๕. ภิสทายกเถราปทาน (๖๕)
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ปญฺจมํ ภิสทายกตฺเถราปทานํ (๖๕)
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ ภิสทายกเถราปทานที่ ๕ (๖๕) ว่าด้วยผลแห่งการถวายเหง้ามันและรากบัว
|๖๗.๒๙| เวสฺสภู นาม นาเมน อิสีนํ ตติโย อหุ กานนํ วนโมคฺคยฺห วิหาสิ ปุริสุตฺตโม ฯ |๖๗.๓๐| ภิสมูฬาลํ คณฺหิตฺวา อคมึ พุทฺธสนฺติเก ตญฺจ พุทฺธสฺส อทาสึ ปสนฺโน เสหิ ปาณิหิ ฯ |๖๗.๓๑| กเรน จ ปรามฏฺโฐ เวสฺสภู วรพุทฺธินา สุขาหํ นาภิชานามิ สมนฺเตน กุตุตฺตรึ ฯ |๖๗.๓๒| จริโม วตฺตเต มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ |๖๗.๓๓| เอกตฺตึเส อิโต กปฺเป ยํ กมฺมมกรึ ตทา ทุคฺคตึ นาภิชานามิ ภิสทานสฺสิทํ ผลํ ฯ |๖๗.๓๔| สโมธานา จ ราชาโน โสฬส มนุชาธิปา กปฺปมฺหิ เตรเส อาสุํ จกฺกวตฺตี มหพฺพลา ฯ |๖๗.๓๕| ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา ภิสทายโก เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ ภิสทายกตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ
พระผู้มีพระภาคมีพระนามชื่อว่าเวสสภู เป็นองค์ที่ ๓ แห่งพระผู้มีพระภาค ผู้เป็นฤาษีทั้งหลาย พระองค์ผู้เป็นอุดมบุรุษเสด็จเข้าป่าชัฏแล้วประทับอยู่ เราได้ถือเอาเหง้ามันและรากบัวไปในสำนักพระพุทธเจ้า และเรามีจิตเลื่อม ใส ได้ถวายเหง้ามันและรากบัวนั้น แด่พระพุทธเจ้าด้วยมือทั้งสองของตน ก็ทานที่เราถวายนั้น พระผู้มีพระภาคพระนามว่าเวสสภู ผู้มีพระปัญญาอัน ประเสริฐ ทรงลูบคลำด้วยพระหัตถ์ เราไม่รู้สึกว่าจะมีความสุขอันเสมอ ด้วยสุขนั้น ที่ไหนจะมีความสุขยิ่งไปกว่านั้น อัตภาพที่สุดย่อมเป็นไป แก่เรา เราถอนภพขึ้นได้หมดแล้ว ตัดเครื่องผูกขาดดังช้างทำลายปลอก แล้ว ไม่มีอาสวะอยู่ ในกัลปที่ ๓๑ แต่กัลปนี้ เราได้ทำกรรมใดในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายเหง้ามันและราก บัว ในกัลปที่ ๑๓ แต่กัลปนี้ ได้มีพระเจ้าจักรพรรดิรวม ๑๖ พระองค์ เป็นใหญ่กว่ามนุษย์ มีพลมาก คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระภิสทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. จบ ภิสทายกเถราปทาน
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๕. ภิสทายกเถราปทาน ประวัติในอดีตชาติของพระภิสทายกเถระ (พระภิสทายกเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)
พระผู้มีพระภาคพระนามว่าเวสสภู เป็นองค์ที่ ๓ แห่งพระผู้มีพระภาคผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ พระองค์เป็นผู้สูงสุดแห่งบุรุษ เสด็จเข้าป่าดงทึบ แล้วประทับอยู่
ข้าพเจ้าได้ถือเหง้าบัวและรากบัวไปในสำนักของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าเลื่อมใสแล้วได้ถวายเหง้าบัวและรากบัวนั้น แด่พระพุทธเจ้า ด้วยมือของตน
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๒๐๖}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๗. สกจิตตนิยวรรค] ๖. สุจินติตเถราปทาน
พระผู้มีพระภาคพระนามว่าเวสสภู ผู้มีปัญญาประเสริฐ ทรงแตะเหง้าบัวและรากบัวด้วยพระหัตถ์ ข้าพเจ้าไม่รู้จักความสุขที่เสมอด้วยความสุขนั้น และความสุขที่ยิ่งไปกว่าความสุขนั้น แต่ที่ไหนเลย
อัตภาพสุดท้ายของข้าพเจ้ากำลังเป็นไปอยู่ ภพทั้งปวงข้าพเจ้าถอนได้แล้ว ข้าพเจ้าตัดกิเลสเครื่องผูกพันได้แล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ ดุจพญาช้างตัดเครื่องพันธนาการได้แล้วอยู่อย่างอิสระ
ในกัปที่ ๓๑ นับจากกัปนี้ไป ข้าพเจ้าได้ทำกรรมไว้ในครั้งนั้น จึงไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายเหง้าบัวและรากบัว
ในกัปที่ ๑๓ (นับจากกัปนี้ไป) ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๑๖ ชาติ เป็นใหญ่ในหมู่มนุษย์ มีพลานุภาพมาก
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าได้ทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล ได้ทราบว่า ท่านพระภิสทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้ภิสทายกเถราปทานที่ ๕ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๖๕. อรรถกถาภิสทายกเถราปทาน
อปทานของท่านพระภิสทายกเถระมีคำเริ่มต้นว่า เวสฺสภู นาม นาเมน ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ได้บำเพ็ญบุญสมภารไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าเวสสภู บังเกิดในกำเนิดช้างในป่าหิมวันต์ อยู่อาศัย ณ ที่นั้น.
สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าเวสสภู ทรงประสงค์วิเวก จึงเสด็จไปหิมวันตประเทศ. ช้างเชือกประเสริฐนั้นเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นแล้ว มีใจเลื่อมใส ถือเหง้ามันถวายพระผู้มีพระภาคเจ้าให้เสวย.
ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านจุติจากกำเนิดช้างนั้นแล้ว เกิดในเทวโลกเสวยกามาวจรสมบัติ ๖ ชั้นในเทวโลกนั้น แล้วมาสู่ความเป็นมนุษย์ เสวยสมบัติมีจักรพรรดิสมบัติเป็นต้น.
ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในตระกูลหนึ่งซึ่งมีโภคะมาก เลื่อมใสในพระศาสดา ด้วยกำลังแห่งวาสนา ในกาลก่อนบวชแล้วไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์.
ท่านได้ปรากฏนามตามกุศลที่ตนบำเพ็ญไว้ในกาลก่อนว่า ภิสทายกเถระ ดังนี้.
ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตน เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า เวสฺสภู นาม นาเมน ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เวสฺสภู ความว่า ชื่อว่าเวสสภู เพราะล่วงรู้ คือก้าวล่วงวิชชาของแพศย์.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าเวสสภู เพราะก้าวล่วงคือครอบงำ แพศย์คือวาณิชกรรม กิเลสมีกามราคะเป็นต้น กรรมมีกุศลกรรมเป็นต้น หรือวัตถุกามและกิเลสกาม พระผู้มีพระภาคเจ้าโดยพระนามว่าเวสสภู.
บทว่า อิสีนํ ตติโย อหุ ความว่า ชื่อว่าอิสิ เพราะแสวงหาคือหากุศลธรรมทั้งหลาย.
อธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อเป็นฤษี หรือเป็นพระผู้มีพระภาคเจ้า ก็ทรงมีพระนาม ๓ พระนาม เพราะเรียกกันว่า วิปสฺสี สิขี เวสฺสภู.
บทว่า กานนํ วนโมคฺคยฺหา ความว่า เข้าไปยึดเอาป่า กล่าวคือป่าใหญ่.
บทว่า ภิสมุฬาลํ ครฺหิตฺวา ความว่า ชื่อว่า ภิสํ เพราะเบียดเบียน คือทำความหิวของสัตว์ ๒ เท้าและสัตว์ ๔ เท้าให้พินาศ.
ภิส นั้นคืออะไร? ได้แก่เหง้ามัน, เหง้ามันและรากบัว ชื่อว่าภิสมุฬาละ ถือเอาเหง้ามันและรากบัวนั้น.
บทว่า กเรน จ ปรามฏฺโฐ ความว่า ทานที่เราให้แล้วนั้น อันพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าเวสสภู ผู้มีปัญญาสูงสุดลูบคลำแล้วด้วยพระกรคือด้วยฝ่าพระหัตถ์ ได้เป็นอันพระองค์ทรงสัมผัสแล้ว.
บทว่า สุขาหํ นาภิชานามิ สมํ เตน กุโตตฺตรึ ความว่า เราไม่รู้สึกความสุขด้วยความสุขนั้น. อธิบายว่า สุขอื่นที่ยิ่งกว่าสุขนั้นจะมีแต่ที่ไหน.
คำที่เหลือมีอรรถที่พึงรู้ได้ง่ายตามกระแสแห่งนัยแล. จบอรรถกถาภิสทายกเถราปทาน -----------------------------------------------------