิสฺสา ทุราสทา ฯ |๓.๑๘๓| อิทฺธึ วิมํสมานา เต วตฺตนฺติ นิจฺจกาลิกํ ปฐวึ เต ปกมฺเปนฺติ สารมฺเภน ทุราสทา ฯ |๓.๑๘๔| กีฬมานาว เต สิสฺสา กีฬนฺติ ฌานกีฬิตํ ชมฺพุโต ผลมาเนนฺติ มม สิสฺสา ทุราสทา ฯ |๓.๑๘๕| อญฺเญ คจฺฉนฺติ โคยานํ อญฺเญ ปุพฺพวิเทหนํ อญฺเญ จ อุตฺตรกุรุํ มม สิสฺสา ทุราสทา ฯ |๓.๑๘๖| ปุรโต เปเสนฺติ เต ขารึ ปจฺฉโต จ วชนฺติ เต จตุพฺพีสสหสฺเสหิ ฉาทิตํ โหติ อมฺพรํ ฯ |๓.๑๘๗| อคฺคิปากํ อนคฺคึ จ ทนฺโตทุกฺขลิกาปิจ อมฺพนา โกฏิกา เกจิ ปวตฺตผลโภชนา ฯ |๓.๑๘๘| อุทโกโรหกา เกจิ สายํ ปาโต สุจิรตา โตยาภิเสกจรณา มม สิสฺสา ทุราสทา ฯ |๓.๑๘๙| ปรูฬฺหกจฺฉนขโลมา ปงฺกทนฺตา รชสฺสิรา คนฺธิตา สีลคนฺเธน มม สิสฺสา ทุราสทา ฯ |๓.๑๙๐| ปาโตว สนฺนิปาเตตฺวา ชฏิลา อุคฺคตาปนา ลาภาลาภํ ปกิตฺเตตฺวา คจฺฉนฺติ อมฺพเร ตทา ฯ |๓.๑๙๑| เอเตสํ ปกฺกมนฺตานํ มหาสทฺโท ปวตฺตติ อชินจมฺมสทฺเทน โมทิตา โหนฺติ เทวตา ฯ |๓.๑๙๒| ทิโสทิสา ปกฺกมนฺติ อนฺตลิกฺขจรา อิสี สกพเลนุปตฺถทฺธา เต คจฺฉนฺติ ยถิจฺฉกํ ฯ |๓.๑๙๓| ปฐวีกมฺปกา เอเต สพฺเพว นภจาริโน อุคฺคเตชา ทุปฺปสหา สาคโรว อโขภิยา ฯ |๓.๑๙๔| ฐานจงฺกมิยา เกจิ เกจิ เนสชฺชิกา อิสี ปวตฺตโภชนา เกจิ มม สิสฺสา ทุราสทา ฯ |๓.๑๙๕| เมตฺตาวิหาริโน เอเต หิเตสี สพฺพปาณินํ อนตฺตุกฺกํสกา สพฺเพ น เต วมฺเภนฺติ กสฺสจิ ฯ |๓.๑๙๖| สีหราชาว สมฺภีตา คชราชาว ถามวา ทุราสทา พฺยคฺฆาริว อาคจฺฉนฺติ มมนฺติเก ฯ |๓.๑๙๗| วิชฺชาธรา เทวตา จ นาคคนฺธพฺพรกฺขสา กุมฺภณฺฑา ทานวา ครุฬา อุปชีวนฺติ ตํ สรํ ฯ |๓.๑๙๘| เต ชฏาขาริภริตา อชินุตฺตรวาสิโน อนฺตลิกฺขจรา สพฺเพ อุปชีวนฺติ ตํ สรํ ฯ |๓.๑๙๙| ตทานุจฺฉวิกา เอเต อญฺญมญฺญํ สคารวา จตุพฺพีสสหสฺสานํ ขิตฺตสทฺโท น วิชฺชติ ฯ |๓.๒๐๐| ปาเท ปาทํ นิกฺขิปนฺตา อปฺปสทฺทา สุสํวุตา อุปสงฺกมฺม สพฺเพ เต สิรสา วนฺทเร มมํ ฯ |๓.๒๐๑| เตหิ สิสฺเสหิ ปริวุโต สนฺเตหิ จ ตปสฺสิภิ วสามิ อสฺสเม ตตฺถ ฌายี ฌานรโต อหํ ฯ |๓.๒๐๒| อิสีนํ สีลคนฺเธน ปุปฺผคนฺเธน จูภยํ ผลีนํ ผลคนฺเธน คนฺธิโต โหติ อสฺสโม ฯ |๓.๒๐๓| รตฺตินฺทิวํ น ชานามิ อรติ เม น วิชฺชติ สเก สิสฺเส โอวทนฺโต ภิยฺโย หาสํ ลภามหํ ฯ |๓.๒๐๔| ปุปฺผานํ ปุปฺผมานานํ ผลานญฺจ วิปจฺจตํ ทิพฺพา คนฺธา ปวายนฺติ โสภยนฺตา มมสฺสมํ ฯ |๓.๒๐๕| สมาธิมฺหา วุฏฺฐหิตฺวา อาตาปี นิปโก อหํ ขาริภารํ คเหตฺวาน วนํ อชฺโฌคหึ อหํ ฯ |๓.๒๐๖| อุปฺปาเต สุปิเน จาปิ ลกฺขเณสุ สุสิกฺขิโต ปวตฺตมานํ มนฺตปทํ ธารยามิ อหํ ตทา ฯ |๓.๒๐๗| อโนมทสฺสี ภควา โลกเชฏฺโฐ นราสโภ วิเวกกาโม สมฺพุทฺโธ หิมวนฺตํ อุปาคมิ ฯ |๓.๒๐๘| อชฺโฌคเหตฺวา หิมวนฺตํ อคฺโค การุณิโก มุนิ ปลฺลงฺกํ อาภุชิตฺวาน นิสีทิ ปุริสุตฺตโม ฯ |๓.๒๐๙| ตมทฺทสาหํ สมฺพุทฺธํ สปฺปภาสํ มโนรมํ อินฺทีวรํว ชลิตํ อาทิตฺตํว หุตาสนํ ฯ |๓.๒๑๐| ชลนฺตํ ทีปรุกฺขํว วิชฺชุํว คคเณ ยถา สุผุลฺลํ สาลราชํว อทฺทสํ โลกนายกํ ฯ |๓.๒๑๑| อยํ นาโค มหาวีโร ทุกฺขสฺสนฺตกโร มุนิ อิมํ ทสฺสนมาคมฺม สพฺพทุกฺขา ปมุจฺจเร ฯ |๓.๒๑๒| ทิสฺวานาหํ เทวเทวํ ลกฺขณํ อุปธารยึ พุทฺโธ นุ โข น วา พุทฺโธ หนฺท ปสฺสามิ จกฺขุมํ ฯ |๓.๒๑๓| สหสฺสารานิ จกฺกานิ ทิสฺสนฺติ จรณุตฺตเม ลกฺขณานิสฺส ทิสฺวาน นิฏฺฐํ คญฺฉึ ตถาคเต ฯ |๓.๒๑๔| สมฺมชฺชนึ คเหตฺวา สมฺมชฺชิตฺวานหํ ตทา อฏฺฐ ปุปฺเผ สมาเนตฺวา พุทฺธเสฏฺฐํ อปูชยึ ฯ |๓.๒๑๕| ปูชยิตฺวาน ตํ พุทฺธํ โอฆติณฺณมนาสวํ เอกํสํ อชินํ กตฺวา นมสฺสึ โลกนายกํ ฯ |๓.๒๑๖| เยน ญาเณน สมฺพุทฺโธ วิหรติ อนาสโว ตํ ญาณํ กิตฺตยิสฺสามิ สุณาถ มม ภาสโต ฯ |๓.๒๑๗| สมุทฺธรยิมํ โลกํ สยมฺภุ อมิโตทย ตว ทสฺสนมาคมฺม กงฺขาโสตํ ตรนฺติ เต ฯ |๓.๒๑๘| ตุวํ สตฺถา จ เกตุ จ ธโช ยูโป จ ปาณินํ ปรายโน ปติฏฺฐา จ ทีโป จ ทิปทุตฺตโม ฯ |๓.๒๑๙| สกฺกา สมุทฺเท อุทกํ ปเมตุํ อาฬฺหเกน วา น เตฺวว ตว สพฺพญฺญุ ญาณํ สกฺกา ปเมตเว ฯ |๓.๒๒๐| ธาเรตุํ ปฐวึ สกฺกา ฐเปตฺวา ตุลมณฺฑเล น เตฺวว ตว สพฺพญฺญุ ญาณํ สกฺกา ปเมตเว ฯ |๓.๒๒๑| อากาสํ มินิตุํ สกฺกา รชฺชุนา องฺคุเลน วา น เตฺวว ตว สพฺพญฺญุ ญาณํ สกฺกา ปเมตเว ฯ |๓.๒๒๒| มหาสมุทฺเท อุทกํ ปฐวิญฺจาขิลญฺชเห พุทฺธญาณํ อุปาทาย อุปมาโต น ยุชฺชเร ฯ |๓.๒๒๓| สเทวกสฺส โลกสฺส จิตฺตํ เยสํ ปวตฺตติ อนฺโตชาลิคตา เอเต ตว ญาณมฺหิ จกฺขุม ฯ |๓.๒๒๔| เยน ญาเณน ปตฺโตสิ เกวลํ โพธิมุตฺตมํ เตน ญาเณน สพฺพญฺญุ มทฺทสิ ปรติตฺถิเย ฯ |๓.๒๒๕| อิมา คาถา ปเฐตฺวาน สุรุจิ นาม ตาปโส อชินํ ปตฺถริตฺวาน ปฐวิยํ นิสีทิ โส ฯ |๓.๒๒๖| จุลฺลาสีติสหสฺสานิ อชฺโฌคาโฬฺห มหณฺณเว อจฺจุคฺคโต ตาวเทว คิริราชา ปวุจฺจติ ฯ |๓.๒๒๗| ตาว อจฺจุคฺคโต เนรุ อายโต วิตฺถโต จ โส จุณฺณิโต สงฺขเภเทน โกฏิสตสหสฺสิโย ฯ |๓.๒๒๘| ลกฺเข ฐปิยมานมฺหิ ปริกฺขยมคจฺฉถ น เตฺวว ตว สพฺพญฺญุ ญาณํ สกฺกา ปเมตเว ฯ |๓.๒๒๙| สุขุมจฺฉิเกน ชาเลน อุทกํ โย ปริกฺขิเป เย เกจิ อุทเก ปาณา อนฺโตชาลิคตา สิยุํ ฯ |๓.๒๓๐| ตเถว หิ มหาวีร เย เกจิ ปุถุติตฺถิยา ทิฏฺฐิคฺคหณปกฺขนฺตา ปรามาเสน โมหิตา ฯ |๓.๒๓๑| ตว สุทฺเธน ญาเณน อนาวรณทสฺสินา อนฺโตชาลิคตา เอเต ญาณนฺเต นาติวตฺตเร ฯ |๓.๒๓๒| ภควา จ ตมฺหิ สมเย อโนมทสฺสี มหายโส วุฏฺฐหิตฺวา สมาธิมฺหา ทิสํ โอโลกยี ชิโน ฯ |๓.๒๓๓| อโนมทสฺสิมุนิโน นิสโภ นาม สาวโก ปริวุโต สตสหสฺเสหิ สนฺตจิตฺเตหิ ตาทิภิ ฯ |๓.๒๓๔| ขีณาสเวหิ สุทฺเธหิ ฉฬภิญฺเญหิ ตาทิหิ จิตฺตมญฺญาย พุทฺธสฺส อุเปสิ โลกนายกํ ฯ |๓.๒๓๕| อนฺตลิกฺเข ฐิตา ตตฺถ ปทกฺขิณมกํสุ เต นมสฺสนฺตา ปญฺชลิกา โอรุหุํ พุทฺธสนฺติเก ฯ |๓.๒๓๖| อโมทสฺสี ภควา โลกเชฏฺโฐ นราสโภ ภิกฺขุสงฺเฆ นิสีทิตฺวา สิตํ ปาตุํ กรี ชิโน ฯ |๓.๒๓๗| วรุโณ นามุปฏฺฐาโก อโนมทสฺสิสฺส สตฺถุโน เอกํสํ จีวรํ กตฺวา อาปุจฺฉิ โลกนายกํ ฯ |๓.๒๓๘| โก นุ โข ภควา เหตุ สิตกมฺมสฺส สตฺถุโน น หิ พุทฺธา อเหตูหิ สิตํ ปาตุํ กโรนฺติ เต ฯ |๓.๒๓๙| อโนมทสฺสี ภควา โลกเชฏฺโฐ นราสโภ ภิกฺขุมชฺเฌ นิสีทิตฺวา อิมํ คาถํ อภาสถ ฯ |๓.๒๔๐| โย มํ ปุปฺเผน ปูเชสิ ญาณญฺจาปิ อนุตฺถวิ ตมหํ กิตฺตยิสฺสามิ สุณาถ มม ภาสโต ฯ |๓.๒๔๑| พุทฺธสฺส คิรมญฺญาย สพฺเพ เทวา สมานุสา สทฺธมฺมํ โสตุกามา เต สมฺพุทฺธํ อุปสงฺกมุํ ฯ |๓.๒๔๒| ทสสุ โลกธาตูสุ เทวกายา มหิทฺธิกา สทฺธมฺมํ โสตุกามา เต สมฺพุทฺธํ อุปสงฺกมุํ ฯ |๓.๒๔๓| หตฺถี อสฺสา รถา ปตฺตี เสนา จ จตุรงฺคินี ปริวาเรสฺสนฺติมํ นิจฺจํ พุทฺธปูชายิทํ ผลํ ฯ |๓.๒๔๔| สฏฺฐี ตุริยสหสฺสานิ เภริโย สมลงฺกตา อุปฏฺฐิสฺสนฺติมํ นิจฺจํ พุทฺธปูชายิทํ ผลํ ฯ |๓.๒๔๕| โสฬสิตฺถีสหสฺสานิ นาริโย สมลงฺกตา วิจิตฺตวตฺถาภรณา อามุตฺตมณิกุณฺฑลา ฯ |๓.๒๔๖| อาฬารมุขา หสุลา สุสญฺญา ตนุมชฺฌิมา ปริวาเรสฺสนฺติมํ นิจฺจํ พุทฺธปูชายิทํ ผลํ ฯ |๓.๒๔๗| กปฺปสตสหสฺสานิ เทวโลเก รมิสฺสติ สหสฺสกฺขตฺตุํ จกฺกวตฺติ ราชา รฏฺเฐ ภวิสฺสติ ฯ |๓.๒๔๘| สหสฺสกฺขตฺตุํ เทวินฺโท เทวรชฺชํ กริสฺสติ ปเทสรชฺชํ วิปุลํ คณนาโต อสงฺขยํ ฯ |๓.๒๔๙| ปจฺฉิเม ภวสมฺปตฺเต มนุสฺสตฺตํ คมิสฺสติ พฺราหฺมณิสาริยา นาม ธารยิสฺสติ กุจฺฉินา ฯ |๓.๒๕๐| มาตุยา นามโคตฺเตน ปญฺญายิสฺสติยํ นโร สารีปุตฺโตติ นาเมน ติกฺขปญฺโญ ภวิสฺสติ ฯ |๓.๒๕๑| อสีติโกฏี ฉฑฺเฑตฺวา ปพฺพชิสฺสติกิญฺจโน คเวสนฺโต สนฺติปทํ จริสฺสติ มหึ อิมํ ฯ |๓.๒๕๒| อปริเมยฺเย อิโต กปฺเป โอกฺกากกุลสมฺภโว โคตโม นาม โคตฺเตน สตฺถา โลเก ภวิสฺสติ ฯ |๓.๒๕๓| ตสฺส ธมฺเมสุ ทายาโท โอรโส ธมฺมนิมฺมิโต สารีปุตฺโตติ นาเมน เหสฺสติ อคฺคสาวโก ฯ |๓.๒๕๔| อยํ ภาคีรสี คงฺคา หิมวนฺตา ปภาวิตา มหาสมุทฺทมปฺเปติ ตปฺปยนฺตี มโหทธึ ฯ |๓.๒๕๕| ตเถวายํ สารีปุตฺโต สกฺโก ตีสุ วิสารโท ปญฺญาย ปารมึ คนฺตฺวา ตปฺปยิสฺสติ ปาณิโน ฯ |๓.๒๕๖| หิมวนฺตํ อุปาทาย สาครญฺจ มโหทธึ เอตฺถนฺตเร ยํ ปุฬินํ คณนาโต อสงฺขยํ ฯ |๓.๒๕๗| ตมฺปิ สกฺกา อเสเสน สงฺขฺยาตุํ คณนา ยถา น เตฺวว สารีปุตฺตสฺส ปญฺญายนฺโต ภวิสฺสติ ฯ |๓.๒๕๘| ลกฺเข ฐปิยมานมฺหิ ขีเย คงฺคาย วาลุกา น เตฺวว สารีปุตฺตสฺส ปญฺญายนฺโต ภวิสฺสติ ฯ |๓.๒๕๙| มหาสมุทฺเท อูมิโย คณนาโต อสงฺขยา ตเถว สารีปุตฺตสฺส ปญฺญายนฺโต น เหสฺสติ ฯ |๓.๒๖๐| อาราธยิตฺวา สมฺพุทฺธํ โคตมํ สกฺยปุงฺควํ ปญฺญาย ปารมึ คนฺตฺวา เหสฺสติ อคฺคสาวโก ฯ |๓.๒๖๑| ปวตฺติตํ ธมฺมจกฺกํ สกฺยปุตฺเตน ตาทินา อนฺวตฺติสฺสติ สมฺมา วสฺสนฺโต ธมฺมวุฏฺฐิโย ฯ |๓.๒๖๒| สพฺพเมตํ อภิญฺญาย โคตโม สกฺยปุงฺคโว ภิกฺขุสงฺเฆ นิสีทิตฺวา อคฺคฏฺฐาเน ฐเปสฺสติ ฯ |๓.๒๖๓| อโห เม สุกตํ กมฺมํ อโนมทสฺสิสฺส สตฺถุโน ยสฺสาธิการํ กตฺวาน สพฺพตฺถ ปารมึ คโต ฯ |๓.๒๖๔| อปริเมยฺเย กตํ กมฺมํ ผลํ ทสฺเสสิ เม อิธ สุมุตฺโต สรเวโคว กิเลเส ฌาปยึ อหํ ฯ |๓.๒๖๕| อสงฺขตํ คเวสนฺโต นิพฺพานํ อจลํ ปทํ วิจินํ ติตฺถิเย สพฺเพ เอสาหํ สํสรึ ภเว ฯ |๓.๒๖๖| ยถาปิ พฺยาธิโก โปโส ปริเยเสยฺย โอสถํ วิจิเนยฺย ธนํ สพฺพํ พฺยาธิโต ปริมุตฺติยา ฯ |๓.๒๖๗| อสงฺขตํ คเวสนฺโต นิพฺพานํ อมตํ ปทํ อพฺโพกิณฺณํ ปญฺจสตํ ปพฺพชึ อิสิปพฺพชํ ฯ |๓.๒๖๘| ชฏาย ภารภริโต อชินุตฺตรนิวาสหํ อภิญฺญาปารมึ คนฺตฺวา พฺรหฺมโลกํ อคญฺฉหํ ฯ |๓.๒๖๙| นตฺถิ พาหิรเก สุทฺธิ ฐเปตฺวา ชินสาสนํ เย เกจิ พุทฺธิมา สตฺตา สุชฺฌนฺติ ชินสาสเน ฯ |๓.๒๗๐| อตฺถกามํ มมเมตํ น หิ นิสึ อหํ อิติ อสงฺขตํ คเวสนฺโต กุติตฺถํ สญฺจรึ อหํ ฯ |๓.๒๗๑| ยถา สารตฺถิโก โปโส กทลึ เฉตฺวาน ผาลเย น ตตฺถ สารํ วินฺเทยฺย สาเรน ริตฺตโก หิ โส ฯ |๓.๒๗๒| ตเถว ติตฺถิยา โลเก นานาทิฏฺฐี พหู ชนา อสงฺขเตน ริตฺตา เต สาเรน กทลี ยถา ฯ |๓.๒๗๓| ปจฺฉิเม ภวสมฺปตฺเต พฺรหฺมพนฺธุ อโหสหํ มหาโภคํ ฉฑฺฑยิตฺวาน ปพฺพชึ อนคาริยํ ฯ ปฐมภาณวารํ ฯ |๓.๒๗๔| อชฺฌายโก มนฺตธโร ติณฺณํ เวทาน ปารคู พฺราหฺมโณ สญฺชโย นาม ตสฺส มูเล วสามหํ ฯ |๓.๒๗๕| สาวโก เต มหาวีร อสฺสชิ นาม พฺราหฺมโณ ทุราสโท อุคฺคเตโช ปิณฺฑาย จรตี ตทา ฯ |๓.๒๗๖| ตมทฺทสาสึ สปฺปญฺญํ มุนึ โมเน สมาหิตํ สนฺตจิตฺตํ มหานาคํ สุผุลฺลํ ปทุมํ ยถา ฯ |๓.๒๗๗| ทิสฺวา เม จิตฺตมุปฺปชฺชิ สุทนฺตํ สุทฺธมานสํ อุสภํ ปวรํ วีรํ อรหายํ ภวิสฺสติ ฯ |๓.๒๗๘| ปาสาทิโก อิริยติ อภิรูโป สุสํวุโต อุตฺตเม ทมเถ ทนฺโต อมตทสฺสี ภวิสฺสติ ฯ |๓.๒๗๙| ยนฺนูนาหํ อุตฺตมตฺถํ ปุจฺเฉยฺยํ ตุฏฺฐมานสํ โส เจ ปุฏฺโฐ กถิสฺสติ ปฏิปุจฺฉามหนฺตทา ฯ |๓.๒๘๐| ปิณฺฑจารํ จรนฺตสฺส ปจฺฉโต อคมาสหํ โอกาสํ ปฏิมาเนนฺโต ปุจฺฉิตุํ อมตํ ปทํ ฯ |๓.๒๘๑| วีถนฺตเร อนุปฺปตฺตํ อุปคนฺตฺวาน ปุจฺฉหํ กถํ โคตฺโตสิ ตฺวํ วีร กสฺส สิสฺโสสิ มาริส ฯ |๓.๒๘๒| โส เม ปุฏฺโฐ วิยากาสิ อสมฺภีโตว เกสรี พุทฺโธ โลเก สมุปฺปนฺโน ตสฺส สิสฺโสมฺหิ อาวุโส ฯ |๓.๒๘๓| กิทิสนฺเต มหาวีร อนุชาต มหายส พุทฺธสฺส สาสนํ ธมฺมํ สาธุ เม กถยสฺสุ โภ ฯ |๓.๒๘๔| โส เม ปุฏฺโฐ กถี สพฺพํ คมฺภีรํ นิปุณํ ปทํ ตณฺหาสลฺลสฺส หนฺตารํ สพฺพทุกฺขาปนูทนํ ฯ |๓.๒๘๕| เย ธมฺมา เหตุปภวา เตสํ เหตุํ ตถาคโต อาห เตสญฺจ โย นิโรโธ เอวํวาที มหาสมโณ ฯ |๓.๒๘๖| โสหํ วิสฺสชฺชิเต ปเญฺห ปฐมํ ผลมชฺฌคํ วิรโช วิมโล อาสึ สุตฺวาน ชินสาสนํ ฯ |๓.๒๘๗| สุตฺวาน มุนิโน วากฺยํ ปสฺสิตฺวา ธมฺมมุตฺตมํ ปริโยคาฬฺหสทฺธมฺโม อิมํ คาถํ อภาสหํ ฯ |๓.๒๘๘| เอเสว ธมฺโม ยทิ ตาวเทว ปจฺจพฺยถา ปทมโสกํ อทิฏฺฐํ อพฺภตีตํ พหุเกหิ กปฺปนหุเตหิ ฯ |๓.๒๘๙| โยหํ ธมฺมํ คเวสนฺโต กุติตฺเถ สญฺจรึ อหํ โส เม อตฺโถ อนุปฺปตฺโต กาโล เม นปฺปมชฺชิตุํ ฯ |๓.๒๙๐| โตสิโตหํ อสฺสชินา ปตฺวาน อจลํ ปทํ ฯ สหายกํ คเวสนฺโต อสฺสมํ อคมาสหํ |๓.๒๙๑| ทูรโตว มมํ ทิสฺวา สหาโย เม สุสิกฺขิโต อิริยาปถสมฺปนฺโน อิทํ วจนมพฺรวิ ฯ |๓.๒๙๒| ปสนฺนมุขเนตฺโตสิ มุนิภาโวว ทิสฺสติ อมตาธิคโต กจฺจิ นิพฺพานํ อจฺจุตํ ปทํ ฯ |๓.๒๙๓| สุภานุรูโป อายาสิ อาเนญฺชการิโต วิย ทนฺโตว ทนฺตทมเถ อุปสนฺโตสิ พฺราหฺมณ ฯ |๓.๒๙๔| อมตํ มยา อธิคตํ โสกสลฺลวิโนทนํ ตุวํปิ ตํ อธิคจฺเฉหิ คจฺฉาม พุทฺธสนฺติกํ ฯ |๓.๒๙๕| สาธูติ โส ปฏิสฺสุตฺวา สหาโย เม สุสิกฺขิโต หตฺเถน หตฺถํ คณฺหิตฺวา อุปาคมฺม ตวนฺติกํ ฯ |๓.๒๙๖| อุโภปิ ปพฺพชิสฺสาม สกฺยปุตฺต ตวนฺติเก ฯ ตว สาสนมาคมฺม วิหราม อนาสวา ฯ |๓.๒๙๗| โกลิโต อิทฺธิยา เสฏฺโฐ อหํ ปญฺญาย ปารโค อุโภว เอกโต หุตฺวา สาสนํ โสภยาม เส ฯ |๓.๒๙๘| อปริโยสิตสงฺกปฺโป กุติตฺเถ สญฺจรึ อหํ ตว ทสฺสนมาคมฺม สงฺกปฺโป ปูริโต มม ฯ |๓.๒๙๙| ปฐวิยํ ปติฏฺฐาย ปุปฺผนฺติ สมเย ทุมา ทิพฺพา คนฺธา สมฺปวนฺติ โตเสนฺติ สพฺพปาณินํ ฯ |๓.๓๐๐| ตเถวาหํ มหาวีร สกฺยปุตฺต มหายส สาสเน โว ปติฏฺฐาย สมเยสามิ ปุปฺผิตุํ ฯ |๓.๓๐๑| วิมุตฺติปุปฺผเมสนฺโต ภวสํสารโมจนํ วิมุตฺติปุปฺผลาเภน โตเสมิ สพฺพปาณินํ ฯ |๓.๓๐๒| ยาวตา พุทฺธเขตฺตมฺหิ ฐเปตฺวาน มหามุนึ ปญฺญาย สทิโส นตฺถิ ตว ปุตฺตสฺส จกฺขุม ฯ |๓.๓๐๓| สุวินีตา จ เต สิสฺสา ปริสา จ สุสิกฺขิตา อุตฺตเม ทมเถ ทนฺตา ปริวาเรนฺติ ตํ สทา ฯ |๓.๓๐๔| ฌายี ฌานรตา ธีรา สนฺตจิตฺตา สมาหิตา มุนี โมเนยฺยสมฺปนฺนา ปริวาเรนฺติ ตํ สทา ฯ |๓.๓๐๕| อปฺปิจฺฉา นิปกา ธีรา อปฺปาหารา อโลลุปา ลาภาลาเภน สนฺตุฏฺฐา ปริวาเรนฺติ ตํ สทา ฯ |๓.๓๐๖| อารญฺญิกา ธุตรตา ฌายิโน ลูขจีวรา วิเวกาภิรตา ธีรา ปริวาเรนฺติ ตํ สทา ฯ |๓.๓๐๗| ปฏิปนฺนา ผลฏฺฐา จ เสขา ผลสมงฺคิโน อาสึสกา อุตฺตมตฺถํ ปริวาเรนฺติ ตํ สทา ฯ |๓.๓๐๘| โสตาปนฺนา จ วิมลา สกทาคามิโน จ เย อนาคามี จ อรหา ปริวาเรนฺติ ตํ สทา ฯ |๓.๓๐๙| สติปฏฺฐานกุสลา โพชฺฌงฺคภาวนารตา สาวกา โว พหู สพฺเพ ปริวาเรนฺติ ตํ สทา ฯ |๓.๓๑๐| อิทฺธิปาเทสุ กุสลา สมาธิภาวนารตา สมฺมปฺปธานมนุยุตฺตา ปริวาเรนฺติ ตํ สทา ฯ |๓.๓๑๑| เตวิชฺชา ฉฬภิญฺญา จ อิทฺธิยา ปารมึ คตา ปญฺญาย ปารมิมฺปตฺตา ปริวาเรนฺติ ตํ สทา ฯ |๓.๓๑๒| อีทิสา โว มหาวีร ตว สิสฺสา สุสิกฺขิตา ทุราสทา อุคฺคเตชา ปริวาเรนฺติ ตํ สทา ฯ |๓.๓๑๓| เตหิ สิสฺเสหิ ปริวุโต สญฺญเตหิ ตปสฺสิภิ มิคราชาวสมฺภีโต อุฬุราชาว โสภสิ ฯ |๓.๓๑๔| ปฐวิยํ ปติฏฺฐาย รุหนฺติ ขรณีรุหา เวปุลฺลตฺตํ ปาปุณนฺติ ผลญฺจ ทสฺสยนฺติ เต ฯ |๓.๓๑๕| ปฐวีสทิโส ตฺวํสิ สกฺยปุตฺต มหายส ฯ สาสเน เต ปติฏฺฐาย ลภนฺติ อมตํ ผลํ ฯ |๓.๓๑๖| สินฺธุ สรสฺสตี เจว นทิโย จนฺทภาคิกา คงฺคา จ ยมุนา เจว สรภู จ อโถ มหี ฯ |๓.๓๑๗| เอตาสํ สนฺทมานานํ สาคโร สมฺปฏิจฺฉติ ชหนฺติ ปุริมํ นามํ สาคโรเตฺวว ญายติ ฯ |๓.๓๑๘| ตเถวิเม จตุวณฺณา ปพฺพชิตฺวา ตวนฺติเก ชหนฺติ ปุริมํ นามํ พุทฺธปุตฺตาติ ญายเร ฯ |๓.๓๑๙| ยถาปิ จนฺโท วิมโล คจฺฉํ อากาสธาตุยา สพฺเพ ตารคเณ โลเก อาภาย อติโรจติ ฯ |๓.๓๒๐| ตเถว ตฺวํ มหาวีร ปริวุโต เทวมานุเส พุทฺธกฺเขตฺตํ อติกฺกมฺม ชลสิ สพฺพทา ตุวํ ฯ |๓.๓๒๑| คมฺภีเร อุฏฺฐิตา อูมิ น เวลํ อติวตฺตติ สพฺพเวลํ ปผุสฺสนฺติ สญฺจุณฺณา วิกิรนฺติ ตา ฯ |๓.๓๒๒| ตเถว ติตฺถิยา โลเก นานาทิฏฺฐี พหู ชนา ธมฺมํ ตริตุกามา เต นาติวตฺตนฺติ ตํ มุนึ ฯ |๓.๓๒๓| สเจ จ ตํ ปาปุณนฺติ ปฏิวาเรหิ จกฺขุม ตวนฺติกํ อุปาคนฺตฺวา สญฺจุณฺณาว ภวนฺติ เต ฯ |๓.๓๒๔| ยถาปิ อุทเก ชาตา กุมุทา มนฺทาลกา พหู อุปลิมฺปนฺติ โตเยน กทฺทมกลเลน จ ฯ |๓.๓๒๕| ตเถว พหุกา สตฺตา โลเก ชาตา วิรูหเร อฑฺฑิตา ราคโทเสน กทฺทเม กุมุทํ ยถา ฯ |๓.๓๒๖| ยถา ปทุมํ ชลชํ ชลมชฺเฌ วิโรจติ น โส ลิมฺปติ โตเยน ปริสุทฺโธ หิ เกสรี ฯ |๓.๓๒๗| ตเถว ตฺวํ มหาวีร โลเก ชาโต มหามุนิ โนปลิมฺปสิ โลเกน โตเยน ปทุมํ ยถา ฯ |๓.๓๒๘| ยถา หิ รมฺมเก มาเส พหู ปุปฺผนฺติ วาริชา นาติกฺกมนฺติ ตํ มาสํ สมโย ปุปฺผนาย โส ฯ |๓.๓๒๙| ตเถว ตฺวํ สกฺยปุตฺต ปุปฺผิโต เต วิมุตฺติยา สาสนํ นาติวตฺตนฺติ ปทุมํ วารินา ยถา ฯ |๓.๓๓๐| สุปุปฺผิโต สาลราชาว ทิพฺพคนฺธํ ปวายติ อญฺญสาเลหิ ปริวุโต สาลราชาติโสภติ ฯ |๓.๓๓๑| ตเถว ตฺวํ มหาวีร พุทฺธญาเณน ปุปฺผิโต ภิกฺขุสงฺเฆน ปริวุโต สาลราชาว โสภสิ ฯ |๓.๓๓๒| ยถาปิ เสโล หิมวา โอสโถ สพฺพปาณินํ นาคานํ อสุรานญฺจ เทวานํ อาลโยปิจ ฯ |๓.๓๓๓| ตเถว ตฺวํ มหาวีร โอสโถ วิย ปาณินํ เตวิชฺชา ฉฬภิญฺญา จ อิทฺธิยา ปารมึ คตา ฯ |๓.๓๓๔| อนุสิฏฺฐา มหาวีร ตยา การุณิเกน เต รมนฺติ ธมฺมรติยา วสนฺติ ตว สาสเน ฯ |๓.๓๓๕| มิคราชา ยถา สีโห อภินิกฺขมฺม อาสยา จตุทฺทิสา วิโลเกตฺวา ติกฺขตฺตุํ อภินาทติ ฯ |๓.๓๓๖| สพฺเพ มิคา อุตฺตสนฺติ มิคราชสฺส คชฺชโต ตถา หิ ชาติมา เอโส ปสุํ ตาเสติ สพฺพทา ฯ |๓.๓๓๗| คชฺชโต เต มหาวีร พสุธายํ ปกมฺปติ โพธเนยฺยา ปพุชฺฌนฺติ ตสนฺติ มารกายิกา ฯ |๓.๓๓๘| ตสนฺติ ติตฺถิยา สพฺเพ นทโต เต มหามุนิ กากเสนาว วิพฺภนฺตา มิครญฺญา ยถา มิคา ฯ |๓.๓๓๙| เย เกจิ คณิโน โลเก สตฺถาโรติ ปวุจฺจเร ปรมฺปราภตํ ธมฺมํ เทเสนฺติ ปริสาย เต ฯ |๓.๓๔๐| น เหว ตฺวํ มหาวีร ธมฺมํ เทเสสิ ปาณินํ สามํ สจฺจานิ พุชฺฌิตฺวา เกวลํ โพธิปกฺขิกํ ฯ |๓.๓๔๑| อาสยานุสยํ ญตฺวา อินฺทฺริยานํ พลาพลํ ภพฺพาภพฺเพ วิทิตฺวาน มหาเมโฆว คชฺชสิ ฯ |๓.๓๔๒| จกฺกวาฬปริยนฺตา นิสินฺนา ปริสา ภเว นานาทิฏฺฐี วิจินฺเตนฺติ วิมติจฺเฉทนาย ตํ ฯ |๓.๓๔๓| สพฺเพสํ จิตฺตมญฺญาย โอปมฺมกุสโล มุนิ เอกํ ปญฺหํ กเถนฺโตว วิมตึ ฉินฺทิ ปาณินํ ฯ |๓.๓๔๔| อุปทิสาสทิเสเหว วสุธา ปูริตา ภเว สพฺเพว เต ปญฺชลิกา กิตฺตยุํ โลกนายกํ ฯ |๓.๓๔๕| กปฺปํ วา เต กิตฺตยนฺตา นานาวณฺเณหิ กิตฺตยุํ ปริเมตุํ น กปฺเปยฺยุํ อปฺปเมยฺโย ตถาคโต ฯ |๓.๓๔๖| ตถา สเกน ถาเมน กิตฺติโต หิ มหาชิโน กปฺปโกฏี ปกิตฺเตนฺตา เอวเมวํ ปกิตฺตยุํ ฯ |๓.๓๔๗| สเจ หิ โกจิ เทโว วา มนุสฺโส วา สุสิกฺขิโต ปเมตุํ ปริกปฺเปยฺย วิฆาตํว ลเภยฺย โส ฯ |๓.๓๔๘| สาสเน เต ปติฏฺฐาย สกฺยปุตฺต มหายส ปญฺญาย ปารมึ คนฺตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ |๓.๓๔๙| ติตฺถิเย สมฺปมทฺทามิ วตฺเตมิ ชินสาสนํ ธมฺมเสนาปติ อชฺช สกฺยปุตฺตสฺส สาสเน ฯ |๓.๓๕๐| อปริเมยฺเย กตํ กมฺมํ ผลํ ทสฺเสสิ เม อิธ สุมุตฺโต สรเวโคว กิเลเส ฌาปยึ มมํ ฯ |๓.๓๕๑| โย โกจิ มนุโช ภารํ ธาเรยฺย มตฺถเก สทา ภาเรน ทุกฺขิโต อสฺส ภาโร หิ ภริโต ตถา ฯ |๓.๓๕๒| ฑยฺหมาโน ติหคฺคีหิ ภเวสุ สํสรึ อหํ ภริโต ภวภาเรน เนรุ อุทฺธริโต ยถา ฯ |๓.๓๕๓| โอโรปิโต จ เม ภาโร ภวา อุคฺฆาฏิตา มยา กรณียํ กตํ สพฺพํ สกฺยปุตฺตสฺส สาสเน ฯ |๓.๓๕๔| ยาวตา พุทฺธเขตฺตมฺหิ ฐเปตฺวา สกฺยปุงฺควํ อหํ อคฺโคมฺหิ ปญฺญาย สทิโส เม น วิชฺชติ ฯ |๓.๓๕๕| สมาธิมฺหิ สุกุสโล อิทฺธิยา ปารมึ คโต อิจฺฉมาโน อหํ อชฺช สหสฺสํ อภินิมฺมิเน ฯ |๓.๓๕๖| อนุปุพฺพวิหารสฺส วสีภูโต มหามุนิ กเถสิ สาสนํ มยฺหํ นิโรโธ สยนํ มม ฯ |๓.๓๕๗| ทิพฺพจกฺขุํ วิสุทฺธํ เม สมาธิกุสโล อหํ สมฺมปฺปธานมนุยุตฺโต โพชฺฌงฺคภาวนารโต ฯ |๓.๓๕๘| สาวเกน หิ ปตฺตพฺพํ สพฺพเมว กตํ มม โลกนาถํ ฐเปตฺวาน สทิโส เม น วิชฺชติ ฯ |๓.๓๕๙| สมาปตฺติมฺหิ กุสโล ฌานวิโมกฺขานํ ขิปฺปํ ปฏิลาภี โพชฺฌงฺคภาวนารโต สาวกคุณปารมึ คโตสฺมิ ฯ |๓.๓๖๐| สาวกคุณผุสฺเสน พุทฺธิยา ปุริสุตฺตมคารวา สทฺธาสงฺคหิตํ จิตฺตํ สทา สพฺรหฺมจาริสุ ฯ |๓.๓๖๑| อุทฺธฏทาโฒว สปฺโป ฉินฺนวิสาโณว อุสโภ นิกฺขิตฺตมานทปฺโปว อุเปมิ ครุคารเวน คณํ ฯ |๓.๓๖๒| ยทิ รูปินี ภเวยฺย ปญฺญา เม วสุ ปตีนํ สเมยฺย อโนมทสฺสิสฺส ภควโต ผลเมตํ ญาณถวนาย ฯ |๓.๓๖๓| ปวตฺติตํ ธมฺมจกฺกํ สกฺยปุตฺเตน ตาทินา อนุวตฺเตมหํ สมฺมา ญาณถวนายิทํ ผลํ ฯ |๓.๓๖๔| มา เม กทาจิ ปาปิจฺโฉ สเมโต หีนวีริโย อปฺปสฺสุโต อนาจาโร สเมโต กตฺถจิ อหุ ฯ |๓.๓๖๕| พหุสฺสุโต จ เมธาวี สีเลสุ สุสมาหิโต เจโตสมถานุยุตฺโต อปิ มุทฺธนิ ติฏฺฐตุ ฯ |๓.๓๖๖| ตํ โว วทามิ ภทฺทํ โว ยาวนฺเตตฺถ สมาคตา อปฺปิจฺฉา โหถ สนฺตุฏฺฐา ทานํ ทตฺวา สทา อหุ ฯ |๓.๓๖๗| ยมหํ ปฐมํ ทิสฺวา วิรโช วิมโล อหุ โส เม อาจริโย ธีโร อสฺสชิ นาม สาวโก ฯ |๓.๓๖๘| ตสฺสาหํ สาวโก อชฺช ธมฺมเสนาปตี อหุ สพฺพตฺถ ปารมึ ปตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ |๓.๓๖๙| โย เม อาจริโย อาสิ อสฺสชิ นาม สาวโก ยสฺสํ ทิสายํ วสติ อุสฺสีสมฺหิ กโรมหํ ฯ |๓.๓๗๐| มม กมฺมํ สริตฺวาน โคตโม สกฺยปุงฺคโว ภิกฺขุสงฺเฆ นิสีทิตฺวา อคฺคฏฺฐาเน ฐเปสิ มํ ฯ |๓.๓๗๑| ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐเม ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา สารีปุตฺโต เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ สารีปุตฺตตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ

ในที่ไม่ไกลแต่หิมวันตประเทศ มีภูเขาชื่อลัมพกะเราสร้างอาศรมไว้อย่างดี สร้างบรรณศาลาไว้ใกล้ภูเขานั้น อาศรมของเราไม่ไกลจากฝั่งแม่น้ำอันไม่ลึก มีท่าน้ำราบเรียบเป็นที่รื่นรมย์ใจ เกลื่อนกล่นด้วยหาดทรายขาวสะอาด ที่ ใกล้อาศรมของเรานั้น มีแม่น้ำไม่มีก้อนกรวด ตลิ่งไม่ชัน น้ำจืดสนิท ไม่มีกลิ่นเหม็น ไหลไป ทำให้อาศรมของเรางาม ฝูงจระเข้ มังกร ปลา ฉลามและเต่า ว่ายน้ำเล่นอยู่ในแม่น้ำไหลไป ณ ที่ใกล้อาศรมของเรา ย่อมทำอาศรมของเราให้งาม ฝูงปลาสลาด ปลากระบอก ปลาสวาย ปลา เค้า ปลาตะเพียน ปลานกกระจอก ว่ายโลดกระโดดอยู่ ย่อมทำอาศรม ของเราให้งาม ที่สองฝั่งแม่น้ำ มีหมู่ไม้ดอก หมู่ไม้ผล ห้อยย้อมอยู่ ทั้งสองฝั่ง ย่อมทำอาศรมของเราให้งาม ไม้มะม่วง ไม้รัง หมากเม่า แคฝอย ไม้ยางทราย ส่งกลิ่นหอมอบอวลอยู่เป็นนิจ บานอยู่ใกล้อาศรม ของเรา ไม้จำปา ไม้อ้อยช้าง ไม้กระทุ่ม กถินพิมาน บุนนาค และ ลำเจียกมีกลิ่นหอมฟุ้งไปเป็นนิจ บานสะพรั่งอยู่ใกล้อาศรมของเรา ไม้ ลำดวน ต้นอโศก ดอกกุหลาบ บานสะพรั่ง อยู่ใกล้อาศรมของเรา ไม้บรู และมะกล่ำหลวง ดอกบานสะพรั่งอยู่ใกล้อาศรมของเรา การะเกด พยอมขาว พิกุล และมะลิซ้อน มีดอกหอมอบอวล ทำอาศรมของเรา ให้งาม ไม้เจตภังคี ไม้กรรณิการ์ ไม้ประดู่ และไม้อัญชัน มีมาก มีดอกหอมฟุ้งทำให้อาศรมของเรางาม มะนาว มะงั่ว และแคฝอย ดอก- บานสะพรั่งหอมตลบอบอวล ทำอาศรมของเราให้งาม ไม้ราชพฤกษ์อัญชัน เขียว ไม้กระทุ่มและพิกุลมีมาก ดอกหอมฟุ้งไป ทำอาศรมของเราให้งาม ถั่วดำ ถั่วเหลือง กล้วยและมะกรูด งอกงามด้วยน้ำหอม ออกผลสะพรั่ง ดอกปทุมอย่างอื่นบานเบ่ง ดอกบัวชนิดอื่นก็เกิดขึ้น บัวหลวงชนิดหนึ่ง ดอกร่วงพรู บานอยู่ในบึงกาลนั้น กอปทุมมีดอกตูม เหง้าบัวเลื้อยไป เสมอ กระจับเกลื่อนด้วยใบ งามอยู่ในบึงในกาลนั้น ไม้ตาเสือ จงกลณี ไม้อุตตรา และชบา กลิ่นหอมตลบไป ดอกบานอยู่ในบึงในกาลนั้น ฝูงปลาสลาด ปลากระบอก ปลาสวาย ปลาเค้า ปลาตะเพียน ปลาสังกุลา และปลารำพัน มีอยู่ในบึงในกาลนั้น ฝูงจระเข้ ปลาฉลาด ปลาฉนาก ผีเสื้อน้ำ และงูเหลือมใหญ่ที่สุด อยู่ในบึงนั้นในกาลนั้น ฝูงนกคับแค นกเป็ดน้ำ นกจากพราก (ห่าน) นกกาน้ำ นกคุเหว่า และสาลิกา อาศัยเลี้ยงชีวิตอยู่ใกล้สระนั้น ฝูงนกกวัก ไก่ป่า ฝูงนกกะลิงป่า นก ต้อยตีวิด นกแขกเต้า ย่อมอาศัยเลี้ยงชีวิต อยู่ใกล้สระนั้น ฝูงหงส์ นกกระเรียน นกยูง นกแขกเต้า ไก่งวง นกค้อนหอย และนกออก ย่อมอาศัยเลี้ยงชีวิต อยู่ใกล้สระนั้น ฝูงนกแสก โปฏฐสีสา นกเขา เหนี่ยว มีมาก และฝูงนกกาน้ำ ย่อมอาศัยเลี้ยงชีวิตอยู่ใกล้สระนั้น ฝูง เนื้อฟาน กวาง หมู หมาป่า หมาจิ้งจอกมีอยู่มาก ละมั่ง และเนื้อทราย ย่อมอาศัยเลี้ยงชีวิตอยู่ใกล้สระนั้น ราชสีห์ เสือโคร่ง เสือเหลือง หมี หมาในกับเสือดาว โขลงช้าง แยกเป็นสามพวก อาศัยเลี้ยงชีวิตอยู่ใกล้ สระนั้น เหล่ากินร วานรและแม้คนทำการงานในป่า หมาไล่เนื้อ และ นายพราน ก็อาศัยเลี้ยงชีวิตอยู่ใกล้สระนั้น ต้นมะพลับ มะหาด มะซาง หมากเม่า เผล็ดผลทุกฤดูกาล อยู่ ณ ที่ใกล้อาศรมของเรา ต้นคำ ต้นสน กระทุ่ม สะพรั่งด้วยผล รสหวาน เผล็ดผลทุกฤดู อยู่ ณ ที่ใกล้อาศรม ของเรา ต้นสมอ มะขามป้อม ต้นหว้า สมอพิเภก กระเบา ไม้รกฟ้า และมะตูม เผล็ดผลเป็นนิตย์ เชือกเขา มันอ้อน ต้นนมแมว มันนก กะเบง และคัดมอน มีอยู่มากมายใกล้อาศรมของเรา ณ ที่ใกล้อาศรม ของเรานั้น มีสระที่ขุดไว้อย่างดี มีน้ำในเย็นจืดสนิท มีท่าน้ำราบเรียบ เป็นที่รื่นรมย์ใจ ดาดาษด้วยบัวหลวง อุบลและบัวขาว เกลื่อนกลาดด้วย บัวขม บัวเผื่อน กลิ่นหอมตลบไป ในกาลนั้น เราเป็นดาบส ชื่อสุรุจิ เป็นผู้มีศีล สมบูรณ์ด้วยวัตร มีปกติเพ่งฌาน ยินดีในฌานทุกเมื่อ บรรลุ ถึงอภิญญา ๕ และพละ ๕ อยู่ในอาศรมที่สร้างเรียบร้อย น่ารื่นรมย์ ใน ป่าอันบริบูรณ์ด้วยไม้ใบ ไม้ดอก และไม้ผลทุกสิ่งอย่างนี้ ศิษย์ ๒๔,๐๐๐ นี้แล เป็นพราหมณ์ทั้งหมด ผู้มีชาติ มียศ บำรุงเรา มวลศิษย์ของเรานี้ เป็นผู้เข้าใจตัวบท เข้าใจไวยากรณ์ ในตำราทำนายลักษณะ และในคัมภีร์ อิติหาสะ พร้อมทั้งคัมภีร์นิฆัณฑุและคัมภีร์เกฏภะ รู้จบไตรเพท บรรดา ศิษย์ของเราเป็นผู้ฉลาดในลางดีร้าย ในนิมิตดีร้าย และในลักษณะ ทั้งหลาย ศึกษาดี ในพื้นแผ่นดินและในอากาศ ศิษย์เหล่านี้มีความ ปรารถนาน้อย มีปัญญา กินหนเดียว ไม่โลภ สันโดษด้วยลาภและ ความเสื่อมลาภ บำรุงเราทุกเมื่อ เป็นผู้เพ่งฌาน ยินดีในฌาน เป็น นักปราชญ์ มีจิตสงบ ตั้งมั่น ปรารถนาความไม่มีกังวล บำรุงเราอยู่ ทุกเมื่อ เป็นผู้ถึงที่สุดอภิญญา ยินดีในอารมณ์อันเป็นโคจรของบิดา เที่ยวไปในอากาศ เป็นนักปราชญ์ บำรุงเราอยู่ทุกเมื่อ ศิษย์ของเราเหล่านั้น สำรวมในทวารทั้ง ๖ ไม่หวั่นไหว รักษาอินทรีย์ไม่คลุกคลีด้วยหมู่คณะ เป็นนักปราชญ์ หาผู้อื่นเสมอได้ยาก ศิษย์ของเราเหล่านั้นยับยั้งอยู่ด้วย การนั่งคู้บัลลังก์ การยืนและการเดินตลอดราตรี หาผู้อื่นเสมอได้ยาก มวลศิษย์ของเราไม่กำหนัด ในธรรมเป็นที่ตั้งความกำหนัด ไม่ขัดเคืองใน ธรรมเป็นที่ตั้งความขัดเคือง ไม่หลงในธรรมเป็นที่ตั้งความหลง หาผู้อื่น เสมอได้ยาก ศิษย์เหล่านั้นแผลงฤทธิ์ได้ต่างๆ ประพฤติอยู่เป็นนิตยกาล บันดาลให้แผ่นดินไหวก็ได้ ยากที่ใครๆ จะแข่งได้ ศิษย์เหล่านั้นเข้า ปฐมฌานเป็นต้น พวกหนึ่งไปยังอมรโคยานทวีป พวกหนึ่งไปยังปุพพวิเทห ทวีป พวกหนึ่งไปยังอุตตรกุรุทวีป ไปนำเอาผลหว้ามา ศิษย์ของเรา หา ผู้อื่นเสมอได้ยาก ศิษย์เหล่านั้นส่งหาบไปข้างหน้า ตนไปข้างหลัง ท้องฟ้า เป็นฐานะอันดาบส ๒๔,๐๐๐ ปกปิดแล้ว ศิษย์บางพวกปิ้งให้สุกด้วยไฟกิน บางพวกกินดิบๆ นั่นเอง บางพวกเอาฟันแทะเปลือกออกแล้วกิน บาง พวกซ้อมด้วยครกแล้วกิน บางพวกตำด้วยครกหินกิน บางพวกกินผลไม้ที่ หล่นเอง บางพวกชอบสะอาด ลงอาบน้ำทั้งเวลาเย็นและเช้า บางพวก เอาน้ำรดอาบ ศิษย์ของเราหาผู้อื่นเสมอได้ยาก ศิษย์ของเราปล่อยเล็บมือ เล็บเท้าและขนรักแร้งอกยาว ขี้ฟันเลอะเทอะ มีธุลีบนศีรษะ หอมด้วย กลิ่นศีล หาผู้อื่นเสมอได้ยาก ดาบสทั้งหลายมีตบะแรงกล้า ประชุมกัน ในเวลาเช้าแล้ว ไปประกาศลาภน้อยลาภมากในอากาศในกาลนั้น เมื่อ ดาบสนี้หลีกไป เสียงอันดังย่อมเป็นไป เทวดาทั้งหลายย่อมยินดีด้วยเสียง หนังสัตว์ ฤษีเหล่านั้นกล้าแข็งด้วยกำลังของตน เหาะไปในอากาศ ไปสู่ ทิศน้อยทิศใหญ่ตามปรารถนา ปวงฤาษีนี้แล ทำแผ่นดินให้หวั่นไหว เที่ยวไปในอากาศ มีเดชแผ่ไป ยากที่จะข่มขี่ได้ ดังสาครยากที่ใครๆ จะ ให้ขุ่นได้ ฤาษีศิษย์ของเราบางพวกประกอบการยืนและเดิน บางพวกไม่ นอน บางพวกกินผลไม้ที่หล่นเอง หาผู้อื่นเสมอได้ยาก ท่านเหล่านี้ มี ปกติอยู่ด้วยเมตตาแสวงหาประโยชน์ เกื้อกูลแก่สรรพสัตว์ ไม่ยกย่องตน ทั้งหมด ไม่ติเตียนใครๆ ทั้งนั้น เป็นผู้ไม่สะดุ้ง ดังพระยาราชสีห์ มี กำลังเหมือนพระยาคชสาร ยากที่จะข่มได้ ดุจเสือโคร่ง ย่อมมาในสำนัก ของเรา พวกวิชาธร เทวดา นาค คนธรรพ์ ผีเสื้อน้ำ กุมภัณฑ์ อสูร และครุฑ ย่อมอาศัยเลี้ยงชีวิตอยู่ใกล้สระนั้น ศิษย์ของเราเหล่านั้น ทรง ชฎา เลี้ยงชีวิตด้วยผลไม้และเหง้ามัน นุ่งห่มหนังสัตว์ เที่ยวไปในอากาศ ได้ทุกตน อยู่ใกล้สระนั้น ในกาลนั้น ศิษย์เหล่านี้เป็นผู้สมควร มีความ เคารพกันและกัน เสียงไอจามของศิษย์ทั้ง ๒๔,๐๐๐ ย่อมไม่มี ท่านเหล่านี้ ซ้อนเท้าบนเท้า เงียบเสียง สังวรดี เข้ามาไหว้ เราด้วยเศียรเกล้า ทั้งหมดนั้น เราผู้เพ่งฌาน ยินดีในฌาน ห้อมล้อมด้วยศิษย์เหล่านั้น ผู้สงบระงับ มีตบะ อยู่ในอาศรมนั้น อาศรมของเรามีกลิ่นหอมด้วยกลิ่น ศีลของเหล่าฤาษีและด้วยกลิ่นสองอย่าง คือ กลิ่นดอกไม้และกลิ่นผลไม้ เราไม่รู้สึกตลอดคืนตลอดวัน ความไม่ยินดีไม่มีแก่เรา เราสั่งสอนบรรดา ศิษย์ของตน ย่อมได้ความร่าเริงอย่างยิ่ง เมื่อดอกไม้ทั้งหลายบาน และ เมื่อผลไม้ทั้งหลายสุก กลิ่นหอมตลบอบอวล ทำอาศรมของเราให้งาม เราออกจากสมาธิแล้ว มีความเพียร มีปัญญาถือเอาภาระคือหาบ เข้าป่า ในกาลนั้น เราศึกษาชำนาญในลางดีลางร้าย ฝันดีฝันร้าย และตำราทำนาย ลักษณะ ทรงลักษณมนต์อันกำลังเป็นไป พระผู้มีพระภาคพระนามว่า อโนมทัสสี เป็นผู้ประเสริฐในโลก เป็นนระผู้องอาจ ทรงใคร่วิเวก เป็น สัมพุทธเจ้า เข้าไปยังป่าหิมวันต์ พระองค์ผู้เลิศ เป็นมุนีประกอบด้วย กรุณา เป็นอุดมบุรุษ เสด็จเข้าป่าหิมวันต์แล้ว ทรงนั่งคู้บัลลังก์ เราได้ เห็นพระสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น มีรัศมีสว่างจ้า น่ารื่นรมย์ใจ ดังดอกบัว เขียว ทรงรุ่งเรืองควรบูชา ดังกองไฟ เราได้เห็นพระนายกของโลก ทรงรุ่งโรจน์ดุจดวงไฟ เหมือนสายฟ้าในอากาศ เช่นกับพระยารังมีดอก- บานสะพรั่ง เพราะอาศัยการได้เห็นพระผู้มีพระภาคผู้ประเสริฐ เป็นมหาวีระ ทรงทำที่สุดทุกข์ เป็นมุนีนี้ ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้ ครั้นเราได้เห็น พระผู้มีพระภาคผู้เป็นเทวดาล่วงเทวดาแล้ว ได้ตรวจดูลักษณะว่าเป็น พระพุทธเจ้าหรือมิใช่ ผิฉะนั้นเราจะดูพระผู้มีพระภาคผู้มีจักษุ เราได้เห็น จักรมีกำพันหนึ่งที่พื้นฝ่าพระบาท ครั้นได้เห็นพระลักษณะของพระองค์แล้ว จึงถึงความตกลงในพระตถาคตในกาลนั้น เราจับไม้กวาดกวาดที่นั้นแล้ว ได้นำเอาดอกไม้ ๘ ดอกมาบูชาพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ครั้นบูชาพระ- พุทธเจ้าผู้ข้ามโอฆะไม่มีอาสวะนั้นแล้ว ทำหนังสัตว์เฉวียงบ่าข้างหนึ่ง นมัสการพระนายกของโลก พระสัมพุทธเจ้าผู้ไม่มีอาสวะ ทรงอยู่ด้วย พระญาณใด เราจักประกาศพระญาณนั้น ท่านทั้งหลายจงฟังคำเรากล่าว พระสยัมภูผู้มีความเจริญมากที่สุด ทรงถอนสัตว์โลกนี้แล้ว สัตว์เหล่านั้น อาศัยการได้เห็นพระองค์ ย่อมข้ามกระแสน้ำคือความสงสัยได้ พระองค์ เป็นพระศาสดา เป็นยอด เป็นธงไชย เป็นหลัก เป็นร่มเงา เป็นที่พึ่ง เป็นประทีปส่องทาง เป็นพระพุทธเจ้าของสัตว์ทั้งหลาย น้ำในสมุทรอาจ ประมาณได้ด้วยมาตราดวง แต่ใครๆ ไม่อาจประมาณพระสัพพัญญุตญาณ ของพระองค์ได้เลย เอาดินมาชั่งดูแล้วอาจประมาณแผ่นดินได้ แต่ใครๆ ไม่อาจประมาณพระสัพพัญญุตญาณของพระองค์ได้เลย อาจวัดอากาศได้ ด้วยเชือก หรือด้วยนิ้วมือ แต่ใครๆ ไม่อาจประมาณพระสัพพัญญุตญาณ ของพระองค์ได้เลย พึงประมาณลำน้ำในมหาสมุทรและแผ่นดินทั้งหมดได้ แต่จะถือเอาพระพุทธญาณมาประมาณนั้นไม่ควร ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระจักษุ จิตของสัตวโลกพร้อมทั้งเทวโลก ย่อมเป็นไป สัตว์เหล่านี้เข้าไปภายใน ข่าย คือ พระญาณของพระองค์ พระองค์ทรงบรรลุโพธิญาณอันอุดม สิ้นเชิงด้วยพระญาณใด พระสัพพัญญูก็ทรงย่ำยีอัญเดียรถีย์ด้วยพระญาณ นั้น ท่านสุรุจิ ดาบสกล่าวชมเชยด้วยคาถาเหล่านี้แล้ว ปูลาดหนังเสือ บนแผ่นดินแล้วนั่งอยู่ ท่านกล่าวไว้ในบัดนี้ว่า ขุนเขาสูงสุดหยั่งลงใน ห้วงมหรรณพ ๘๔๐๐๐ โยชน์ ขุนเขาสิเนรุทั้งด้านยาวและด้านกว้าง สูงสุด เพียงนั้น ทำให้ละเอียดได้ด้วยประเภทการนับว่าแสนโกฏิ เมื่อตั้งเครื่อง หมายไว้ พึงถึงความสิ้นไป แต่ใครๆ ไม่อาจประมาณพระสัพพัญญุตญาณ ของพระองค์ได้เลย ผู้ใดพึงเอาข่ายตาเล็กๆ ล้อมน้ำไว้ สัตว์น้ำบางเหล่า พึงเข้าไปภายในข่ายของผู้นั้น ข้าแต่พระมหาวีระ เดียรถีย์ผู้มีกิเลสหนา บางพวกก็ฉันนั้น แล่นไปถือเอาทิฏฐิผิด หลงอยู่ด้วยการลูบคลำ เดียรถีย์ เหล่านี้เข้าไปภายในข่าย ด้วยพระญาณอันบริสุทธิ์อันแสดงว่าไม่มีอะไร ห้ามได้ของพระองค์ ไม่ล่วงพระญาณของพระองค์ไปได้ ก็สมัยนั้น พระผู้ มีพระภาค พระนามว่าอโนมทัสสี ผู้มียศใหญ่ ทรงชำนะกิเลส เสด็จออก จากสมาธิแล้วทรงตรวจดูทิศ พระอัครสาวกนามว่า นิสภะ ของพระมุนี พระนามว่าอโนมทัสสี ทราบพระดำริของพระพุทธเจ้าแล้ว อันพระขีณาสพ หนึ่งแสน ผู้มีจิตสงบระงับ มั่นคง บริสุทธิ์สะอาด ได้อภิญญา ๖ คงที่ แวดล้อมแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคผู้นายกของโลก ท่านเหล่านั้นอยู่ บนอากาศ ได้ทำประทักษิณพระผู้มีพระภาคแล้วลงมาประนมอัญชลี นมัส- การอยู่ในสำนักพระพุทธเจ้า พระผู้มีพระภาค พระนามอโนมทัสสี เชฏฐ- บุรุษของโลก เป็นนระอาจหาญ ทรงชำนะกิเลส ประทับนั่งท่ามกลางภิกษุ สงฆ์ ทรงยิ้มแย้ม ภิกษุนามว่าวรุณ อุปัฏฐากของพระศาสดาพระนามว่า อโนมทัสสี ห่มผ้าเฉวียงบ่าข้างหนึ่งแล้ว ทูลถามพระผู้มีพระภาคผู้นายก ของโลกว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาค อะไรเป็นเหตุให้พระศาสดาทรงยิ้มแย้ม หนอ อันพระพุทธเจ้าย่อมไม่ทรงยิ้มแย้ม เพราะไม่มีเหตุ พระผู้มีพระภาค ทรงพระนามว่าอโนมทัสสีเชษฐบุรุษของโลก เป็นนระองอาจ ประทับนั่ง ในท่ามกลางภิกษุแล้ว ได้ตรัสพระคาถานี้ว่า ผู้ใดบูชาเราด้วยดอกไม้ และ เชยชมญาณของเรา เราจักประกาศผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว เทวดาทั้งปวง พร้อมทั้งมนุษย์ ทราบพระดำรัสของพระพุทธเจ้าแล้ว ประสงค์จะฟังพระสัทธรรม จึงพากันมาเฝ้าพระสัมพุทธเจ้า หมู่ทวยเทพ ผู้มีฤทธิ์มากในหมื่นโลกธาตุ ประสงค์จะฟังพระสัทธรรม จึงพากันมาเฝ้า พระสัมพุทธเจ้า จตุรงคเสนา คือ พลช้าง พลม้า พลรถ พลเดินเท้า จักแวดล้อมผู้นี้เป็นนิจ นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระพุทธเจ้า ดนตรีหกหมื่น กลองที่ประดับสวยงาม จักบำรุงผู้นี้เป็นนิจ นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระ- พุทธเจ้า หญิงล้วนแต่สาวๆ หกหมื่น ประดับประดาสวยงาม มีผ้าและ เครื่องอาภรณ์อันวิจิตร สวมแก้วมณี และกุณฑล มีหน้าแฉล้ม ยิ้มแย้ม ตะโพกผายไหล่ผึ่ง เอวเล็กเอวกลม จักห้อมล้อมผู้นี้เป็นนิจ นี้เป็นผล แห่งการบูชาพระพุทธเจ้า ผู้นี้จักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลกตลอดแสนกัลป์ จัก ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราชในแผ่นดินพันครั้ง จักเป็นจอมเทวดาเสวย ราชสมบัติในเทวโลกพันครั้ง จักเป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์นับ ไม่ถ้วน ครั้นถึงภพที่สุด ถึงความเป็นมนุษย์ จักคลอดจากครรภ์แห่งนาง พราหมณีชื่อสารี นระนี้จักปรากฏตามชื่อและโคตรของมารดา โดยชื่อว่า สารีบุตร จักมีปัญญาคมกล้า จักเป็นผู้ไม่มีกังวล ละทิ้งทรัพย์ประมาณ ๘๐ โกฏิแล้วออกบวช จักเที่ยวแสวงหาสันติบททั่วแผ่นดินนี้ สกุล โอกกากะสมภพ ในกัลป์อันประมาณมิได้ แต่กัลป์นี้ พระศาสดาทรง พระนามว่าโคดมโดยพระโคตร จักมีในโลก ผู้นี้จักเป็นโอรสทายาทใน ธรรมของพระศาสดาพระองค์นั้น อันธรรมนิรมิตแล้ว จักได้เป็นพระอัคร สาวกมีนามว่าสารีบุตร แม่น้ำคงคาชื่อภาคีรสีนี้ ไหลมาแต่ประเทศหิมวันต์ ย่อมไหลไปถึงมหาสมุทรยังห้วงน้ำใหญ่ให้เต็ม ฉันใด พระสารีบุตรนี้ก็ ฉันนั้น เป็นผู้อาจหาญ แกล้วกล้าในประเภทสาม ถึงที่สุดแห่งปัญญา บารมี จักยังสัตว์ทั้งหลายให้อิ่มหนำสำราญ ตั้งแต่ภูเขาหิมวันต์จนถึงมหา สมุทรสาคร ในระหว่างนี้ โดยจะนับทรายนั้นนับไม่ถ้วน การนับทราย แม้นั้น ก็อาจนับได้โดยไม่เหลือ ฉันใด ที่สุดแห่งปัญญาของพระสารี- บุตรจักไม่มี ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อตั้งคะแนนไว้ ทรายในแม่น้ำคงคาพึง สิ้นไป ฉันใด แต่ที่สุดแห่งปัญญาของพระสารีบุตรจักไม่เป็นฉันนั้นเลย คลื่นในมหาสมุทรโดยจะนับก็นับไม่ถ้วน ฉันใด ที่สุดแห่งปัญญาของ พระสารีบุตรจักไม่มี ฉันนั้นเหมือนกัน พระสารีบุตร ยังพระสัมพุทธเจ้า ผู้ศากยโคดมสูงสุดให้โปรดปรานแล้ว จักได้เป็นพระอัครสาวกถึงที่สุด แห่งปัญญา จักยังธรรมจักรที่พระผู้มีพระภาคศากยบุตรให้เป็นไปแล้ว ให้ เป็นไปตามโดยชอบ จักยังเมล็ดฝน คือ ธรรมให้ตกลง พระโคดมผู้ ศากยสูงสุดทรงทราบข้อนั้นทั้งมวลแล้ว จักประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุ สงฆ์ ทรงตั้งไว้ในตำแหน่งอัครสาวก โอ กุศลกรรมเราได้ทำแล้ว เราได้ ทำการบูชาพระศาสดาพระนามว่าอโนมทัสสีด้วยดอกไม้แล้ว ได้ถึงที่สุด ในที่ทุกแห่ง กรรมที่เราทำแล้วประมาณไม่ได้ พระผู้มีพระภาคทรงแสดง ผลแก่เรา ณ ที่นี้ เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว เปรียบเหมือนกำลังลูกศรอัน พ้นแล้วด้วยดี เรานี้แสวงหาบทอันปัจจัยไม่ปรุงแต่ง ดับสนิท ไม่หวั่นไหว ค้นหาลัทธิทั้งปวงอยู่ ท่องเที่ยวไปแล้วในภพ คนเป็นไข้พึงแสวงหาโอสถ ต้องสั่งสมทรัพย์ไว้ทุกอย่างเพื่อพ้นจากความป่วยไข้ ฉันใด เราก็ฉันนั้น แสวงหาบทอันปัจจัยไม่ปรุงแต่ง ดับสนิท ไม่หวั่นไหว ได้บวชเป็นฤาษี ห้าร้อยครั้งไม่คั่นเลย เราทรงชฎาเลี้ยงชีวิตด้วยหาบคอน นุ่งห่มหนังเสือ ถึงที่สุดอภิญญาแล้ว ได้ไปสู่พรหมโลก ความบริสุทธิ์ในลัทธิภายนอก ไม่มี เว้นศาสนาของพระชินเจ้า สัตว์ผู้มีปัญญาทั้งปวง ย่อมบริสุทธิ์ ได้ในศาสนาของพระชินเจ้า ฉะนั้น เราจึงไม่นำเรานี้ผู้ใคร่ประโยชน์ไปใน ลัทธิภายนอก เราแสวงหาบท อันปัจจัยไม่ปรุงอยู่ เที่ยวไปสู่ลัทธิอันผิด บุรุษผู้ต้องการแก่นไม้ พึงตัดต้นกล้วยแล้วผ่าออก ก็ไม่พึงได้แก่นไม้ใน ต้นกล้วยนั้น เพราะมันว่างจากแก่น ฉันใด คนในโลก ผู้เป็นเดียรถีย์ เป็นอันมาก มีทิฏฐิต่างกัน ก็ฉันนั้น คนเหล่านั้นเป็นผู้ว่างเปล่าจาก อสังขตบท เหมือนต้นกล้วยว่างเปล่าจากแก่น ฉะนั้น ครั้นเมื่อภพถึงที่ สุดแล้ว เราได้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพราหมณ์ เราละทิ้งโภคสมบัติเป็นอันมาก แล้วออกบวชเป็นบรรพชิต. จบ ปฐมภาณวาร ฯ ข้าพระองค์อยู่ในสำนักพราหมณ์นามว่าสัญชัย ซึ่งเป็นผู้เล่าเรียน ทรง จำมนต์ รู้จบไตรเพท ข้าแต่พระมหาวีระ พราหมณ์ชื่ออัสสชิสาวกของ พระองค์ หาผู้เสมอได้ยาก มีเดชรุ่งเรือง เที่ยวบิณฑบาตอยู่ในกาลนั้น ข้าพระองค์ได้เห็นท่านผู้มีปัญญา เป็นมุนี มีจิตตั้งมั่นในความเป็นมุนี มีจิตสงบระงับ เป็นมหานาคแย้มบานดังดอกประทุม ครั้นข้าพระองค์เห็น ท่านผู้มีอินทรีย์ฝึกดีแล้ว มีใจบริสุทธิ์ องอาจประเสริฐ มีความเพียร จึงเกิดความคิดว่า ท่านผู้นี้จักเป็นพระอรหันต์ ท่านผู้นี้มีอิริยาบถน่า เลื่อมใส มีรูปงาม สำรวมดี จักเป็นผู้ฝึกแล้วในอุบายเครื่องฝึกอันสูงสุด จักเป็นผู้เห็นอมตบท ผิฉะนั้น เราเราพึงถามท่านผู้มีใจยินดีถึงประโยชน์ อันสูงสุด หากเราถามแล้ว ท่านจักตอบ เราจักสอบถามท่านอีก ข้าพระองค์ได้ตามไปข้างหลังของท่านซึ่งกำลังเที่ยวบิณฑบาต รอคอย โอกาสอยู่ เพื่อจะสอบถามอมตบท ข้าพระองค์เข้าไปหาท่านซึ่งพักอยู่ใน ระหว่างถนน แล้วได้ถามว่า ข้าแต่ท่านผู้เนียรทุกข์ มีความเพียร ท่าน มีโคตรอย่างไร ท่านเป็นศิษย์ของใคร ท่านอันข้าพระองค์ถามแล้ว ไม่ ครั่นคร้ามดังพระยาไกรสร พยากรณ์ว่า พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติแล้วใน โลก ฉันเป็นศิษย์ของพระองค์จ๊ะ ท่านผู้มีความเพียรใหญ่ผู้เกิดตามมียศ มาก ศาสนธรรมแห่งพระพุทธเจ้าของท่านเช่นไร ขอได้โปรดบอกแก่ ข้าพเจ้าเถิดท่าน ข้าพระองค์ถามแล้ว ท่านกล่าวบทอันลึกซึ้งละเอียด ทุกอย่าง เป็นเครื่องฆ่าลูกศร คือ ตัณหา เป็นเครื่องบรรเทาความทุกข์ ทั้งมวล ว่าธรรมเหล่าใด มีเหตุเป็นแดนเกิด พระตถาคตเจ้าตรัสเหตุแห่ง ธรรมเหล่านั้น และความดับแห่งธรรมเหล่านั้น พระมหาสมณะเจ้ามีปกติ ตรัสอย่างนี้จ๊ะ เมื่อท่านอัสสชิแก้ปัญหาแล้ว ข้าพระองค์นั้นได้บรรลุผล ที่หนึ่ง เป็นผู้ปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน เพราะได้ฟังคำสอนของ พระพุทธเจ้า ข้าพระองค์ได้ฟังคำของท่านมุนีได้เห็นธรรมอันสูงสุด จึง หยั่งลงสู่พระสัทธรรม ได้กล่าวคาถานี้ว่า ธรรมนี้แล เหมือนบทอันมี สภาพเห็นประจักษ์ ไม่มีความโศก ข้าพระองค์ไม่ได้เห็นล่วงเลยไปแล้ว หลายหมื่นกัลป์ ข้าพระองค์แสวงหาธรรมอยู่ ได้เที่ยวไปในลัทธิผิด ประโยชน์นั้นข้าพระองค์บรรลุแล้ว ไม่ใช่กาลที่เราจะประมาท ข้าพระองค์ อันท่านพระอัสสชิให้ยินดีแล้ว บรรลุบทอันไม่หวั่นไหวแสวงหาสหายอยู่ จึงได้ไปยังอาศรม สหายเห็นข้าพระองค์แต่ไกลทีเดียว อันข้าพระองค์ให้ ศึกษาดีแล้ว ถึงพร้อมด้วยอิริยาบถ ได้กล่าวคำนี้ว่า ท่านเป็นผู้มีหน้าและ ตาอันผ่องใส ย่อมจะเห็นความเป็นมุนีแน่ ท่านได้บรรลุอมตบทอันดับ สนิทไม่เคลื่อนแลหรือ ท่านมีรูปงามราวกะว่ามีความไม่หวั่นไหวอันได้ทำ แล้ว มาแล้ว ฝึกแล้วในอุบายอันฝึกแล้ว เป็นผู้สงบระงับแล้วหรือ พราหมณ์ เราได้บรรลุอมตบท อันเป็นเครื่องบรรเทาลูกศร คือ ความโศก แล้ว แม้ท่านก็จงบรรลุอมตบทนั้น เราไปสำนักพระพุทธเจ้ากันเถิด สหายผู้อันข้าพระองค์ให้ศึกษาดีแล้ว รับคำแล้ว ได้จูงมือพากันเข้ามา ยังสำนักของพระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้ศากโยรส แม้ข้าพระองค์ทั้งสอง จักบวชในสำนักของพระองค์ จักขออาศัยคำสอนของพระองค์ เป็นผู้ไม่มี อาสวะอยู่ ท่านโกลิตะเป็นผู้ประเสริฐด้วยฤทธิ์ ข้าพระองค์ถึงที่สุดแห่ง ปัญญา เราทั้งสองจะร่วมกันทำพระศาสนาให้งาม เรามีความดำริยังไม่ถึง ที่สุด จึงเที่ยวไปในลัทธิผิด เพราะได้อาศัยทัสสนะของท่าน ความดำริ ของเราจึงเต็ม ต้นไม้ตั้งอยู่บนแผ่นดิน มีดอกบานตามฤดูกาล ส่งกลิ่น หอมตลบอบอวล ยังสัตว์ทั้งปวงให้ยินดี ฉันใด ข้าแต่พระมหาวีรศากโยรส ผู้มียศใหญ่ ข้าพระองค์ก็ฉันนั้น ดำรงอยู่ในศาสนธรรมของพระองค์แล้ว ย่อมเบ่งบานในสมัย ข้าพระองค์แสวงหาดอกไม้ คือ วิมุติ เป็นที่พ้น ภพสงสาร ย่อมยังสัตว์ทั้งปวงให้ยินดี ด้วยการให้ได้ดอกไม้ คือ วิมุติ ข้าแต่พระองค์ผู้มีจักษุ เว้นพระมหามุนีแล้วตลอดพุทธเขต ไม่มีใครเสมอ ด้วยปัญญาแห่งข้าพระพุทธเจ้าผู้เป็นบุตรของพระองค์ ศิษย์และบริษัทของ พระองค์ พระองค์แนะนำดีแล้ว ให้ศึกษาดีแล้ว ฝึกแล้วในอุบายเครื่อง ฝึกจิตอันสูงสุด ย่อมแวดล้อมพระองค์อยู่ทุกเมื่อ ท่านเหล่านั้นเพ่งญาณ ยินดีในญาณ เป็นนักปราชญ์ มีจิตสงบ ตั้งมั่นเป็นมุนี ถึงพร้อมด้วย ความเป็นมุนี ย่อมแวดล้อมพระองค์อยู่ทุกเมื่อ ท่านเหล่านั้นมีความ ปรารถนาน้อย มีปัญญาเป็นนักปราชญ์ มีอาหารน้อย ไม่โลเล ยินดีทั้ง ลาภและความเสื่อมลาภ ย่อมแวดล้อมพระองค์อยู่ทุกเมื่อ ท่านเหล่านั้น ถืออยู่ป่าเป็นวัตร ยินดีธุดงค์ เพ่งฌาน มีจีวรเศร้าหมอง ยินดียิ่งใน วิเวก เป็นนักปราชญ์ ย่อมแวดล้อมพระองค์อยู่ทุกเมื่อ ท่านเหล่านั้น เป็นผู้ปฏิบัติตั้งอยู่ในผล เป็นพระเสขะ พรั่งพร้อมด้วยผล หวังผล ประโยชน์อันอุดม ย่อมแวดล้อมพระองค์อยู่ทุกเมื่อ ทั้งท่านที่เป็นโสดาบัน ทั้งที่เป็นพระสกทาคามี อนาคามี และอรหันต์ ปราศจากมลทิน ย่อม แวดล้อมพระองค์อยู่ทุกเมื่อ สาวกของพระองค์เป็นอันมาก ฉลาดในสติ- ปัฏฐาน ยินดีในโพชฌงคภาวนา ทุกท่าน ย่อมแวดล้อมพระองค์ทุกเมื่อ ท่านเหล่านั้นเป็นผู้ฉลาดในอิทธิบาท ยินดีในสมาธิภาวนา หมั่นประกอบ ในสัมมัปปธาน ย่อมแวดล้อมพระองค์อยู่ทุกเมื่อ ท่านเหล่านั้นมีวิชชา ๓ มีอภิญญา ๖ ถึงที่สุดแห่งฤทธิ์ ถึงที่สุดแห่งปัญญา ย่อมแวดล้อมพระองค์ อยู่ทุกเมื่อ ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า บรรดาศิษย์ของพระองค์เช่นนี้แลหนอ ศึกษาดีแล้ว หาผู้เสมอได้ยาก มีเดชรุ่งเรืองแวดล้อมพระองค์อยู่ทุกเมื่อ พระองค์อันศิษย์เหล่านั้นผู้สำรวมแล้ว มีตบะแวดล้อมแล้วไม่ครั่นคร้าม ดังราชสีห์ ย่อมงดงามดุจพระจันทร์ ต้นไม้ตั้งอยู่บนแผ่นดินแล้วย่อม งาม ถึงความไพบูลย์ และย่อมเผล็ดผล ฉันใด ข้าแต่พระองค์ผู้ศาก- บุตร ผู้มียศใหญ่ พระองค์เป็นเช่นกับแผ่นดิน ศิษย์ทั้งหลายก็ฉันนั้น ตั้งอยู่ในศาสนาของพระองค์แล้ว ย่อมได้อมฤตผล แม่น้ำสินธู แม่น้ำ สรัสสดี แม่น้ำจันทภาคา แม่น้ำคงคา แม่น้ำยมุนา แม่น้ำสรภู และ แม่น้ำมหี เมื่อแม่น้ำเหล่านั้นไหลมา สาครย่อมรับไว้หมด แม่น้ำเหล่านี้ ย่อมละชื่อเดิม ย่อมปรากฏเป็นสาครนั้นเอง ฉันใด วรรณ ๔ เหล่านี้ก็ ฉันนั้น บวชแล้วในสำนักของพระองค์ ย่อมละชื่อเดิมทั้งมวล ปรากฏว่า เป็นบุตรของพระพุทธเจ้า เปรียบเหมือนดวงจันทร์อันปราศจากมลทิน โคจรอยู่ในอากาศ ย่อมรุ่งโรจน์ล่วงมวลหมู่ดาวในโลกด้วยรัศมี ฉันใด ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า พระองค์ก็ฉันนั้น อันศิษย์ทั้งหลายแวดล้อมแล้ว ย่อมรุ่งเรือง ก้าวล่วงเทวดาและมนุษย์ตลอดพุทธเขตทุกเมื่อ คลื่นตั้งขึ้น ในน้ำอันลึก ย่อมไม่ล่วงเลยฝั่งไปได้ คลื่นเหล่านั้นกระทบทั่วฝั่ง ย่อม เป็นระลอกเล็กน้อย เรี่ยรายหายไป ฉันใด ชนในโลกเป็นอันมากผู้เป็น เดียรถีย์ก็ฉันนั้น มีทิฏฐิต่างๆ กัน ต้องการจะข้ามธรรมของพระองค์ แต่ก็ไม่ล่วงเลยพระองค์ผู้เป็นมุนีไปได้ ข้าแต่พระองค์มีพระจักษุ ก็ถ้าชน เหล่านั้นมาถึงพระองค์ด้วยความประสงค์จะคัดค้าน เข้ามายังสำนักของ พระองค์แล้ว ย่อมกลายเป็นจุรณไป เปรียบเหมือนดอกโกมุท บัวขม และบัวเผื่อนเป็นอันมาก เกิดในน้ำ ย่อมเอิบอาบ (ฉาบ) อยู่ด้วยน้ำ และเปือกตม ฉันใด สัตว์เป็นอันมากก็ฉันนั้น เกิดแล้วในโลก ย่อม งอกงาม ไม่อิ่มด้วยราคะและโทสะ เหมือนดอกกุมุทในเปือกตม ฉะนั้น ดอกบัวหลวงเกิดในน้ำ ย่อมไพโรจน์ในท่ามกลางน้ำ มันมีเกษรบริสุทธิ์ ไม่ติดอยู่ด้วยน้ำ ฉันใด ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า พระองค์ก็ฉันนั้น เป็น มหามุนีเกิดแล้วในโลก ไม่ติดอยู่ด้วยโลก ดังดอกปทุมไม่ติดด้วยน้ำ ฉะนั้น เปรียบเหมือนดอกไม้อันเกิดในน้ำเป็นอันมาก ย่อมบานในเดือน กัตติกมาส ไม่พ้นเดือนนั้นไป สมัยนั้นเป็นสมัยดอกไม้น้ำบาน ฉันใด ข้าแต่พระองค์ผู้ศากยบุตร พระองค์ก็ฉันนั้น เป็นผู้บานแล้วด้วยวิมุติ ของพระองค์ สัตว์ทั้งหลายไม่ล่วงเลยศาสนาของพระองค์ ดังดอกบัวเกิด ในน้ำย่อมบานไม่พ้นเดือนกัตติกมาส ฉะนั้น เปรียบเหมือนพระยาไม้รัง ดอกบานสะพรั่ง กลิ่นหอมตลบไป อันไม้รังอื่นแวดล้อมแล้วย่อมงามยิ่ง ฉันใด ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า พระองค์ก็ฉันนั้น บานแล้วด้วยพระพุทธ- ญาณ อันภิกษุสงฆ์แวดล้อมแล้ว ย่อมงามเหมือนพระยาไม้รัง ฉะนั้น เปรียบเหมือนภูเขาหินหิมวา เป็นโอสถของปวงสัตว์ เป็นที่อยู่ของพวก นาค อสูร และเทวดาทั้งหลาย ฉันใด ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า พระองค์ ก็ฉันนั้น เป็นโอสถของมวลสัตว์ ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า บุคคลผู้บรรลุ เตวิชชา บรรลุอภิญญา ๖ ถึงที่สุดแห่งฤทธิ์ ผู้ที่พระองค์ทรงพระกรุณา พร่ำสอนแล้ว ย่อมยินดีด้วยความยินดีในธรรม ย่อมอยู่ในศาสนาของ พระองค์ เปรียบเหมือนราชสีห์ผู้พระยาเนื้อ ออกจากถ้ำที่อยู่แล้วเหลียว ดูทิศทั้ง ๔ แล้วบันลือสีหนาท ๓ ครั้ง เมื่อราชสีห์คำราม เนื้อทั้งปวง ย่อมสะดุ้ง แท้จริง ราชสีห์ผู้มีชาตินี้ ย่อมยังสัตว์เลี้ยงให้สะดุ้งทุกเมื่อ ฉันใด ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า เมื่อพระองค์ทรงบันลืออยู่ พสุธานี้ย่อม หวั่นไหว สัตว์ผู้ควรจะตรัสรู้ย่อมตื่น หมู่มารย่อมสะดุ้งฉันนั้น ข้าแต่ พระมหามุนี เมื่อพระองค์ทรงบันลืออยู่ ปวงเดียรถีย์ย่อมสะดุ้ง ดังฝูงกา เหยี่ยวและเนื้อ วิ่งกระเจิงเพราะราชสีห์ ฉะนั้น ผู้เป็นเจ้าคณะทั้งปวง ชนทั้งหลายเรียกว่าเป็นพระศาสดาในโลก ท่านเหล่านั้น ย่อมแสดง ธรรมอันสืบๆ กันมาแก่บริษัท ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า ส่วนพระองค์ไม่ ทรงแสดงธรรมแก่มวลสัตว์อย่างนั้น ตรัสรู้สัจจะทั้งหลายและพระโพธิปัก- ขิยธรรมด้วยพระองค์เองแล้ว ทรงทราบอัธยาศัย กิเลส อินทรีย์ พละ และมิใช่พละ ทรงทราบภัพบุคคลและอภัพบุคคลแล้ว จึงทรงบันลือ เหมือนมหาเมฆ บริษัทพึงนั่งอยู่เต็มตลอดที่สุดจักรวาล มีทิฏฐิต่างๆ กัน คิดต่างๆ กัน เพื่อจะทรงตัดความสงสัยของบริษัทเหล่านั้น พระองค์ผู้ เป็นมุนี ทรงทราบจิตของบริษัททั้งปวง ทรงฉลาดในข้ออุปมาตรัสแก้ ปัญหาข้อเดียวเท่านั้น ก็ทรงตัดความสงสัยของสัตว์ทั้งหลายได้ แผ่นดิน พึงเต็มด้วยต้นไม้ หญ้า (และมนุษย์) ทั้งหลาย มนุษย์ทั้งหมดนั้น ประนมมืออัญชลีสรรเสริญพระองค์ผู้นายกโลก หรือว่าเขาเหล่านั้น สรรเสริญอยู่ตลอดกัลป์ พึงสรรเสริญด้วยคุณต่างๆ ก็ไม่สรรเสริญคุณให้ สิ้นสุดประมาณได้ พระตถาคตเจ้ามีพระคุณหาประมาณมิได้ ด้วยว่า พระมหาชินเจ้า อันใครๆ สรรเสริญและด้วยกำลังของตนเหมือนอย่างนั้น ชนทั้งหลายสรรเสริญจนที่สุดกัลป์ ก็พึงสรรเสริญอย่างนี้ๆ ถ้าแหละว่า ใครๆ เป็นเทวดาหรือมนุษย์ผู้ศึกษาดีแล้ว พึงสรรเสริญให้สุดประมาณ ผู้นั้นก็พึงได้ความลำบากเท่านั้น ข้าแต่พระองค์ผู้ศากยบุตร มียศมาก ข้าพระองค์ตั้งอยู่ในศาสนาของพระองค์ ถึงที่สุดแห่งปัญญาแล้ว เป็นผู้หา อาสวะมิได้อยู่ ข้าพระองค์จะย่ำยีพวกเดียรถีย์ ยังศาสนาของพระชินเจ้า ให้เป็นไป วันนี้เป็นวันธรรมเสนาบดี ในศาสนาของพระผู้มีพระภาค ศากยบุตร กรรมที่ข้าพระองค์ทำแล้วหาประมาณมิได้ แสดงผลแก่ข้า พระองค์ ณ ที่นี้ ข้าพระองค์เผากิเลสได้แล้ว ดังกำลังลูกศรพ้นดีแล้ว มนุษย์คนใดคนหนึ่งเทิน (ทูน) ของหนักไว้บนศีรษะเสมอ ต้องลำบาก ด้วยภาระฉันใด อันภาระเราต้องแบกอยู่ ฉันนั้น เราถูกไฟ ๓ กองเผาอยู่ เป็นทุกข์ด้วยการแบกภาระในภพ ท่องเที่ยวไปในภพทั้งหลาย เหมือน ถอนขุนเขาสิเนรุ ฉะนั้น ก็ (บัดนี้) เราปลงภาระลงแล้ว กำจัดภพทั้ง หลายได้แล้ว กิจที่ควรทำทุกอย่างในศาสนาของพระผู้มีพระภาคศากยบุตร เราทำเสร็จแล้ว ในกำหนดพุทธเขต เว้นพระผู้มีพระภาคศากยบุตร เรา เป็นผู้เลิศด้วยปัญญา ไม่มีใครเหมือนเรา (ด้วยปัญญา) เราเป็นผู้ฉลาด ในสมาธิ ถึงที่สุดแห่งฤทธิ์ วันนี้เราปรารถนาจะนิรมิตคนสักพันคนก็ได้ พระมหามุนีทรงเป็นผู้ชำนาญในอนุปุพพวิหารธรรม ตรัสคำสั่งสอนแก่เรา นิโรธเป็นที่นอนของเรา เรามีทิพยจักษุอันหมดจด เราเป็นผู้ฉลาดในสมาธิ หมั่นประกอบในสัมมัปปธาน ยินดีในการเจริญโพชฌงค์ อันกิจทุกอย่างที่ พระสาวกพึงทำ เราทำเสร็จแล้วแล เว้นพระโลกนาถแล้ว ไม่มีใคร เสมอด้วยเรา เป็นผู้ฉลาดในสมาบัติ ได้ฌานและวิโมกข์เร็วพลัน ยินดี ในการเจริญโพชฌงค์ ถึงที่สุดแห่งสาวกคุณ เราทั้งหลายมีความเคารพ ในอุดมบุรุษ ด้วยการถูกต้องสาวกคุณ ด้วยปัญญาเครื่องตรัสรู้ จิตของ เราสงเคราะห์เพื่อนพรหมจรรย์ด้วยศรัทธาทุกเมื่อ เรามีมานะและความ เขลา (กระด้าง) วางเสียแล้ว ดุจงูถูกถอนเขี้ยวแล้ว ดังโคอุสภราชถูก ตัดเขาเสียแล้ว เข้าไปหาหมู่คณะด้วยคารวะหนัก ถ้าปัญญาของเราพึงมี รูป ก็พึงเสมอด้วยพระเจ้าแผ่นดินทั้งหลาย นี้เป็นผลแห่งการชมเชยพระ ญาณของพระผู้มีพระภาคพระนามว่าอโนมทัสสี เราย่อมยังธรรมจักรอัน พระผู้มีพระภาคศากยบุตรผู้คงที่ ให้เป็นไปแล้ว ให้เป็นไปตามโดยชอบ นี้เป็นผลแห่งการชมเชยพระญาณ บุคคลผู้มีความปรารถนาลามก ผู้เกียจ คร้าน ผู้ละความเพียร ผู้มีสุตะน้อย และผู้ไม่มีอาจาระ อย่าได้สมาคม กับเราในที่ไหนๆ สักครั้งเลย ส่วนบุคคลผู้มีสุตะมาก ผู้มีเมธา ผู้ตั้ง มั่นอยู่ด้วยดีในศีลทั้งหลาย และผู้ประกอบด้วยสมถะทางใจ ขอจงตั้งอยู่ บนกระหม่อมของเรา เหตุนั้น เราจึงขอกล่าวกะท่านทั้งหลาย ขอความ เจริญจงมีแก่ท่านทั้งหลาย ผู้มาประชุมกันในสมาคมนี้ ท่านทั้งหลายจงมี ความปรารถนาน้อย สันโดษ ให้ทานทุกเมื่อ เราเป็นผู้ปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน เพราะเห็นท่านอัสสชิก่อน ท่านพระสาวกนามว่าอัสสชิ นั้น เป็นอาจารย์ของเรา เป็นนักปราชญ์ เราเป็นสาวกของท่าน วันนี้ เป็นวันธรรมเสนาบดี ถึงที่สุดในที่ทุกแห่ง เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ ท่าน พระสาวกนามว่าอัสสชิ เป็นอาจารย์ของเรา ย่อมอยู่ในทิศใด เราย่อม ทำท่านไว้เหนือศีรษะในทิศนั้น (นอนผันศีรษะไปทางทิศนั้น) พระโคดม ศากยบุตรพุทธเจ้า ทรงระลึกถึงกรรมของเราแล้วประทับนั่งใน (ท่าม กลาง) ภิกษุสงฆ์ ทรงตั้งเราไว้ในตำแหน่งอันเลิศ คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งแล้ว พระพุทธ- ศาสนาเราก็ทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล. ทราบว่า ท่านพระสารีบุตรเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. จบ สารีปุตตเถราปทาน -----------------------------------------------------

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๑. สารีปุตตเถราปทาน ๓. เถราปทาน ประวัติในอดีตชาติของพระเถระ ๑. สารีปุตตเถราปทาน ประวัติในอดีตชาติของพระสารีบุตรเถระ (พระอานนทเถระกล่าวว่า) ต่อไปนี้ ขอท่านทั้งหลายจงตั้งใจฟังประวัติ ในอดีต ชาติของพระเถระทั้งหลาย (ต่อไป) (พระสารีบุตรเถระบรรลุสาวกบารมีญาณแล้วได้อุทานขึ้นว่า)

ข้อ ๑๔๑

ในที่ไม่ไกลภูเขาหิมพานต์ มีภูเขาลูกหนึ่งชื่อลัมพกะ (ใกล้ๆ ภูเขาลัมพกะนั้น) เขาสร้างอาศรม และสร้างบรรณศาลาไว้อย่างดีเพื่อข้าพเจ้า

ข้อ ๑๔๒

ในที่ไม่ไกลอาศรมของข้าพเจ้า มีแม่น้ำสายหนึ่งมีฝั่งตื้น ท่าน้ำราบเรียบ น่ารื่นรมย์ใจ มีทรายสะอาดเรี่ยรายกระจายอยู่ทั่ว

ข้อ ๑๔๓

ในที่ไม่ไกลอาศรมของข้าพเจ้านั้น มีแม่น้ำไม่มีก้อนกรวด ไม่มีเงื้อมยื่นง้ำออกมา น้ำมีรสดี ไม่มีกลิ่น ไหลไป ประดับอาศรมของข้าพเจ้าให้งดงาม

ข้อ ๑๔๔

ในแม่น้ำ มีฝูงจระเข้ ฝูงมังกร ฝูงตะโขง และฝูงเต่า แหวกว่ายไปมา ในแม่น้ำสายนั้น ประดับอาศรมของข้าพเจ้าให้งดงาม

ข้อ ๑๔๕

ฝูงปลาสลาด ฝูงปลากระบอก ฝูงปลาสวาย ฝูงปลาเค้า ฝูงปลาตะเพียน ฝูงปลานกกระจอก ว่ายเวียนไปมา ประดับอาศรมของข้าพเจ้าให้งดงาม @เชิงอรรถ : @ พระอานนทเถระบอกให้พระเถระทั้งหลายผู้ร่วมทำปฐมสังคายนาตั้งใจฟัง (แปลเพิ่มตาม ขุ.อป.อ. ๑/๑๔๑)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๒๖}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๑. สารีปุตตเถราปทาน

ข้อ ๑๔๖

ที่ฝั่งทั้ง ๒ ของแม่น้ำ หมู่ไม้ดอก ไม้ผล ห้อยระย้าอยู่ทั้ง ๒ ฝั่ง ประดับอาศรมของข้าพเจ้าให้งดงาม

ข้อ ๑๔๗

ต้นมะม่วง ต้นสาละ ต้นหมากเม่า ต้นแคฝอย ต้นย่านทราย มีดอกบานสะพรั่ง ส่งกลิ่นหอมอบอวลคล้ายกลิ่นทิพย์อยู่รอบๆ อาศรมของข้าพเจ้า

ข้อ ๑๔๘

ต้นจำปา ต้นช้างน้าว ต้นกระทุ่ม ต้นกากะทิง ต้นบุนนาค และต้นการะเกด มีดอกบานสะพรั่ง ส่งกลิ่นหอมอบอวลคล้ายกลิ่นทิพย์อยู่รอบๆ อาศรมของข้าพเจ้า

ข้อ ๑๔๙

ต้นลำดวน ต้นอโศก ต้นกุหลาบ มีดอกบานสะพรั่ง ต้นปรู และต้นมะกล่ำหลวง ก็มีดอกบานสะพรั่งอยู่รอบๆ อาศรมของข้าพเจ้า

ข้อ ๑๕๐

ต้นลำเจียก ต้นกล้วย ต้นพิกุล และต้นมะลิซ้อน ส่งกลิ่นหอมอบอวลคล้ายกลิ่นทิพย์ ประดับอาศรมของข้าพเจ้าให้งดงาม

ข้อ ๑๕๑

ต้นกรรณิการ์ ต้นกรรณิการ์เขา ต้นประดู่ ต้นอัญชัน มากมาย ส่งกลิ่นหอมอบอวลคล้ายกลิ่นทิพย์ ประดับอาศรมของข้าพเจ้าให้งดงาม

ข้อ ๑๕๒

ต้นบุนนาค ต้นบุนนาคเขา ต้นแคฝอย มีดอกบานสะพรั่ง ส่งกลิ่นหอมอบอวลคล้ายกลิ่นทิพย์ ประดับอาศรมของข้าพเจ้าให้งดงาม

ข้อ ๑๕๓

ต้นราชพฤกษ์ ต้นอัญชันเขียว ต้นกระทุ่ม และต้นพิกุล มากมาย ส่งกลิ่นหอมอบอวลคล้ายกลิ่นทิพย์ ประดับอาศรมของข้าพเจ้าให้งดงาม

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๒๗}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๑. สารีปุตตเถราปทาน

ข้อ ๑๕๔

ถั่วดำ ถั่วเหลือง ต้นกล้วย ต้นมะงั่ว งอกงามด้วยน้ำหอม ออกฝัก ออกผล(เป็นทองคำ ประดับอาศรมของข้าพเจ้าให้งดงาม)

ข้อ ๑๕๕

(ในบึงใกล้ๆ อาศรมของข้าพเจ้า) ปทุมบางกอกำลังมีดอกตูม บางกอมีเกสรกำลังแย้ม บางกอมีเกสร(ในกลีบ)ร่วงหล่น บางกอมีดอกบานสะพรั่งอยู่ในบึง ในครั้งนั้น

ข้อ ๑๕๖

ปทุมบางกอกำลังมีดอกตูม เหง้าบัวเลื้อยไปทั่ว กอกระจับมีใบดารดาษ งดงามอยู่ในบึง ในครั้งนั้น

ข้อ ๑๕๗

ต้นตาเสือ ต้นจงกลนี ต้นอุตตลี และต้นชบา มีดอกบานสะพรั่งส่งกลิ่นหอมอบอวลคล้ายกลิ่นทิพย์ อยู่ใกล้ๆ บึง ในครั้งนั้น

ข้อ ๑๕๘

ฝูงปลาสลาด ฝูงปลากระบอก ฝูงปลาสวาย ฝูงปลาเค้า ฝูงปลาตะเพียน ฝูงปลาสังกุลา(ปลาลูกดอก) และฝูงปลาทอง อาศัยอยู่ในบึง ในครั้งนั้น

ข้อ ๑๕๙

(ใกล้ๆ อาศรมของข้าพเจ้า) มีฝูงจระเข้ ฝูงตะโขง ฝูงปลาฉนาก ฝูงผีเสื้อน้ำ(ยักษ์ร้าย)ฝูงงูหลาม ฝูงงูเหลือมอาศัยอยู่ในบึง ในครั้งนั้น

ข้อ ๑๖๐

(ใกล้ๆ อาศรมของข้าพเจ้า) มีฝูงนกพิราบ ฝูงนกเป็ดน้ำ ฝูงนกจักรพาก ฝูงนกกาน้ำ ฝูงนกดุเหว่า ฝูงนกแก้ว และนกสาลิกา อาศัยสระนั้นหากิน @เชิงอรรถ : @ ตะโขง มีลักษณะคล้ายจระเข้แต่ปากเรียวและยาวกว่า อีกอย่างหนึ่ง แปลว่า ปลาร้าย@ ปลาฉนาก ได้แก่ปลามีปากมีลักษณะเป็นกระดูกแข็งยื่นออกไปเป็นก้านยาวมีฟันทั้ง ๒ ข้างคล้ายฟันเลื่อย@ จักรพาก หรือ จักรวาก คู่ของนกนี้ต้องพรากจากกันครวญถึงกัน ในเวลากลางคืน

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๒๘}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๑. สารีปุตตเถราปทาน

ข้อ ๑๖๑

ฝูงนกกวัก (ไก่เถื่อน ไก่ป่า) ฝูงไก่ป่า ฝูงนกนางนวล ฝูงนกต้อยตีวิด ฝูงนกแขกเต้า อาศัยสระนั้นหากิน (ใกล้ๆ อาศรมของข้าพเจ้า)

ข้อ ๑๖๒

ฝูงหงส์ ฝูงนกกระเรียน ฝูงนกยูง ฝูงนกดุเหว่า ฝูงไก่งวง ฝูงนกช้อนหอย ฝูงนกโพระดก (นกกระจอก นกออก) อาศัยสระนั้นหากิน

ข้อ ๑๖๓

ฝูงนกแสก (นกเค้าแมว นกทึดทือ) ฝูงนกหัวขวาน ฝูงนกออกขาว (นกเขา) ฝูงนกเหยี่ยวดำ ฝูงนกกาน้ำ มากมาย อาศัยสระนั้นหากิน

ข้อ ๑๖๔

ฝูงเนื้อฟาน (อีเก้ง) ฝูงหมูป่า ฝูงสุนัขจิ้งจอก (หมาป่า หมาใน) ฝูงแรด ฝูงละมั่ง ฝูงเนื้อทราย อาศัยสระนั้นหากิน

ข้อ ๑๖๕

ราชสีห์ เสือโคร่ง เสือเหลือง หมี หมาใน เสือดาว ช้างตระกูลมาตังคะตกมัน ๓ แห่ง (ไม่ทำอันตราย) อาศัยสระนั้นหากิน

ข้อ ๑๖๖

เหล่ากินนร (สัตว์ครึ่งคนครึ่งนก) ฝูงวานร คนทำงานในป่า สุนัขไล่เนื้อ นายพราน อาศัยสระนั้นหากิน

ข้อ ๑๖๗

ต้นมะพลับ ต้นมะหาด ต้นมะซาง ต้นหมากเม่า เผล็ดผลทุกฤดูกาล อยู่ไม่ไกลอาศรมของข้าพเจ้า @เชิงอรรถ : @ นกช้อนหอย นกกินปลา ปมฺปกา ลิงลม ก็แปล @ ตกมัน ๓ แห่ง คือ นัยน์ตา ใบหู และลูกอัณฑะ (ขุ.อป.อ. ๑/๑๖๕/๒๖๑, ๖๕๗/๓๗๗@ ต้นไม้ขนาดใหญ่ มีผลคล้ายมะปราง รสเปรี้ยวๆ หวานๆ (ขุ.อป.อ. ๑/๑๖๗/๒๖๑)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๒๙}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๑. สารีปุตตเถราปทาน

ข้อ ๑๖๘

ต้นคำ ต้นสน ต้นกระทุ่ม สะพรั่งด้วยผลมีรสหวาน เผล็ดผลเป็นประจำ อยู่ไม่ไกลอาศรมของข้าพเจ้า

ข้อ ๑๖๙

ต้นสมอไทย ต้นมะขามป้อม ต้นมะม่วง ต้นหว้า ต้นสมอพิเภก ต้นกระเบา ต้นรกฟ้า ต้นมะตูม เหล่านั้น เผล็ดผลเป็นนิตย์

ข้อ ๑๗๐

มันเทศ มันอ้อน มันมือเสือ หัวหอม หัวกระเทียม ต้นกะเม็ง ต้นขัดมอน มีอยู่มากมายใกล้ๆ อาศรมของข้าพเจ้า

ข้อ ๑๗๑

ใกล้ๆ อาศรม(ของข้าพเจ้า)มีบึงน้ำที่บุญกรรมเนรมิตไว้อย่างดี มีน้ำใสเย็นสนิท มีท่าน้ำราบเรียบ เป็นที่น่ารื่นรมย์ใจ

ข้อ ๑๗๒

(สระน้ำเหล่านั้น) ดารดาษด้วยดอกบัวหลวง ดอกบัวขาบ สะพรั่งด้วยบัวขาว ดารดาษด้วยบัวเฝื่อน ส่งกลิ่นหอมอบอวลคล้ายกลิ่นทิพย์

ข้อ ๑๗๓

ครั้งนั้น ข้าพเจ้าอยู่ในอาศรม ซึ่งสร้างไว้อย่างดี น่ารื่นรมย์ ในป่ามีไม้ดอกไม้ผล สมบูรณ์ด้วยองค์ประกอบทุกอย่าง ดังกล่าวมานี้

ข้อ ๑๗๔

ข้าพเจ้าเป็นดาบสชื่อสุรุจิ มีศีล สมบูรณ์ด้วยข้อวัตร มีปกติเพ่งฌาน @เชิงอรรถ : @ ไม้พุ่มชนิดหนึ่ง ต้นแสด หรือต้นคำแสด ก็เรียก @ ต้นดอกซ่อนกลิ่น @ ต้นไม้ขนาดเล็ก ต้นสีม่วง ใบเขียวขนคาย ดอกขาว ใช้ทำยารักษาโรคเด็ก@ ต้นข้าวต้ม ต้นขัดมอน ก็เรียก เปลือกเหนียว ดอกเหลือง เป็นสมุนไพรอย่างหนึ่ง ใช้ทำไม้กวาดได้@ บัวสีน้ำเงินแก่อมม่วง @ ครั้งนั้น ในที่นี้หมายถึงในครั้งที่ข้าพเจ้าเป็นดาบส (ขุ.อป.อ. ๑/๑๗๓/๒๖๒)@ มีศีล ในที่นี้หมายถึงศีล ๕ (ขุ.อป.อ. ๑/๑๗๔/๒๖๒)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๓๐}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๑. สารีปุตตเถราปทาน ยินดีในฌานในกาลทุกเมื่อ สำเร็จอภิญญาพละ ๕ ประการ

ข้อ ๑๗๕

ข้าพเจ้ามีศิษย์ ๑,๐๒๔ คน ทั้งหมดนั้น เป็นพราหมณ์ มีชาติตระกูล มียศ ปรนนิบัติข้าพเจ้าอยู่

ข้อ ๑๗๖

ศิษย์ของข้าพเจ้าเข้าใจตัวบท(หลักไวยากรณ์) ฉลาดในการพยากรณ์ สำเร็จวิชาทำนายลักษณะ วิชาอิติหาสศาสตร์ และไตรเพทอันเป็นธรรมของตน พร้อมทั้งวิชานิฆัณฑุศาสตร์ และวิชาเกฏุภศาสตร์

ข้อ ๑๗๗

ศิษย์ของข้าพเจ้าฉลาดในลางบอกเหตุ ในนิมิตร และในลักษณะ เป็นผู้ศึกษาดีแล้วในเรื่องดิน ในภาคพื้นดิน และในอากาศ

ข้อ ๑๗๘

ศิษย์เหล่านั้นเป็นผู้มักน้อย มีปัญญารักษาตน บริโภคแต่น้อย ไม่โลภ สันโดษตามมีตามได้ ปรนนิบัติข้าพเจ้าอยู่ทุกเมื่อ

ข้อ ๑๗๙

ศิษย์ของข้าพเจ้ามีปกติเพ่งฌาน ยินดีในฌาน เป็นนักปราชญ์ มีจิตสงบ มีจิตตั้งมั่น ปรารถนาความหมดกังวล ปรนนิบัติข้าพเจ้าอยู่ทุกเมื่อ @เชิงอรรถ : @ อภิญญาพละ ๕ คือ แสดงฤทธิ์ได้ หูทิพย์ รู้ใจผู้อื่น ระลึกชาติได้ และตาทิพย์ (ขุ.อป.อ. ๑/๑๗๔/๒๖๓)@ วิชาทำนายลักษณะ หมายถึงคัมภีร์ประกาศลักษณะของหญิงและบุรุษชาวโลกทั้งหมดมีทุกข์และสุข@อิติหาสศาสตร์ หมายถึงคัมภีร์ชี้แจงคำพูดที่ท่านกล่าวว่า อิติห อาสา @นิฆัณฑุศาสตร์ หมายถึงคัมภีร์ประกาศชื่อต้นไม้และภูเขาเป็นต้น @เกฏุภศาสตร์ หมายถึงคัมภีร์ว่าด้วยวิชาการกวี (ขุ.อป.อ. ๑/๑๗๖/๒๖๓, ดูเชิงอรรถเล่ม ๙ ข้อ ๒๕๖)@ไตรเพท หมายถึงพระเวท ๓ คือ ฤคเวท ยชุรเวท และสามเวท (องฺ.ติก.อ. ๒/๕๙/๑๖๓)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๓๑}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๑. สารีปุตตเถราปทาน

ข้อ ๑๘๐

ศิษย์ของข้าพเจ้าสำเร็จอภิญญา ยินดีในอาหารซึ่งเป็นข้อปฏิบัติของบิดา เหาะไปมาทางอากาศได้ เป็นนักปราชญ์ ปรนนิบัติข้าพเจ้าอยู่ทุกเมื่อ

ข้อ ๑๘๑

ศิษย์ของข้าพเจ้านั้น สำรวมทวารทั้ง ๖ ไม่หวั่นไหว รักษาอินทรีย์ และไม่คลุกคลี เป็นนักปราชญ์ หาผู้กระทบกระทั่งได้ยาก

ข้อ ๑๘๒

ศิษย์ของข้าพเจ้านั้นหาผู้กระทบกระทั่งได้ยาก ให้เวลาผ่านไปด้วยการนั่งขัดสมาธิ การยืน และการจงกรม ตลอดคืน

ข้อ ๑๘๓

ศิษย์ของข้าพเจ้าไม่กำหนัดในวัตถุที่น่ากำหนัด ไม่ขัดเคืองในวัตถุที่น่าขัดเคือง ไม่ลุ่มหลงในวัตถุที่น่าลุ่มหลง หาผู้กระทบกระทั่งได้ยาก

ข้อ ๑๘๔

ศิษย์ของข้าพเจ้านั้น หาผู้กระทบกระทั่งได้ยาก ด้วยการแข่งดีทดลองแสดงฤทธิ์อยู่เป็นนิตย์ บันดาลให้แผ่นดินไหวได้

ข้อ ๑๘๕

ศิษย์ของข้าพเจ้านั้น หาผู้กระทบกระทั่งได้ยาก เมื่อจะเล่น ก็เล่นฌาน(เข้าฌาน) ไปนำผลหว้ามาได้

ข้อ ๑๘๖

ศิษย์ของข้าพเจ้านั้น พวกหนึ่งไปอปรโคยานทวีป พวกหนึ่งไปปุพพวิเทหทวีป พวกหนึ่งไปอุตตรกุรุทวีป @เชิงอรรถ : @ บาลี เปตฺติเก โคจเร รตา ยินดีในอาหารซึ่งเป็นข้อปฏิบัติของบิดา หมายถึงยินดีในอาหารที่ได้ไม่ใช่ออกปากขอ@(ขุ.อป.อ. ๑/๑๘๐/๒๖๔) @ ไม่หวั่นไหว ในที่นี้หมายถึงไม่มีตัณหาเป็นเหตุให้หวั่นไหว (ขุ.อป.อ. ๑/๑๘๑/๒๖๕)@ เป็นนักปราชญ์ ในที่นี้หมายถึงเป็นผู้มั่นคง ไม่สะทกสะท้านถึงอันตรายที่เกิดจากสัตว์มีราชสีห์และเสือ@เป็นต้น (ขุ.อป.อ. ๑/๑๘๐/๒๖๕)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๓๒}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๑. สารีปุตตเถราปทาน

ข้อ ๑๘๗

ศิษย์ของข้าพเจ้านั้น ส่งหาบ(บริขารดาบส) ไปข้างหน้า ส่วนตนเองไปทีหลัง ท้องฟ้าถูกดาบส ๑,๐๒๔ รูป ปิดบังไว้แล้ว

ข้อ ๑๘๘

ศิษย์ของข้าพเจ้านั้น พวกหนึ่งเผา(ผลไม้น้อยใหญ่และผัก)ไฟฉัน พวกหนึ่งไม่เผาไฟฉันดิบๆ พวกหนึ่งกระแทะเปลือกออกฉัน พวกหนึ่งตำฉัน พวกหนึ่งเอาหินทุบฉัน พวกหนึ่งฉันผลไม้ที่หล่นเอง

ข้อ ๑๘๙

ศิษย์ของข้าพเจ้านั้น หาผู้กระทบกระทั่งได้ยาก พวกหนึ่งรักความสะอาดลงอาบน้ำทั้งเช้าทั้งเย็น พวกหนึ่งตักน้ำอาบ

ข้อ ๑๙๐

ศิษย์ของข้าพเจ้า(ประพฤติวัตร) ปล่อยเล็บมือเล็บเท้าและขนรักแร้ยาว ขี้ฟันเขลอะ ศีรษะเปื้อนธุลี แต่หอมด้วยกลิ่นศีล หาผู้กระทบกระทั่งได้ยาก

ข้อ ๑๙๑

ดาบสทั้งหลายผู้ทรงชฎา มีตบะแก่กล้า ประชุมกันแต่เช้าแล้ว ประกาศลาภน้อย ลาภใหญ่ให้ทราบแล้ว เหาะไปในท้องฟ้า

ข้อ ๑๙๒

เมื่อดาบสเหล่านั้นเหาะไป เสียงดังย่อมสะพัดไป ทวยเทพย่อมยินดีเพราะได้ยินเสียงหนังสัตว์

ข้อ ๑๙๓

ฤๅษีผู้เหาะไปทางอากาศไปสู่ทิศน้อยทิศใหญ่ ฤๅษีเหล่านั้นมีกำลังของตนอุปถัมภ์ จึงไปได้ตามปรารถนา

ข้อ ๑๙๔

ฤๅษีเหล่านั้นทั้งหมดทำแผ่นดินให้ไหว เที่ยวไปในอากาศ มีเดชแผ่ไป ใครๆ ไม่อาจข่มได้ ผู้อื่นไม่อาจให้หวั่นไหวได้ ดังสมุทรสาครที่ใครอื่นให้กระเพื่อมไม่ได้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๓๓}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๑. สารีปุตตเถราปทาน

ข้อ ๑๙๕

ฤๅษีผู้เป็นศิษย์ของข้าพเจ้า บางพวกยืนและเดินจงกรม บางพวกถือการนั่งเป็นวัตร บางพวกฉันใบไม้ที่หล่นเอง หาผู้กระทบกระทั่งได้ยาก

ข้อ ๑๙๖

ศิษย์ของข้าพเจ้าเหล่านั้นมีปกติอยู่ด้วยการแผ่เมตตา แสวงหาประโยชน์เกื้อกูลแก่สรรพสัตว์ ไม่ยกตน ไม่ข่มใครๆ

ข้อ ๑๙๗

ศิษย์ของข้าพเจ้านั้นไม่สะดุ้งกลัวอะไร เหมือนราชสีห์ มีกำลังเหมือนพญาคชสาร หาผู้กระทบกระทั่งได้ยาก เหมือนพญาเสือโคร่ง ย่อมมาอยู่ใกล้ข้าพเจ้า

ข้อ ๑๙๘

พวกวิทยาธร พวกเทวดา นาค คนธรรพ์ ผีเสื้อน้ำ กุมภัณฑ์ ทานพ(อสูร) ครุฑ อาศัยสระนั้นหากิน

ข้อ ๑๙๙

ศิษย์ของข้าพเจ้าเหล่านั้นเกล้าชฎา คอนบริขาร นุ่งห่มหนังสัตว์ เที่ยวไปในอากาศได้ทุกตน อาศัยสระนั้นหากิน

ข้อ ๒๐๐

ครั้งนั้น ศิษย์เหล่านั้นเป็นผู้เหมาะสมกันและกัน มีความเคารพต่อกันและกัน ศิษย์ ๑,๐๒๔ คน ไม่มีเสียงไอเสียงจามเลย

ข้อ ๒๐๑

ศิษย์เหล่านั้นเดินเข้าแถวกัน เงียบเสียง สำรวมดี ทั้งหมดเข้ามากราบข้าพเจ้าด้วยเศียรเกล้า

ข้อ ๒๐๒

ข้าพเจ้ามีปกติเข้าฌาน ยินดีในฌาน อยู่ในอาศรมแห่งนั้นมีศิษย์เหล่านั้นแวดล้อม ซึ่งเป็นผู้สงบ มีตบะ

ข้อ ๒๐๓

อาศรมของข้าพเจ้าหอมด้วยกลิ่น ๒ อย่าง คือกลิ่นศีลของเหล่าฤๅษีและกลิ่นดอกไม้ ผลไม้ของต้นไม้ที่ผลิดอกออกผล

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๓๔}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๑. สารีปุตตเถราปทาน

ข้อ ๒๐๔

ข้าพเจ้าไม่รู้คืนและวัน ความไม่พอใจมิได้มีแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าสั่งสอนศิษย์ของตนได้ความร่าเริงอย่างยิ่ง

ข้อ ๒๐๕

เมื่อดอกไม้บานและผลไม้สุก มีกลิ่นทิพย์หอมฟุ้งไป ประดับอาศรมของข้าพเจ้าให้งดงาม

ข้อ ๒๐๖

ข้าพเจ้าออกจากสมาธิแล้ว มีความเพียรเผากิเลส มีปัญญารักษาตน คอนหาบบริขาร(ดาบส)เข้าป่าไป

ข้อ ๒๐๗

ครั้งนั้น ข้าพเจ้าได้ศึกษาจนชำนาญ ในลางบอกเหตุ ในความฝันและในลักษณะทั้งหลาย ทรงจำบทแห่งมนตร์ที่แพร่หลายอยู่

ข้อ ๒๐๘

พระผู้มีพระภาคทรงพระนามว่าอโนมทัสสี ผู้เจริญที่สุดในโลก ทรงองอาจกว่านรชน ทรงประสงค์วิเวก ตรัสรู้เองโดยชอบ จึงเสด็จเข้าไปยังป่าหิมพานต์

ข้อ ๒๐๙

พระองค์ผู้เป็นมุนีผู้เลิศ ทรงประกอบด้วยพระกรุณา ผู้สูงสุดแห่งบุรุษ เสด็จถึงป่าหิมพานต์แล้วประทับนั่งขัดสมาธิ

ข้อ ๒๑๐

ข้าพเจ้าได้พบเห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงมีแสงสว่างเจิดจ้า น่ารื่นรมย์ใจ ทรงรุ่งเรืองดังดอกบัวเขียว เป็นดุจแท่นบูชาไฟ สว่างเจิดจ้า

ข้อ ๒๑๑

ข้าพเจ้าได้พบเห็นพระองค์ผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก ทรงรุ่งเรืองดุจต้นพฤกษาประทีป @เชิงอรรถ : @ ต้นพฤกษาประทีป หมายถึงดอกไม้ไฟ โคมไฟ (ขุ.อป.อ. ๑/๔๔-๕๕/๑๓๑, ขุ.พุทฺธ.อ. ๔๕/๗๙, ๓๐/๑๘๙)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๓๕}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๑. สารีปุตตเถราปทาน ดุจสายฟ้าสว่างจ้ากลางอากาศ ดุจต้นพญาไม้สาละ มีดอกบานสะพรั่งอยู่

ข้อ ๒๑๒

พระผู้มีพระภาคพระองค์นี้ทรงเป็นผู้ประเสริฐ มีความเพียรมาก เป็นพระมุนีผู้กระทำที่สุดทุกข์ได้แล้ว เวไนยสัตว์ได้อาศัยการพบเห็นนี้แล้ว ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้

ข้อ ๒๑๓

ครั้นข้าพเจ้าได้เห็นพระองค์ผู้ทรงเป็นเทพยิ่งกว่าเทพแล้ว จึงได้ตรวจดูลักษณะว่า เป็นพระพุทธเจ้าหรือมิใช่ เอาละ เราจะดูพระชินเจ้าผู้มีพระจักษุ

ข้อ ๒๑๔

ที่พื้นฝ่าพระบาทอันยอดเยี่ยมปรากฏมีจักรมีกำตั้งพัน ข้าพเจ้าได้เห็นลักษณะทั้งหลายของพระองค์แล้ว จึงถึงความแน่ใจในพระตถาคต

ข้อ ๒๑๕

ครั้งนั้น ข้าพเจ้าได้หยิบไม้กวาดมากวาดสถานที่นั้นแล้ว ได้นำดอกไม้มา ๘ ดอก บูชาพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุด

ข้อ ๒๑๖

ครั้นข้าพเจ้าบูชาพระพุทธเจ้า ผู้ข้ามพ้นโอฆะได้แล้ว ไม่มีอาสวะ พระองค์นั้นแล้ว จึงห่มหนังสัตว์เฉวียงบ่า นมัสการพระองค์ผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก

ข้อ ๒๑๗

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ไม่มีอาสวะ ประทับอยู่ด้วยพระญาณอันใด ข้าพเจ้าจักประกาศพระญาณอันนั้น ขอท่านทั้งหลายจงฟังข้าพเจ้ากล่าวเถิด @เชิงอรรถ : @ ผู้มีพระจักษุ หมายถึงทรงมีจักษุ ๕ (คือ มังสจักษุ ตาเนื้อ มีพระเนตรงาม มีอำนาจ เห็นแจ่มใส ไว@และเห็นไกล ทิพยจักษุ ตาทิพย์ ปัญญาจักษุ ตาปัญญา พุทธจักษุ ตาพระพุทธเจ้า คือทรงทราบ@อัธยาศัยและอุปนิสัยแห่งเวไนยสัตว์แล้วทรงสั่งสอนแนะนำให้บรรลุคุณวิเศษต่างๆ สมันตจักษุ ตาเห็นรอบ@ทรงมีพระสัพพัญญุตญาณหยั่งรู้ธรรมทุกประการ) (ขุ.อป.อ. ๑/๒๑๓/๒๗๐)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๓๖}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๑. สารีปุตตเถราปทาน

ข้อ ๒๑๘

(ดาบสสุรุจิกล่าวชมเชยพระผู้มีพระภาคอโนมทัสสีว่า) ข้าแต่พระสยัมภู ผู้มีพระคุณหาประมาณมิได้ ขอพระองค์จงทรงช่วยสัตว์โลกนี้ให้พ้นจากสังสารวัฏเถิด สัตว์เหล่านั้นอาศัยการพบเห็นพระองค์แล้ว จะข้ามกระแสแห่งความสงสัยได้

ข้อ ๒๑๙

พระองค์ทรงเป็นศาสดา เป็นยอด เป็นธงชัย เป็นเสาหลัก เป็นจุดมุ่งหมาย เป็นที่พึ่ง เป็นดุจดวงประทีปของเหล่าสัตว์ เป็นผู้สูงสุดแห่งเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย

ข้อ ๒๒๐

ข้าแต่พระสัพพัญญู น้ำในมหาสมุทรสามารถที่จะประมาณได้ด้วยมาตราตวง แต่พระญาณของพระองค์ไม่มีใครสามารถจะประมาณได้เลย

ข้อ ๒๒๑

ข้าแต่พระสัพพัญญู แผ่นดินยังสามารถที่จะนำมาวางไว้บนตาชั่งแล้วชั่งดูได้ แต่พระญาณของพระองค์ ไม่มีใครสามารถจะชั่งดูได้

ข้อ ๒๒๒

ข้าแต่พระสัพพัญญู อากาศยังสามารถที่จะใช้เชือกหรือนิ้วมือวัดดูได้ แต่พระญาณของพระองค์ ไม่มีใครสามารถจะวัดดูได้

ข้อ ๒๒๓

น้ำในมหาสมุทรทั้งหมดและแผ่นดินทั้งสิ้น บุคคลก็ยังข้ามได้ แต่พระพุทธญาณ ไม่ควรโดยการนำมาเปรียบเทียบ @เชิงอรรถ : @ พระดาบสสุรุจิเป็นอดีตชาติของพระสารีบุตรเถระได้พบพระพุทธเจ้าอโนมทัสสี ตามข้อความในคาถาข้างต้น@ได้กล่าวชมเชยพระองค์ @ พ้นจากสังสารวัฏ หมายถึงให้สิ้นจากสงสารแล้วให้ถึงฝั่งคือพระนิพพาน (ขุ.อป.อ. ๑/๒๑๘/๒๗๐)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๓๗}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๑. สารีปุตตเถราปทาน

ข้อ ๒๒๔

ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระจักษุ จิตของสัตว์เหล่าใดแล่นไปในโลกพร้อมทั้งเทวโลก สัตว์ผู้มีจิตเหล่านั้นได้อยู่ในข่ายคือญาณของพระองค์

ข้อ ๒๒๕

ข้าแต่พระสัพพัญญู พระองค์ทรงบรรลุพระโพธิญาณ อย่างสูงสุดทั้งสิ้นด้วยพระญาณใด พระองค์ทรงย่ำยีอัญเดียรถีย์ทั้งหลายด้วยพระญาณนั้น

ข้อ ๒๒๖

(พระเถระทั้งหลายผู้ทำสังคายนากล่าวว่า) ท่านสุรุจิดาบสนั้น ครั้นกล่าวคาถาเหล่านี้แล้ว จึงปูลาดหนังสัตว์นั่งลงบนแผ่นดิน

ข้อ ๒๒๗

(ดาบสสุรุจินั่งอยู่ ณ ที่นั้นแล้วกล่าวว่า) ผู้คนกล่าวกันในบัดนี้ว่า ขุนเขา หยั่งลงในห้วงมหรรณพ ๘๔,๐๐๐ โยชน์ สูงขึ้นไป ๘๔,๐๐๐ โยชน์เช่นกัน

ข้อ ๒๒๘

ภูเขาสิเนรุก็สูงสุดเท่านั้น ภูเขาสิเนรุนั้น ทั้งด้านยาว ทั้งด้านกว้างถึงเพียงนั้น ก็ยังถูกบดให้ละเอียดเป็นแสนโกฏิด้วยการนับ

ข้อ ๒๒๙

ข้าแต่พระสัพพัญญู เมื่อตั้งคะแนนไว้ ผงแห่งภูเขาสิเนรุก็จะพึงหมดสิ้นไปก่อน แต่พระญาณของพระองค์ ไม่มีใครสามารถจะนับได้

ข้อ ๒๓๐

ผู้ใดพึงเอาข่ายตาถี่ๆ ขึงล้อมน้ำไว้ สัตว์น้ำทั้งหมดที่มีอยู่ก็จะพึงเข้าไปอยู่ภายในข่าย ฉันใด @เชิงอรรถ : @ ดูเชิงอรรถ หน้า ๓๖ ในเล่มนี้ @ พระโพธิญาณ หมายถึงพระนิพพาน (ขุ.อป.อ. ๑/๒๒๕/๒๗๑) @ ขุนเขา หมายถึงขุนเขาพระสุเมรุ (ชื่อภูเขากลางจักรวาล มียอดเป็นที่ตั้งแผ่นดินของสวรรค์ดาวดึงส์ซึ่งมี@พระอินทร์อยู่) (ขุ.อป.อ. ๑/๒๒๗/๒๗๒) @ ตั้งคะแนน หมายถึงนับพระญาณของพระองค์ (ขุ.อป.อ. ๑/๒๒๙/๒๗๒)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๓๘}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๑. สารีปุตตเถราปทาน

ข้อ ๒๓๑

ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก เดียรถีย์มากมายบางพวกก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมเข้าไปสู่ป่าทึบคือทิฏฐิ ถูกความยึดถือทำให้ลุ่มหลง

ข้อ ๒๓๒

เดียรถีย์เหล่านั้นเข้าไปภายในข่าย เพราะพระญาณอันบริสุทธิ์ของพระองค์ ซึ่งมีปกติเห็นสรรพสิ่ง ไม่มีอะไรขัดขวาง เดียรถีย์เหล่านั้นหาล่วงเลยพระญาณของพระองค์ไปไม่

ข้อ ๒๓๓

ก็สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคชินเจ้าพระนามว่าอโนมทัสสี ผู้มีพระยศยิ่งใหญ่ ออกจากสมาธิแล้วตรวจดูทิศ

ข้อ ๒๓๔

พระสาวกนามว่านิสภะ ของพระผู้มีพระภาค พระนามว่าอโนมทัสสี ผู้เป็นมุนี มีภิกษุ ๑๐๐,๐๐๐ รูป เป็นผู้มีจิตสงบ ผู้คงที่ แวดล้อมแล้ว

ข้อ ๒๓๕

ผู้สิ้นอาสวะแล้ว ผู้บริสุทธิ์ ผู้ได้อภิญญา ๖ ผู้คงที่ ทราบพระดำริของพระพุทธเจ้าแล้ว จึงเข้าเฝ้าพระองค์ผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก

ข้อ ๒๓๖

สาวกเหล่านั้นยืนกลางอากาศ ณ ที่ใกล้พระผู้มีพระภาคนั้น ได้กระทำประทักษิณ ประนมมือ นมัสการแล้วลงมาเฝ้า ณ สำนักพระพุทธเจ้า

ข้อ ๒๓๗

พระผู้มีพระภาคชินเจ้าพระนามว่าอโนมทัสสี ผู้เจริญที่สุดในโลก ผู้องอาจกว่านรชน ประทับนั่งในท่ามกลางหมู่ภิกษุแล้วทรงแย้มพระโอษฐ์ให้ปรากฏ @เชิงอรรถ : @ ข่าย ในที่นี้หมายถึงข่ายคือพระญาณของพระพุทธเจ้า (ขุ.อป.อ. ๑/๒๓๒/๒๗๓)@ ผู้คงที่ หมายถึงผู้ไม่หวั่นไหวในอารมณ์ที่น่าปรารถนาและไม่น่าปรารถนา (ขุ.อป.อ. ๑/๒๓๔/๒๗๓)@ อภิญญา ๖ หมายถึงความรู้ยิ่งคือ อิทธิวิธิ แสดงฤทธิ์ต่างๆ ได้, ทิพพโสต หูทิพย์, เจโตปริยญาณ@ทายใจคนอื่นได้, ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ระลึกชาติได้, ทิพพจักขุ ตาทิพย์, อาสวักขยญาณ@ญาณที่ทำให้อาสวะสิ้นไป (องฺ.ฉกฺก. (แปล) ๒๒/๒/๔๑๒-๔๑๔)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๓๙}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๑. สารีปุตตเถราปทาน

ข้อ ๒๓๘

พระสาวกนามว่าวรุณะ ผู้เป็นอุปัฏฐากของพระศาสดาพระนามว่าอโนมทัสสี ห่มผ้าเฉวียงบ่า แล้วทูลถามพระองค์ผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลกว่า

ข้อ ๒๓๙

ข้าแต่พระผู้มีพระภาค อะไรหนอ เป็นเหตุให้พระศาสดาทรงแย้มพระโอษฐ์ ธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลายนั้นจะไม่ทรงแย้มพระโอษฐ์ โดยไม่มีเหตุ

ข้อ ๒๔๐

พระผู้มีพระภาคพระนามว่าอโนมทัสสี ผู้เจริญที่สุดในโลก ผู้องอาจกว่านรชน ประทับนั่งในท่ามกลางหมู่ภิกษุแล้ว ได้ตรัสพระคาถานี้ว่า

ข้อ ๒๔๑

เราจักพยากรณ์ดาบสผู้ที่ใช้ดอกไม้บูชาเรา และชมเชยญาณของเราเนืองๆ ขอท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าวเถิด

ข้อ ๒๔๒

เทวดาทั้งปวง ทราบพระดำรัสของพระพุทธเจ้าแล้วมาประชุมกัน เทวดาเหล่านั้น ประสงค์จะฟังพระสัทธรรม จึงเข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ข้อ ๒๔๓

หมู่เทวดาผู้มีฤทธิ์มากทั้ง ๑๐ โลกธาตุ เหล่านั้น ประสงค์จะฟังพระสัทธรรมจึงเข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ข้อ ๒๔๔

(พระผู้มีพระภาคตรัสว่า) กองทัพ ๔ เหล่า คือ พลช้าง พลม้า พลรถ พลเดินเท้า จักแวดล้อมผู้นี้เป็นนิตย์ นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระพุทธเจ้า

ข้อ ๒๔๕

เครื่องดนตรี ๑,๐๖๐ ชิ้น กลองที่ประดับตกแต่งสวยงาม จักบำรุงบำเรอผู้นี้เป็นนิตย์ นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระพุทธเจ้า @เชิงอรรถ : @ ๑๐ โลกธาตุ หมายถึง หมื่นจักรวาล (ที.ม.อ. ๒/๓๓๑/๒๙๓)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๔๐}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๑. สารีปุตตเถราปทาน

ข้อ ๒๔๖

สตรีสาวล้วน ๑๖,๐๐๐ นาง ประดับตกแต่งสวยงาม สวมใส่ผ้าอาภรณ์อย่างงดงาม ห้อยตุ้มหูแก้วมณี

ข้อ ๒๔๗

มีหน้ากลมโต มีปกติร่าเริง รูปร่างงาม เอวเล็กเอวบาง จักแวดล้อมผู้นี้เป็นนิตย์ นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระพุทธเจ้า

ข้อ ๒๔๘

ผู้นี้จักรื่นรมย์ในเทวโลกตลอด ๑๐๐,๐๐๐ กัป จักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิในแว่นแคว้น ๑,๐๐๐ ชาติ

ข้อ ๒๔๙

จักเป็นจอมเทพครองเทวสมบัติ ๑,๐๐๐ ชาติ จักได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์นับชาติไม่ถ้วน

ข้อ ๒๕๐

เมื่อภพสุดท้ายมาถึง ผู้นี้จักไปเกิดเป็นมนุษย์ นางพราหมณีชื่อสารี จักตั้งครรภ์

ข้อ ๒๕๑

ผู้นี้จักปรากฏนามว่าสารีบุตร ตามชื่อและโคตรของมารดา จักเป็นผู้มีปัญญาหลักแหลม

ข้อ ๒๕๒

จักเป็นผู้ไม่มีความกังวล ละทิ้งทรัพย์ประมาณ ๘๐ โกฏิแล้วออกบวช เที่ยวแสวงหาทางแห่งความสงบทั่วแผ่นดินนี้

ข้อ ๒๕๓

ในกัปที่นับมิได้นับจากกัปนี้ไป พระศาสดาพระนามว่าโคดม ตามพระโคตร ทรงสมภพในราชสกุลโอกกากราช จักอุบัติขึ้นในโลก

ข้อ ๒๕๔

ดาบสนี้จักมีนามว่าสารีบุตร เป็นธรรมทายาท เป็นโอรสที่ธรรมเนรมิต จักเป็นอัครสาวกของพระศาสดาพระองค์นั้น

ข้อ ๒๕๕

แม่น้ำภาคีรถีนี้ไหลมาจากภูเขาหิมพานต์ ไหลลงสู่มหาสมุทร ทำมหาสมุทรให้เต็ม ฉันใด

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๔๑}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๑. สารีปุตตเถราปทาน

ข้อ ๒๕๖

สารีบุตรนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน จักเป็นผู้สามารถแกล้วกล้าในไตรเพท จักสำเร็จปัญญาบารมี แล้วให้หมู่สัตว์อิ่มเอิบได้

ข้อ ๒๕๗

ตั้งแต่ป่าหิมพานต์จนถึงทะเลมีห้วงน้ำกว้างใหญ่ ในช่วงระหว่างนี้ มีกองทรายอยู่ขนาดเท่าใด คำนวณนับไม่ได้

ข้อ ๒๕๘

แม้กองทรายขนาดเท่านั้นสามารถจะคำนวณนับได้ โดยไม่มีเหลือด้วยการนับวิธีใด แต่ปัญญาของสารีบุตรจะมีที่สุดโดยวิธีนับนั้นๆ ก็หามิได้

ข้อ ๒๕๙

เมื่อตั้งคะแนนไว้ บรรดาทรายในแม่น้ำคงคาก็จะพึงหมดสิ้นไป แต่ปัญญาของสารีบุตรหาหมดสิ้นไปไม่

ข้อ ๒๖๐

คลื่นในมหาสมุทรคำนวณนับไม่ได้ ปัญญาของสารีบุตร จักไม่มีที่สุดอย่างนั้นเหมือนกัน

ข้อ ๒๖๑

สารีบุตรนั้นจักทำให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้า โคดมศากยะผู้ประเสริฐ ทรงโปรดปรานแล้ว สำเร็จปัญญาบารมีเป็นอัครสาวก(ของพระองค์)

ข้อ ๒๖๒

สารีบุตรนั้น จักประพฤติตามพระธรรมจักร ที่พระผู้มีพระภาคผู้ศากยบุตร ผู้คงที่ ทรงประกาศไว้แล้ว บันดาลเม็ดฝนคือธรรมให้ตกลงโดยชอบ

ข้อ ๒๖๓

พระผู้มีพระภาคผู้โคดมศากยะผู้ประเสริฐ ทรงทราบความนั้นทั้งหมดแล้ว ประทับนั่งในท่ามกลางหมู่ภิกษุ จักทรงตั้ง(สารีบุตร)ไว้ในตำแหน่งอัครสาวก

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๔๒}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๑. สารีปุตตเถราปทาน

ข้อ ๒๖๔

โอ ! กรรมที่ข้าพเจ้าได้ทำบุญญาธิการ แด่พระศาสดาพระนามว่าอโนมทัสสีแล้ว สำเร็จบารมีในจำนวนคุณทั้งสิ้น ชื่อว่าเป็นกรรมที่ทำไว้ดีแล้วหนอ

ข้อ ๒๖๕

กรรมที่ข้าพเจ้าได้ทำไว้ในกาลที่จะกำหนดจำนวนมิได้ แสดงผลแก่ข้าพเจ้าแล้วในอัตภาพสุดท้ายนี้ ข้าพเจ้าหลุดพ้นดีแล้ว ดุจความเร็วแห่งลูกศรพ้นไปจากแล่ง เผากิเลสทั้งหลายได้แล้ว

ข้อ ๒๖๖

ข้าพเจ้านั้น เมื่อเที่ยวแสวงหาทาง ที่ไม่หวั่นไหวคือนิพพาน อันปัจจัยปรุงแต่งไม่ได้ เลือกเฟ้นเจ้าลัทธิทั้งปวงจึงเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพ

ข้อ ๒๖๗

คนเป็นไข้พึงแสวงหายารักษา พึงสะสมทรัพย์ทั้งปวงไว้เพื่อพ้นจากความเจ็บไข้ ฉันใด

ข้อ ๒๖๘

ข้าพเจ้าก็ฉันนั้น เมื่อเที่ยวแสวงหาทาง คืออมตนิพพานอันปัจจัยปรุงแต่งไม่ได้ จึงได้บวชเป็นฤๅษี ๕๐๐ ชาติ ติดต่อกัน

ข้อ ๒๖๙

ข้าพเจ้าเพียบพร้อมด้วยชฎาและภาระ(บริขาร) นุ่งห่มหนังสัตว์ สำเร็จอภิญญา ได้ไป(เกิด)ยังพรหมโลก

ข้อ ๒๗๐

เว้นศาสนาของพระชินเจ้าเสียแล้ว ก็หาความบริสุทธิ์ในลัทธิภายนอกไม่ได้ เหล่าสัตว์ผู้มีปัญญาย่อมบริสุทธิ์ได้ในศาสนาของพระชินเจ้า

ข้อ ๒๗๑

สิ่งที่สำเร็จด้วยการทำของตนนั้น ไม่เป็นดังที่ได้ยินกันต่อๆ มาว่า เป็นอย่างนี้ๆ ข้าพเจ้าเมื่อแสวงหาทางที่ปัจจัยปรุงแต่งไม่ได้ จึงเที่ยวไปในลัทธิที่ผิด

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๔๓}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๑. สารีปุตตเถราปทาน

ข้อ ๒๗๒

คนที่ต้องการแก่นไม้ตัดต้นกล้วยแล้วผ่า ก็จะไม่พึงได้แก่นไม้ในต้นกล้วยนั้น เขาย่อมเป็นผู้ไร้แก่นไม้ ฉันใด

ข้อ ๒๗๓

เหล่าเดียรถีย์ทั้งหลายในโลกก็ฉันนั้น มีทิฏฐิต่างกัน ถึงจะมีจำนวนมาก ก็เป็นผู้ว่างเปล่าจากนิพพานอันปัจจัยปรุงแต่งไม่ได้ ดุจต้นกล้วยว่างเปล่าจากแก่นไม้ ฉะนั้น

ข้อ ๒๗๔

เมื่อภพสุดท้ายมาถึง ข้าพเจ้าเกิดเป็นบุตรของพราหมณ์ ได้ละทิ้งโภคสมบัติมากมายแล้วออกบวชเป็นบรรพชิตภาณวารที่ ๑ จบ

ข้อ ๒๗๕

(พระสารีบุตรเถระกราบทูลว่า) ข้าพระองค์อยู่ในสำนักของพราหมณ์นามว่าสัญชัย ซึ่งเป็นผู้คงแก่เรียน ทรงมนตร์ จบไตรเพท

ข้อ ๒๗๖

ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก พราหมณ์นามว่าอัสสชิ สาวกของพระองค์ ซึ่งหาผู้กระทบกระทั่งได้ยาก มีเดชแผ่ไป เที่ยวบิณฑบาตในครั้งนั้น

ข้อ ๒๗๗

ข้าพระองค์ได้เห็นท่านผู้ประเสริฐนั้น ผู้มีปัญญา เป็นมุนี มีจิตตั้งมั่นในความเป็นมุนี มีจิตสงบ เบิกบานดุจดอกปทุมที่แย้มบาน

ข้อ ๒๗๘

เพราะเห็นท่านผู้ฝึกฝนดีแล้ว มีจิตบริสุทธิ์ องอาจ ประเสริฐ มีความเพียร ความคิดของข้าพเจ้าจึงเกิดขึ้นว่า ท่านผู้นี้คงจะเป็นพระอรหันต์ @เชิงอรรถ : @ ตั้งแต่คาถานี้ไปพระเถระได้กราบทูลให้พระผู้มีพระภาคทราบเรื่องราวของท่าน สมตามข้อความในธรรม@บทอรรถกถาด้วย

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๔๔}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๑. สารีปุตตเถราปทาน

ข้อ ๒๗๙

ท่านผู้นี้ เคลื่อนไหวกิริยาท่าทางน่าเลื่อมใส รูปงาม สำรวมดี ฝึกฝนแล้วในอุบายเครื่องฝึกอย่างสูงสุด คงจะเป็นผู้เห็นทางอมตะ

ข้อ ๒๘๐

ทางที่ดี เราควรจะถามท่านผู้มีประโยชน์อย่างสูงสุด ผู้มีจิตยินดี หากท่านถูกเราถามแล้วจักตอบ เราก็จะย้อนถามท่านอีก ในครั้งนั้น

ข้อ ๒๘๑

ข้าพระองค์ได้เดินตามไปข้างหลังท่านผู้กำลังเที่ยวบิณฑบาต รอคอยโอกาสอยู่เพื่อจะสอบถามทางอมตะ

ข้อ ๒๘๒

จึงเข้าไปหาท่านซึ่งอยู่ในระหว่างถนนแล้วถามว่า ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ ผู้มีความเพียร ท่านมีโคตรตระกูลอย่างไร เป็นศิษย์ของใคร

ข้อ ๒๘๓

ท่านถูกข้าพระองค์ถามแล้วก็ไม่ครั่นคร้าม เป็นดังพญาไกรสรราชสีห์ตอบว่า ท่านผู้มีอายุ พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก อาตมาเป็นศิษย์ของพระองค์

ข้อ ๒๘๔

(ข้าพระองค์ได้ถามต่อไปว่า) ข้าแต่ท่านผู้มีความเพียรมาก ท่านผู้มียศยิ่งใหญ่เกิดตามมา ศาสนธรรมของพระพุทธเจ้าของท่านเป็นเช่นไร ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าขอโอกาส ขอท่านโปรดบอกแก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด

ข้อ ๒๘๕

ท่านถูกข้าพระองค์ถามแล้ว จึงแสดงบททุกบทที่ลึกซึ้งละเอียด สำหรับกำจัดลูกศรคือตัณหา สำหรับเป็นเครื่องบรรเทาทุกข์ทั้งปวงว่า

ข้อ ๒๘๖

ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ พระตถาคตตรัสเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๔๕}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๑. สารีปุตตเถราปทาน และความดับแห่งธรรมเหล่านั้น พระมหาสมณะมีปกติตรัสสอนอย่างนี้

ข้อ ๒๘๗

เมื่อพระอัสสชิเถระแก้ปัญหาแล้ว ข้าพระองค์นั้นได้บรรลุผลที่หนึ่ง(โสดาปัตติผล) เป็นผู้ปราศจากธุลีคือกิเลส ปราศจากมลทินคือกิเลส เพราะได้ฟังคำสอนของพระชินเจ้า

ข้อ ๒๘๘

ข้าพระองค์ได้ฟังคำของพระมุนีแล้ว ได้เห็นธรรมอันสูงสุด หยั่งรู้พระสัทธรรมจึงได้กล่าวคาถานี้ว่า

ข้อ ๒๘๙

ถ้ามีเพียงเท่านั้น ธรรมนี้นั่นแหละ(ที่ข้าพเจ้าพึงบรรลุ) ท่านรู้แจ้งทางที่ไม่เศร้าโศก ซึ่งข้าพเจ้าไม่เห็นแล้ว ล่วงเลยมาหลายหมื่นกัป

ข้อ ๒๙๐

ข้าพเจ้าเมื่อแสวงหาธรรม ได้เที่ยวไปในลัทธิที่ผิด (บัดนี้)ได้บรรลุความประสงค์นั้นแล้ว จึงมิใช่เวลาที่ข้าพเจ้าจะประมาท

ข้อ ๒๙๑

ข้าพระองค์ที่พระอัสสชิเถระให้ยินดีแล้ว บรรลุทางที่ไม่หวั่นไหว เมื่อจะไปเสาะหาสหาย จึงได้ไปยังอาศรม

ข้อ ๒๙๒

สหายของข้าพระองค์ ผู้ได้ศึกษามาดี เพียบพร้อมด้วยอิริยาบถ เห็นข้าพระองค์แต่ไกลเทียว จึงได้กล่าวคำนี้ว่า

ข้อ ๒๙๓

ท่านมีหน้าตาผ่องใส ปรากฏประหนึ่งว่าจะเป็นมุนี ท่านได้บรรลุอมตนิพพานหรือได้บรรลุบทคือพระนิพพานอันไม่จุติ @เชิงอรรถ : @ ทางที่ไม่เศร้าโศก หมายถึงนิพพาน (ขุ.อป.อ. ๑/๒๘๙/๒๗๘) @ ทางที่ไม่หวั่นไหว หมายถึงการถึงนิพพาน (ขุ.อป.อ. ๑/๒๙๑/๒๗๘)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๔๖}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๑. สารีปุตตเถราปทาน

ข้อ ๒๙๔

ท่านเป็นผู้สมควรแก่ความงาม เป็นเหมือนผู้ฝึกฝนตนมาแล้ว เหมือนช้างถูกแทงด้วยหอก ไม่หวั่นไหว พราหมณ์ ท่านเป็นผู้มีการฝึกฝนมาดี จึงสงบระงับแล้ว ในทางเป็นที่ฝึก

ข้อ ๒๙๕

ข้าพระองค์ตอบว่า ข้าพเจ้าได้บรรลุอมตธรรม ซึ่งเป็นเครื่องบรรเทาลูกศรคือความเศร้าโศกแล้ว ถึงตัวท่านก็จะบรรลุอมตธรรมนั้นได้ พวกเราไปเฝ้าพระพุทธเจ้ากันเถิด

ข้อ ๒๙๖

สหายนั้นอันข้าพระองค์ให้ศึกษาอย่างดีแล้ว จึงรับคำว่า ดีละ แล้วได้จูงมือกันมายังสำนักของพระองค์

ข้อ ๒๙๗

ข้าแต่พระองค์ผู้ศากยบุตร ข้าพระองค์ทั้ง ๒ จักบวชในสำนักของพระองค์ อาศัยคำสอนของพระองค์อยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ

ข้อ ๒๙๘

ท่านโกลิตะเป็นผู้เลิศด้วยฤทธิ์ ข้าพระองค์เลิศด้วยปัญญา ข้าพระองค์ทั้ง ๒ จะร่วมมือกันทำศาสนาให้งดงาม

ข้อ ๒๙๙

(เมื่อก่อน) ข้าพระองค์มีความดำริยังไม่ถึงที่สุด จึงได้เที่ยวไปในลัทธิที่ผิด (แต่บัดนี้)เพราะได้อาศัยทัศนะของพระองค์ ความดำริของข้าพระองค์จึงเต็ม

ข้อ ๓๐๐

หมู่ไม้เกิดบนแผ่นดินย่อมแย้มบานในฤดูกาล กลิ่นทิพย์หอมอบอวลไปทำให้สรรพสัตว์ยินดี (ฉันใด)

ข้อ ๓๐๑

ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก ผู้เป็นศากยบุตร มีพระยศยิ่งใหญ่ ข้าพระองค์ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ดำรงอยู่ในศาสนาของพระองค์แล้ว ย่อมแสวงหากาลเวลาเพื่อจะแย้มบาน

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๔๗}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๑. สารีปุตตเถราปทาน

ข้อ ๓๐๒

ข้าพระองค์แสวงหาดอกไม้คือวิมุตติ ซึ่งเป็นเหตุหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพ ให้สรรพสัตว์ยินดีด้วยการได้ดอกไม้คือวิมุตติ

ข้อ ๓๐๓

ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระจักษุ ตลอดพุทธเขต ยกเว้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นมหามุนีเสีย ก็ไม่มีใครจะมีปัญญาเหมือนกับข้าพระองค์ผู้เป็นบุตรของพระองค์เลย

ข้อ ๓๐๔

ศิษย์และชุมนุมชนของพระองค์ที่พระองค์ทรงแนะนำดีแล้ว ให้ศึกษาดีแล้ว ฝึกฝนในอุบายเครื่องฝึกอันสูงสุด แวดล้อมพระองค์อยู่ทุกเมื่อ

ข้อ ๓๐๕

ท่านเหล่านั้นมีปกติเข้าฌาน ยินดีในฌาน เป็นนักปราชญ์ มีจิตสงบ มีจิตตั้งมั่น เป็นมุนี สมบูรณ์ด้วยความเป็นมุนี แวดล้อมพระองค์อยู่ทุกเมื่อ

ข้อ ๓๐๖

ท่านเหล่านั้นมักน้อย มีปัญญารักษาตน เป็นนักปราชญ์ ฉันอาหารแต่น้อย ไม่โลภ สันโดษตามมีตามได้ แวดล้อมพระองค์อยู่ทุกเมื่อ

ข้อ ๓๐๗

ท่านเหล่านั้นถือการอยู่ป่าเป็นวัตร ยินดีในธุดงค์ เข้าฌาน ใช้จีวรเศร้าหมอง ยินดียิ่งในความสงัด เป็นนักปราชญ์ แวดล้อมพระองค์อยู่ทุกเมื่อ

ข้อ ๓๐๘

ท่านเหล่านั้นเป็นผู้ปฏิบัติ(พรั่งพร้อมด้วยมรรค) ดำรงอยู่ในผล และเป็นพระเสขะพรั่งพร้อมด้วยผล มุ่งหวังประโยชน์อย่างสูงสุด(คือพระนิพพาน) แวดล้อมพระองค์อยู่ทุกเมื่อ @เชิงอรรถ : @ ดอกไม้คือวิมุตติ หมายถึงอรหัตตผลวิมุตติ (ขุ.อป.อ. ๑/๓๐๒/๒๗๙) @ พุทธเขต หมายถึงมีแสนโกฏิจักรวาล (ขุ.อป.อ. ๑/๓๐๓/๒๘๐) @ ผล ในที่นี้หมายถึงผลเบื้องต่ำ ๓ คือ โสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล (ขุ.อป.อ. ๑/๓๐๘/๒๘๐)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๔๘}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๑. สารีปุตตเถราปทาน

ข้อ ๓๐๙

ท่านเหล่านั้นทั้งที่เป็นพระโสดาบัน ทั้งที่เป็นพระสกทาคามี ทั้งที่เป็นพระอนาคามี และที่เป็นพระอรหันต์ เป็นผู้ปราศจากมลทิน(คือกิเลส) แวดล้อมพระองค์อยู่ทุกเมื่อ

ข้อ ๓๑๐

สาวกของพระองค์จำนวนมาก ฉลาดในสติปัฏฐาน ยินดีในการเจริญโพชฌงค์ ทุกท่านแวดล้อมพระองค์อยู่ทุกเมื่อ

ข้อ ๓๑๑

ท่านเหล่านั้นฉลาดในอิทธิบาท ยินดีในการเจริญสมาธิ หมั่นประกอบสัมมัปปธาน แวดล้อมพระองค์อยู่ทุกเมื่อ

ข้อ ๓๑๒

ท่านเหล่านั้นได้วิชชา ๓ ได้อภิญญา ๖ ถึงความสำเร็จแห่งฤทธิ์ ถึงความสำเร็จแห่งปัญญา แวดล้อมพระองค์อยู่ทุกเมื่อ

ข้อ ๓๑๓

ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก ศิษย์ของพระองค์เป็นเช่นนี้ เป็นผู้ศึกษาดีแล้ว หาผู้กระทบกระทั่งได้ยาก มีเดชแผ่ไป แวดล้อมพระองค์อยู่ทุกเมื่อ

ข้อ ๓๑๔

พระองค์มีศิษย์เหล่านั้นแวดล้อม ผู้สำรวมแล้ว ผู้มีตบะ เป็นผู้ไม่ครั่นคร้ามดังราชสีห์ ย่อมทรงงดงามดังดวงจันทร์

ข้อ ๓๑๕

ต้นไม้เกิดบนแผ่นดินย่อมงอกงามไพบูลย์บนแผ่นดิน ต้นไม้เหล่านั้นย่อมเผล็ดผล (โดยลำดับ) @เชิงอรรถ : @ สติปัฏฐาน หมายถึงสติปัฏฐาน ๔ คือ กายานุปัสสนา เวทนานุปัสสนา จิตตานุปัสสนา และธัมมานุปัสสนา@(ขุ.อป.อ. ๑/๓๑๐/๒๘๐) @ วิชชา ๓ หมายถึง (๑) ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ญาณเป็นเหตุระลึกขันธ์ที่อาศัยอยู่ในก่อนได้ ระลึกชาติได้@(๒) จุตูปปาตญาณ ญาณกำหนดรู้จุติและอุบัติแห่งสัตว์ทั้งหลาย อันเป็นไปตามกรรม (๓) อาสวักขยญาณ@ญาณหยั่งรู้ในธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ความตรัสรู้ (ที.ปา. ๑๑/๓๐๕/๑๙๗, ๓๕๓/๒๔๕,@องฺ.ทสก. (แปล) ๒๔/๑๐๒/๒๔๓-๒๔๔)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๔๙}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๑. สารีปุตตเถราปทาน

ข้อ ๓๑๖

ข้าแต่พระองค์ผู้ศากยบุตร มีพระยศยิ่งใหญ่ พระองค์ทรงเป็นเช่นกับแผ่นดิน ศิษย์ (เป็นเช่นกับต้นไม้) ดำรงอยู่ในศาสนาของพระองค์แล้ว ย่อมได้ผลเป็นอมตะ

ข้อ ๓๑๗

แม่น้ำสินธุ แม่น้ำสรัสวดี แม่น้ำจันทภาคา แม่น้ำคงคา แม่น้ำยมุนา แม่น้ำสรภู และแม่น้ำมหี

ข้อ ๓๑๘

เมื่อแม่น้ำหลายสายนั้นไหลไป(ถึงทะเล)ทะเลย่อมรองรับไว้ แม่น้ำเหล่านั้นย่อมละชื่อเดิม ปรากฏชื่อว่าทะเล ฉันใด

ข้อ ๓๑๙

วรรณะทั้ง ๔ เหล่านี้ก็ฉันนั้น มาบวชในสำนักของพระองค์แล้ว ก็ย่อมละชื่อเดิม ปรากฏชื่อว่าพุทธบุตร

ข้อ ๓๒๐

ดวงจันทร์ปราศจากมลทินโคจรอยู่ในอากาศ มีแสงรุ่งโรจน์ยิ่งกว่าหมู่ดาวในโลกทั้งหมด ฉันใด

ข้อ ๓๒๑

ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก พระองค์ก็ฉันนั้นเหมือนกัน มีศิษย์แวดล้อม ก็ย่อมรุ่งเรืองยิ่งกว่าเทวดาและมนุษย์เหล่านั้นทั้งหมดในกาลทุกเมื่อ

ข้อ ๓๒๒

คลื่นเกิดขึ้นในน้ำลึกย่อมไม่ล่วงเลยล้นฝั่งไปได้ คลื่นเหล่านั้นกระทบฝั่งเป็นระลอก กระจายหายไปหมด ฉันใด

ข้อ ๓๒๓

เดียรถีย์ทั้งหลายในโลกก็ฉันนั้น มีทิฏฐิต่างกัน เป็นชนจำนวนมาก พวกเขาต้องการจะกล่าวธรรม แต่ก็ไม่ล่วงเลยพระองค์ผู้เป็นมุนีไปได้

ข้อ ๓๒๔

ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระจักษุ ก็ถ้าเดียรถีย์เหล่านั้น เข้ามาหาพระองค์ด้วยความประสงค์จะคัดค้าน ครั้นมาถึงสำนักของพระองค์แล้ว ก็จะกลายเป็นจุรณไป @เชิงอรรถ : @ วรรณะทั้ง ๔ หมายถึงตระกูล ๔ คือ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ และศูทร (ขุ.อป.อ. ๑/๓๑๗-๓๑๙/๒๘๑)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๕๐}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๑. สารีปุตตเถราปทาน

ข้อ ๓๒๕

ดอกโกมุท ดอกบัวเผื่อน จำนวนมาก เกิดในน้ำแล้วติดอยู่กับน้ำและเปือกตม ฉันใด

ข้อ ๓๒๖

เหล่าสัตว์จำนวนมากก็ฉันนั้น เกิดมาในโลกแล้ว ถูกราคะและโทสะเบียดเบียน ย่อมงอกงาม(ในวัฏฏสงสาร) ดุจดอกโกมุทงอกงามในเปือกตม ฉะนั้น

ข้อ ๓๒๗

ดอกบัวหลวงเกิดในน้ำ งดงามอยู่กลางน้ำ (แต่)ดอกบัวหลวงนั้นยังคงบริสุทธิ์ ไม่ติดอยู่กับน้ำ ฉันใด

ข้อ ๓๒๘

ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก พระองค์ก็ทรงเป็นฉันนั้น เป็นมหามุนี เกิดมาแล้วในโลก (แต่)ไม่ทรงติดอยู่กับโลก ดุจดอกบัวหลวงไม่ติดอยู่กับน้ำ ฉะนั้น

ข้อ ๓๒๙

ดอกไม้หลายชนิดที่เกิดในน้ำ ย่อมแย้มบานในเดือน ๑๒ ไม่ล่วงเลยเดือน ๑๒ นั้นไป เพราะเดือน ๑๒ นั้นเป็นกาลสมัยที่ดอกไม้จะบาน ฉันใด

ข้อ ๓๓๐

ข้าแต่พระองค์ผู้ศากยบุตร พระองค์ก็เป็นผู้แย้มบานแล้ว ฉันนั้น เหล่าศิษย์ของพระองค์ก็เป็นผู้แย้มบานแล้วด้วยวิมุตติ ไม่ล่วงเลยคำสั่งสอนของพระองค์ไปได้ ดุจดอกบัวหลวงซึ่งแย้มบานด้วยน้ำ ไม่ล่วงเลยกาลสมัยเป็นที่แย้มบานไปได้ ฉะนั้น

ข้อ ๓๓๑

ต้นพญาไม้สาละออกดอกบานสะพรั่ง ส่งกลิ่นหอมอบอวลไปคล้ายกลิ่นทิพย์ แวดล้อมด้วยไม้สาละชนิดอื่น ย่อมงดงาม ฉันใด

ข้อ ๓๓๒

ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก พระองค์ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ทรงแย้มบานด้วยพระพุทธญาณ มีหมู่ภิกษุแวดล้อม ย่อมงดงาม ดุจพญาไม้สาละ ฉะนั้น

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๕๑}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๑. สารีปุตตเถราปทาน

ข้อ ๓๓๓

เปรียบเหมือนภูเขาศิลาล้วนชื่อหิมวา เป็นภูเขาที่มีโอสถสำหรับสรรพสัตว์ เป็นที่อยู่ของพวกนาค อสูร และเทวดาทั้งหลาย

ข้อ ๓๓๔

ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก พระองค์ก็ทรงเป็นฉันนั้น ทรงเป็นดุจโอสถของสรรพสัตว์ ทรงได้วิชชา ๓ ได้อภิญญา ๖ ถึงความสำเร็จแห่งฤทธิ์

ข้อ ๓๓๕

ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก ผู้ที่พระองค์ทรงพระกรุณาพร่ำสอนแล้วนั้น ย่อมยินดีในธรรม อยู่ในศาสนาของพระองค์

ข้อ ๓๓๖

ราชสีห์ผู้เป็นพญาเนื้อพอออกจากถ้ำที่อาศัยแล้ว เหลียวดูทิศทั้ง ๔ จึงบันลือสีหนาท ๓ ครั้ง

ข้อ ๓๓๗

เมื่อราชสีห์ผู้พญาเนื้อคำราม สัตว์ทั้งปวงย่อมสะดุ้งกลัว อันที่จริง ชาติราชสีห์นี้ ย่อมทำให้เหล่าสัตว์สะดุ้งกลัวทุกเมื่อ ฉันใด

ข้อ ๓๓๘

ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก เมื่อพระองค์ทรงบันลืออยู่ พื้นพสุธานี้ย่อมหวั่นไหว เหล่าสัตว์ผู้ควรตรัสรู้ก็ย่อมตรัสรู้ เหล่าสัตว์ผู้อยู่ในหมู่มารย่อมสะดุ้ง ฉันนั้น

ข้อ ๓๓๙

ข้าแต่พระมหามุนี เมื่อพระองค์ทรงบันลืออยู่ เหล่าเดียรถีย์ทั้งปวงย่อมสะดุ้ง ดุจฝูงกา ฝูงเหยี่ยวบินกระเจิงไป ดุจฝูงสัตว์แตกกระเจิงไปเพราะราชสีห์ผู้เป็นพญาเนื้อ ฉะนั้น

ข้อ ๓๔๐

เหล่าคณาจารย์บางพวกประชาชนเรียกกันว่า เป็นศาสดาในโลก ท่านเหล่านั้นย่อมแสดงธรรมที่สืบๆ กันมาแก่ชุมนุมชน

ข้อ ๓๔๑

ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก แต่พระองค์หาเป็นอย่างนั้นไม่ ครั้นทรงตรัสรู้สัจจะทั้งหลายด้วยพระองค์เองแล้ว จึงทรงแสดงโพธิปักขิยธรรมทั้งมวลแก่เหล่าสัตว์ @เชิงอรรถ : @ เพราะทรงปลดเปลื้องสรรพสัตว์ให้พ้นจากชรา พยาธิ และมรณะ (ขุ.อป.อ. ๑/๓๓๓-๓๓๔/๒๘๒)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๕๒}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๑. สารีปุตตเถราปทาน

ข้อ ๓๔๒

พระองค์ทรงทราบอัธยาศัยและอนุสัย ทรงทราบว่าอินทรีย์มีกำลังแก่กล้าและไม่แก่กล้า ทรงทราบบุคคลสมควรและไม่สมควร จึงทรงบันลือดุจมหาเมฆ

ข้อ ๓๔๓

เพื่อจะทรงตัดความสงสัยของชุมนุมชนที่จะพึงนั่งรอบจักรวาล ผู้มีทิฏฐิต่างกัน มีความคิดคิดต่างกัน

ข้อ ๓๔๔

พระองค์ผู้เป็นมุนีทรงรู้จิตของเหล่าสัตว์ทั้งปวง ทรงฉลาดในข้ออุปมา ตรัสแก้ปัญหาข้อเดียวเท่านั้น ก็ทรงตัดความสงสัยของเหล่าสัตว์เสียได้

ข้อ ๓๔๕

พื้นแผ่นดินพึงเต็มด้วยมนุษย์ผู้เช่นกับจอกแหน พวกเขาทั้งหมดพึงประคองอัญชลี ประกาศคุณของพระองค์ผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก

ข้อ ๓๔๖

อีกอย่างหนึ่งเทวดาและมนุษย์เหล่านั้น เมื่อประกาศคุณอยู่ตลอดกัปหนึ่ง พึงประกาศคุณโดยประการต่างๆ ก็ยังไม่สามารถจะประกาศคุณให้สิ้นสุดได้ พระตถาคตมีพระคุณหาประมาณมิได้

ข้อ ๓๔๗

ก็ข้าพระองค์สรรเสริญพระชินเจ้าด้วยกำลังของตนอย่างไร เหล่าเทวดาและมนุษย์เมื่อสรรเสริญอยู่ตลอดโกฏิกัป ก็พึงสรรเสริญอย่างนั้นเหมือนกัน @เชิงอรรถ : @ สมควรและไม่สมควร ในที่นี้หมายถึงผู้สามารถบรรลุธรรมและไม่สามารถบรรลุธรรม@(ขุ.อป.อ. ๑/๓๔๒/๒๘๒) @ กัปหนึ่ง ระยะเวลายาวนานเหลือเกิน กำหนดกันว่าโลกคือสากลจักรวาลประลัยครั้งหนึ่ง ท่านเปรียบด้วย@อุปมาว่า เหมือนมีภูเขาศิลาล้วน กว้าง ยาว สูง ด้านละ ๑ โยชน์ ทุกๆ ๑๐๐ ปี มีคนนำผ้าเนื้อบาง@ละเอียดอย่างดีมาลูบเขานั้นครั้งหนึ่งๆ จนกว่าภูเขาลูกนั้น จะสึกหรอหมดสิ้นไป กัปหนึ่งยังยาวนานกว่า@นั้นอีก

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๕๓}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๑. สารีปุตตเถราปทาน

ข้อ ๓๔๘

ก็ถ้าใครๆ จะเป็นเทวดา หรือมนุษย์ก็ตาม ได้ศึกษามาเป็นอย่างดีแล้ว จะพึงกำหนดเพื่อจะประมาณ(คุณ) ผู้นั้นจะพึงได้รับความลำบากเปล่า

ข้อ ๓๔๙

ข้าแต่พระองค์ผู้ศากยบุตร มีพระยศยิ่งใหญ่ ข้าพระองค์ดำรงอยู่ในศาสนาของพระองค์แล้ว สำเร็จปัญญาบารมีอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ

ข้อ ๓๕๐

ข้าพระองค์จะย่ำยีเหล่าเดียรถีย์ วันนี้ ข้าพระองค์เป็นจอมทัพธรรมในศาสนาของพระศากยบุตร ประกาศศาสนาของพระชินเจ้า

ข้อ ๓๕๑

กรรมที่ข้าพระองค์ได้ทำไว้ในกาลที่จะกำหนดจำนวนมิได้ แสดงผลแก่ข้าพระองค์แล้วในอัตภาพสุดท้ายนี้ ข้าพระองค์หลุดพ้นดีแล้ว ดุจกำลังลูกศรหลุดพ้นไปจากแล่ง เผากิเลสของข้าพระองค์ได้แล้ว

ข้อ ๓๕๒

มนุษย์คนใดคนหนึ่งพึงทูนของหนักไว้บนศีรษะตลอดเวลา เขาต้องลำบากเพราะของหนัก เป็นผู้เต็มไปด้วยของหนักทั้งหลาย

ข้อ ๓๕๓

ข้าพระองค์ถูกไฟ ๓ กอง เผาไหม้อยู่ เป็นผู้เต็มไปด้วยของหนักคือภพ โดยประการนั้น ท่องเที่ยวไปแล้วในภพทั้งหลาย ภูเขาสิเนรุอันบุคคลถอนขึ้นแล้วฉันใด

ข้อ ๓๕๔

ก็ภาระอันหนักข้าพระองค์ยกลงแล้ว ภพทั้งหลายข้าพระองค์ก็เพิกได้แล้ว ฉันนั้น @เชิงอรรถ : @ ไฟ ๓ กอง หมายถึงไฟคือราคะ ไฟคือโทสะ ไฟคือโมหะ (ขุ.อป.อ. ๑/๓๕๒/๒๘๓, ๔๘๙-๔๙๐/๓๓๖)@ ของหนักคือภพ หมายถึงการเวียนว่ายตายเกิดในภพ (ขุ.อป.อ. ๑/๓๕๒-๓๕๓/๒๘๓)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๕๔}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๑. สารีปุตตเถราปทาน กิจที่ควรทำทั้งหมด ในศาสนาของพระองค์ผู้ศากยบุตร ข้าพระองค์ก็ได้กระทำสำเร็จแล้ว

ข้อ ๓๕๕

ตลอดพุทธเขตยกเว้นพระผู้มีพระภาคผู้ศากยะ ผู้ประเสริฐ ข้าพระองค์เป็นผู้เลิศด้วยปัญญา ไม่มีผู้เช่นกับข้าพระองค์

ข้อ ๓๕๖

ข้าพระองค์เป็นผู้ฉลาดในสมาธิ ถึงความสำเร็จแห่งฤทธิ์ วันนี้ เมื่อต้องการจะเนรมิตคน ๑,๐๐๐ คนก็ได้

ข้อ ๓๕๗

พระผู้มีพระภาคผู้เป็นมหามุนี เป็นผู้ชำนาญในอนุปุพพวิหารธรรม ตรัสสอนแก่ข้าพระองค์ นิโรธสมาบัติเป็นที่นอนของข้าพระองค์

ข้อ ๓๕๘

ข้าพระองค์มีทิพยจักษุบริสุทธิ์หมดจด ข้าพระองค์เป็นผู้ฉลาดในสมาธิ หมั่นประกอบในสัมมัปปธาน ยินดีในการเจริญโพชฌงค์

ข้อ ๓๕๙

ข้าพระองค์ได้ทำกิจทุกอย่างที่สาวกจะพึงบรรลุแล้ว ยกเว้นพระผู้มีพระภาคผู้ทรงเป็นที่พึ่งของสัตว์โลกเสียแล้ว ไม่มีผู้เช่นกับข้าพระองค์

ข้อ ๓๖๐

ข้าพระองค์เป็นผู้ฉลาดในสมาบัติ ได้ฌานและวิโมกข์ เร็วพลัน ยินดีในการเจริญโพชฌงค์ เป็นผู้บรรลุสาวกบารมีญาณ @เชิงอรรถ : @ กิจที่ควรทำทั้งหมด ในที่นี้หมายถึงกรรมเป็นเครื่องกำจัดกิเลสโดยลำดับแห่งมรรค@(ขุ.อป.อ. ๑/๓๕๔/๒๘๔) @ สัมมัปปธานมี ๔ คือ (๑) เพียรระวังบาปอกุศลที่ยังไม่เกิดมิให้เกิดขึ้น (๒) เพียรละบาปอกุศลที่เกิดขึ้นแล้ว@(๓) เพียรทำกุศลที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น (๔) เพียรรักษากุศลที่เกิดขึ้นแล้ว (ที.ปา. ๑๑/๓๑๐/๒๐๑)@ วิโมกข์ คือ ภาวะที่จิตปลอดพ้นจากสิ่งรบกวนและน้อมดิ่งเข้าไปในอารมณ์นั้นๆ อย่างปล่อยตัวเต็มที่@ในอรรถกถาหมายเอาโลกุตตรวิโมกข์ ๘ (อฏฺฐนฺนํ โลกุตฺตรวิโมกฺขานญฺจ ขุ.อป.อ. ๑/๓๖๐/๒๘๔) คือ@๑-๒-๓. ผู้เจริญกสิณต่างๆ แล้วได้รูปฌาน ๔; ๔-๖-๗. ผู้ได้อรูปฌาน ๔; ๘. ผู้ได้สัญญาเวทยิตนิโรธ@ดูอีก (สํ.นิ.อ. ๒/๗๐/๑๔๓)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๕๕}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๑. สารีปุตตเถราปทาน

ข้อ ๓๖๑

ข้าพระองค์เป็นคนมีคารวะอย่างสูงสุด เพราะได้บรรลุสาวกบารมีญาณด้วยความรู้ ข้าพระองค์มีจิตอนุเคราะห์เพื่อนสพรหมจารี ด้วยศรัทธาทุกเมื่อ

ข้อ ๓๖๒

ข้าพระองค์ละทิ้งความถือตัวและความเย่อหยิ่งแล้ว ดุจงูถูกถอนเขี้ยวเสียแล้ว (หรือ) ดุจโคอุสภะตัวเขาหักเสียแล้ว เข้าหาหมู่คณะด้วยความเคารพหนักแน่น

ข้อ ๓๖๓

หากปัญญาของข้าพระองค์จะพึงมีรูปร่าง ปัญญาของข้าพระองค์ก็จะต้องเสมอกับพระเจ้าแผ่นดินทั้งหลาย นี้เป็นผลของการชมเชยพระญาณของพระผู้มีพระภาค พระนามว่าอโนมทัสสี

ข้อ ๓๖๔

ข้าพระองค์ประพฤติตามโดยชอบซึ่งพระธรรมจักร นี้เป็นผลของการชมเชยพระญาณ

ข้อ ๓๖๕

บุคคลผู้มีความปรารถนาเลวทราม เป็นคนเกียจคร้าน ละความเพียร มีการศึกษาน้อย ไม่มีมารยาท อย่าได้มาสมาคมกับข้าพระองค์ในที่ไหนๆ สักคราวเลย @เชิงอรรถ : @ คำว่า ปุริสุตฺตมคารวา ในฉบับพม่า และ ขุ.เถร.อ. ๒/๔๓๓ (ซึ่งท่านยกคาถาจากอปทานไปกล่าวไว้)เป็น@ปุริสุตฺตมภารวา จึงแปลตามนั้น ซึ่งน่าจะถูกต้องกว่า เพราะคำว่า ปุริสุตฺตมคารวา เป็นพหูพจน์ ดูไม่สม@กับข้อความข้างต้นและข้างท้าย ซึ่งท่านกล่าวเป็นเอกพจน์ ส่วน ปุริสุตฺตมภารวา เป็นเอกพจน์ สมกับ@ข้างต้นและข้างท้าย ในอปทานอรรถกถาท่านมิได้แก้ไว้ @ เพื่อนสพรหมจารี หมายถึงผู้ประพฤติพรหมจรรย์ร่วมกัน เพื่อนบรรพชิต @ คำว่า อุทฺธฏทาโฒ ฉบับพม่าและอรรถกถาเป็น อุทฺธตวิโส ถูกรีดพิษออกแล้ว (ขุ.อป.อ. ๑/๓๖๒/๒๘๔)@ ธรรมจักร ในที่นี้หมายถึงพระไตรปิฎก (พระวินัย พระสูตร และพระอภิธรรม) (ขุ.อป.อ. ๑/๓๖๔/๒๘๕)@ หีน ใช้ในอรรถว่าละ หา จาเค อิโน ทีฆาทิ หีโน = หา ธาตุใช้ในอรรถว่าละ อินปัจจัย ทีฆะต้นธาตุ@สำเร็จรูปเป็นหีโน (อภิธา.ฏีกา ข้อ ๗๕๔), มีความปรารถนาเลวทราม หมายถึงมีความปรารถนาลามกแล้ว@ประพฤติชั่ว, @เป็นคนเกียจคร้าน หมายถึงเกียจคร้านในการทำวัตรปฏิบัติในอิริยาบถมีการยืนและนั่งเป็นต้น

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๕๖}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๑. สารีปุตตเถราปทาน

ข้อ ๓๖๖

ส่วนบุคคลผู้มีการศึกษามาก มีปัญญา มีจิตตั้งมั่นดีในศีลทั้งหลาย หมั่นประกอบความสงบทางใจ ขอจงมาดำรงอยู่บนศีรษะของข้าพระองค์เถิด

ข้อ ๓๖๗

(เมื่อพระสารีบุตรเถระจะชักชวนภิกษุอื่นๆ ในคุณสมบัตินั้น จึงกล่าวว่า) เหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงกล่าวกับท่านทั้งหลาย ขอความเจริญจงมีแก่ท่านทั้งหลาย ตามจำนวนที่มาประชุมกัน ณ ที่นี้ ขอท่านทั้งหลายจงเป็นผู้มักน้อย สันโดษ ยินดีให้ทานทุกเมื่อเถิด

ข้อ ๓๖๘

ข้าพเจ้าพบสาวกรูปใดก่อนแล้ว ได้เป็นผู้ปราศจากธุลีคือกิเลส ปราศจากมลทินคือกิเลส สาวกรูปนั้นมีนามว่าอัสสชิ เป็นนักปราชญ์ เป็นอาจารย์ของข้าพเจ้า

ข้อ ๓๖๙

ข้าพเจ้าเป็นสาวกของพระอัสสชิเถระนั้น วันนี้ ข้าพเจ้าได้เป็นธรรมเสนาบดีถึงความสำเร็จในคุณทั้งปวง จึงอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ

ข้อ ๓๗๐

พระสาวกรูปใดชื่อว่าอัสสชิ เป็นอาจารย์ของข้าพเจ้า อยู่ ณ ทิศใด ข้าพเจ้าจะนอนหันศีรษะไปทางทิศนั้น

ข้อ ๓๗๑

พระผู้มีพระภาคผู้โคดมศากยะผู้ประเสริฐ ทรงระลึกถึงกรรมของข้าพเจ้าแล้ว ประทับนั่งท่ามกลางหมู่ภิกษุ ทรงตั้งข้าพเจ้าไว้ในตำแหน่งอัครสาวก

ข้อ ๓๗๒

กิเลสทั้งหลายข้าพเจ้าเผาได้แล้ว ภพทั้งปวงข้าพเจ้าถอนได้แล้ว @เชิงอรรถ : @ละความเพียร หมายถึงละความเพียรในการเจริญฌาณ สมาธิและมรรคเป็นต้น@มีการศึกษาน้อย หมายถึงเว้นจากคันถธุระ และวิปัสสนาธุระ @ไม่มีมารยาท หมายถึงไม่มีมารยาทในบุคคลมีอาจารย์และอุปัชฌาย์เป็นต้น (ขุ.อป.อ. ๑/๓๖๕/๒๘๕)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๕๗}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๑. สารีปุตตเถราปทาน ข้าพเจ้าตัดกิเลสเครื่องผูกพันได้แล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ ดุจพญาช้างตัดเครื่องพันธนาการได้อยู่อย่างอิสระ

ข้อ ๓๗๓

การที่ข้าพเจ้าได้มาในสำนักของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุด เป็นการมาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ ข้าพเจ้าได้บรรลุแล้วโดยลำดับ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว

ข้อ ๓๗๔

คุณวิเศษเหล่านี้คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าได้ทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล ได้ทราบว่า ท่านพระสารีบุตรเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้ สารีปุตตเถราปทานที่ ๑ จบ @เชิงอรรถ : @ ปฏิสัมภิทา ๔ คือ (๑) อัตถปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในอรรถ, ปรีชาแจ้งในความหมาย (๒) ธัมมปฏิ-@สัมภิทา ปัญญาแตกฉานในธรรม, ปรีชาแจ้งในหลัก (๓) นิรุตติปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในนิรุตติ@ปรีชาแจ้งในภาษา (๔) ปฏิภาณปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในปฏิภาณ, ปรีชาแจ้งในความคิดทันการ@มีไหวพริบ (องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๑๗๒/๒๔๒-๒๔๓, ขุ.ป. (แปล) ๓๑/๑๑๐/๑๗๐, @อภิ.วิ. (แปล) ๓๕/๗๒๕/๔๖๑) @ วิโมกข์ ๘ คือ (๑) ผู้มีรูป มองเห็นรูปทั้งหลาย (ได้แก่รูปฌาน ๔ ของผู้ได้ฌาน โดยเจริญกสิณที่กำหนด@วัตถุในกายของตน เช่น สีผม) (๒) ผู้มีอรูปสัญญาภายใน มองเห็นรูปทั้งหลายภายนอก (ได้แก่ อรูปฌาน@๔ ของผู้ได้ฌาน โดยเจริญกสิณกำหนดอารมณ์ภายนอก) (๓) ผู้น้อมใจดิ่งไปว่า “งาม” (ได้แก่ ฌานของ@ผู้เจริญวรรณกสิณกำหนดสีที่งาม หรือเจริญอัปปมัญญา) (๔) เพราะล่วงเสียซึ่งรูปสัญญาโดย@ประการทั้งปวงเพราะปฏิฆสัญญาดับไป เพระไม่ใส่ใจนานัตตสัญญา จึงเข้าถึงอากาสานัญจายตนะ โดย@มนสิการว่า อากาศหาที่สุดมิได้ (๕) เพราะล่วงเสียซึ่งอากาสานัญจายตนะ โดยประการทั้งปวง จึงเข้าถึง@วิญญาณัญจายตนะโดยมนสิการว่า วิญญาณหาที่สุดมิได้ (๖) เพราะล่วงเสียซึ่งวิญญาณัญจายตนะโดย@ประการทั้งปวง จึงเข้าถึงอากิญจัญญายตนะโดยมนสิการว่าไม่มีอะไรเลย (๗) เพราะล่วงเสียซึ่ง@อากิญจัญญายตนะโดยประการทั้งปวงจึงเข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะอยู่ (๘) เพราะล่วงเสียซึ่งเนว-@สัญญานาสัญญายตนะโดยประการทั้งปวงจึงเข้าถึงสัญญาเวทยิตนิโรธอยู่ (ที.ปา. ๑๑/๓๓๙/๒๓๑,@องฺ.อฏฺฐก. (แปล) ๒๓/๖๖/๓๖๘-๓๖๙) หรือ ได้แก่ มรรค ๔ ผล ๔ หรือ รูปฌาน และอรูปฌาน (ขุ.อป.อ. ๑/๓๗๑/๒๘๖)@ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าได้ทำให้สำเร็จแล้ว หมายถึงคำสั่งสอนเป็นอนุศาสนีและโอวาท@ของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าให้สำเร็จด้วยอรหัตตมรรคญาณ (ขุ.อป.อ. ๑/๓๗๑/๒๘๖)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๕๘}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๑. พรรณนาสารีปุตตเถราปทาน

ต่อจากนั้น เพื่อจะสังวรรณนาคาถารวบรวมเถราปทาน ท่านจึงกล่าวว่า อถ เถราปทานํ สุณาถ ดังนี้.

อรรถแห่ง อถ ศัพท์ และ อปทาน ศัพท์ ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น.

ก็บรรดาศัพท์เหล่านี้ เถร ศัพท์นี้เป็นไปในอรรถมิใช่น้อย มีอรรถว่า กาล มั่นคง บัญญัติ ชื่อ และใหญ่ เป็นต้น.

จริงอย่างนั้น เถรศัพท์ที่ใช้ในความหมายว่ากาล เช่นในประโยคมีอาทิว่า เถโรวสฺสิกานิ ปูตีนิ จุณฺณกชาตานิ แปลว่า ท่อนกระดูกทั้งหลายที่ฝนตกชะอยู่เกินเวลานานปีแล้ว ผุป่นละเอียดไป. อธิบายว่า ฝนตกชะอยู่นาน คือตกเป็นเวลานาน.

ใช้ในความหมายว่ามั่นคง เช่นในประโยคมีอาทิว่า เถโรปิ ตาว มหา แปลว่า เพียงเป็นผู้มั่นคง เป็นใหญ่ก่อน. อธิบายว่า เป็นผู้มีศีลมั่นคง.

ใช้ในความหมายว่าบัญญัติ เช่นในประโยคมีอาทิว่า เถโร อยมายสฺมา มหลฺลโก แปลว่า ท่านผู้มีอายุนี้เป็นคนแก่คนเฒ่า. อธิบายว่า เป็นเพียงโลกบัญญัติ.

ใช้ในความหมายว่าชื่อ เช่นในประโยคมีอาทิว่า จุนฺทตฺเถโร ผุสฺสตฺเถโร พระจุนทเถระ พระผุสสเถระ. อธิบายว่า เขาตั้งชื่อไว้อย่างนี้.

ใช้ในความหมายว่าคนใหญ่ เช่นในประโยคมีอาทิว่า เถโร จายํ กุมาโร มม ปุตฺเตสุ บรรดาลูกๆ ของข้าพเจ้า กุมารนี้เป็นคนใหญ่ (คนหัวปี). อธิบายว่า เด็กคนโต.

แต่ในที่นี้ เถระ ศัพท์นี้ใช้ในความหมายว่า กาลและมั่นคง. เพราะฉะนั้น ชื่อว่าเถร เพราะดำรงอยู่มาสิ้นกาลนาน.

อีกอย่างหนึ่ง ท่านผู้ประกอบด้วยคุณมีศีล อาจาระและมัทวะอันมั่นคงยิ่ง เรียกว่าเถระ.

พระเถระและเถระ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าพระเถระทั้งหลาย. อปทานคือเหตุแห่งพระเถระทั้งหลาย ชื่อว่าเถราปทาน. เชื่อมความว่า ท่านทั้งหลายจงฟังเถราปทานนั้น.

คำมีอาทิว่า หิมวนฺตสฺส อวิทูเร ลมฺพโก นาม ปพฺพโต ดังนี้ เป็นอปทานของท่านพระสารีบุตร. เรื่องของท่านผู้มีอายุนั้นและของพระมหาโมคคัลลานเถระ พึงทราบอย่างนี้.

ได้ยินว่า ในอดีตกาล ในที่สุดหนึ่งอสงไขยยิ่งด้วยแสนกัป ท่านพระสารีบุตรบังเกิดในตระกูลพราหมณ์มหาศาล เป็นผู้ชื่อว่าสรทมาณพโดยชื่อ, ท่านพระมหาโมคคัลลานะบังเกิดในตระกูลคหบดีมหาศาล โดยชื่อมีชื่อว่าสิริวัฑฒนกุฏุมพี.

คนทั้งสองนั้นเป็นสหายเล่นฝุ่นด้วยกัน บรรดาคนทั้งสองนั้น สรทมาณพ เมื่อบิดาล่วงลับไปแล้ว ได้ครอบครองทรัพย์อันเป็นของตระกูล. วันหนึ่ง อยู่ในที่ลับคิดว่า ชื่อว่าความตายของสัตว์เหล่านี้เป็นสิ่งที่แน่นอน เพราะฉะนั้น เราควรเข้าถือการบวชอย่างหนึ่ง แสวงหาทางหลุดพ้น จึงเข้าไปหาสหายแล้วกล่าวว่า สหาย เราอยากบวช ท่านจักอาจบวชไหม. เมื่อสหายนั้นกล่าวว่าไม่อาจ จึงกล่าวว่า ช่างเถอะ เฉพาะเราเท่านั้นจักบวช แล้วให้เปิดคลังรัตนะให้มหาทานแก่คนกำพร้าและคนเดินทางเป็นต้น แล้วไปยังเชิงเขาบวชเป็นฤาษี.

เมื่อสรทมาณพนั้นบวชได้มีเหล่าบุตรพราหมณ์ประมาณ ๗๔,๐๐๐ คนบวชตาม. สรทดาบสนั้นทำอภิญญา ๕ และสมาบัติ ๘ ให้บังเกิด แล้วจึงบอกกสิณบริกรรมแก่ชฎิลเหล่านั้น. ชฎิลทั้งหมดนั้นก็ทำอภิญญา ๕ และสมาบัติ ๘ ให้บังเกิดขึ้น.

สมัยนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าอโนมทัสสี เสด็จอุบัติขึ้นในโลก ทรงประกาศพระธรรมจักรอันประเสริฐ ได้ยังเหล่าสัตว์ให้ข้ามจากโอฆะสงสารใหญ่ วันหนึ่ง มีพระประสงค์จะสงเคราะห์สรทดาบสและเหล่าอันเตวาสิก พระองค์เดียวไม่มีเพื่อน ทรงถือบาตรและจีวร เสด็จไปทางอากาศ ทรงดำริว่า จงรู้ว่าเราเป็นพระพุทธเจ้า เมื่อสรทดาบสนั้นเห็นอยู่นั่นแล จึงเสด็จลงจากอากาศ ประทับยืนบนแผ่นดิน.

สรทดาบสพิจารณามหาบุรุษลักษณะในพระสรีระของพระศาสดา แล้วลงสันนิษฐานว่า ท่านผู้นี้เป็นพระสัพพัญญูพุทธะแท้เทียว จึงได้กระทำการต้อนรับ ให้ปูลาดอาสนะถวาย พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งบนอาสนะที่เขาปูลาดแล้ว สรทดาบสนั่งอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่ง ในสำนักของพระศาสดา.

สมัยนั้น ชฎิลประมาณ ๗๔,๐๐๐ ผู้เป็นอันเตวาสิกของสรทดาบสนั้น ถือผลไม้น้อยใหญ่อันประณีตๆ มีโอชะมาอยู่ ได้เห็นพระศาสดาเกิดความเลื่อมใส แลดูอาการนั่งแห่งอาจารย์ของตนและพระศาสดา แล้วพากันกล่าวว่า ท่านอาจารย์ เมื่อก่อนพวกข้าพเจ้าสำคัญว่า ใครๆ ผู้จะใหญ่กว่าท่านไม่มี ก็บุรุษนี้เห็นจะใหญ่กว่าท่าน. สรทดาบสกล่าวว่า พ่อทั้งหลาย พวกเธอพูดอะไร พวกเธอปรารถนาจะกระทำเขาสิเนรุอันสูงหกล้านแปดแสนโยชน์ ให้เสมอกับเมล็ดพันธุ์ผักกาด พวกเธออย่ากระทำเราให้เท่ากับพระสัพพัญญูพุทธเจ้าเลย.

ลำดับนั้น ดาบสเหล่านั้น ครั้นได้ฟังคำของอาจารย์แล้วพากันคิดว่า ท่านผู้นี้เป็นอุดมบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ทีเดียวหนอ ทั้งหมดจึงหมอบลงที่พระบาทไหว้พระศาสดา.

ทีนั้น อาจารย์จึงกล่าวกะพวกศิษย์นั้นว่า นี่แน่ะพ่อทั้งหลาย ไทยธรรมของพวกเราอันสมควรแก่พระศาสดา ไม่มี และพระศาสดาก็เสด็จมา ณ ที่นี้ในเวลาภิกขาจาร เอาเถอะ พวกเราจักถวายไทยธรรมตามกำลังผลาผลอันประณีตใดๆ พวกเธอได้นำมาแล้ว พวกเธอก็จงนำเอาผลาผลไม้นั้นๆ มาเถิด ครั้นให้นำมาแล้ว จึงล้างมือทั้งสอง ให้ตั้งผลาผลไม้ ลงในบาตรของพระตถาคตด้วยตนเอง เมื่อพระศาสดาสักว่าทรงรับผลาผลไม้ เทวดาทั้งหลายได้ใส่ทิพโอชาเข้าไป. แม้น้ำ พระดาบสก็ได้กรองถวายด้วยตนเองเหมือนกัน.

จากนั้น เมื่อพระศาสดาทรงทำกิจด้วยโภชนะให้เสร็จแล้วประทับนั่ง ดาบสให้เรียกเหล่าอันเตวาสิกทั้งหมดมาแล้วนั่งกล่าวสาราณียกถาอยู่ในสำนักของพระศาสดา.

พระศาสดาทรงดำริว่า อัครสาวกทั้งสองจงมาพร้อมกับหมู่ภิกษุ. ทันใดนั้น พระอัครสาวกมีพระขีณาสพหนึ่งแสนเป็นบริวาร ก็มาถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วได้ยืนอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่ง.

ลำดับนั้น สรทดาบสจึงเรียกเหล่าอันเตวาสิกมาว่า พ่อทั้งหลายควรทำการบูชาด้วยอาสนะดอกไม้แก่พระศาสดาและภิกษุสงฆ์ เพราะฉะนั้น พวกเธอจงนำดอกไม้มา. ทันใดนั้น เหล่าอันเตวาสิกจึงนำดอกไม้ทั้งหลายอันสมบูรณ์ด้วยสีและกลิ่นมาด้วยฤทธิ์ แล้วปูลาดอาสนะดอกไม้ประมาณหนึ่งโยชน์แก่พระพุทธเจ้า ปูลาดอาสนะดอกไม้ประมาณ ๓ คาวุตแก่พระอัครสาวกทั้งสอง ปูลาดอาสนะดอกไม้ชนิดกึ่งโยชน์เป็นต้น แก่เหล่าภิกษุที่เหลือ ปูลาดอาสนะดอกไม้ประมาณอุสภะแก่ภิกษุผู้ใหม่ในสงฆ์.

ครั้นปูลาดอาสนะทั้งหลายอย่างนี้แล้ว สรทดาบสจึงประคองอัญชลี ตรงพระพักตร์ของพระตถาคต แล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์เสด็จขึ้นยังอาสนะดอกไม้นี้ เพื่ออนุเคราะห์ข้าพระองค์. พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งบนอาสนะดอกไม้ เมื่อพระศาสดาประทับนั่งแล้ว พระอัครสาวกทั้งสองและเหล่าภิกษุที่เหลือ ก็นั่งบนอาสนะอันถึงแก่ตนๆ.

พระศาสดาทรงเข้านิโรธสมาบัติด้วยพระประสงค์ว่า ผลใหญ่จงมีแก่ดาบสเหล่านั้น. ฝ่ายพระอัครสาวกทั้งสองและภิกษุที่เหลือ รู้ว่าพระศาสดาทรงเข้านิโรธสมาบัติ จึงพากันเข้านิโรธสมาบัติ. พระดาบสได้ยืนกั้นฉัตรดอกไม้แด่พระศาสดาสิ้นกาลหาระหว่างมิได้ตลอด ๗ วัน. พระดาบสนอกนี้ฉันมูลผลาหารจากป่าแล้ว ในเวลาที่เหลือก็ได้ยืนประคองอัญชลีอยู่.

พอล่วงไปได้ ๗ วัน พระศาสดาทรงออกจากนิโรธสมาบัติ แล้วตรัสเรียกพระนิสภเถระอัครสาวกว่า เธอจงกระทำอนุโมทนาอาสนะดอกไม้แก่ดาบสทั้งหลาย. พระเถระตั้งอยู่ในสาวกบารมีญาณ ได้กระทำอนุโมทนาอาสนะดอกไม้แก่ดาบสทั้งหลายเหล่านั้น ในเวลาจบเทศนาของพระนิสภเถระนั้น พระศาสดาตรัสเรียกพระอโนมเถระทุติยอัครสาวกว่า แม้เธอก็จงแสดงธรรมแก่ดาบสเหล่านี้.

ฝ่ายพระอโนมเถระพิจารณาพระพุทธพจน์ คือพระไตรปิฎก แล้วกล่าวธรรมแก่ดาบสเหล่านั้น ธรรมาภิสมัยการตรัสรู้ธรรม มิได้มีด้วยเทศนาของพระอัครสาวกทั้งสอง.

ลำดับนั้น พระศาสดาทรงตั้งอยู่ในพุทธวิสัย แล้วทรงเริ่มพระธรรมเทศนา. ในเวลาจบเทศนา ชฎิลเจ็ดหมื่นสี่พันที่เหลือแม้ทั้งหมด เว้นสรทดาบสบรรลุพระอรหัตแล้ว. พระศาสดาทรงเหยียดพระหัตถ์ ตรัสกะชฎิลเหล่านั้นว่า เธอทั้งหลายจงเป็นภิกษุมาเถิด. ทันใดนั้น ชฎิลเหล่านั้นมีเพศดาบสอันตรธานหายไป ได้เป็นผู้ทรงบริขาร ๘ ดุจพระเถระมีพรรษา ๖๐ ฉะนั้น.

ส่วนสรทดาบส เพราะความที่ตนเป็นผู้เกิดปริวิตกขึ้นเวลาแสดงธรรมว่า โอหนอ แม้เราก็พึงเป็นพระสาวกของพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งในอนาคตเหมือนพระนิสภเถระนี้ ได้มีจิตส่งไปอื่น จึงไม่ได้อาจเพื่อจะทำให้รู้แจ้งมรรคผล.

ลำดับนั้น จึงถวายบังคมพระศาสดา แล้วได้กระทำความปรารถนาเหมือนอย่างนั้น.

พระศาสดาทรงเห็นว่าจะสำเร็จโดยหาอันตรายมิได้ จึงทรงพยากรณ์ว่า ล่วงไปหนึ่งอสงไขยยิ่งด้วยแสนกัป แต่กัปนี้ไป อัครสาวกของพระโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า จักมีนามว่าสารีบุตร ดังนี้แล้วตรัสธรรมกถา มีภิกษุสงฆ์เป็นบริวารแล่นไปยังอากาศแล้ว.

ฝ่ายสรทดาบสก็ได้ไปยังสำนักของสิริวัฑฒกุฎุมพีผู้สหาย แล้วกล่าวว่า สหาย เราปรารถนาตำแหน่งอัครสาวกของพระโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้จะอุบัติขึ้นในอนาคต ณ ที่บาทมูลของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าอโนมทัสสี แม้ท่านก็จงปรารถนาตำแหน่งทุติยสาวกของพระโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น.

สิริวัฑฒกุฎุมพีได้ฟังการชี้แจงดังนั้น จึงให้กระทำที่ประมาณ ๘ กรีสที่ประตูนิเวศน์ของตนให้มีพื้นราบเรียบ แล้วโรยดอกไม้มีข้าวตอกเป็นที่ ๕ ให้สร้างมณฑปมุงด้วยอุบลเขียว ให้ลาดอาสนะสำหรับพระพุทธเจ้า ให้ลาดอาสนะสำหรับภิกษุทั้งหลาย แล้วตระเตรียมเครื่องสักการะและสัมมานะมากมาย แล้วให้สรทดาบสไปนิมนต์พระศาสดามายังมหาทานให้เป็นไปตลอด ๗ วัน แล้วให้ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ครองผ้าทั้งหลายอันควรค่ามาก แล้วได้กระทำความปรารถนาเพื่อความเป็นทุติยสาวก.

พระศาสดาทรงเห็นความสำเร็จของสิริวัฑฒกุฎุมพีนั้นโดยหาอันตรายมิได้ จึงทรงพยากรณ์โดยนัยดังกล่าวแล้ว ทรงทำอนุโมทนาภัตแล้วเสด็จหลีกไป.

สิริวัฑฒกุฎุมพีร่าเริงแจ่มใส กระทำกุศลกรรมตลอดชั่วอายุ แล้วบังเกิดในกามาวจรเทวโลก ในวาระจิตที่ ๒ สรทดาบสเจริญพรหมวิหาร ๔ แล้วบังเกิดในพรหมโลก.

จำเดิมแต่นั้น ท่านไม่กล่าวถึงกรรมในระหว่างของสหายทั้งสอง.

ก็สรทดาบสถือปฏิสนธิในครรภ์ของนางรูปสารีพราหมณี ในอุปติสสคาม ไม่ไกลนครราชคฤห์ ก่อนกว่าการอุบัติขึ้นแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลาย. ในวันนั้นเอง แม้สหายของสรทดาบสนั้น ก็ถือปฏิสนธิในครรภ์ของนางโมคคัลลีพราหมณี ในโกลิตคาม ไม่ไกลนครราชคฤห์เหมือนกัน. เพราะฉะนั้น โมคคัลลานะ ชื่อว่าโมคคัลลานะ เพราะเป็นบุตรของนางโมคคัลลีพราหมณี.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าโมคคัลลานะ เพราะเกิดโดยโมคคัลลีโคตร.

อีกอย่างหนึ่ง ในเวลาที่มารดายังเป็นกุมาริกา บิดามารดาของนางกุมาริกานั้นเรียกชื่อว่า มุคคลี เพราะถือเอาคำว่า มาอุคฺคลิ มา อุคฺคลิ อย่ากลืน อย่ากลืน. ชื่อว่าโมคคัลลานะ เพราะเป็นบุตรของนางมุคคลีนั้น.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าโมคคัลลานะ เพราะเป็นผู้อาจ คือสามารถในการได้ ในการถือเอา ในการรู้แจ้งมรรคมีโสดาปัตติมรรคเป็นต้น.

ได้ยินว่า ตระกูลทั้งสองนั้นเป็นสหายเนื่องกันมา ๗ ชั่วสกุล. บิดามารดาได้ให้การบริหารครรภ์แก่คนทั้งสองนั้นในวันเดียวกัน. พอล่วงไปได้ ๑๐ เดือน บิดามารดาก็เริ่มตั้งแม่นม ๖๖ คน แก่คนทั้งสองนั้นแม้ผู้เกิดแล้ว. ในวันตั้งชื่อ บิดามารดาตั้งชื่อบุตรของนางรูปสารีพราหมณีว่า อุปติสสะ เพราะเป็นบุตรของตระกูลผู้เป็นหัวหน้าในอุปติสสคาม. ตั้งชื่อของบุตรนอกนี้ว่า โกลิตะ เพราะเป็นบุตรของตระกูลผู้เป็นหัวหน้าในโกลิตคาม. คนทั้งสองนั้นเจริญอยู่ด้วยบริวารใหญ่ อาศัยความเจริญเติบโตแล้ว ได้ถึงความสำเร็จศิลปะทั้งปวง.

อยู่มาวันหนึ่ง คนทั้งสองนั้นกำลังดูมหรสพบนยอดเขาในกรุงราชคฤห์ เห็นมหาชนประชุมกัน เพราะญาณถึงความแก่กล้า จึงเกิดความคิดขึ้นโดยแยบคายได้ความสังเวชว่า คนเหล่านี้ทั้งหมดภายในร้อยปีเท่านั้น ก็จะเข้าไปยังปากของมัจจุราช จึงทำการตัดสินใจว่า เราทั้งหลายควรแสวงหาโมกขธรรม และเมื่อจะแสวงหาโมกขธรรมนั้น ควรได้การบรรพชาอย่างหนึ่ง จึงพากันบวชในสำนักของสัญชัยปริพาชกพร้อมกับมาณพ ๕๐๐ คน.

จำเดิมแต่คนทั้งสองนั้นบวชแล้ว สัญชัยปริพาชกได้เป็นผู้ถึงลาภอันเลิศและยศอันเลิศ. โดย ๒-๓ วันเท่านั้น คนทั้งสองนั้นก็เรียนลัทธิของสัญชัยได้ทั้งหมด ไม่เห็นสาระในลัทธินั้น ได้เหนื่อยหน่ายลัทธินั้น จึงถามปัญหากะสมณพราหมณ์ที่เขาสมมติกันว่าเป็นบัณฑิตในที่นั้นๆ สมณพราหมณ์เหล่านั้นผู้ถูกคนทั้งสองคนถามแล้ว ไม่ยังการแก้ปัญหาให้สำเร็จได้ โดยที่แท้ คนทั้งสองนั้นนั่นเองพากันแก้ปัญหาให้แก่สมณพราหมณ์เหล่านั้น.

เมื่อเป็นอย่างนั้น คนทั้งสองนั้น เมื่อจะแสวงหาโมกขธรรม (ต่อไป) จึงได้ทำกติกาว่า ในเราทั้งสอง คนใดบรรลุอมตะก่อน คนนั้นจงบอกแก่อีกคนหนึ่ง.

ก็สมัยนั้น เมื่อพระศาสดาของเราทั้งหลายทรงบรรลุพระปฐมาภิสัมโพธิญาณแล้ว ทรงประกาศพระธรรมจักรอันบวร ทรงทรมานชฎิลพันคนมีอุรุเวลกัสสปเป็นต้น แล้วประทับอยู่ในกรุงราชคฤห์โดยลำดับ.

วันหนึ่ง อุปติสสปริพาชกไปยังปริพาชการาม เห็นท่านพระอัสสชิเถระเที่ยวบิณฑบาตอยู่ในกรุงราชคฤห์ คิดว่า บรรพชิตผู้สมบูรณ์ด้วยมารยาทเห็นปานนี้ เราไม่เคยเห็น ชื่อว่าธรรมอันละเอียดจะพึงมีในบรรพชิตนี้ จึงเกิดความเลื่อมใส มองดูท่านผู้มีอายุเพื่อจะถามปัญหา ได้ติดตามไปข้างหลัง.

ฝ่ายพระเถระได้บิณฑบาตแล้ว ไปยังโอกาสอันเหมาะสม เพื่อจะบริโภค. ปริพาชกได้ลาดตั่งปริพาชกของตนถวาย และในเวลาเสร็จภัตกิจ ได้ถวายน้ำในคนโทของตนแก่พระเถระ. ปริพาชกนั้นกระทำอาจริยวัตรอย่างนี้แล้ว กระทำปฏิสันถารกับพระเถระผู้กระทำภัตกิจเสร็จแล้วจึงถามว่า ใครเป็นศาสดาของท่านหรือ หรือว่าท่านชอบใจธรรมของใคร?

พระเถระอ้างเอาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อันปริพาชกนั้นถามอีกว่า ก็ศาสดาของท่านผู้มีอายุมีวาทะอย่างไร คิดว่า เราจักแสดงความที่พระศาสนานี้เป็นของลึกซึ้ง จึงประกาศว่าตนยังเป็นผู้ใหม่ และเมื่อจะแสดงธรรมในพระศาสนาแก่ปริพาชกนั้นโดยสังเขป จึงกล่าวคาถาว่า เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา เป็นต้น.

ปริพาชกได้ฟังเฉพาะสองบทแรกเท่านั้น ก็ดำรงอยู่ในพระโสดาปัตติมรรคและโสดาปัตติผลอันสมบูรณ์ด้วยนัยพันหนึ่ง สองบทหลังจบลง ในเวลาเขาเป็นพระโสดาบัน. ก็ในเวลาจบคาถา เขาเป็นพระโสดาบัน เมื่อคุณวิเศษในเบื้องบนยังไม่เป็นไป จึงกำหนดว่า เหตุในพระศาสนานี้จักมี จึงกล่าวกะพระเถระว่า ท่านผู้เจริญ ท่านอย่าขยายธรรมเทศนาให้สูงเลย เท่านี้แหละพอแล้ว พระศาสดาของเราทั้งหลายอยู่ที่ไหน.

พระอัสสชิกล่าวว่า อยู่ที่พระเวฬุวัน.

ปริพาชกกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ ท่านจงล่วงหน้าไป ข้าพเจ้าจะเปลื้องปฏิญญาที่ทำไว้แก่สหายของข้าพเจ้าแล้วจักพาสหายนั้นมาด้วย แล้วไหว้ด้วยเบญจางคประดิษฐ์ กระทำประทักษิณ สั่งพระเถระแล้วได้ไปยังปริพาชการาม.

โกลิตปริพาชกเห็นอุปติสสปริพาชกนั้นกำลังมาแต่ไกล คิดว่า สีหน้าไม่เหมือนวันอื่น อุปติสสะนี้จักบรรลุอมตธรรมเป็นแน่จึงยกย่องการบรรลุคุณวิเศษของอุปติสสะนั้น โดยอาการนั้นแหละ แล้วถามถึงการบรรลุอมตธรรม.

ฝ่ายอุปติสสะนั้นก็ปฏิญญาแก่โกลิตะนั้นว่า ผู้มีอายุ ข้าพเจ้าบรรลุอมตธรรมแล้ว จึงได้กล่าวคาถานั้นนั่นแหละ.

ในเวลาจบคาถา โกลิตะดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล แล้วกล่าวว่า พระศาสดาของพวกพวกเราอยู่ที่ไหน.

อุปติสสะกล่าวว่า อยู่ที่พระเวฬุวัน.

โกลิตะกล่าวว่า ผู้มีอายุ ถ้าอย่างนั้น พวกเราจงมา จักเฝ้าพระศาสดา.

อุปติสสะเป็นผู้บูชาอาจารย์แม้ตลอดกาลทั้งปวงทีเดียว เพราะฉะนั้นจึงได้เป็นผู้ใคร่จะประกาศคุณของพระศาสดาแก่สัญชัย แล้วนำสัญชัยแม้นั้นไปยังสำนักของพระศาสดาด้วย.

สัญชัยปริพาชกนั้นถูกความหวังในลาภครอบงำ ไม่ปรารถนาจะเป็นอันเตวาสิก จึงปฏิเสธว่า เราไม่อาจเป็นตุ่มสำหรับตักวิดน้ำ คนทั้งสองนั้นเมื่อไม่อาจให้สัญชัยปริพาชกนั้นยินยอมได้ด้วยเหตุหลายประการ จึงได้ไปยังพระเวฬุวันพร้อมกับอันเตวาสิก ๒๕๐ คนผู้ประพฤติตามโอวาทของตน.

พระศาสดาทรงเห็นคนเหล่านั้นมาจากที่ไกล จึงตรัสว่า นี้จักเป็นคู่สาวกของเรา จักเป็นคู่อันเจริญเลิศ แล้วทรงแสดงธรรมตามจริยาแห่งบริษัทของคนทั้งสองนั้น ให้ดำรงอยู่ในพระอรหัต แล้วได้ประทานอุปสมบทด้วยความเป็นเอหิภิกขุ บาตรและจีวรอันสำเร็จด้วยฤทธิ์ได้มา แม้แก่พระอัครสาวก เหมือนมาแก่ภิกษุเหล่านั้น แต่กิจแห่งมรรคสามเบื้องบนของพระอัครสาวกยังไม่สำเร็จ เพราะเหตุไร? เพราะสาวกบารมีญาณเป็นคุณยิ่งใหญ่.

บรรดาพระอัครสาวกนั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานะ ในวันที่ ๗ แต่บวชแล้วกระทำสมณธรรมอยู่ที่บ้านกัลลวาลคาม ในมคธรัฐ เมื่อถีนมิทธะก้าวลงอยู่ อันพระศาสดาให้สังเวชแล้ว บรรเทาถีนมิทธะ (ความโงกง่วง) ได้ กำลังฟังธาตุกรรมฐานรอยู่ทีเดียว ได้บรรลุมรรคเบื้องบนทั้ง ๓ ถึงที่สุดแห่งสาวกบารมีญาณ.

ท่านพระสารีบุตรล่วงไปได้กึ่งเดือนแต่การบรรพชา อยู่ในถ้ำสุกรขตะ (ที่ปรากฏโดยมากว่า สุกรขาตา) ในกรุงราชคฤห์กับพระศาสดา เมื่อพระศาสดาทรงแสดงเวทนาแนวแห่งปริคคหสูตร แก่ทีฆนขปริพาชกผู้เป็นหลานของตน ส่งญาณไปตามพระธรรมเทศนา จึงถึงที่สุดแห่งสาวกบารมีญาณ เหมือนบุคคลบริโภคภัตที่เขาคดมาเพื่อผู้อื่นฉะนั้น ดังนั้น สาวกบารมีญาณของพระอัครสาวกทั้งสองได้ถึงที่สุดในที่ใกล้พระศาสดาทีเดียว.

ท่านพระสารีบุตรบรรลุสาวกบารมีญาณอย่างนี้แล้วจึงรำพึงว่า สมบัตินี้เราได้ด้วยกรรมอะไร ได้รู้กรรมนั้นแล้ว เมื่อจะเปล่งอุทานด้วยอำนาจความปีติโสมนัส จึงกล่าวคำมีอาทิว่า หิมวนฺตสฺส อวิทูเร ดังนี้.

ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า

ในที่ไม่ไกลหิมวันตประเทศ มีภูเขาชื่อลัมพกะ เราสร้าง

อาศรมไว้อย่างดี (และ) สร้างบรรณศาลาไว้อย่างดี.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า หิมวนฺตสฺส ความว่า ที่ชื่อว่าหิมวา เพราะประเทศนั้นมีหิมะ. ในที่ไม่ไกล คือในที่ใกล้หิมวันตประเทศนั้น. อธิบายว่า ในป่าอันเนื่องกับเขาหิมาลัย.

บทว่า ลมฺพโก นาม ปพฺพโต ความว่า ภูเขาเจือด้วยดินร่วนอันมีชื่ออย่างนั้น.

บทว่า อสฺสโม สุกโต มยฺหํ ความว่า อาศรม คืออรัญวาสที่ทำไว้เพื่อเรา คือเพื่อประโยชน์แก่เรา ณ ที่ภูเขาชื่อลัมพกะนั้น ชื่อว่าอาศรม เพราะสงบเงียบโดยทั่วไป คือโดยรอบ.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าอาศรม เพราะเป็นที่ไม่มีความดิ้นรนคือความกระวนกระวายแก่ผู้เข้าไปแล้ว,

อรัญวาสอันเป็นอย่างนี้ เราทำไว้ดีแล้ว. อธิบายว่า สร้างไว้ด้วยอาการอันดี เช่นที่พักกลางคืน ที่พักกลางวัน กุฎีและปะรำเป็นต้น.

บทว่า ปณฺณสาลา ได้แก่ บรรณศาลาสำหรับเป็นที่อาศัยอยู่ มุงด้วยใบไม้มีแฝกและหญ้าปล้องเป็นต้น.

แม่น้ำมีฝั่งตื้น มีท่าดี เป็นที่รื่นรมย์ใจ เกลื่อนกล่น

ด้วยทรายขาวสะอาด มีอยู่ไม่ไกลอาศรมของเรา.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุตฺตานกูลา ได้แก่ แม่น้ำไม่ลึก.

บทว่า สุปติตฺถา แปลว่า มีท่าดี.

บทว่า มโนรมา ได้แก่ ประทับใจ คือเป็นที่ยังใจให้เอิบอาบ,

บทว่า สุสุทฺธปุลินากิณฺณา ได้แก่ เกลื่อนกลาดด้วยทราย ปานประหนึ่งว่ากลีบแก้วมุกดาขาวดี. อธิบายว่า เป็นท้องทราย.

อธิบายว่า แม่น้ำคือแม่น้ำน้อยที่เป็นอย่างนี้นั้น ได้มีอยู่ในที่ไม่ไกลคือในที่ใกล้อาศรมของเรา.

ก็บทว่า อสฺสมํ พึงทราบว่า เป็นทุติยาวิภัตติลงในอรรถแห่งสัตตมีวิภัตติ.

ที่ใกล้อาศรมของเรานั้น มีแม่น้ำไม่มีก้อนกรวด ตลิ่งไม่ชัน

น้ำจืดสนิท ไม่มีกลิ่นเหม็น ไหลไป ทำให้อาศรมของเรางาม.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสกฺขรา ความว่า ชื่อว่าไม่มีกรวด คือเว้นจากกรวด เพราะท่านกล่าวว่า เกลื่อนกลาดด้วยทราย.

บทว่า อปพฺภารา แปลว่า เว้นจากเงื้อม อธิบายว่า ฝั่งไม่ลึก.

บทว่า สาทุ อปฺปฏิคนฺธิกา ความว่า แม่น้ำคือแม่น้ำน้อย มีน้ำมีรสอร่อย เว้นจากกลิ่นเหม็น ไหลไปคือเป็นไป ทำอาศรมบทของเราให้งาม.

ฝูงจระเข้ มังกร ปลาร้าย และเต่าว่ายน้ำเล่นอยู่ใน

แม่น้ำนั้น แม่น้ำไหลไป ทำให้อาศรมของเรางาม.

ในคาถานั้น เชื่อมความว่า จระเข้ มังกร ปลาฉลาม คือปลาร้ายและเต่า ได้เล่นอยู่ในแม่น้ำนี้. เชื่อมความว่า แม่น้ำคือแม่น้ำน้อยไหล คือไหลไป ทำให้อาศรมของเรางาม.

ฝูงปลาสลาด ปลากระบอก ปลาสวาย ปลาเค้า ปลาตะเพียน

ปลานกกระจอก ว่ายโลดโดดอยู่ ย่อมทำให้อาศรมของเรางาม.

อธิบายว่า ปลาสลาด ปลากระบอก ปลาสวาย ปลาเค้า ปลาตะเพียน และปลานกกระจอก มัจฉาชาติทั้งหมดนี้ โดดไปข้างโน้นข้าง นี้ คือไหลไปกับแม่น้ำ ทำให้อาศรมบทของเรางาม.

ที่สองฝั่งแม่น้ำ มีหมู่ไม้ดอก หมู่ไม้ผล ห้อยย้อย

อยู่ทั้งสองฝั่ง ย่อมทำให้อาศรมของเรางาม.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุโภ กูเลสุ ความว่า ที่ข้างทั้งสองของแม่น้ำนั้นมีต้นไม้ที่มีดอกประจำ มีผลประจำ ห้อยอยู่ทั้งสองฝั่ง คือน้อมลงเบื้องล่างที่ฝั่งทั้งสองของแม่น้ำ ย่อมทำให้อาศรมของเรางาม.

ไม้มะม่วง ไม้รัง หมากเม่า แคฝอย ไม้ย่างทราย บานอยู่เป็น

นิจ มีกลิ่นหอมดุจกลิ่นทิพย์ ฟุ้งตลบไปในอาศรมของเรา.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อมฺพา เป็นต้น ความว่า มะม่วงเป็นพวงมีรสหวานอร่อย ต้นรัง ต้นหมากเม่า ต้นแคฝอย ต้นย่างทราย ต้นไม้เหล่านี้มีดอกบานอยู่เป็นนิจ. มีกลิ่นหอมเหมือนกลิ่นทิพย์ ฟุ้ง คือฟุ้งตลบไปรอบๆ อาศรมของเรา.

ไม้จำปา ไม้อ้อยช้าง ไม้กระทุ่ม กากะทิง บุนนาคและลำเจียก

บานสะพรั่งมีกลิ่นหอมดังกลิ่นทิพย์ ฟุ้งไปในอาศรมของเรา.

ในคาถานั้นมีอธิบายว่า

ไม้จำปา ไม้อ้อยช้าง ไม้กระทุ่มมีดอกเหมือนวงกลมทองคำ ไม้กากะทิง ไม้บุนนาคและไม้ลำเจียกหอม ไม้ทั้งหมดนี้มีดอกบาน คือบานสะพรั่ง กลิ่นตลบคือส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปในอาศรมของเรา เหมือนกลิ่นทิพย์.

ต้นลำดวน ต้นอโศก ต้นกุหลาบ ไม้ปรู และไม้มะกล่ำ

หลวง มีดอกบานสะพรั่งอยู่ใกล้อาศรมของเรา.

ในคาถานั้น เชื่อมความว่า ต้นลำดวนดอกบาน ต้นอโศกดอกบาน ต้นกุหลาบดอกบาน ต้นปรูดอกบานและมะกล่ำหลวงดอกบาน ไม้เหล่านี้บานสะพรั่งงดงามอยู่ใกล้อาศรมของเรา.

การะเกด พะยอมขาว พิกุล และมะลิซ้อน ส่ง

กลิ่นหอมอบอวล ทำอาศรมของเราให้งดงาม.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เกตกา ได้แก่ กอสุคนธการะเกด. อธิบายว่า ต้นพะยอมขาว พิกุล กอมะลิซ้อน รุกขชาติทั้งหมดนี้ส่งกลิ่นหอมตลบ ทำให้อาศรมของเรางามไปทั่ว.

ไม้เจตพังคี ไม้กรรณิการ์ ไม้ประดู่ และไม้อัญชันเป็น

อันมาก ส่งกลิ่นหอมฟุ้ง ทำให้อาศรมของเรางาม.

เชื่อมความว่า ไม้ทั้งหลายมีเจตพังคีเป็นต้นเหล่านี้ ทำอาศรมของเราให้งามไปทั่ว ส่งกลิ่นหอมอบอวลอยู่.

บุนนาค บุนนาคเขา และต้นโกวิฬาร์ (ไม้สวรรค์) ดอก

บานสะพรั่ง หอมตลบอบอวล ทำอาศรมของเราให้งาม.

อธิบายว่า ต้นไม้ทั้งหลายมีบุนนาคเป็นต้น ส่งกลิ่นหอมตลบ ทำให้อาศรมของเรางาม.

ไม้ราชพฤกษ์ อัญชันเขียว ไม้กระทุ่ม และพิกุล

มีมาก ส่งกลิ่นหอมฟุ้ง ทำอาศรมของเราให้งาม.

เชื่อมความว่า ต้นไม้ทั้งหลายมีต้นราชพฤกษ์เป็นต้น ส่งกลิ่นหอมตลบ ทำให้อาศรมของเรางาม.

ถั่วดำ ถั่วเหลือง กล้วย และมะกรูด เจริญเติบโต

ด้วยน้ำหอม ออกผลสะพรั่ง.

ในคาถานั้นมีใจความว่า พุ่มถั่วดำเป็นต้นเหล่านี้ เจริญเติบโตด้วยน้ำหอมแห่งเครื่องหอมมีจันทน์เป็นต้น ทรงผลดุจทอง ทำให้อาศรมของเรางดงาม.

ปทุมอย่างหนึ่งบาน ปทุมอย่างหนึ่งกำลังเกิด

ปทุมอย่างหนึ่งดอกร่วง บานอยู่ในบึงในกาลนั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อญฺเญ ปุปฺผนฺติ ปทุมา ความว่า ในบึง ในที่ไม่ไกลอาศรมของเรา ปทุมอย่างหนึ่งคือบางพวกบาน ปทุมบางพวกเกิดอยู่คือบังเกิดอยู่ ปทุมบางพวกมีดอกร่วงคือมีเกสรในกลีบโรยไป.

ปทุมกำลังเผล็ดดอกตูม เหง้าบัวไหลไป กระจับ

เกลื่อนด้วยใบ งามอยู่ในบึง ในกาลนั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า คพฺภํ คณฺหนฺติ ปทุมา ความว่า ในกาลนั้น คือในสมัยที่เราเป็นดาบสอยู่ ปทุมบางเหล่ากำลังเผล็ดดอกตูมอยู่ในภายในบึง เหง้าบัวคือรากปทุม กำลังไหลไปคือไหลไปจากภายในเปือกตมนี้เหมือนงาช้าง. ความว่า กระจับทั้งหลายเป็นกอ ดารดาษด้วยใบและดอก งดงามอยู่.

ไม้ตาเสือ จงกลนี ไม้อุตตรี และชบา บานอยู่ในบึง

ส่งกลิ่นหอมตลบอยู่ในกาลนั้น.

อธิบายความว่า ในกาลนั้น คือในสมัยที่เราอยู่ ณ ที่ใกล้บึง กอตาเสือ กอจงกลนี กอชื่ออุตตรี และกอชบา กอไม้ทั้งหมดนี้บานคือออกดอก พาเอากลิ่นหอมมา ทำบึงให้งดงาม.

ปลาสลาด ปลากระบอก ปลาสวาย ปลาเค้า ปลาตะเพียน

ปลาสังกุลา และปลารำพัน ย่อมอยู่ในบึง ในกาลนั้น.

เชื่อมความว่า ในกาลนั้น คือในสมัยที่เราอยู่ หมู่ปลามีปลาสลาดเป็นต้น ไม่กลัวย่อมอยู่ในบึง.

ฝูงจระเข้ ปลาฉลาม ปลาฉนาก ผีเสื้อน้ำ เต่า

และงูเหลือม ย่อมอยู่ในบึง ในกาลนั้น.

เชื่อมความว่า ในกาลนั้น คือในสมัยที่เราอยู่ ฝูงปลามีจระเข้เป็นต้นเหล่านี้ ไม่กลัว ไม่มีอันตราย ย่อมอยู่ในบึง ใกล้อาศรมของเรา.

ฝูงนกคับแค นกเป็ดน้ำ นกจากพรากที่เที่ยวไปในน้ำ

นกดุเหว่า นกแขกเต้า และนกสาลิกา ย่อมอาศัยเลี้ยงชีวิต

อยู่ใกล้สระนั้น.

ในคาถานั้น เชื่อมความว่า นกคับแค นกเป็ดน้ำ นกจากพรากที่เที่ยวไปในน้ำ นกดุเหว่า นกแขกเต้า และนกสาลิกา อาศัยสระใกล้อาศรมของเรา คือเข้าไปอาศัยสระนั้นเป็นอยู่.

ฝูงนกกวัก ไก่ฟ้า นกกะลิงป่า นกต้อยตีวิด

นกแขกเต้า ย่อมอาศัยสระนั้นเลี้ยงชีวิต.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กุกุตฺถกา ได้แก่ นกที่มีชื่ออย่างนั้น.

บทว่า กุฬีรกา ได้แก่ นกที่มีชื่ออย่างนั้น.

เชื่อมความว่า นกกะลิงป่า นกต้อยตีวิดและนกแขกเต้า นกทั้งหมดนี้ย่อมอาศัยสระใกล้อาศรมของเรานั้นเป็นอยู่.

ฝูงหงส์ นกกระเรียน นกยูง นกดุเหว่า ไก่ นกค้อนหอย

นกโพระดก ย่อมอาศัยเลี้ยงชีวิตอยู่ใกล้สระนั้น.

อธิบายว่า ฝูงนกมีหงส์เป็นต้นเหล่านี้ทั้งหมด เข้าไปอาศัยสระนั้นเป็นอยู่ คือเลี้ยงชีวิตอยู่.

ฝูงนกแสก นกหัวขวาน นกเขาเหยี่ยว และนกกาน้ำ

นกมากมาย เข้าไปอาศัยเลี้ยงชีวิตอยู่ใกล้สระนั้น.

ในคาถานั้นมีอธิบายว่า นกแสก นกหัวขวาน นกเขา นกเหยี่ยวและนกกาน้ำ นกมากมายบนบก ย่อมเป็นอยู่ คือสำเร็จความเป็นอยู่ ณ สระนั้น คือ ณ ที่ใกล้สระนั้น.

เนื้อฟาน หมู จามรี กวาง ละมั่ง เนื้อทรายเป็นอันมาก

เลี้ยงชีวิตอยู่ใกล้สระนั้น.

ในคาถานั้นมีใจความว่า มฤคเหล่านี้มีเนื้อฟานเป็นต้น เลี้ยงชีวิตอยู่ ณ สระนั้น คือใกล้สระนั้น. ทุติยาวิภัตติใช้ในอรรถแห่งสัตตมีวิภัตติ.

ราชสีห์ เสือโคร่ง เสือเหลือง หมี หมาใน เสือดาว โขลงช้าง

แยกกันเป็น ๓ พวก อาศัยเลี้ยงชีวิตอยู่ใกล้สระนั้น.

เชื่อมความว่า สัตว์จตุบทมีสีหะเป็นต้นเหล่านี้ เว้นจากอันตราย เป็นอยู่ใกล้สระนั้น.

พวกกินนร วานร คนทำงานในป่า สุนัขไล่เนื้อ

และนายพราน ย่อมอาศัยเป็นอยู่ใกล้สระนั้น.

ในคาถานี้มีความหมายว่า สัตว์เหล่านี้มีกินนรเป็นต้นซึ่งมีชื่ออย่างนี้ ย่อมอยู่ใกล้สระนั้น.

มะพลับ มะหาด มะซาง หมากเม่า เผล็ดผลอยู่

เป็นนิจ ในที่ไม่ไกลจากอาศรมของเรา.

ในคาถานั้น เชื่อมความว่า ไม้ทั้งหลายมีมะพลับเป็นต้นเหล่านี้ เผล็ดผลมีรสอร่อย ในที่ไม่ไกลจากอาศรมของเรา ตลอดกาลทั้ง ๓ คือฤดูหนาว ฤดูร้อนและฤดูฝน เป็นประจำ.

ต้นคำ ต้นสน ต้นสะเดา สะพรั่งด้วยผลมีรสหวาน

เผล็ดผลเป็นประจำอยู่ในที่ไม่ไกลอาศรมของเรา.

ในคาถานั้นมีความว่า ต้นไม้ทั้งหลายมีต้นคำเป็นต้นเหล่านี้ มีผลเป็นสำคัญ มีผลอร่อย มีผลอันอุดมมาร่วมกัน คือประกอบพร้อมดี ได้แก่สะพรั่งพร้อม เผล็ดผลเป็นประจำ งดงามอยู่ในที่ใกล้อาศรมของเรา.

ต้นสมอ มะขามป้อม มะม่วง หว้า สมอพิเภก กระเบา

ไม้รกฟ้า และมะตูม ต้นไม้เหล่านั้นเผล็ดผลอยู่.

เชื่อมความว่า ต้นไม้มีสมอเป็นต้นเหล่านั้น เกิดอยู่ในที่ใกล้อาศรมของเรา เผล็ดผลอยู่เป็นนิจ.

เหง้ามัน มันอ้อน นมแมว มันนก กะเม็ง และคัดมอน

มีอยู่มากมายใกล้อาศรมของเรา.

เชื่อมความว่า มูลผลทั้งหลายมีเหง้ามันเป็นต้นเหล่านี้ หวาน มีรสอร่อย มีอยู่เป็นอันมาก ณ ที่ใกล้อาศรมของเรา.

ณ ที่ไม่ไกลอาศรมของเรา มีสระน้ำสร้างไว้ดีแล้ว

มีน้ำใสเย็น มีท่าน้ำราบเรียบ เป็นที่รื่นรมย์ใจ.

ในคาถานั้น มีความว่า ในที่ไม่ไกลอาศรม คือในที่ใกล้อาศรมได้มีสระน้ำสร้างไว้ดีแล้ว คือเขาสร้างให้ควรแก่การขึ้นและการลงด้วยดี มีน้ำใสคือมีน้ำใสแจ๋ว น้ำเย็น มีท่าราบเรียบ คือมีท่าดี เป็นที่รื่นรมย์ใจ คือกระทำความโสมนัสให้.

ดารดาษด้วยปทุมและอุบล สะพรั่งด้วยบุณฑริก

ปกคลุมด้วยบัวขมและบัวเผื่อน กลิ่นหอมตลบไป.

ในคาถานั้นมีความว่า สระทั้งหลายดารดาษ คือบริบูรณ์ด้วยปทุมบัวหลวงและอุบลบัวขาว ประกอบคือสะพรั่งด้วยบุณฑริกบัวขาว เกลื่อนกลาดคือเป็นกลุ่มๆ ด้วยบัวขมและบัวเผื่อน กลิ่นหอมฟุ้งตลบคือฟุ้งไปรอบด้าน.

ในกาลนั้น เราอยู่ในอาศรมที่สร้างไว้อย่างดี น่ารื่นรมย์ใน

ป่าที่มีดอกไม้บาน สมบูรณ์ด้วยองค์ประกอบทั้งมวลอย่างนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอวํ สพฺพงฺคสมฺปนฺเน ความว่า ในกาลนั้น คือในกาลเป็นดาบสอยู่ในอาศรม คือในอรัญวาสอันน่ารื่นรมย์ที่สร้างอย่างดี ในป่าอันเป็นชัฏด้วยไม้ดอกและไม้ผล สมบูรณ์คือบริบูรณ์ด้วยองค์ประกอบมีแม่น้ำเป็นต้นทุกชนิด.

พระดาบสครั้นแสดงสมบัติแห่งอาศรมของตน ด้วยลำดับคำมีประมาณเท่านี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะแสดงคุณสมบัติมีศีลเป็นต้นของตน จึงกล่าวว่า

ในกาลนั้น เราเป็นดาบสชื่อสุรุจิ มีศีลสมบูรณ์ด้วยวัตร

เพ่งฌาน ยินดีในฌาน บรรลุอภิญญาพละ ๕.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สีลวา ความว่า สมบูรณ์ด้วยศีล ๕ เช่นปาริสุทธิศีล ๔ อันประกอบพร้อมด้วยฌาน.

บทว่า วตฺตสมฺปนฺนา ความว่า บริบูรณ์ด้วยการสมาทานวัตรว่า ตั้งแต่นี้ไป เราจักไม่เสพฆราวาสและกามคุณ ๕.

บทว่า ฌายี ได้แก่ ผู้มีปกติเพ่ง คือมีการเพ่งเป็นปกติ ด้วยลักขณูปนิชฌานและอารัมมณูปนิชฌาน.

บทว่า ฌานรโต ความว่า ยินดีแล้ว คือเร้นอยู่ ได้แก่ สมบูรณ์อยู่ทุกเมื่อในฌานทั้งหลายเหล่านี้.

บทว่า ปญฺจาภิญฺญาพลสมฺปนโน ความว่า สมบูรณ์ด้วยพละ.

อธิบายว่า บริบูรณ์ด้วยอภิญญา คือปัญญาพิเศษ ๕ ประการ คืออิทธิวิธะ แสดงฤทธิ์ได้ ทิพพโสตะ หูทิพย์ ปรจิตตวิชานนะ รู้ใจคนอื่น ปุพเพนิวาสานุสสติ ระลึกชาติก่อนได้ ทิพพจักขุ ตาทิพย์.

เชื่อมความว่า เราเป็นดาบส โดยชื่อว่าสุรุจิ อยู่.

ครั้นแสดงคุณสมบัติของตนด้วยคำมีประมาณเท่านี้แล้ว เมื่อจะแสดงปริสสมบัติ คือความสมบูรณ์ด้วยบริษัท จึงกล่าวคำมีอาทิว่า

ศิษย์ของเราทั้งหมดนี้ เป็นพราหมณ์ ๒๔,๐๐๐ คน

มีชาติ มียศ บำรุงเราอยู่.

ในคาถานั้น เชื่อมความว่า ศิษย์ของเราทั้งหมดนี้เป็นพราหมณ์ ๒๔,๐๐๐ คน มีชาติคือสมบูรณ์ด้วยชาติกำเนิด มียศคือสมบูรณ์ด้วยบริวาร บำรุงเราอยู่.

มวลศิษย์ของเรานี้ เป็นผู้เข้าใจตัวบท เข้าใจไวยากรณ์

ในตำราทำนายลักษณะ และในคัมภีร์อิติหาสะ พร้อมทั้ง

คัมภีร์นิฆัณฑุและคัมภีร์เกฏุภะ ถึงความเต็มเปี่ยมใน

ธรรมของตน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ลกฺขเณ ได้แก่ ในตำราทำนายลักษณะ. ย่อมรู้ลักษณะของสตรีและบุรุษชาวโลกีย์ทั้งปวงว่า ผู้ประกอบด้วยลักษณะเหล่านี้จะมีทุกข์ ผู้ประกอบด้วยลักษณะเหล่านี้จะมีสุข. ตำราอันประกาศลักษณะนั้น ชื่อว่าลักขณะ. ในตำราทายลักษณะนั้น.

บทว่า อิติหาเส ได้แก่ ในตำราอันแสดงเฉพาะคำที่พูดว่า เรื่องนี้เป็นแล้วอย่างนี้ เรื่องนี้เป็นแล้วอย่างนี้.

เชื่อมความว่า ถึงความเต็มเปี่ยมคือที่สุดในตำราทายลักษณะและตำราอิติหาสะ. ตำราอันประกาศชื่อต้นไม้และภูเขาเป็นต้น เรียกว่านิฆัณฑุ.

บทว่า เกฏุเภ ได้แก่ ตำราว่าด้วยการกำหนดใช้คำกิริยา อันเป็นอุปการะแก่กวีทั้งหลาย.

ชื่อว่าสนิฆัณฑุ เพราะเป็นไปกับด้วยคัมภีร์นิฆัณฑุ. ชื่อว่าสเกฏุกะ เพราะเป็นไปกับด้วยคัมภีร์เกฏุภะ.

เชื่อมความว่า ถึงความสำเร็จในไตรเพทอันเป็นไปกับด้วยคัมภีร์นิฆัณฑุและเกฏุภะนั้น.

บทว่า ปทกา ได้แก่ ผู้ฉลาดในบทนาม สมาส ตัทธิต อาขยาตและกิตก์เป็นต้น.

บทว่า เวยฺยากรณา ได้แก่ ผู้ฉลาดในพยากรณ์มีจันทปาณินียกลาปะเป็นต้น.

อธิบายว่า สธมฺเม ปารมึ คตา ความว่า ถึงคือบรรลุความเต็มเปี่ยม คือที่สุดในธรรมของตน คือในธรรมของพราหมณ์ ได้แก่ไตรเพท.

ศิษย์ทั้งหลายของเรา เป็นผู้ฉลาดในลางดีร้าย ในนิมิต

และในลักษณะ ศึกษาดีแล้วในแผ่นดิน พื้นที่และอากาศ.

พึงทราบวินิจฉัยในคาถานั้นต่อไป :-

เป็นผู้ฉลาดคือเฉลียวฉลาดในลางดีร้ายมีอุกกาบาต คือดวงไฟตกและแผ่นดินไหวเป็นต้น ในนิมิตดีและนิมิตร้าย และในอิตถีลักษณะ ปุริสลักษณะและมหาปุริสลักษณะ.

ศิษย์ทั้งหลายของเราศึกษาดีแล้วในสิ่งทั้งปวง คือ

ในแผ่นดิน ในพื้นที่ และในกลางหาว คืออากาศ.

ศิษย์เหล่านี้เป็นผู้มักน้อย มีปัญญา มีอาหารน้อย

ไม่โลภ สันโดษด้วยลาภและความเสื่อมลาภ ห้อมล้อม

เราอยู่ทุกเมื่อ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปฺปิจฺฉา ได้แก่ ผู้ยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยอาหารแม้มีประมาณน้อย.

บทว่า นิปกา คือ เป็นผู้ประกอบด้วยปัญญา กล่าวคือปัญญาเครื่องรักษาตน.

บทว่า อปฺปาหารา ได้แก่ มีอาหารมื้อเดียว. อธิบายว่า บริโภคภัตมื้อเดียว.

บทว่า อโลลุปา ได้แก่ เป็นผู้ไม่เป็นไปด้วยตัณหาคือความอยาก.

บทว่า ลาภาลาเภน ความว่า ศิษย์ทั้งหลายของเราเหล่านี้สันโดษ คือมีความพอใจด้วยลาภและความไม่มีลาภ ห้อมล้อมคือบำรุงเราอยู่ทุกเมื่อ คือเป็นนิตยกาล.

(ศิษย์ของเรา) เป็นผู้เพ่งฌาน ยินดีในฌาน เป็น

นักปราชญ์ มีจิตสงบ มีใจตั้งมั่น ปรารถนาความไม่มี

กังวล ห้อมล้อมเราอยู่ทุกเมื่อ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ฌายี คือ ประกอบด้วยลักขณูปนิชฌานและในอารัมมณูปนิชฌาน.

อีกอย่างหนึ่ง แปลว่า ผู้มีปกติเพ่ง.

บทว่า ฌานรตา ได้แก่ เป็นผู้ยินดี คือแนบแน่นในฌานเหล่านั้น.

บทว่า ธีรา ได้แก่ ผู้สมบูรณ์ด้วยปัญญา เครื่องทรงจำ.

บทว่า สนฺตจิตฺตา แปลว่า ผู้มีใจสงบ.

บทว่า สมาหิตา ได้แก่ ผู้มีจิตแน่วแน่.

บทว่า อากิญฺจญฺญํ ได้แก่ ความเป็นผู้ไม่มีปลิโพธกังวล.

บทว่า ปตฺถยนฺตา แปลว่า ปรารถนาอยู่.

เชื่อมความว่า ศิษย์ทั้งหลายของเราถึงซึ่งความเป็นอย่างนี้ ห้อมล้อมเราอยู่ทุกเมื่อ.

(ศิษย์ของเรา) บรรลุอภิญญาบารมี คือความยอดเยี่ยม

แห่งอภิญญา ยินดีในโคจร คืออาหารอันเป็นของมีอยู่ของ

บิดา ท่องเที่ยวไปในอากาศ มีปัญญา ห้อมล้อมเราอยู่ทุกเมื่อ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อภิญฺญาปารมิปฺปตฺตา ความว่า บรรลุความเต็มเปี่ยม คือที่สุดในอภิญญา ๕ ได้แก่ ทำให้บริบูรณ์แล้ว.

บทว่า เปตฺติเก โคจเร รตา ความว่า ยินดีแล้วในอาหารที่ได้ด้วยการไม่วิญญัติ คือการไม่ขอ อันเป็นพุทธานุญาต.

บทว่า อนฺตลิกฺขจรา ความว่า ไปและมาทางห้วงเวหา คืออากาศ.

บทว่า ธีรา ความว่า เป็นผู้มั่นคง คือมีสภาวะไม่หวั่นไหวในอันตรายมีสีหะ และพยัคฆ์เป็นต้น. อธิบายความว่า หมู่ดาบสของเราเป็นแล้วอย่างนี้ ห้อมล้อมเราอยู่ทุกเมื่อ.

หมู่ศิษย์ของเราเหล่านั้นสำรวมทวาร ๖ ไม่หวั่นไหว

รักษาอินทรีย์ ไม่คลุกคลี เป็นนักปราชญ์ หาผู้ทัดเทียม

ได้ยาก.

ในคาถานั้นมีความว่า สำรวมแล้ว คือกั้นแล้ว ได้แก่ปิดแล้วในทวาร ๖ มีจักขุทวารเป็นต้น และในอารมณ์ ๖ มีรูปารมณ์เป็นต้น. อธิบายว่า เป็นผู้รักษาและคุ้มครองทวาร.

บทว่า ทุราสทา แปลว่า เข้าถึงยาก อธิบายว่า ไม่อาจ คือไม่สมควรเข้าไปใกล้ คือกระทบกระทั่ง.

ศิษย์ของเราเหล่านั้นหาผู้ทัดเทียมได้ยาก ยับยั้งอยู่

ตลอดราตรี ด้วยการนั่งคู้บัลลังก์ ด้วยการยืน และการจงกรม.

ในคาถานั้น เชื่อมความว่า ศิษย์ทั้งหลายของเรายังราตรีทั้งสิ้นให้น้อมล่วงไป คือให้ก้าวล่วงไปโดยพิเศษ ด้วยการนั่งคู้บัลลังก์ คือนั่งให้ขาอ่อนเนื่องกัน เว้นการนอน ด้วยการยืน และด้วยการจงกรม.

ศิษย์ทั้งหลายของเราเข้าใกล้ได้ยาก ไม่กำหนัดใน

อารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ไม่ขัดเคืองในอารมณ์

เป็นที่ตั้งแห่งความขัดเคือง ไม่หลงในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่ง

ความหลง.

อธิบายความในคาถานั้นว่า

หมู่ศิษย์ของเราคือดาบสเหล่านั้นถึงซึ่งอาการอย่างนี้ ย่อมไม่กำหนัดคือไม่ทำความกำหนัดให้เกิดขึ้นในวัตถุอันน่ากำหนัด คืออันควรกำหนัด, ไม่ขัดเคืองคือไม่ทำความขัดเคืองในวัตถุที่น่าขัดเคือง คือควรขัดเคือง ได้แก่ ควรทำความขัดเคืองให้เกิดขึ้น, ไม่หลงคือไม่ทำความหลงในวัตถุอันน่าหลง คือควรให้หลง. อธิบายว่า เป็นผู้ประกอบพร้อมด้วยปัญญา.

ศิษย์เหล่านั้นทดลองการแผลงฤทธิ์ ประพฤติอยู่

ตลอดกาลเป็นนิจ ศิษย์เหล่านั้นทำแผ่นดินให้ไหว ยาก

ที่ใครจะแข่งได้.

เชื่อมความว่า ศิษย์ของเราเหล่านั้นทดลองประพฤติอยู่เป็นนิตยกาลซึ่งการแผลงฤทธิ์มีอาทิว่า คนเดียวเป็นหลายคนก็ได้ หลายคนเป็นคนเดียวก็ได้.

อธิบายว่า ศิษย์ของเราเหล่านั้นนิรมิตแผ่นดินในอากาศบ้าง ในน้ำบ้าง แล้วทำอิริยาบถให้สั่นไหว.

อธิบาย (บท สารมฺเภน) ว่า อันใครๆ ไม่พึงได้ด้วยการแข่งดี คือด้วยการถือเอาเป็นคู่ คือด้วยการกระทำการทะเลาะ.

ศิษย์ของเราเหล่านั้น เมื่อจะเล่นย่อมเล่นฌาน

ไปนำเอาผลหว้าจากต้นหว้ามา หาผู้เข้าถึงได้ยาก.

อธิบายว่า ศิษย์ของเราเหล่านั้นเมื่อเล่นกีฬา คือเล่น ได้แก่ยินดีการเล่นปฐมฌานเป็นต้น.

บทว่า ชมฺพุโต ผลมาเนนฺติ ความว่า ไปด้วยฤทธิ์แล้วนำเอามาซึ่งผลหว้าประมาณเท่าหม้อ จากต้นหว้าสูงร้อยโยชน์ ในหิมวันตประเทศ.

ศิษย์พวกหนึ่งไปอปรโคยานทวีป พวกหนึ่งไป

ปุพพวิเทหทวีป พวกหนึ่งไปอุตตรกุรุทวีป ศิษย์เหล่า

นั้นไม่มีผู้ทัดเทียมด้วยการแสวงหา.

เชื่อมความในคาถาว่า ระหว่างศิษย์ของเราเหล่านั้น ศิษย์อื่นคือพวกหนึ่งไปทวีปโคยาน คืออปรโคยานทวีป พวกหนึ่งไปปุพพวิเทหทวีป พวกหนึ่งไปอุตตรกุรุทวีป, ศิษย์เหล่านั้นหาผู้เข้าถึงได้ยาก ย่อมไปหาคือแสวงหา ได้แก่แสวงหาปัจจัยในสถานที่เหล่านี้.

ศิษย์เหล่านั้นส่งหาบไปข้างหน้า ส่วนตนเอง

ไปข้างหลัง ท้องฟ้าถูกดาบส ๒๔,๐๐๐ บดบังไว้.

ความในคาถาว่า ศิษย์ของเราเหล่านั้นเมื่อไปทางอากาศ ส่งหาบคือกระเช้าอันเต็มด้วยบริขารดาบส ก็ครั้นส่งหาบนั้นไปข้างหน้าก่อนแล้ว ตนเองไปข้างหลังหาบนั้น.

เชื่อมความ (ในบาทคาถาต่อมา) ว่า ท้องฟ้าคือพื้นอากาศมีดาบส ๒๔,๐๐๐ ผู้ไปอยู่อย่างนั้น บดบังไว้คือปิดบังไว้.

ศิษย์บางพวกปิ้งให้สุกด้วยไฟ บางพวกกินดิบๆ

บางพวกเอาฟันแทะกิน บางพวกซ้อมด้วยครกกิน บาง

พวกทุบด้วยหินกิน บางพวกกินผลไม้ที่หล่นเอง.

ในคาถานั้นมีการเชื่อมความว่า

ศิษย์ของเราบางเหล่าคือบางพวกปิ้งไฟคือเผาผลาผลและผักเป็นต้นแล้วจึงกิน, บางพวกไม่ปิ้งไฟคือไม่ปิ้งให้สุกด้วยไฟ กินทั้งดิบๆ, บางพวกเอาฟันนั่นแหละแทะเปลือกกิน. บางพวกตำด้วยครกคือใช้ครกตำกิน บางพวกทุบด้วยหินคือเอาหินทุบกิน บางพวกกินผลไม้ที่หล่นเอง.

ศิษย์ของเราบางพวกชอบสะอาด ลงอาบน้ำทั้งเช้า

และเย็น บางพวกเอาน้ำราดรดตัว หาผู้เข้าถึงได้ยาก.

ความของคาถาว่า ศิษย์ทั้งหลายของเราหาผู้เข้าถึงได้ยาก บางพวกชอบสะอาดคือต้องการความบริสุทธิ์ ลงอาบน้ำ คือเข้าไปในน้ำทั้งเช้าและเย็น. บางพวกเอาน้ำราดรดตัว. อธิบายว่า ทำการรดที่ตัวด้วยน้ำ.

ศิษย์ทั้งหลายของเราหาผู้ทัดเทียมมิได้ ปล่อยเล็บมือ

เล็บเท้าและขนรักแร้งอกยาว ขี้ฟันเขลอะ มีธุลีบนเศียร แต่

หอมด้วยกลิ่นศีล.

ความในคาถานั้นว่า ศิษย์ของเราเหล่านั้นหาผู้ทัดเทียมมิได้ มีเล็บและขนยาวงอกคือเกิดที่รักแร้ทั้งสอง และที่มือและเท้า. อธิบายว่า ไม่ประดับไม่ตกแต่ง เพราะเว้นจากขุรกรรม คือโกนด้วยมีดโกน.

บทว่า ปงฺกทนฺตา ความว่า มีมลทินจับที่ฟัน เพราะไม่ได้กระทำให้ขาวด้วยผงอิฐหรือผงหินน้ำนม.

บทว่า รชสฺสิรา ได้แก่ มีศีรษะเปื้อนธุลี เพราะเว้นจากการทาน้ำมันเป็นต้น.

บทว่า คนฺธิตา สีลคนฺเธน ความว่า เป็นผู้มีกลิ่นหอมไปในที่ทุกแห่งด้วยกลิ่นโลกียศีล เพราะเป็นผู้พรั่งพร้อมด้วยศีลอันประกอบด้วยฌาน สมาธิและสมาบัติทั้งหลาย.

ในบทว่า มม สิสฺสา ทุราสทา มีความว่า ศิษย์ทั้งหลายของเรา ใครๆ ไม่อาจเข้าถึง คือกระทบได้ เพราะเป็นผู้ประกอบด้วยคุณมีประการดังกล่าวแล้วนี้.

ชฎิลทั้งหลายมีตบะแรงกล้า ประชุมกันเวลาเช้า

แล้วไปประกาศลาภน้อยลาภมากในท้องฟ้าในกาลนั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น ในบทว่า ปาโตว สนฺนิปติตฺวา นี้ โต ปัจจัยลงในอรรถแห่งสัตตมีวิภัตติ. อธิบายว่า เป็นหมวดหมู่กันอยู่ในสำนักของเราในเวลาเช้าตรู่ทีเดียว.

ชฎิล คือดาบสผู้สวมชฎา มีตบะกล้า คือมีตบะปรากฏ ได้แก่มีตบะแผ่ไปแล้ว.

เชื่อมความในตอนนี้ว่า ชฎิลทั้งหลายประกาศลาภน้อยลาภใหญ่ คือกระทำลาภเล็กและลาภใหญ่ให้ปรากฏ ในครั้งนั้น คือในกาลนั้น จึงไปในอัมพรคือพื้นอากาศ.

สุรุจิดาบสเมื่อจะประกาศคุณทั้งหลายเฉพาะของดาบสเหล่านั้นอีก จึงกล่าวคำว่า เอเตสํ ปกฺกมนฺตานํ ดังนี้เป็นต้น.

ในคำนั้นมีความว่า เสียงดังอันเกิดจากผ้าคากรองของดาบสเหล่านี้ ผู้หลีกไปคือผู้ไปอยู่ในอากาศหรือบนบก ย่อมสะพัดไป.

ในบทว่า มุทิตา โหนฺติ เทวตา นี้ เชื่อมความว่า เพราะเสียงหนังเสือของเหล่าดาบสผู้ทำเสียงดังให้สะพัดไปอยู่อย่างนั้น เทวดาทั้งหลายจึงยินดี เกิดความโสมนัสว่า สาธุ สาธุ พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายเป็นผู้ยินดีคือพอใจด้วย.

ในบทว่า ทิโส ทิสํ นี้ เชื่อมความว่า ฤาษีเหล่านั้นไปในห้องกลางหาว คือเที่ยวไปในอากาศเป็นปกติ ย่อมหลีกไปคือไปยังทิศใหญ่และทิศน้อย.

ในบทว่า สเก พเลนุปตฺตทฺธา นี้เชื่อมความว่า เป็นผู้ประกอบด้วยกำลังร่างกาย และกำลังฌานของตน ย่อมไปในที่ที่ประสงค์จะไปตามความต้องการ.

เมื่อจะประกาศอานุภาพเฉพาะของดาบสเหล่านั้นอีก จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ปฐวี กมฺปกา เอเต ดังนี้.

ในกาลนั้น ดาบสเหล่านั้น มีความต้องการเที่ยวไป

ในที่ทุกแห่ง ทำแผ่นดินให้ไหว คือทำเมทนีให้เคลื่อนไหว

มีปกติเที่ยวไปในท้องฟ้า คือมีปกติเที่ยวไปในอากาศ.

บทว่า อุคฺคเตชา เป็นต้น ความว่า มีเดชพลุ่งขึ้น คือมีเดชแพร่สะพัดไป ผู้ข่มขี่ได้ยาก คือไม่อาจข่มขี่ คือครอบงำเป็นไป เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าผู้ข่มได้ยาก.

ในบทว่า สาคโรว อโขภิยา นี้ เชื่อมความว่า เป็นผู้อันคนอื่นให้กระเพื่อมไม่ได้ คือไม่อาจให้หวั่นไหวได้ เหมือนสาคร คือเหมือนสมุทรอันคนอื่นให้กระเพื่อมไม่ได้ คือให้ขุ่นไม่ได้.

ในบทว่า ฐานจงฺกมิโน เกจิ นี้ เชื่อมความว่า ในระหว่างศิษย์ของเราเหล่านั้น ฤาษีบางพวกถึงพร้อมด้วยอิริยาบถยืน และอิริยาบถจงกรม ฤาษีบางพวกถือการนั่งเป็นวัตร คือถึงพร้อมด้วยอิริยาบถนั่ง ฤาษีบางพวกกินปวัตตโภชนะ คือกินใบไม้ที่หล่นเอง ชื่อว่ายากที่จะหาผู้ทัดเทียม เพราะเป็นผู้ประกอบด้วยคุณทั้งหลายเห็นปานนี้.

เมื่อจะชมเชยดาบสทั้งหมดนั้น จึงกล่าวคำมีอาทิว่า เมตฺตาวิหาริโน ดังนี้.

ในคำนั้นมีเนื้อความว่า

ศิษย์ของเราเหล่านี้ชื่อว่ามีปกติอยู่ด้วยเมตตา เพราะแผ่เมตตาอันมีความเสน่หาเป็นลักษณะโดยนัยมีอาทิว่า สัตว์หาประมาณมิได้ ในจักรวาลอันหาประมาณมิได้ จงเป็นสุขเถิด ดังนี้แล้วอยู่ คือยังอัตภาพให้เป็นไปอยู่.

อธิบายว่า ฤาษีเหล่านั้นทั้งหมดเป็นผู้แสวงหาประโยชน์ คือแสวงหาประโยชน์เกื้อกูลแก่สรรพสัตว์คือสัตว์ทั้งปวง ไม่ยกตนคือไม่ถือตัว ไม่ข่มใครๆ คือคนไรๆ ได้แก่ไม่สำคัญโดยทำให้เป็นคนต่ำกว่า.

เชื่อมความ (ในคาถานี้) ว่า ศิษย์ของเราเหล่านั้นเป็นผู้ไม่สะดุ้ง คือไม่กลัวดุจราชสีห์ เพราะเป็นผู้ประกอบด้วยคุณคือศีล สมาธิและสมาบัติ มีเรี่ยวแรง คือถึงพร้อมด้วยกำลังกายและกำลังฌาน ดุจคชราชคือดุจพญาช้าง ยากที่จะเข้าถึงคือไม่อาจกระทบ ดุจพญาเสือโคร่งย่อมมาในสำนักของเรา.

ลำดับนั้น พระดาบสเมื่อจะประกาศโดยเลศ คือการแสดงอานุภาพของตน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า วิชฺชาธรา ดังนี้.

ในคำนั้นมีการเชื่อมความว่า วิชาธรมีการท่องมนต์เป็นต้น ภุมเทวดาผู้อยู่ที่ต้นไม้และภูเขาเป็นต้น นาคผู้ตั้งอยู่ในภาคพื้นและผู้ตั้งอยู่บนบก คนธรรพ์ เทพ รากษสผู้ดุร้าย กุมภัณฑเทพ ทานพเทพและครุฑผู้สามารถนิรมิตสิ่งที่ปรารถนาแล้วๆ ย่อมเข้าไปอาศัยสระนั้นเลี้ยงชีวิต. อธิบายว่า อยู่ที่สระนั้น คือที่ใกล้สระ.

เมื่อจะพรรณนาคุณทั้งหลายของเหล่าดาบสผู้เป็นศิษย์ของตนนั่นแหละแม้อีก จึงกล่าวคำว่า เต ชฏา ขาริภริตา ดังนี้เป็นต้น.

คำทั้งหมดนั้นมีเนื้อความง่ายทั้งนั้น.

บทว่า ขาริภารํ ได้แก่ บริขารของดาบสมีกระบวยตักน้ำและคนโทน้ำเป็นต้น.

เมื่อจะประกาศคุณทั้งหลายของตนแม้อีก จึงกล่าวคำว่า อุปฺปาเต สุปิเน จาปิ ดังนี้เป็นต้น.

ในคำนั้นเชื่อมความว่า

เพราะถึงความสำเร็จในศิลปะของพราหมณ์ และเพราะเป็นผู้ฉลาดในเรื่องราวของนักษัตร เราถูกใครๆ ถามถึงความเป็นไปในลักษณะแห่งอุปบาตและในสุบินว่า นักขัตฤกษ์ที่ราชกุมารนี้เกิดงามหรือไม่งาม เราเป็นผู้ศึกษามาดีแล้วในการบอกถึงความสำเร็จแห่งสุบินว่า สุบินนี้งาม สุบินนี้ไม่งาม และในการบอกลักษณะมือเท้าของสตรีและบุรุษทั้งปวง ชื่อว่าทรงไว้ซึ่งบทมนต์คือโกฏฐาสของมนต์ทำนายลักษณะทุกอย่าง ซึ่งเป็นไปอยู่ในชมพูทวีปทั้งสิ้นในกาลนั้น คือในกาลที่เราเป็นดาบส.

เมื่อจะประกาศการพยากรณ์ของตนให้มีพุทธคุณเป็นเบื้องหน้า จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อโนมทัสสี ดังนี้.

ในคำนั้นเชื่อมความว่า

ที่ชื่อว่าอโนมะ เพราะไม่ต่ำทราม.

การเห็นสรรพสัตว์ทั้งหลายด้วยมังสจักษุ ทิพยจักษุ สมันตจักษุ ธรรมจักษุและพุทธจักษุ ชื่อว่าทัสสนะ. ทัศนะของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใดไม่ต่ำทราม พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นชื่อว่าอโนมทัสสี. ชื่อว่าภควา เพราะเหตุทั้งหลายมีความเป็นผู้มีภาคยะคือบุญเป็นต้น. ชื่อว่าโลกเชษฐ์ เพราะเป็นผู้เจริญที่สุดและประเสริฐสุดของโลก.

โคผู้เจริญที่สุดมี ๓ พวก คือโคอุสภะ โคนิสภะและโคอาสภะ.

ในโค ๓ พวกนั้น โคผู้เป็นจ่าฝูงแห่งโคร้อยตัว ชื่ออุสภะ. โคผู้เป็นจ่าฝูงแห่งโคพันตัว ชื่อว่านิสภะ. โคผู้นำบุรุษที่ประเสริฐสุด, โคผู้เป็นจ่าฝูงแห่งโคแสนตัว ชื่อว่าอาสภะ โคผู้ยิ่งใหญ่,

นระผู้ยิ่งใหญ่แห่งนรชนทั้งหลาย ชื่อว่านราสภะ, นระผู้แทงตลอดธรรมทั้งปวง ชื่อว่าสัมมาสัมพุทธะ, นระผู้ทรงใคร่ความวิเวก คือผู้ปรารถนาความเป็นผู้เดียว เสด็จเข้าไปยังหิมวันต์คือเขาหิมาลัย.

บทว่า อชฺโฌคาเหตฺวา หิมวนฺตํ ความว่า หยั่งลง คือเสด็จเข้าไปใกล้เขาหิมวันต์.

คำที่เหลือง่ายทั้งนั้น.

เชื่อมความว่า เราได้เห็นพระโลกนายกผู้ประทับนั่งอยู่ รุ่งเรืองคือโชติช่วงดุจดอกบัวเขียว เป็นตั่งแห่งเครื่องบูชายัญ คือเป็นตั่งแห่งเครื่องบูชาเทพคือเครื่องสังเวย สว่างจ้า คือประกอบด้วยรัศมีดังกองไฟโพลงอยู่ในอากาศดุจสายฟ้า บานสะพรั่งดุจพญารัง.

เทพของเทพทั้งหลาย ชื่อว่าเทวเทวะ. เพราะได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นผู้เป็นเทพของเทพ เราจึงตรวจคือพิจารณาพระลักษณะ คือเหตุเป็นเครื่องให้รู้มหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการของพระองค์ว่า จะเป็นพระพุทธเจ้าหรือไม่หนอแล.

เชื่อมความว่า เราเห็นพระชินเจ้าผู้มีพระจักษุคือผู้มีพระจักษุ ๕ ด้วยเหตุอะไร.

ความในคาถานี้ว่า

กำหนึ่งพัน คือจักรลักษณะปรากฏที่พระบาทอันอุดม คือที่พื้นฝ่าพระบาทอันอุดม. เราได้เห็นลักษณะเหล่านั้นของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น จึงได้ตกลงคือถึงสันนิษฐาน.

อธิบายว่า เป็นผู้หมดความสงสัยในพระตถาคต.

คำที่เหลือง่ายทั้งนั้น.

ความในคาถานี้ว่า พระสยัมภู คือพระผู้เป็นเอง. ผู้เป็นแดนเกิดแห่งพระคุณนับไม่ได้ คือเป็นแดนเกิดขึ้น ได้แก่เป็นฐานที่ตั้งขึ้นแห่งพระคุณทั้งหลายนับไม่ได้ คือประมาณไม่ได้,

บททั้งสองนี้เป็นอาลปนะทั้งนั้น พระองค์ทรงรื้อขนชาวโลกนี้ คือสัตวโลกนี้ด้วยดี คือทรงขนขึ้นจากสังสารให้ถึงบนบกคือนิพพาน.

เชื่อมความว่า มวลสัตว์เหล่านั้นมาสู่ทัสสนะของพระองค์แล้ว ย่อมข้ามคือก้าวล่วงกระแสคือความแคลงใจ ได้แก่โอฆะใหญ่ คือวิจิกิจฉา.

พระดาบสเมื่อจะสรรเสริญพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ตุวํ สตฺถา ดังนี้.

ในคำนั้นเชื่อมความว่า ข้าแต่พระสัพพัญญูผู้เจริญ พระองค์เป็นศาสดาคือเป็นอาจารย์ของชาวโลกพร้อมทั้งเทวโลก, พระองค์เท่านั้นชื่อว่าเป็นเกตุ คือเป็นของสูง เพราะอรรถว่าสูงสุด, พระองค์เท่านั้นชื่อว่าเป็นธง เพราะอรรถว่าปรากฏในโลกทั้งสิ้น. พระองค์เท่านั้นชื่อว่าเป็นเสา คือเป็นเช่นกับเสาที่ปักไว้ เพราะอรรถว่าสูงขึ้น. พระองค์เท่านั้นเป็นที่อาศัย คือเป็นฐานะที่จะพึงถึงชั้นสูงสุดของสัตว์ทั้งหลายคือของสรรพสัตว์ พระองค์เท่านั้นเป็นที่พึ่งคือเป็นฐานที่พึ่งพิง. พระองค์เท่านั้นชื่อว่าเป็นประทีป คือเป็นดุจประทีปน้ำมัน เพราะกำจัดความมืดคือโมหะของสัตวโลก เป็นผู้สูงสุดกว่าสัตว์ ๒ เท้า คือเป็นผู้สูงสุดประเสริฐสุดแห่งเหล่าเทพ พรหมและมนุษย์ผู้มี ๒ เท้า.

เมื่อจะสรรเสริญเฉพาะพระผู้มีพระภาคเจ้าแม้อีก จึงกล่าวคำมีอาทิว่า สกฺกา สมุทฺเท อุทกํ ดังนี้.

ในคำนั้นมีอธิบายว่า ใครๆ อาจประมาณ คือนับน้ำในมหาสมุทรอันลึก ๘๔,๐๐๐ โยชน์ได้ด้วยเครื่องตวง ข้าแต่พระสัพพัญญูผู้เจริญ พระญาณของพระองค์ใครๆ ไม่อาจเลยที่จะประมาณ คือนับว่ามีประมาณเท่านี้.

เชื่อมความว่า ใครๆ วางที่มณฑลตาชั่ง คือที่ช่องตาชั่งแล้วอาจชั่งปฐพีคือดินได้ ข้าแต่พระสัพพัญญูผู้เจริญ พระญาณของพระองค์ ใครๆ ไม่อาจชั่งได้เลย.

ความในคาถานี้ว่า ข้าแต่พระสัพพัญญูผู้เจริญ อากาศคือห้วงเวหาทั้งสิ้น ใครๆ อาจนับได้ด้วยเชือกหรือนิ้วมือ แต่ญาณได้แก่อากาศ คือญาณของพระองค์ ใครๆ ไม่อาจประมาณคือนับไม่ได้เลย.

ในบทว่า มหาสมุทฺเท อุทกํ นี้ ความว่า พึงละคือทิ้ง ได้แก่ก้าวล่วงน้ำทั้งสิ้นในสาครลึก ๘๔,๐๐๐ โยชน์ และแผ่นดินทั้งสิ้นหนาได้ ๒๔๐,๐๐๐ โยชน์ คือพึงทำให้เสมอได้ จะถือเอาพระญาณของพระพุทธเจ้ามาชั่งคือทำให้เสมอ ย่อมไม่ควรด้วยอุปมา คือด้วยอำนาจอุปมา พระญาณเท่านั้นเป็นคุณชาติอันยิ่ง.

ข้าแต่พระผู้มีจักษุ คือข้าแต่พระผู้มีจักษุด้วยจักษุ ๕ คำนี้เป็นอาลปนะคือคำร้องเรียก.

โลกเป็นไปกับด้วยเทวดาทั้งหลาย คำนี้เป็นฉัฏฐีวิภัตติลงในอรรถแห่งสัตตมีวิภัตติ.

เชื่อมความว่า จิตของสัตว์ทั้งหลายเหล่าใด คือมีประมาณเท่าใด ย่อมเป็นไปในระหว่างโลกพร้อมทั้งเทวโลก สัตว์ทั้งหลายผู้มีจิตเหล่านั้น คือมีประมาณเท่านั้นอยู่ในภายในข่ายคือญาณของพระองค์ คือเข้าไปในภายในข่ายคือพระญาณ.

อธิบายว่า ทรงเห็นสรรพสัตว์ทั้งหลายด้วยข่ายคือพระญาณ.

เชื่อมความในคาถานี้ว่า

ข้าแต่พระสัพพัญญูคือผู้รู้ธรรมทั้งปวงผู้เจริญ พระองค์ทรงถึงคือบรรลุพระโพธิญาณ คือพระนิพพานทั้งสิ้นด้วยพระญาณใดอันสัมปยุตด้วยมรรค ทรงย่ำยีคือครอบงำเดียรถีย์เหล่าอื่นคืออัญเดียรถีย์ทั้งหลาย ด้วยพระญาณนั้น.

พระธรรมสังคาหกเถระทั้งหลาย เมื่อจะประกาศอาการที่ดาบสนั้นสรรเสริญ จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อิมา คาถา ถวิตฺวาน ดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิมา คาถา ความว่า ดาบสชื่อว่าสุรุจิโดยชื่อ แต่มาในอรรถกถาที่เหลือว่า สรทมาณพสรรเสริญคือทำการสรรเสริญด้วยคาถาทั้งหลายเหล่านี้.

บาลีตามอรรถกถานัยนั้นเป็นประมาณ.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าสุรุจิ เพราะมีความชอบใจ คืออัธยาศัย ได้แก่นิพพานาลัยงาม, ชื่อว่าสรทะ เพราะแล่นคือไป ได้แก่เป็นไปในการฝึกอินทรีย์. ดังนั้น แม้ทั้งสองอย่างก็เป็นชื่อของดาบสนั้น.

สุรุจิดาบสนั้นลาดหนังเสือแล้วนั่งบนแผ่นดิน อธิบายว่า สรทดาบสนั่งเว้นโทษของการนั่ง ๖ ประการมีใกล้เกินไปเป็นต้น.

พระดาบสนั่งในที่นั้นแล้ว เมื่อจะสรรเสริญเฉพาะพระญาณของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นเท่านั้น จึงกล่าวคำมีอาทิว่า จุลฺลาสีติสหสฺสานิ ดังนี้.

ในบทว่า จุลฺลาสีติสหสฺสานิ ในคาถานั้นมีการเชื่อมความว่า ขุนเขาคือขุนเขาเมรุ หยั่งคือหยั่งลง ได้แก่ ลงไปในห้วงมหรรณพ คือในสาครลึก ๘๔,๐๐๐ โยชน์ สูงคือพุ่งขึ้น ๘๔,๐๐๐ โยชน์เพียงนั้น คือมีประมาณเท่านั้น อันท่านกล่าวไว้ในบัดนี้.

เขาเนรุสูงเพียงนั้นคือสูงขึ้นไปอย่างนั้น เขามหาเนรุนั้นคือขุนเขาเนรุใหญ่อย่างนั้น โดยส่วนยาว ส่วนสูงและส่วนกว้าง เป็นขุนเขาถูกทำให้ละเอียด คือถูกทำให้แหลกละเอียดถึงแสนโกฏิ โดยส่วนแห่งการนับ.

เชื่อมความว่า ข้าแต่พระสัพพัญญูผู้เจริญ พระญาณของพระองค์เมื่อตั้งคะแนนนับไว้ คือเมื่อทำร้อย พัน หรือแสนก็ตาม ให้เป็นหน่วยหนึ่งๆ แล้วตั้งไว้ในพระญาณ จุณแห่งเขาเนรุใหญ่นั้นนั่นแหละพึงสิ้นไป พระญาณของพระองค์ใครๆ ไม่อาจประมาณคือทำการประมาณได้เลย.

อธิบายความในคาถานี้ว่า

บุคคลใดพึงล้อม คือพึงทำการล้อมไว้โดยรอบ ซึ่งน้ำในมหาสมุทรทั้งสิ้น ด้วยตาข่ายตาถี่ๆ คือมีช่องละเอียด เมื่อบุคคลนั้นล้อมน้ำไว้อย่างนี้ สัตว์เหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เกิดในน้ำ สัตว์ทั้งหมดนั้นจะต้องถูกกักไว้ในภายในข่าย.

พระดาบสเมื่อจะแสดงความอุปไมยนั้น จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ตเถว หิ ดังนี้.

ในข้อที่กล่าวมานั้น สัตว์ทั้งหลายที่เกิดในน้ำ ย่อมอยู่ในภายในข่ายฉันใด ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีความเพียรใหญ่ คือผู้กระทำความเพียรเพื่อบรรลุพระมหาโพธิญาณก็ฉันนั้นเหมือนกัน. เดียรถีย์คือเจ้าลัทธิผิดเหล่าใดเหล่าหนึ่งเป็นอันมาก คือไม่ใช่น้อย ผู้แล่นไปในการถือผิด คือผู้เข้าไปสู่การยึดถือกล่าวคือทิฏฐิ เป็นผู้ถูกปรามาสคือการยึดมั่น ได้แก่ถูกทิฏฐิอันมีลักษณะยึดถือไปข้างหน้าโดยสภาพ ให้ลงอยู่คือปิดกั้นไว้.

เชื่อมความในคาถานี้ว่า เดียรถีย์เหล่านี้ทั้งหมดอยู่ในข่าย หรือเข้าไปในภายในข่ายแห่งพระญาณ ด้วยพระญาณอันบริสุทธิ์ คือไม่มีกิเลสของพระองค์ อันมีปกติเห็นโดยไม่ติดขัด คือเห็นธรรมทั้งปวงเว้นจากเครื่องกั้นเป็นปกติ อย่างนั้นเหมือนกัน.

บทว่า ญาณํ เต นาติวตฺตเร ความว่า พวกเดียรถีย์เหล่านั้นไม่ล่วงพ้นพระญาณของพระองค์ไปได้.

ในเวลาเสร็จสิ้นการสรรเสริญที่ล่วงแล้วอย่างนี้ เพื่อจะแสดงการเริ่มพยากรณ์ของตน พระดาบสจึงกล่าวคำมีอาทิว่า ภควา ตมฺหิ สมเย ดังนี้

ในคำนั้นเชื่อมความว่า ในสมัยใด ดาบสสรรเสริญพระผู้มีพระภาคเจ้า ในสมัยนั้น คือกาลเสร็จสิ้นการสรรเสริญพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าอโนมทัสสี ชื่อว่าผู้มีพระยศใหญ่ เพราะทรงมีบริวารล่วงพ้นการนับ ชื่อว่าพระชินะ เพราะทรงชนะกิเลสมารเป็นต้น ทรงออกจากสมาธิ คือจากอัปปนาสมาธิ ทรงตรวจดูสกลชมพูทวีปทั้งสิ้นด้วยทิพยจักษุ.

เชื่อมความในคาถานี้ว่า

พระสาวกนามว่านิสภะ ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าอโนมทัสสีนั้น ผู้เป็นมุนี คือผู้ประกอบด้วยพระญาณกล่าวคือโมนะ อันพระขีณาสพหนึ่งแสนผู้มีจิตสงบ คือมีกิเลสในใจอันสงบระงับ ผู้เป็นตาทีบุคคล ชื่อว่าผู้คงที่ เพราะเป็นผู้มีสภาพไม่หวั่นไหวในสิ่งที่น่าปรารถนาและไม่น่าปรารถนา ผู้บริสุทธิ์คือผู้ประกอบด้วยกายกรรมเป็นต้นอันบริสุทธิ์ มีอภิญญา ๖ ผู้คงที่คือมีสภาวะอันไม่หวั่นไหวด้วยโลกธรรม ๘ ห้อมล้อมแล้ว รู้คือทราบพระดำริของพระพุทธเจ้า จึงเข้าไปเฝ้าพระโลกนายก คือได้ไปยังที่ใกล้ในทันใดนั้นเอง.

ท่านเหล่านั้นเป็นผู้มาแล้วอย่างนั้น ณ ที่นั้น คือ ณ ที่ใกล้พระผู้มีพระภาคเจ้า. ทั้งที่ยังอยู่ในกลางหาวคือในอากาศ ได้กระทำประทักษิณพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว. เชื่อมความว่า ท่านเหล่านั้นทั้งหมดประคองอัญชลีนมัสการอยู่ จากอากาศลงมาในสำนักของพระพุทธเจ้า.

พระดาบส เมื่อจะประกาศเหตุอันเป็นส่วนเบื้องต้นแห่งการให้การพยากรณ์อีก จึงกล่าวคำมีอาทิว่า สิตํ ปาตุกริ ดังนี้.

คำทั้งหมดนั้นมีเนื้อความง่ายทั้งนั้น.

บทว่า โย มํ ปุปฺเผน ความว่า ดาบสใดยังจิตให้เลื่อมใสในเราแล้วบูชาเราด้วยดอกไม้มิใช่น้อย และสรรเสริญคือชมเชยญาณของเราเนืองๆ คือบ่อยๆ.

บทว่า ตมหํ ความว่า เราจักประกาศ คือจักกระทำดาบสนั้นให้ปรากฏ. ท่านทั้งหลายจงฟังคือจงกระทำอารมณ์ในการที่จะฟัง คือจงใส่ใจคำเรากล่าว.

พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงประทานการพยากรณ์ จึงตรัสว่า ปจฺฉิเม ภวสมฺปตฺเต ดังนี้.

ในคำนั้นมีอธิบายว่า

เมื่อภพอันมีในสุดท้าย คือเป็นที่สุดถึงพร้อมแล้ว ดาบสนี้จักถึงความเป็นมนุษย์คือชาติกำเนิดมนุษย์ ได้แก่จักเกิดขึ้นในมนุษย์โลก. นางพราหมณีชื่อว่าสารี เพราะเป็นผู้มีสาระด้วยสาระทั้งหลาย มีสาระคือรูปทรัพย์ตระกูลโภคทรัพย์และสาระคือบุญเป็นต้น จักตั้งครรภ์.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเริ่มมูลพยากรณ์ว่า อปริเมยฺเย อิโต กปฺเป ดังนี้.

ในมูลพยากรณ์นี้ พึงเห็นว่า พระอัครสาวกทั้งสองบำเพ็ญบารมีหนึ่งอสงไขยแสนกัปก็จริง แม้ถึงอย่างนั้น เพื่อความสะดวกในการประพันธ์คาถา ท่านจึงถือเอาอันตรกัปแล้วกล่าวไว้อย่างนั้น.

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ประทานพยากรณ์ว่า จักได้เป็นพระอัครสาวกโดยชื่อว่าสารีบุตร พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นครั้นประทานพยากรณ์แล้ว เมื่อจะสรรเสริญดาบสนั้น จึงตรัสคำมีอาทิว่า อยํ ภาคีรถี (บาลีว่า ภาคีรสี) ดังนี้.

อธิบายว่า ระหว่างแม่น้ำ ๕ สายนี้ คือ คงคา ยมุนา สรภู มหี อจิรวดี แม่น้ำใหญ่สายที่หนึ่งชื่อว่าภาคีรถีนี้ เกิดจากเขาหิมวันต์ คือไหลมาจากเขาหิมวันต์ คือเกิดจากสระอโนดาต ไหลไปถึงทะเลใหญ่คือห้วงน้ำใหญ่ ย่อมถึงคือเข้าไปยังมหาสมุทรคือมหาสาครฉันใด สารีบุตรนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เป็นผู้อาจหาญในเวททั้งสามของตน คือเป็นผู้กล้าหาญมีญาณไม่พลั้งพลาด คือมีญาณแผ่ไปในเวททั้งสามอันเป็นไปอยู่ในตระกูลของตน ถึงความเต็มเปี่ยมด้วยปัญญาคือถึงที่สุดแห่งสาวกญาณของตน จักยังสัตว์ทั้งหลายคือสัตว์ทั้งมวลให้อิ่ม คือให้อิ่มหนำ คือจักกระทำความอิ่มหนำให้.

บทว่า หิมวนฺตมุปาทาย ความว่า กระทำภูเขาหิมาลัยให้เป็นต้นแล้วกระทำห้วงน้ำใหญ่คือมหาสมุทร ได้แก่สาครอันมีน้ำเป็นภาระให้เป็นที่สุด ในระหว่างนี้คือในท่ามกลางภูเขาและสาครนี้ ทรายใดคือกองทรายประมาณเท่าใดมีอยู่ว่าด้วยการนับคือว่าด้วยอำนาจการนับทรายนั้นนับไม่ถ้วน คือล่วงพ้นการนับ.

บทว่า ตมฺปิ สกฺกา อเสเสน ความว่า แม้ทรายนั้น ใครๆ อาจคือพึงอาจนับได้หมด. เชื่อมความว่า การนับนั้นย่อมมีได้ด้วยประการใด. ที่สุดคือปริโยสานแห่งปัญญาของพระสารีบุตรจักไม่มีเลยด้วยประการนั้น.

บทว่า ลกฺเข ฯเปฯ ภวิสฺสติ ความว่า เมื่อคะแนน ได้แก่คะแนนแห่งญาณ คือเวลาหนึ่งของญาณ ที่ใครๆ วางคือตั้งไว้มีอยู่ ทรายในแม่น้ำคงคาพึงสิ้นไป คือพึงถึงความหมดสิ้นไป.

ในบทว่า มหาสมุทฺเท นี้ เชื่อมความว่า คลื่นทั้งหลายคือกลุ่มคลื่นชนิดหนึ่งคาวุตเป็นต้น ในมหาสาครทั้ง ๔ อันลึกได้ ๘๔,๐๐๐ โยชน์ว่าถึงการนับ นับไม่ถ้วนคือเว้นจากการนับ ย่อมมีด้วยประการใด ที่สุดคือความสิ้นสุดแห่งปัญญาของพระสารีบุตร จักไม่มีด้วยประการนั้น.

เชื่อมความในคาถานี้ว่า

พระสารีบุตรนั้นมีปัญญาอย่างนี้ ยังพระสัมพุทธเจ้าชื่อว่าโคตมะ เพราะเป็นโคตมโคตร ผู้เป็นใหญ่ในศากยตระกูล ชื่อว่าผู้เป็นศากยะผู้ประเสริฐ ให้ทรงโปรดแล้ว คือทำความยินดีแห่งจิตด้วยวัตรปฏิบัติ ศีลและอาจาระเป็นต้น ถึงความเต็มเปี่ยมคือที่สุดแห่งสาวกญาณด้วยปัญญา จักเป็นอัครสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น.

อธิบายความในคาถานี้ว่า

พระสารีบุตรนั้นได้รับตำแหน่งอัครสาวกอย่างนี้แล้ว จักประกาศตามพระธรรมจักรคือพระสัทธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าศากยบุตรทรงประกาศแล้ว คือทรงทำให้ปรากฏแล้ว ด้วยสภาวะอันไม่หวั่นไหวในอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ คือจักทรงจำไว้ ไม่ให้พินาศ. จักยังฝนคือธรรม ได้แก่ฝนคือพระธรรมเทศนาให้ตกลง ได้แก่จักแสดง ประกาศ เปิดเผย จำแนก กระทำให้ตื้นเป็นไป.

เชื่อมความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้โคตมศากยะผู้ประเสริฐ ทรงรู้ยิ่งสิ่งทั้งหมดนั้นคือทรงรู้ด้วยญาณวิเศษ ประทับนั่งในหมู่ภิกษุ คือในท่ามกลางพระอริยบุคคล จักทรงตั้งไว้ในตำแหน่งอันเลิศ คือในตำแหน่งอันสูงอันเป็นที่อภิรมย์แห่งหมู่ของคุณความดีมีปัญญาทั้งสิ้นเป็นต้น.

ดาบสนั้นได้รับพยากรณ์อย่างนี้แล้ว ถึงความโสมนัส เมื่อจะเปล่งอุทานด้วยอำนาจปีติโสมนัส จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อโห เม สุกตํ กมฺมํ ดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น ศัพท์ว่า อโห เป็นนิบาต ลงในอรรถว่าน่าอัศจรรย์. อธิบายว่า กรรมคือโกฏฐาสแห่งบุญที่เราทำดีแล้ว คือทำด้วยดีแล้ว ได้แก่เชื่อแล้วกระทำแก่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าอโนมทัสสี ผู้เป็นศาสดาคือเป็นครู เป็นกรรมน่าอัศจรรย์ คือน่าพิศวง มีอานุภาพเป็นอจินไตย.

เชื่อมความว่า เราได้ทำอธิการคือบุญสมภารแก่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใด ถึงความเต็มเปี่ยมคือที่สุด ได้แก่ถึงพร้อมซึ่งที่สุดอันยอดเยี่ยมในที่ทั้งปวง คือในคณะแห่งคุณทั้งสิ้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นเป็นผู้น่าอัศจรรย์ คือน่าพิศวง.

บทว่า อปริเมยฺเย เป็นต้น ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงกุศลกรรมที่ทำไว้ในกาลอันล่วงพ้นการนับ ว่ามีผลคือวิบากในอัตภาพหลังสุดนี้แก่เรา. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้วด้วยผลแห่งบุญนั้น เหมือนกำลังเร็วแห่งศรอันพ้นดีแล้ว คือหลุดไปดีแล้ว ได้แก่ที่นายขมังธนูผู้ฉลาดยิงไปแล้วฉะนั้น.

ท่านพระสารีบุตรเมื่อจะประกาศความเพียรเฉพาะของตน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อสงฺขตํ ดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสงฺขตํ แปลว่า ปรุงแต่งไม่ได้.

อธิบายว่า อันปัจจัยทั้งหลายประชุมกันทำไม่ได้.

เชื่อมความว่า เรานั้นแสวงหานิพพานที่ปัจจัยปรุงแต่งไม่ได้นั้น ชื่อว่าไม่หวั่นไหว เพราะไม่มีความปฏิกูลด้วยกิเลส. ชื่อว่าบท เพราะเป็นที่ตั้งแห่งบุญสมภารที่ทำไว้แล้ว. ค้นหาคือเข้าไปพิจารณาพวกเดียรถีย์ทั้งปวงคือเจ้าลัทธิทั้งสิ้น ได้แก่บุคคลผู้ก่อให้เกิดทิฏฐิ จึงท่องเที่ยว คือวนเวียนไปในภพมีกามภพเป็นต้น.

เมื่อจะประกาศความประสงค์ของตน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ยถาปิ พฺยาธิโต โปโส ดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พฺยาธิโต เชื่อมความว่า ชายคือบุรุษถูกพยาธิเบียดเบียนจะต้องแสวงหาโอสถฉันใด เราก็ฉันนั้น เมื่อจะแสวงหาอมตบทคือนิพพานอันปรุงแต่งไม่ได้ จึงบวชเป็นฤาษี ๕๐๐ ชาติคือในอัตภาพ ๕๐๐ ชาติอันไม่ปะปนกันคือไม่ขาดสาย ติดต่อกันไป.

บทว่า กุติตฺเถ สญฺจรึ อหํ ความว่า เราท่องเที่ยวไปในท่าคือทางไปอันลามก.

ชายผู้ต้องการแก่น คือบุรุษผู้แสวงหาแก่น.

บทว่า กทลึ เฉตฺวาน ผาลเย ความว่า พึงตัดต้นกล้วยแล้วผ่าออกสองซีก.

บทว่า น ตตฺถ สารํ วินฺเทยฺย ความว่า ก็แหละครั้นผ่าออกแล้วไม่พึงประสบ คือไม่พึงได้แก่นในต้นกล้วยนั้น.

เชื่อมความว่า บุรุษนั้นเป็นผู้ว่าง คือเปล่าจากแก่น.

เชื่อมความว่า ต้นกล้วยว่างเปล่าคือเปล่าจากแก่นฉันใด พวกเดียรถีย์คือชนมากผู้มีทิฏฐิคติต่างๆ ในโลก ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เป็นผู้ว่างคือเปล่าจากพระนิพพานอันเป็นอสังขตะ.

ศัพท์ว่า เส เป็นเพียงนิบาต.

อธิบายในคาถานี้ว่า ในภพหลังสุดคือในชาติสุดท้าย เราได้เป็นเผ่าพันธุ์ของพราหมณ์ คือเกิดในตระกูลพราหมณ์.

บทว่า มหาโภคํ ฉฑฺเฑตฺวาน ความว่า เราทิ้งกองโภคทรัพย์ใหญ่เหมือนก้อนเขฬะ บวชคือปฏิบัติเป็นบรรพชิต ได้แก่เป็นผู้เว้นจากกรรมมีกสิกรรมและพาณิชกรรมเป็นต้น คือบวชเป็นดาบส. พรรณนาปฐมภาณวารจบบริบูรณ์

บทว่า อชฺฌายโก ฯเปฯ มุนึ โมเน สมาหิตํ ความว่า ญาณเรียกว่าโมนะ. ผู้ประกอบด้วยโมนะนั้น ชื่อว่ามุนี. ผู้มีจิตตั้งคือตั้งลงโดยชอบ ชื่อว่าตั้งมั่นในโมนะนั้น.

ชื่อว่านาค เพราะไม่กระทำบาปคือโทษ ได้แก่พระอัสสชิเถระ ซึ่งพระมหานาคนั้นผู้ไพโรจน์ เหมือนดอกปทุมอันแย้มบานดีแล้วฉะนั้น.

บทว่า ทิสฺวา เม ฯเปฯ ปุจฺฉิตุํ อมตํ ปทํ มีเนื้อความง่ายๆ ทั้งนั้น.

บทว่า วีถินฺตเร เชื่อมความว่า เราเข้าไป คือไปใกล้พระเถระนั้นผู้ถึงแล้วโดยลำดับ คือผู้ถึงพร้อมแล้ว ได้แก่เข้าไปแล้วในระหว่างถนนแล้วจึงถาม.

บทว่า กีทิสํ เต มหาวีร เชื่อมความว่า ข้าแต่มหาวีระผู้บรรลุพระอรหัต ในการประกาศพระธรรมจักรครั้งแรก ในระหว่างพระอรหันต์ทั้งหลายในศาสนาของบุรุษผู้มีปัญญาทรงจำได้ทั้งสิ้น ข้าแต่ท่านผู้มียศใหญ่ เพราะเป็นผู้มากด้วยบริวารอันเกิดตามมา พระพุทธเจ้าของท่านมีศาสนธรรมคือศาสนา กล่าวคือธรรมเทศนาเป็นเช่นไร.

อธิบายว่า ท่านผู้เจริญ คือท่านผู้มีหน้าอันผ่องใส ขอท่านจงบอก คือจงกล่าวคำสอนอันดีคือเจริญแก่ข้าพเจ้า.

ลำดับนั้น พระสารีบุตรเมื่อจะแสดงอาการที่ถาม จึงกล่าวคำมีอาทิว่า โส เม ปุฏฺโฐ ดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โส โยค อสฺสชิตฺเถโร. พระอัสสชิเถระอันเราถามแล้วคือกล่าวว่า คำสอนเป็นเช่นไร? จึงกล่าวถ้อยคำทั้งหมด.

เชื่อมความในตอนนี้ว่า คำสอนทั้งหมดชื่อว่าลึกซึ้ง เพราะลึกโดยอรรถ ชื่อว่าลึกซึ้ง เพราะลึกโดยเทศนา ธรรมและปฏิเวธ เป็นบทอันละเอียดคือเป็นพระนิพพาน เพราะประกาศปรมัตถสัจเป็นต้น เป็นธรรมฆ่าลูกศรคือกิเลส ได้แก่กระทำให้พินาศ เป็นเครื่องบรรเทาสังสารทุกข์ทั้งปวง คือเป็นธรรมทำความสิ้นสังสารทุกข์ทั้งปวง.

เมื่อแสดงอาการที่พระอัสสชิเถระกล่าวจึงกล่าวคำมีอาทิว่า เย ธมฺมา ดังนี้.

เชื่อมความว่า ธรรมเหล่าใดคือสภาวธรรมเหล่าใด พร้อมทั้งปัจจัย มีเหตุเป็นแดนเกิด คืออุบัติ เกิด เป็น เกิดพร้อม บังเกิด บังเกิดเฉพาะ จากเหตุ คือจากการณ์ มีอยู่ มีพร้อม ได้อยู่, พระตถาคตตรัสเหตุคือการณ์ของธรรมเหล่านั้น.

บทว่า เตสญฺจ โย นิโรโธ ได้แก่ ความดับคือสภาวะแห่งการดับอันใดแห่งธรรมอันมีเหตุเหล่านั้น

บทว่า เอวํวาที มหาสมโณ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อว่ามหาสมณะ เพราะเป็นผู้ใหญ่ด้วยบริวารคือคุณมีศีล สมาธิ ปัญญาเป็นต้น และเพราะเป็นผู้กำจัดบาปได้แล้ว มีปกติตรัสอย่างนี้ คือตรัสการสงบระงับเหตุเป็นต้นเป็นปกติ ตรัสไว้.

ครั้นฟังธรรมที่พระเถระกล่าวแล้ว แต่นั้น เมื่อจะแสดงประการที่ตนกระทำให้ประจักษ์ จึงกล่าวคำมีอาทิว่า โสหํ ดังนี้. คำนั้นง่ายทั้งนั้น.

บทว่า เอเสว ธมฺโม ยทิ ตาวเทว ความว่า แม้ถ้าว่า ไม่มียิ่งไปกว่านี้ไซร้ ก็พึงบรรลุเฉพาะเท่านี้คือเฉพาะโสดาปัตติผลนี้เท่านั้น. ก็เหมือนอย่างนั้นคือพึงบรรลุธรรมนี้แหละ. พระองค์รู้แจ้งคือแทงตลอดบทคือพระนิพพานอันไม่เศร้าโศก. บทนี้ชื่อว่าอันข้าพระองค์ทั้งหลายไม่ได้เคยพบเห็น ล่วงเลยไปหลายหมื่นกัป.

บทว่า ยฺวาหํ ธมฺมํ คเวสนฺโต ความว่า ข้าพระองค์ใด เมื่อแสวงหาคือเสาะหาธรรมคือสันติบท จึงท่องเที่ยวไป คือวนเวียนไปในท่าที่ผิด คือท่าอันน่าเกลียด ได้แก่ท่าอันควรตำหนิ.

บทว่า โส เม อตฺโถ อนุปฺปตฺโต ความว่า ประโยชน์ที่ควรแสวงหานั้น ข้าพระองค์ถึงแล้วโดยลำดับ คือถึงพร้อมแล้ว ก็บัดนี้เป็นกาลที่ข้าพระองค์ไม่ประมาท คือเป็นผู้ไม่ประมาท.

อธิบายว่า ข้าพระองค์อันพระอัสสชิเถระให้ยินดีแล้ว คือทำความโสมนัสให้แล้ว ถึงคือบรรลุบทคือนิพพานอันไม่หวั่นไหวคือไม่เคลื่อนไหว.

เมื่อแสวงหาคือไปหาสหายคือโกลิตมาณพ จึงได้ไปยังอาศรมบท.

บทว่า ทูรโตว มมํ ทิสฺวา ความว่า สหายของข้าพระองค์สำเหนียกดี เห็นข้าพระองค์มาแต่ที่ไกลจากอาศรมบท เขาเป็นผู้สมบูรณ์คือพรั่งพร้อมด้วยอิริยาบถมีการยืนและการนั่งเป็นต้น ได้กล่าวคือพูดคำที่จะกล่าวต่อไปข้างหน้านี้.

อธิบายว่า นี่แน่ะสหายผู้เจริญ ท่านเป็นผู้มีหน้าตาผ่องใส คือเป็นผู้ประกอบด้วยหน้าและตาผ่องใสคืองดงาม ได้แก่โชติช่วง. ราวกะว่าความเป็นมุนีท่านเห็นได้คือปรากฏแก่ท่าน. ท่านถึงความเป็นอย่างนี้ ได้บรรลุอมตนิพพานแล้ว ข้าพเจ้าขอถามท่านว่า ท่านได้บรรลุบทคือพระนิพพานอันไม่จุติแลหรือ.

บทว่า สุภานุรูโป อายาสิ ความว่า ท่านเป็นผู้สมควรแก่ความงามคือวรรณะอันผ่องใสมาแล้ว.

ด้วยบทว่า อาเนญฺชการิโต วิย นี้ โกลิตมาณพถามว่า นี่แน่ะท่านผู้ชื่อว่าพราหมณ์ เพราะเป็นผู้ลอยบาปแล้ว ท่านเป็นเหมือนผู้ฝึกมาแล้ว คือเหมือนได้ศึกษามาอย่างดีถึง ๓ เดือน เหมือนช้างถูกแทงด้วยหอกซัดเป็นต้นก็ไม่หวั่นไหว ผู้มีการฝึกอันฝึกแล้ว คือมีสิกขาอันได้ศึกษาแล้ว เป็นผู้เข้าไปสงบแล้วในบทคือพระนิพพาน.

อุปติสสมาณพถูกโกลิตมาณพนั้นถาม จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อมตํ มยา ดังนี้. คำนั้นมีเนื้อความง่ายทั้งนั้น.

บทว่า อปริโยสิตสงฺกปฺโป ความว่า ผู้มีความดำริยังไม่ถึงที่สุดแห่งความปรารถนาที่ปรารถนาไว้ว่า เราพึงเป็นอัครสาวกของพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งในอนาคต. เราท่องเที่ยวคือหมุนไปรอบๆ ในท่าอันผิดคือในทางที่ไม่ควรไป.

อธิบายว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ คือข้าแต่พระโคดมผู้เจริญที่สุดในโลก เพราะอาศัยคือเพราะได้บรรลุทัสสนะของพระองค์ ความดำริของข้าพระองค์คือความปรารถนาของข้าพระองค์จึงเต็มแล้ว คือบริบูรณ์แล้วด้วยการบรรลุอรหัตมรรค คือด้วยการบรรลุสาวกบารมีญาณ.

บทว่า ปฐวิยํ ปติฏฺฐาย ความว่า ต้นไม้ที่เกิดบนแผ่นดิน ย่อมบานคือแย้มบานในสมัย คือในฤดูเหมันต์. กลิ่นทิพย์คือกลิ่นหอมย่อมฟุ้งคือฟุ้งตลบไป ย่อมยังสัตว์ทั้งปวงคือยังเทวดาและมนุษย์ทั้งปวงให้ยินดี คือกระทำให้ประกอบด้วยโสมนัสฉันใด.

ในบทว่า ตเถวาหํ มหาวีร เชื่อมความว่า ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรใหญ่ คือผู้มีพระโอรสในศากยตระกูลเป็นมหาบริวาร ข้าพระองค์ตั้งอยู่เฉพาะแล้วในศาสนาของพระองค์ จึงหาคือแสวงหาสมัยคือกาลเพื่อจะบาน คือเพื่อแย้มบานด้วยอรหัตมรรคญาณฉันนั้นเหมือนกัน.

บทว่า วิมุตฺติปุปฺผํ ความว่า ชื่อว่าวิมุตติ เพราะพ้นหรือหลุดพ้น. หาอยู่ คือแสวงหาดอกไม้ กล่าวคืออรหัตผลวิมุตติอันเป็นที่พ้นจากภพสงสารนั้น คือการท่องเที่ยว คือการไปในภพมีกามภพเป็นต้น ชื่อว่าภวสังสาระ. การพ้นจากภวสังสาระนั้น ชื่อว่าภวสังสารโมจนะ.

บทว่า วิมุตฺติปุปฺผลาเภน ความว่า ชื่อว่าวิมุตติ เพราะหลุดพ้น.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าวิมุตติ เพราะเป็นเครื่องหลุดพ้นแห่งบุคคลผู้มีบุญสมภารอันทำไว้แล้วคืออัครผล ได้แก่พระอรหัตผล.

ชื่อว่า ปุปฺผํ ดอกไม้ เพราะเป็นเครื่องบานคือแย้มบานแห่งเวไนย.

ดอกไม้คือวิมุตติ ชื่อว่าวิมุตติปุปผะ, การได้ชื่อว่าลาภะ, การได้ดอกไม้คือวิมุตติ ชื่อว่าวิมุตติปุปผลาภะ, ข้าพระองค์ยังสัตว์ทั้งปวงคือเหล่าสรรพสัตว์ให้ยินดี คือให้ถึงความโสมนัสด้วยการได้ดอกไม้คือวิมุตติ ได้แก่ด้วยการบรรลุนั้น.

ในบทว่า ยาวตา พุทฺธเขตฺตมฺหิ ดังนี้เป็นต้น เชื่อมความว่า

ข้าแต่พระองค์มีจักษุคือมีจักษุด้วยจักษุ ๕. อาณาคืออานุภาพแห่งพระปริตรมีรัตนสูตรเป็นต้น ย่อมเป็นไปในที่ประมาณเท่าใดในพุทธเขตกล่าวคือในที่แสนโกฏิจักรวาลมีประมาณเท่านั้น เว้นพระมหามุนีคือเว้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บรรดาสัตว์ทั้งหลายที่เหลือ ใครๆ อื่นผู้จะเหมือนคือเสมอด้วยปัญญาแห่งบุตรของพระองค์ คือข้าพระองค์ผู้เป็นบุตรของพระองค์ย่อมไม่มี.

คำที่เหลือง่ายทั้งนั้น.

บทว่า ปฏิปนฺนา เป็นต้น ความว่า พระอริยภิกษุทั้ง ๘ เหล่านี้คือท่านผู้พรั่งพร้อมด้วยมรรค ๔ ท่านผู้ตั้งอยู่ในผลคือตั้งอยู่ในอรหัตผล และพระเสขะผู้พรั่งพร้อมด้วยผล คือท่านผู้ประกอบด้วยผลทั้ง ๓ เบื้องต่ำ หวังคือแสวงหาประโยชน์อันสูงสุดคือพระนิพพาน แวดล้อมพระองค์ผู้มีปัญญา คือเสวนา คบหา เข้าไปนั่งใกล้อยู่ทุกเมื่อ คือตลอดกาลทั้งปวง.

เป็นผู้ฉลาด คือเฉลียวฉลาดในสติปัฏฐาน ๔ กล่าวคือ กายานุปัสสนา เวทนานุปัสสนา จิตตานุปัสสนาและธัมมานุปัสสนา ยินดีติดแน่นในการอบรมคือการเจริญโพชฌงค์ทั้ง ๗ มีสติสัมโพชฌงค์เป็นต้น.

พระองค์ย่อมงดงามเหมือนอุฬุราชา คือเหมือนราชาแห่งดาวคือพระจันทร์.

ชื่อว่า ธรณี เพราะทรงต้นไม้ ภูเขา รัตนะและสัตว์เป็นต้น, ต้นไม้ทั้งหลาย ชื่อว่า ธรณีรุหา เพราะงอกขึ้นคือเกิด และเจริญบนธรณี. ต้นไม้ทั้งหลายตั้งอยู่บนปฐพี ย่อมงอกและย่อมเจริญ คือย่อมถึงความเจริญงอกงาม ชื่อว่าย่อมถึงความไพบูลย์ คือความบริบูรณ์,ต้นไม้เหล่านั้นย่อมแสดงผล คือย่อมทรงผลโดยลำดับ.

เมื่อจะสรรเสริญเฉพาะพระผู้มีพระภาคเจ้าแม้อีก จึงกล่าวคำมีอาทิว่า สินฺธุ สรสฺสตี ดังนี้.

พึงทราบวินิจฉัยในคำนั้นต่อไป.

แม่น้ำชื่อว่าสินธุวาทิ แม่น้ำชื่อว่าสรัสสดี แม่น้ำชื่อว่านันทิยะ แม่น้ำชื่อว่าจันทภาคา แม่น้ำชื่อว่าคงคา แม่น้ำชื่อว่ายมุนา แม่น้ำชื่อว่าสรภู และแม่น้ำชื่อว่ามหี. สาครเท่านั้นคือมหาสมุทรเท่านั้นย่อมรับคือรับเอา ได้แก่ทรงไว้ซึ่งแม่น้ำเหล่านี้ซึ่งไหลไปคือกำลังไปอยู่. ในกาลนั้น แม่น้ำทั้งหมดเหล่านี้ย่อมละคือทิ้งชื่อเดิม ได้แก่ชื่อและบัญญัติโวหารเดิมมีแม่น้ำสินธุวาทิเป็นต้น ย่อมรู้คือย่อมปรากฏชื่อว่าสาครเท่านั้นฉันใด.

วรรณะทั้ง ๔ เหล่านี้คือตระกูลทั้ง ๔ คือกษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์และศูทร ก็ฉันนั้นเหมือนกัน พากันบวชในสำนักของพระองค์ คือในสำนักได้แก่ในที่ใกล้พระองค์ ทรงบาตรและผ้ากาสายจีวรบำเรออยู่ ย่อมละคือย่อมสละชื่อเดิมคือบัญญัติ โวหารอันมีชื่อว่ากษัตริย์เป็นต้น พึงรู้กันคือเป็นผู้ปรากฏว่าพุทธบุตร คือว่าพุทธโอรส.

พระจันทร์คือดวงจันทร์ชื่อว่าปราศจากมลทิน คือมีมลทินไปปราศแล้ว ได้แก่ไม่มีมลทิน เพราะปราศจากเครื่องเศร้าหมอง ๕ ประการ คือหมอก น้ำค้าง ธุลี ควันและราหู โคจรไปอยู่ในอากาศธาตุคือท้องฟ้า ย่ำยีหมู่ดาวทั้งหมดด้วยรัศมี ไพโรจน์คือสว่างจ้าอยู่ในโลกฉันใด พระองค์ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ฯลฯ.

บัวขาวและบัวเผื่อนเกิดในน้ำ คือเจริญในน้ำมีมากมาย คือล่วงพ้นการนับ ไม่เปื้อนคือไม่ติดด้วยน้ำ เปือกตมและโคลน ฉันใด สัตว์เป็นอันมากคือสัตว์ไม่มีประมาณก็ฉันนั้นเหมือนกัน เกิดคือเจริญอยู่ในโลก อันราคะและโทสะเบียดเบียนคือผูกพันไว้ ย่อมงอกงาม เหมือนโกมุทงอกงามคือเกิดในเปือกตมฉะนั้น. ปทุม ชื่อว่า เกสรี.

บทว่า รมฺมเก มาเส ได้แก่ ในเดือน ๑๒ เพราะท่านกล่าวไว้ว่า ในวันเพ็ญแห่งเดือนทั้ง ๔ อันเป็นที่บานแห่งดอกโกมุท.

เชื่อมความว่า ดอกไม้เป็นอันมากเกิดในน้ำ ได้แก่ดอกปทุมเป็นต้นย่อมบานคือแย้มขยาย ดอกไม้ที่เกิดในน้ำย่อมล่วงเลยเดือนนั้นคือเดือน ๑๒ นั้นไปไม่ได้.

บทว่า สมโย ปุปฺผนาย โส ความว่า เดือน ๑๒ นั้นเป็นสมัยคือเวลาแห่งการบาน คือแย้มบาน. ดอกไม้ทั้งหลายย่อมบานฉันใด ข้าแต่พระศากยบุตร พระองค์ทรงเป็นผู้บานคือแย้มบานแล้วฉันนั้นเหมือนกัน.

บทว่า ปุปฺผิโต เต วิมุตฺติยา ความว่า ภิกษุทั้งหลายผู้เป็นศิษย์ของพระองค์ กระทำบุญสมภารไว้แล้ว เป็นผู้บานแล้วคือเป็นผู้แย้มบานแล้วด้วยวิมุตติ คือด้วยญาณในอรหัตผล.

อธิบายว่า ปทุมที่เกิดในน้ำย่อมไม่ล่วงพ้นเวลาที่บานฉันใด สัตว์เหล่านั้นย่อมไม่ล่วงเลย คือไม่ล่วงพ้นคำสอนคือโอวาทานุสาสนีของพระองค์ฉันนั้น.

บทว่า ยถาปิ เสโล หิมวา ได้แก่ ภูเขาล้วนแล้วด้วยหินชื่อว่าหิมวันต์.

ภูเขาหิมวันต์นั้นมีโอสถ คือมีโอสถสำหรับสัตว์ทั้งปวง คือสำหรับสัตว์ผู้ป่วยไข้ทั้งหมด เป็นที่อยู่คือเป็นบ้านเรือนของเหล่านาค อสูรและเทวดาทั้งปวงฉันใด ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า พระองค์ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ทรงเป็นประดุจโอสถ เพราะทรงปลดเปลื้องสัตว์ทั้งปวงให้พ้นจากชรา พยาธิและมรณะเป็นต้น.

เชื่อมความว่า ภูเขาหิมวันต์นั้นเป็นที่อยู่ของพวกนาคเป็นต้นฉันใด สัตว์ทั้งหลายผู้ถึงคือผู้บรรลุความเต็มเปี่ยม คือที่สุดแห่งวิชชา ๓ อภิญญา ๖ และอิทธิฤทธิ์ ก็ย่อมอาศัยพระองค์อยู่ ฉันนั้น.

นัยที่คาถาทั้งหลายเนื่องสัมพันธ์กันด้วยอุปมาและอุปไมย ในหนหลังหรือในเบื้องหน้า บัณฑิตพึงเข้าใจได้ดีทีเดียว.

ในคำว่า อาสยานุสยํ ญตฺวา นี้ อัธยาศัยคือจริยา ชื่อว่าอาสยะ, กิเลสอย่างแรงกล้า ชื่อว่าอนุสยะ.

อธิบายว่า ทรงทราบอัธยาศัยและอนุสัยคือความเป็นของกิเลส โดยนัยมีอาทิว่า ผู้นี้เป็นราคจริต ผู้นี้เป็นโทสจริต ผู้นี้เป็นโมหจริต.

บทว่า อินฺทฺริยานํ พลาพลํ ความว่า ทรงรู้อินทรีย์ ๕ มีสัทธินทรีย์เป็นต้นมีกำลังและไม่มีกำลังอย่างนี้ว่า มีอินทรีย์แก่กล้า มีอินทรีย์อ่อน มีอาการดี มีอาการไม่ดี ให้รู้ได้ง่าย ให้รู้ได้ยาก.

บทว่า ภพฺพาภพฺเพ วิทิตฺวาน ความว่า ข้าแต่พระสัพพัญญูผู้เจริญ พระองค์ทรงรู้แจ้งคือทรงทำให้ประจักษ์ว่า บุคคลนี้ควรคือสามารถ บุคคลนี้ไม่ควรเพื่อรู้แจ้งธรรมที่เราแสดงแล้ว จึงทรงบันลือ คือทรงกระทำจักรวาลทั้งสิ้นให้มีการบันลือเป็นอย่างเดียวกัน ด้วยการบันลืออันไม่หวาดกลัว ด้วยการบันลือดุจสีหะในการแสดงธรรม เหมือนมหาเมฆอันตั้งขึ้นในทวีปทั้ง ๔ บันลืออยู่ฉะนั้น.

บทว่า จกฺกวาฬปริยนฺตา ความว่า บริษัทพึงนั่งเต็มห้องจักรวาลโดยรอบ.

พวกเขานั่งอยู่อย่างนั้นมีทิฏฐิต่างๆ กัน คือมีการถือทัสสนะมิใช่น้อย กล่าวต่างๆ กัน เกิดแคลงใจ วิวาทกันอยู่ เพื่อจะตัดความสงสัย คือเพื่อต้องการจะตัดความรู้ผิดของพวกเขา พระองค์ผู้เป็นมุนีทรงฉลาดในข้ออุปมา คือทรงมีความชำนาญในอุปมาอุปไมย ทรงทราบจิตคือทรงทราบการเที่ยวไปแห่งจิตของสัตว์ทั้งปวง ตรัสปัญหาเดียวเท่านั้นก็ตัดความเคลือบแคลงสงสัยของสัตว์ทั้งหลายผู้นั่งอยู่ในห้องแห่งจักรวาลทั้งสิ้นเสียได้ คือทรงกระทำให้หมดความสงสัย โดยการตรัสปัญหาเดียวเท่านั้น.

บทว่า อุปทิสสทิเสเหว นี้ มีวิเคราะห์ดังต่อไปนี้.

ชื่อว่าอุปทิสะ เพราะเขาเห็นกัน คือเป็นของปรากฏอยู่บนน้ำ ได้แก่พวกจอกแหน. ผู้เช่นกับพวกจอกแหน ชื่อว่าอุปทิสสทิสา ได้แก่พวกมนุษย์.

เหมือนอย่างว่า อุปทิสะ คือจอกแหนทั้งหลายทำน้ำไม่ให้ปรากฏ แผ่ตั้งอยู่บนน้ำนั้นฉันใด พสุธาคือแผ่นดินก็ฉันนั้น พึงเต็มด้วยพวกมนุษย์ผู้เช่นกับจอกแหนนั้นนั่นแหละผู้ยืนแผ่ติดๆ กันไป.

มนุษย์ทั้งหมดนั้นยืนเต็มปฐพี ประนมอัญชลีคือประคองอัญชลีไว้บนศีรษะ พึงประกาศคุณพระโลกนายก คือพึงกล่าวคุณของพระพุทธเจ้าผู้โลกนายก.

หรือว่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหมดนั้นประกาศอยู่ คือแม้จะกล่าวพระคุณอยู่ตลอดกัปคือตลอดกัปทั้งสิ้น ก็จะพึงประกาศด้วยพระคุณต่างๆ คือด้วยพระคุณมีประการต่างๆ แม้ถึงอย่างนั้น เทวดาและมนุษย์ทั้งหมดนั้นก็จะไม่พึงถึงคือจะไม่ถึงพร้อม คือจะไม่อาจเพื่อจะนับประมาณ คือเพื่อจะกล่าวประมาณพระคุณได้.

พระตถาคตสัมมาสัมพุทธเจ้าประมาณไม่ได้ คือมีพระคุณล้นเหลือ จนนับประมาณไม่ได้. ท่านแสดงความเป็นผู้มีพระคุณยิ่งใหญ่ด้วยคำว่า อปฺปเมยฺโย นี้.

อธิบายในคาถานี้ว่า

พระพุทธเจ้าผู้ทรงชนะแล้วคือผู้ทรงชนะกิเลส เป็นผู้อันเราประกาศคือชมเชยแล้วด้วยเรี่ยวแรงของตน คือด้วยกำลังของตน โดยอุปมาอุปไมยในหนหลังฉันใด เทวดาและมนุษย์ทั้งปวงประกาศอยู่โกฏิกัปก็ดี ร้อยโกฏิกัปก็ดี ก็จะพึงประกาศคือพึงกล่าวฉันนั้นเหมือนกัน.

เพื่อจะแสดงพระคุณทั้งหลายหาประมาณมิได้ซ้ำอีก จึงกล่าวคำมีอาทิว่า สเจ หิ โกจิ เทโว วา ดังนี้.

บทว่า ปูริตํ ปริกฑฺเฒยฺย ความว่า บุคคลใดจะพึงชักน้ำอันเต็มในมหาสมุทรรอบทุกด้าน บุคคลนั้นพึงได้ คือพึงถึงความคับแค้นคือความทุกข์เท่านั้น.

บทว่า วตฺเตมิ ชินสาสนํ ความว่า เราย่อมประพฤติปฏิบัติ คือรักษาพระไตรปิฎกทั้งสิ้นอันพระชินเจ้าตรัสแล้ว.

บทว่า ธมฺมเสนาปติ ความว่า ชื่อว่าเป็นธรรมเสนาบดี เพราะเป็นใหญ่ คือเป็นประธานในบริษัทกล่าวคือบริษัท ๔ ของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยธรรม คือด้วยปัญญา.

อธิบายว่า ในศาสนาของพระศากยบุตรคือของพระผู้มีพระภาคเจ้า เราจะรักษาพระพุทธศาสนาทั้งสิ้นในวันนี้ คือในกาลที่กำลังเป็นไปอยู่นี้ เหมือนเชษฐโอรสของพระเจ้าจักรพรรดิฉะนั้น.

เมื่อจะแสดงความหมุนเวียนไปในสงสารของตน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า โย โกจิ มนุโช ภารํ ดังนี้.

เชื่อมความในคำนี้ว่า

มนุษย์คนใดคนหนึ่งพึงวางภาระ คือภาระบนศีรษะไว้บนกระหม่อมคือบนศีรษะแล้วทูนไว้ คือพึงนำไป มนุษย์นั้นพึงมีความลำบากเพราะภาระนั้น คือพึงเป็นผู้ถูกภาระนั้นเบียดเบียน ครอบงำอยู่ทุกเมื่อ คือตลอดกาล. ภาระได้แก่ภาระที่แบก เราแบกไว้แล้ว คือแบกไว้มากยิ่งนัก. เราถูกไฟ ๓ กองกล่าวคือไฟคือราคะ ไฟคือโทสะ ไฟคือโมหะ เผาอยู่อย่างนั้น คือโดยประการนั้น แบกคือเป็นทุกข์ด้วยภาระคือภพ ได้แก่ภาระคือการเข้าถึงภพสงสาร เหมือนถอนภูเขาคือเหมือนถอนคือยกเขามหาเมรุบรรพตขึ้นวางไว้บนศีรษะ ท่องเที่ยวคือหมุนไปรอบๆ ในภพทั้งหลาย.

บทว่า โอโรปิโต จ เม ภาโร ความว่า บัดนี้ เราปลงคือวางภาระคือภพนั้น.

บทว่า ภวา อุคฺฆาฏิตา มยา ความว่า ภพใหม่ทุกภพเรากำจัดแล้ว.

กรณียะคือกรรมในการกำจัดกิเลสโดยลำดับ มรรคที่จะต้องกระทำอันใดมีอยู่ในศาสนาของพระศากยบุตร คือพระผู้มีพระภาคเจ้า กรณียะทั้งหมดนั้นเราทำเสร็จแล้ว.

เมื่อจะแสดงความวิเศษของตนอีก จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ยาวตา พุทฺธเขตฺตมฺหิ ดังนี้.

ในคำนั้น ท่านแสดงว่า ในพุทธเขตกล่าวคือหมื่นจักรวาลมีกำหนดเพียงใดคือมีประมาณเท่าใด เว้นพระศากยะผู้ประเสริฐ คือพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญที่สุดในศากยตระกูล บรรดาสัตว์ที่เหลือทั้งหลาย สัตว์แม้ไรๆ ผู้เสมอเราด้วยปัญญาย่อมไม่มี. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เราเป็นผู้เลิศด้วยปัญญา ไม่มีใครเหมือนเราดังนี้.

เมื่อจะแสดงอานุภาพของตนอีก จึงกล่าวคำ สมาธิมฺหิ ดังนี้เป็นต้น. คำนั้นเข้าใจได้ง่ายทั้งนั้น.

บทว่า ฌานวิโมกฺขานขิปฺปปฏิลาภี ความว่า เป็นผู้พลันได้ฌานมีปฐมฌานเป็นต้นและวิโมกข์อันเป็นโลกุตระ ๘ อันถึงการนับว่าวิโมกข์ เพราะพ้นจากโลก ชื่อว่าย่อมบรรลุได้เร็ว.

เมื่อจะประกาศความที่ตนแม้มีอานุภาพมากอย่างนั้น ก็เป็นผู้มีความนับถือมาก ด้วยความเคารพในเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อุทฺธตวิโสว ดังนี้.

ในคำนั้นมีอธิบายดังต่อไปนี้

บัดนี้ เราเป็นผู้มีความหยิ่งด้วยมานะอันวางลงแล้ว คือเป็นผู้มีความหยิ่งด้วยมานะ มีความเมาเพราะโคตรเป็นต้นอันทิ้งเสียแล้ว เหมือนงูถูกถอนพิษเสียแล้ว คือมีพิษกล้าอันเพิกทิ้งแล้ว (และ) เหมือนโคเขาขาดคือถูกตัดเขาเสียแล้ว ย่อมเข้าไปคือเข้าถึงคณะคือสำนักสงฆ์ด้วยความเคารพหนัก คือด้วยความนับถือมากด้วยความเต็มใจ.

บัดนี้ เมื่อจะประกาศความใหญ่แห่งปัญญาของตน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ยทิรูปินี ดังนี้.

อธิบายว่า ปัญญาใหญ่ของเราเห็นปานนี้เป็นของไม่มีรูปร่าง ถ้าจะพึงมีรูปร่าง ในกาลนั้น ปัญญาของเราก็จะสมคือจะเสมอกับพระเจ้าแผ่นดิน คือพระราชาผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน.

ครั้นแสดงความเป็นใหญ่แห่งปัญญาของตนอย่างนี้แล้ว แต่นั้นได้ระลึกถึงบุพกรรมด้วยบุพเพนิวาสานุสสติญาณ จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อโนมทสฺสิสฺส ดังนี้.

ในคำนั้นมีอธิบายว่า ความเป็นใหญ่แห่งปัญญาของเรานี้ เป็นผลแห่งการสรรเสริญญาณอันเรากระทำแล้วแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าอโนมทัสสี.

ก็ จักกศัพท์ในคำว่า ปวตฺติตํ ธมฺมจกฺกํ นี้ ย่อมเป็นไปในอรรถว่าพาหนะ เช่นในประโยคมีอาทิว่า จตุจกฺกยานํ ยานมีล้อ ๔ ล้อ.

เป็นไปในอรรถว่าเทศนา เช่นในประโยคว่า ปวตฺติเต จ ปน ภควตา ธมฺมจกฺเก ก็แหละ เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศจักรคือธรรม.

เป็นไปในอรรถว่าบุญกิริยาวัตถุ คือทานมัย เช่นในประโยคมีอาทิว่า จงยังจักรคือทานให้เป็นไปแก่สัตว์ทั้งปวง.

เป็นไปในอรรถว่าอิริยาบถ เช่นในประโยคมีอาทิว่า ย่อมยังจักรคืออิริยาบถให้เป็นไปตลอดวันและคืน.

เป็นไปในอรรถว่าจักรกรด เช่นในประโยคมีอาทิว่า จักรย่อมหมุนอยู่บนกระหม่อมของคนผู้ถูกความอยากครอบงำ.

เป็นไปในอรรถว่าจักรรัตนะ เช่นในประโยคมีอาทิว่า พระเจ้าจักรพรรดิทรงเป็นไปด้วยอานุภาพแห่งจักร.

ก็ในที่นี้ จักกศัพท์นี้ย่อมเป็นไปในเทศนา.

เชื่อมความว่า

เราประกาศตาม คือประกาศไปตามได้โดยชอบคือโดยไม่ผิดแผก ได้แก่แสดงคือกระทำการแสดงพระธรรมจักร กล่าวคือพระไตรปิฎกอันพระศากยบุตรคือพระโคดมสัมพุทธเจ้าผู้คงที่ คือผู้ประกอบด้วยตาทิคุณ ทรงประกาศคือทรงแสดงไว้แล้ว. การประกาศตามคือการแสดงภพไปตามพระธรรมจักรที่ทรงแสดงแล้วนี้ เป็นผลของการสรรเสริญพระญาณที่เรากระทำแล้วแก่พระพุทธเจ้าองค์ก่อน.

แต่นั้น เมื่อจะแสดงผลแห่งบุญมีสัปปุริสูปนิสสยะและโยนิโสมนสิการะเป็นต้น จึงกล่าวคำมีอาทิว่า มา เม กทาจิ ปาปิจฺโฉ ดังนี้.

ในคำนั้นเชื่อมความว่า

บุคคลผู้มีความปรารถนาลามกคือผู้ประกอบด้วยความอยากอันลามก ได้แก่มีปกติประพฤติลามก ผู้เกียจคร้านในการกระทำวัตรปฏิบัติ ในการยืนและการนั่งเป็นต้น ผู้มีความเพียรเลวในการเจริญฌาน สมาธิและมรรคเป็นต้น ชื่อว่าผู้มีสุตะน้อย เพราะเว้นจากคันถธุระและวิปัสสนาธุระ และชื่อว่าผู้ไม่มีอาจาระ เพราะเว้นจากอาจาระในอาจารย์และอุปัชฌาย์เป็นต้น จงอย่าได้มาร่วมคือสมาคมกับเราในที่ไหนๆ ในกาลไรๆ เลย.

บทว่า พหุสฺสุโต ได้แก่ บุคคลผู้เป็นพหูสูต ๒ อย่างด้วยอำนาจปริยัติและปฏิเวธ.

บทว่า เมธาวี ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยเมธาคือปัญญา.

บทว่า สีเลสุ สุสมาหิโต ความว่า ตั้งมั่นแล้ว คือมีจิตตั้งมั่นแล้วในปาริสุทธิศีล ๔ ศีลอันสัมปยุตด้วยมรรค และอุโบสถศีลมีองค์ ๘ เป็นต้น.

บทว่า เจโตสมถานุยุตฺโต ได้แก่ บุคคลผู้ประกอบเอกีภาพแห่งจิต. อธิบายว่า บุคคลเห็นปานนี้จงตั้งอยู่บนกระหม่อมโดยแท้ คือจงตั้งอยู่แม้บนศีรษะอันเป็นกระหม่อมของเรา.

พระสารีบุตรเถระครั้นกล่าวผลานิสงส์ที่ตนได้แล้ว เมื่อจะชักชวนคนอื่นในข้อนั้น จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ตํ โว วทามิ ภทฺทนฺเต ดังนี้. คำนั้นเข้าใจดีแล้วทั้งนั้น.

บทว่า ยมหํ ความว่า พระอัสสชิเถระใด เราเห็นครั้งแรกคือเบื้องต้น ได้เป็นผู้ปราศจากมลทิน คือเว้นจากมลทินเพราะละกิเลสทั้งหลายมีสักกายทิฏฐิเป็นต้น โดยการได้โสดาปัตติมรรค พระอัสสชิเถระนั้นเป็นอาจารย์เรา คือเป็นผู้ให้สำเหนียกโลกุตรธรรม. เราได้เป็นธรรมเสนาบดีในวันนี้ เพราะการได้ฟัง คือเพราะการพร่ำสอนของพระอัสสชิเถระนั้น. เราถึงความเต็มเปี่ยมคือถึงที่สุดในที่ทั้งปวง คือในคุณทั้งปวงเป็นผู้ไม่มีอาสวะคือไม่มีกิเลสอยู่.

เมื่อจะแสดงความมีความเคารพในอาจารย์ของตน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า โย เม อาจริโย ดังนี้.

เชื่อมความว่า พระเถระใดชื่อว่าอัสสชิผู้เป็นสาวกของพระศาสดา ได้เป็นอาจารย์ของเรา พระเถระนั้นย่อมอยู่ในทิศใดคือในทิศาภาคใด เราทำทิศาภาคนั้นไว้เหนือศีรษะเรา คือเหนือส่วนเบื้องบนแห่งศีรษะ.

แต่นั้น เมื่อจะแสดงถึงความที่ตนเป็นผู้ได้ฐานันดร จึงกล่าวคำมีอาทิว่า มม กมฺมํ ดังนี้.

เชื่อมความว่า พระโคดมคือพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นศากยะผู้ประเสริฐ คือผู้เป็นเกตุของศากยตระกูล ทรงระลึกคือทรงทราบกรรมที่ทำไว้ในกาลก่อนของเราด้วยพระสัพพัญญุตญาณ ประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ทรงตั้งเราไว้ในตำแหน่งอันเลิศ คือตำแหน่งพระอัครสาวก.

ปฏิสัมภิทา ๔ เหล่านี้ คืออรรถปฏิสัมภิทา ธรรมปฏิสัมภิทา นิรุตติปฏิสัมภิทา ปฏิภาณปฏิสัมภิทา และความแตกต่างแห่งปฏิสัมภิทาเหล่านั้น ท่านกล่าวไว้แล้วในปฏิสัมภิทามรรค วิโมกข์ ๘ ว่าด้วยมรรค ๔ และผล ๔ หรือว่าด้วยรูปฌานและอรูปฌาน ได้แก่ธรรมเครื่องหลุดพ้นจากสงสาร และอภิญญา ๖ มีอิทธิวิธะการแสดงฤทธิ์ได้ต่างๆ เป็นต้น เรากระทำให้แจ้งแล้วคือกระทำให้ประจักษ์แล้ว.

บทว่า ตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ความว่า การพร่ำสอนได้แก่คำสั่งสอน กล่าวคือโอวาทของพระพุทธเจ้า เราทำเสร็จแล้วคือให้สำเร็จแล้วด้วยอรหัตมรรคญาณ.

ศัพท์ว่า อิตฺถํ ในคำว่า อิตฺถํ สุทํ นี้ เป็นนิบาตใช้ในอรรถว่าชี้แจง. อธิบายว่า โดยประการนี้. ด้วยคำนั้น ท่านบ่งถึงอปทานของพระสารีบุตรทั้งสิ้น.

ศัพท์ว่า สุทํ เป็นนิบาตใช้ในอรรถว่าทำบทให้เต็ม.

บทว่า อายสฺมา เป็นคำเรียกด้วยความเคารพหนัก.

บทว่า สาริปุตฺโต ได้แก่ พระเถระที่เขาตั้งชื่อตามนามของมารดา.

บทว่า อิมา คาถาโย ความว่า ได้ภาษิต คือกล่าวคาถาว่าด้วยอปทานของพระสารีบุตรเถระทั้งมวลเหล่านี้.

อิติ ศัพท์ เป็นนิบาตลงในอรรถว่าจบบริบูรณ์. อธิบายว่า อปทานของพระสารีบุตรทั้งมวลจบแล้ว. จบพรรณนาสารีปุตตเถราปทาน -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา