๖. พักกุลเถราปทาน (๓๙๖)
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ฉฏฺฐํ พกฺกุลตฺเถราปทานํ (๓๙๖)
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ พักกุลเถราปทานที่ ๖ (๓๙๖) ว่าด้วยผลแห่งการถวายยา
|๓๙๘.๓๙๐| หิมวนฺตสฺสวิทูเร โสภิโต นาม ปพฺพโต อสฺสโม สุกโต มยฺหํ สกสิสฺเสหิ มาปิโต ฯ |๓๙๘.๓๙๑| มณฺฑปา จ พหู ตตฺถ ปุปฺผิตา สินฺทุวาริตา กปิฏฺฐา จ พหู ตตฺถ จมฺปกา นาคเกตกา ฯ |๓๙๘.๓๙๒| นิคุณฺฑิโย พหู ตตฺถ พทรามลกาปิ จ ผารุสกา อลาพู จ ปุณฺฑรีกา จ ปุปฺผิตา ฯ |๓๙๘.๓๙๓| อฬกฺกา เพลุวา ตตฺถ กทลี มาตุลุงฺคกา มหานามา พหู ตตฺถ อชฺชุนา จ ปิยงฺคุกา ฯ |๓๙๘.๓๙๔| โกสุมฺภา สลฬา นีปา นิโคฺรธา จ กปิฏฺฐนา เอทิโส อสฺสโม มยฺหํ สสิสฺโสหํ ตหึ วสึ ฯ |๓๙๘.๓๙๕| อโนมทสฺสี ภควา สยมฺภู โลกนายโก คเวสํ ปฏิสลฺลานํ มมสฺสมํ อุปาคมิ ฯ |๓๙๘.๓๙๖| อุเปตญฺจ มหาวีรํ อโนมทสฺสึ มหายสํ ขเณน โลกนาถสฺส วาตาพาโธ สมุฏฺฐหิ ฯ |๓๙๘.๓๙๗| วิจรนฺโต อรญฺญมฺหิ อทฺทสํ โลกนายกํ อุปคนฺตฺวาน สมฺพุทฺธํ จกฺขุมนฺตํ มหายสํ ฯ |๓๙๘.๓๙๘| อิริยาปถญฺจ ทิสฺวาน อุปลกฺเขสหํ ตทา นิสฺสํสยํ หิ พุทฺธสฺส พฺยาธิโน อุปปชฺชถ ฯ |๓๙๘.๓๙๙| ขิปฺปํ อสฺสมมาคญฺฉึ มม สิสฺสาน สนฺติเก เภสชฺชํ กตฺตุกาโมหํ สิสฺสํ อามนฺตยึ ตทา ฯ |๓๙๘.๔๐๐| ปฏิสุณิตฺวาน เม วากฺยํ สิสฺสา สพฺเพ สคารวา เอกชฺฌํ สนฺนิปตึสุ สตฺถุ คารวตา มม ฯ |๓๙๘.๔๐๑| ขิปฺปํ ปพฺพตมารุยฺห สพฺโพสถมกาสหํ ปานียโยคํ กตฺวาน พุทฺธเสฏฺฐสฺสทาสหํ ฯ |๓๙๘.๔๐๒| ปริภุตฺเต มหาวีเร สพฺพญฺญุโลกนายเก ขิปฺปํ วาโต วูปสมิ สุคตสฺส มเหสิโน ฯ |๓๙๘.๔๐๓| ปสฺสทฺธํ ทรถํ ทิสฺวา อโนมทสฺสี มหายโส สกาสเน นิสีทิตฺวา อิมา คาถา อภาสถ ฯ |๓๙๘.๔๐๔| โย เม อทาสิ เภสชฺชํ พฺยาธิญฺจ สมยี มม ตมหํ กิตฺตยิสฺสามิ สุณาถ มม ภาสโต ฯ |๓๙๘.๔๐๕| กปฺปสตสหสฺสานิ เทวโลเก รมิสฺสติ วาทิเต ตูริเย ตตฺถ โมทิสฺสติ สทา อยํ ฯ |๓๙๘.๔๐๖| มนุสฺสโลกมาคนฺตฺวา สุกฺกมูเลน โจทิโต สหสฺสกฺขตฺตุํ ราชาปิ จกฺกวตฺติ ภวิสฺสติ ฯ |๓๙๘.๔๐๗| ปญฺจปญฺญาสกปฺปมฺหิ อโนมิ นาม ขตฺติโย จาตุรนฺโต วิชิตาวี ชมฺพูทีปสฺส อิสฺสโร ฯ |๓๙๘.๔๐๘| สตฺตรตนสมฺปนฺโน จกฺกวตฺติ มหพฺพโล ตาวตึเสหิ โขเภตฺวา อิสฺสรํ การยิสฺสติ ฯ |๓๙๘.๔๐๙| เทวภูโต มนุสฺโส วา อปฺปาพาโธ ภวิสฺสติ ปริทาหํ วิวชฺเชตฺวา พฺยาธึ โลเก ตริสฺสติ ฯ |๓๙๘.๔๑๐| อปริเมยฺเย อิโต กปฺเป โอกฺกากกุลสมฺภโว โคตโม นาม นาเมน สตฺถา โลเก ภวิสฺสติ ฯ |๓๙๘.๔๑๑| ตสฺส ธมฺเมสุ ทายาโท โอรโส ธมฺมนิมฺมิโต สพฺพาสเว ปริญฺญาย นิพฺพายิสฺสตินาสโว ฯ |๓๙๘.๔๑๒| กิเลเส ฌาปยิตฺวาน ตณฺหาโสตํ ตริสฺสติ พกฺกุโล นาม นาเมน เหสฺสติ สตฺถุสาวโก ฯ |๓๙๘.๔๑๓| อิทํ สพฺพํ อภิญฺญาย โคตโม สกฺยปุงฺคโว ภิกฺขุสงฺเฆ นิสีทิตฺวา เอตทคฺเค ฐเปสฺสติ ฯ |๓๙๘.๔๑๔| อโนมทสฺสี ภควา สยมฺภู โลกนายโก วิเวกมนุโลเกนฺโต มมสฺสมํ อุปาคมิ ฯ |๓๙๘.๔๑๕| อุปาคตํ มหาวีรํ สพฺพญฺญุํ โลกนายกํ สพฺโพสเถน ตปฺเปสึ ปสนฺโน เสหิ ปาณิภิ ฯ |๓๙๘.๔๑๖| ตสฺส เม สุกตํ กมฺมํ สุเขตฺเต พีชสมฺปทา เขเปตุํ เนว สกฺโกมิ ตทา หิ สุกตํ มม ฯ |๓๙๘.๔๑๗| ลาภา มม สุลทฺธํ เม โยหํ อทฺทกฺขิ นายกํ เตน กมฺมาวเสเสน ปตฺโตมฺหิ อจลํ ปทํ ฯ |๓๙๘.๔๑๘| สพฺพเมตํ อภิญฺญาย โคตโม สกฺยปุงฺคโว ภิกฺขุสงฺเฆ นิสีทิตฺวา เอตทคฺเค ฐเปสิ มํ ฯ |๓๙๘.๔๑๙| อปริเมยฺเย อิโต กปฺเป ยํ กมฺมมกรึ ตทา ทุคฺคตึ นาภิชานามิ เภสชฺชสฺส อิทํ ผลํ ฯ |๓๙๘.๔๒๐| กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา สพฺพาสวปริกฺขีโณ นตฺถิทานิ ปุนพฺภโว ฯ |๓๙๘.๔๒๑| สฺวาคตํ วต เม อาสิ มม พุทฺธสฺส สนฺติเก ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ |๓๙๘.๔๒๒| ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา พกฺกุโล เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ พกฺกุลตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ
ภูเขาชื่อโสภิตะ มีอยู่ในที่ไม่ไกลภูเขาหิมวันต์ พวกศิษย์ของเราช่วยกันสร้าง อาศรมอย่างสวยงามให้เราที่ใกล้ภูเขานั้น ที่ใกล้อาศรมนั้น มีมณฑปเป็น อันมาก ไม้ยางทรายกำลังดอกบาน ไม้มะขวิด ต้นจำปา ไม้กากะทิง ไม้เกต มีเป็นอันมาก มีไม้ยางทราย ต้นพุทรา และต้นมะขามป้อม เป็น อันมาก มีต้นมะปราง น้ำเต้า และบัวขาว กำลังมีดอกบาน มีต้นรักขาว ต้นมะตูม ต้นกล้วย และต้นมะงั่ว (มะนาว) ต้นสะท้อน ต้นรกฟ้าขาว และต้นประยงค์ มีอยู่มาก มีต้นคำไม้สน ต้นกระทุ่ม ต้นไทร และ มะกอก อาศรมของเราเป็นเช่นนี้ เราพร้อมด้วยศิษย์อยู่ที่อาศรมนั้น พระผู้ มีพระภาคผู้สยัมภู พระนามว่าอโนมทัสสี เป็นนายกของโลก ทรงแสวงหา ที่เร้น เสด็จเข้าสู่อาศรมของเรา และเมื่อเราเข้าไปเฝ้า พระมหาวีระพระนาม ว่าอโนมทัสสี ผู้มียศมาก โรคลมก็เกิดขึ้นแก่พระโลกนาถ โดยฉับพลัน เราเที่ยวไปในป่า ได้เห็นพระสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นนายกของโลก ผู้มีจักษุ มียศมาก จึงได้เข้าไปเฝ้า ครั้นได้เห็นพระอิริยาบถเข้าก็เข้าใจได้ในทันทีว่า โรคเกิดขึ้นแก่พระพุทธเจ้าแน่แล้ว เราจึงรีบกลับมาอาศรม ในสำนักของ พวกศิษย์เรา ขณะนั้นเราปรึกษาศิษย์ว่า เราต้องการทำยา ศิษย์ทั้งหมดผู้มี ความเคารพ รับคำของเราแล้วร่วมประชุมกันเพราะเคารพในเราผู้เป็นครู เรารีบขึ้นภูเขาไปเก็บยาทุกสิ่งมาปรุง ได้ปรุงเป็นยาต้มแล้ว รินเอาน้ำยา มาถวายพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ เมื่อพระมหาวีระผู้สัพพัญญู เป็นนายก ของโลก เสวยแล้ว โรคลมของพระสุคตเจ้าผู้แสวงหาคุณยิ่งใหญ่ก็สงบลง ฉับพลัน พระพุทธเจ้า พระนามว่าอโนมทัสสี ผู้มียศมาก ทรงเห็นความ กระวนกระวายสงบแล้ว ประทับนั่งบนอาสนะของพระองค์ ได้ตรัสพระ- คาถาเหล่านี้ว่า ผู้ใดได้ถวายยาแก่เรา และระงับโรคของเราได้ เราจัก พยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว ผู้นั้นจักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลก ตลอดแสนกัลป ผู้นี้จักบันเทิงอยู่ในเทวโลกนั้น อันมีดนตรีประโคมอยู่ ทุกเมื่อ มาสู่มนุษยโลกแล้ว อันกุศลมูลตักเตือน จักได้เป็นจักรพรรดิราช ๑๐๐๐ ครั้ง ใน ๕๕ กัลป จักได้เป็นกษัตริย์พระนามว่าอโนมิ ทรงชำนะ วิเศษ มีสมุทรสาคร ๔ เป็นขอบเขต เป็นใหญ่ในชมพูทวีป เป็นพระเจ้า จักรพรรดิสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพลมาก จักยังดาวดึงส์ให้ กระฉ่อนแล้ว จักเสวยความเป็นใหญ่ เป็นเทวดาหรือเป็นมนุษย์ จักเป็น ผู้ไม่อาพาธ จักเว้นความเร่าร้อนแล้ว ข้ามพ้นความป่วยไข้ได้ในโลก ใน กัลปอันประมาณมิได้แต่กัลปนี้ พระศาสดามีพระนามชื่อว่าโคดม ซึ่งมี สมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติในโลก เขาจักเป็นทายาท ในธรรมของพระศาสดาพระองค์นั้น เป็นโอรสอันธรรมนิรมิต กำหนดรู้ อาสวะทั้งปวงแล้ว จักเป็นผู้ไม่มีอาสวะ นิพพาน จักเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ข้ามพ้นกระแสตัณหาได้ จักเป็นสาวกของพระศาสดามีนามชื่อว่าพักกุละ พระโคดมศากยบุตร ทรงรู้คุณทั้งปวงนี้แล้ว ประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ จักทรงตั้งไว้ในเอตทัคคสถาน พระผู้มีพระภาคพระนามว่าอโนมทัสสี ผู้ สยัมภู เป็นนายกของโลก ผู้ต้องการความวิเวก จึงเสด็จมายังอาศรม ของเรา เรามีความเลื่อมใส ได้ยังพระมหาวีระ ผู้สัพพัญญู เป็นนายก ของโลก ซึ่งเสด็จเข้ามา ให้อิ่มหนำด้วยโอสถทั้งปวง ด้วยมือของตน เรานั้นได้ทำกรรมดีแล้วในเขตที่ดี สมบูรณ์ด้วยพืช ก็ในกาลนั้น เราไม่ อาจให้กรรมที่เราทำแล้วสิ้นไปได้เลย การที่เราได้เห็นพระผู้มีพระภาค ผู้เป็นนายกนั้น เป็นลาภที่เราได้ดีแล้ว ด้วยกรรมอันเหลือนั้น เราได้ บรรลุบทอันไม่หวั่นไหว พระโคดมศากยบุตรทรงทราบคุณทั้งหมดนี้ ประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ทรงตั้งเราไว้ในเอตทัคคสถาน ในกัลปอัน ประมาณมิได้แต่กัลปนี้ เราได้ทำกรรมใดในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้น เราไม่ รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายยา เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอน ภพขึ้นได้หมดแล้ว มีอาสวะทั้งปวงสิ้นไปแล้ว บัดนี้ ภพใหม่ของเรามิได้มี การที่เราได้มาในสำนักพระพุทธเจ้าของเรานี้ เป็นการมาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ เราบรรลุแล้วโดยลำดับ พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว คุณวิเศษ เหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนา เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระพักกุลเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. จบ พักกุลเถราปทาน.
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๖. พักกุลเถราปทาน ๖. พักกุลเถราปทาน ประวัติในอดีตชาติของพระพักกุลเถระ (พระพักกุลเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)
ในที่ไม่ไกลภูเขาหิมพานต์ มีภูเขาลูกหนึ่งชื่อโสภิตะ พวกศิษย์ของข้าพเจ้า ช่วยกันสร้างอาศรมอย่างสวยงามให้ข้าพเจ้า
ที่ใกล้อาศรมนั้น มีมณฑปจำนวนมาก ต้นย่านทรายมีดอกบานสะพรั่ง ต้นมะขวิด ต้นจำปา ต้นกากะทิง ต้นเกด มีจำนวนมาก
มีต้นคนทีสอ ต้นพุทรา และต้นมะขามป้อม ต้นมะปราง น้ำเต้า และบัวขาว มีดอกบานสะพรั่งจำนวนมาก
มีต้นรักขาว ต้นมะตูม ต้นกล้วย และต้นมะงั่ว (มะนาว) ต้นกระท้อน ต้นรกฟ้าขาว และต้นประยงค์ มีอยู่มาก
มีต้นคำ ต้นช้างน้าว ต้นกระทุ่ม ต้นไทร และต้นมะขวิด อาศรมของข้าพเจ้าเป็นเช่นนี้ ข้าพเจ้าพร้อมด้วยศิษย์อยู่ที่อาศรมนั้น
พระผู้มีพระภาคพระนามว่าอโนมทัสสี ผู้เป็นพระสยัมภู ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก ทรงแสวงหาที่เร้น เสด็จเข้ามาใกล้อาศรมของข้าพเจ้า
เมื่อพระมหาวีรเจ้าพระนามว่าอโนมทัสสี ผู้มีพระยศยิ่งใหญ่เสด็จเข้ามาใกล้แล้ว โรคลมก็เกิดขึ้นแก่พระองค์ ผู้ทรงเป็นที่พึ่งของสัตว์โลกโดยฉับพลัน
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๓๕}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๖. พักกุลเถราปทาน
ข้าพเจ้าเที่ยวไปในป่า ได้เห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก มีพระจักษุ มีพระยศยิ่งใหญ่ จึงได้เข้าเฝ้า
ครั้นได้เห็นพระอิริยาบถก็เข้าใจได้ในทันทีว่า พระพุทธเจ้าทรงพระประชวรแน่นอน
ข้าพเจ้าจึงรีบกลับมายังอาศรม ในสำนักของศิษย์ทั้งหลายของข้าพเจ้า ขณะนั้นข้าพเจ้าปรึกษาศิษย์ว่า เราต้องการปรุงยา
ศิษย์ทั้งหมดผู้มีความเคารพ เชื่อฟังข้าพเจ้าแล้วร่วมประชุมกัน เพราะเคารพข้าพเจ้าผู้เป็นครู
ข้าพเจ้ารีบขึ้นภูเขาไปเก็บยาทุกสิ่งมาปรุง ได้ปรุงให้เป็นยาสำหรับดื่มถวายพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ
เมื่อพระมหาวีรเจ้าผู้สัพพัญญู ผู้ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลกเสวยแล้ว โรคลมของพระสุคตผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ก็สงบลงฉับพลัน
พระพุทธเจ้าพระนามว่าอโนมทัสสี ผู้มีพระยศยิ่งใหญ่ ทรงเห็นข้าพเจ้ามีความกระวนกระวายสงบแล้ว ประทับนั่งบนอาสนะของพระองค์ ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า
เราจักพยากรณ์ผู้ที่ได้ถวายยา แก่เราและระงับอาพาธของเราได้ ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าวเถิด
ผู้นี้จักรื่นรมย์ในเทวโลกตลอด ๑๐๐,๐๐๐ กัป จักบันเทิงในเทวโลกนั้น ซึ่งมีดนตรีประโคมอยู่ทุกเมื่อ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๓๖}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๖. พักกุลเถราปทาน
อันกุศลมูลตักเตือนมา(เกิด)ยังมนุษยโลกแล้ว จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๑,๐๐๐ ชาติ
ในกัปที่ ๕๕ (นับจากกัปนี้ไป) จักได้เป็นกษัตริย์พระนามว่าอโนมิ ทรงมีชัยชนะมีสมุทรทั้ง ๔ เป็นขอบเขต เป็นใหญ่ในชมพูทวีป
จักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ สมบูรณ์ด้วยรัตนะ ๗ ประการ มีพลานุภาพมาก ลือกระฉ่อนไปจนถึงภพดาวดึงส์ ครองความเป็นใหญ่
เขา(เกิด)เป็นเทวดาหรือมนุษย์ก็ตาม จักเป็นผู้มีอาพาธน้อย จักเว้นความเร่าร้อนแล้ว ผ่านพ้นความเจ็บไข้ได้ในโลก
ในกัปที่นับมิได้ นับจากกัปนี้ไป พระศาสดาพระนามว่าโคดม ตามพระโคตร ทรงสมภพในราชสกุลโอกกากราช จักอุบัติขึ้นในโลก
เขาจักเป็นธรรมทายาทของพระศาสดาพระองค์นั้น เป็นโอรสที่ธรรมเนรมิต กำหนดรู้อาสวะทั้งปวง จักเป็นผู้ไม่มีอาสวะแล้วนิพพาน
เผากิเลสทั้งหลายแล้ว ข้ามพ้นกระแสตัณหาได้ จักมีนามว่าพักกุละเป็นสาวกของพระศาสดา
พระโคดมศากยะผู้ประเสริฐ ทรงทราบความนี้ทั้งหมดแล้ว ประทับนั่งในท่ามกลางหมู่ภิกษุ จักทรงตั้งเขาไว้ในเอตทัคคะ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๓๗}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๖. พักกุลเถราปทาน
พระผู้มีพระภาคพระนามว่าอโนมทัสสี ผู้เป็นพระสยัมภู ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก ทรงตรวจดูอาศรมของข้าพเจ้าว่าเป็นที่วิเวก จึงเสด็จเข้าไป
ข้าพเจ้ามีความเลื่อมใส ให้พระมหาวีรเจ้า ผู้สัพพัญญูทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก เสด็จมาถึง อิ่มเอิบด้วยโอสถทุกอย่างด้วยมือของตน
ข้าพเจ้านั้นได้ทำกรรมไว้ดีแล้ว เพราะความถึงพร้อมด้วยพืชในเขตที่ดี ข้าพเจ้าจึงไม่อาจจะให้กรรม ที่ข้าพเจ้าทำแล้วสิ้นไปได้เลยในกาลนั้น
การที่ข้าพเจ้าได้เห็นพระผู้มีพระภาค ผู้ทรงเป็นผู้นำนั้น เป็นลาภที่ข้าพเจ้าได้ดีแล้ว ด้วยกรรมที่เหลืออยู่นั้น ข้าพเจ้าจึงได้บรรลุบทที่ไม่หวั่นไหว
พระโคดมศากยะผู้ประเสริฐทรงทราบความนั้นทั้งหมดแล้ว ประทับนั่งในท่ามกลางหมู่ภิกษุแล้ว ทรงตั้งข้าพเจ้าไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ
ในกัปที่นับมิได้ นับจากกัปนี้ไป ข้าพเจ้าได้ทำกรรมไว้ในครั้งนั้น จึงไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายยา
กิเลสทั้งหลายข้าพเจ้าก็เผาได้แล้ว ภพทั้งปวงข้าพเจ้าก็ถอนได้แล้ว ข้าพเจ้ามีอาสวะทั้งปวงสิ้นไปแล้ว บัดนี้ ภพใหม่ไม่มีอีก
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๓๘}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๐. ปิลินทวัจฉวรรค] ๗. คิริมานันทเถราปทาน
การที่ข้าพเจ้าได้มาในสำนักของพระพุทธเจ้า เป็นการมาดีแล้วโดยแท้ วิชชา ๓ ข้าพเจ้าได้บรรลุแล้วโดยลำดับ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าได้ทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล ได้ทราบว่า ท่านพระพักกุลเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้พักกุลเถราปทานที่ ๖ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๓๙๖. อรรถกถาพากุลเถราปทาน
____________________________
บาลีว่า พักกุลเถราปทาน.
พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๖ ดังต่อไปนี้ :-
อปทานของท่านพระพากุลเถระ มีคำเริ่มต้นว่า หิมวนฺตสฺสาวิทูเร ดังนี้.
เล่ากันมาว่า พระเถระรูปนี้ในอดีตกาล ตั้งแต่กาลที่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าอโนมทัสสี ทรงอุบัติขึ้นแล้ว ในที่สุดแห่งอสงไขยกำไรแสนกัปแต่นี้ไป ท่านได้บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ก่อนกว่าใคร เจริญวัยแล้วได้เรียนจบไตรเพท มองไม่เห็นสาระในไตรเพทนั้น คิดว่า เราจักแสวงหาประโยชน์ในภพหน้า จึงบวชเป็นฤาษีอยู่ที่เชิงเขา เป็นผู้ได้อภิญญา ๕ และสมาบัติ ๘.
อยู่มาได้ทราบว่าพระพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้น จึงไปยังสำนักของพระศาสดา ได้ฟังธรรมแล้ว ดำรงมั่นอยู่ในไตรสรณะ.
เมื่อพระศาสดาเกิดการอาพาธเนื่องด้วยโรคลม จึงไปนำเอาเภสัชมาจากป่า ระงับโรคลมนั้นจนสงบดี น้อมใจนึกไปถึงบุญอันนั้น ก็เพื่อประโยชน์แห่งความเป็นผู้ไม่มีโรคภัย พอจุติจากโลกมนุษย์นั้นก็ได้ไปบังเกิดในพรหมโลก ได้ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลกตลอดอสงไขยหนึ่ง
ในกาลแห่งพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ท่านได้บังเกิดในตระกูลแห่งหนึ่ง ในพระนครหังสาวดี บรรลุนิติภาวะแล้ว ได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดาแล้ว ได้มองเห็นภิกษุรูปหนึ่งซึ่งพระศาสดาทรงสถาปนาท่านไว้ในตำแหน่งที่เลิศแห่งพวกภิกษุผู้มีอาพาธน้อย ตนเองหวังจะได้ตำแหน่งนั้นบ้างจึงได้ตั้งปณิธานไว้แล้ว ได้สั่งสมแต่กุศลกรรมจนตลอดชีวิตแล้ว ได้ท่องเที่ยวไปในสุคติอย่างเดียว.
ตั้งแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสีทรงอุบัติขึ้นแล้ว ท่านก็ได้บังเกิดในตระกูลของพราหมณ์ ในนครพันธุมดีก่อนกว่าใครหมด พอเรียนจบศิลปศาสตร์ทุกสาขาแล้ว มองไม่เห็นสาระในศิลปะนั้น จึงได้ออกบวชเป็นฤาษี เป็นผู้ได้ฌานและอภิญญา อยู่ที่เชิงเขา
ได้สดับว่าพระพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นแล้ว จึงได้ไปยังสำนักของพระศาสดา ได้ตั้งอยู่ไตรสรณะ.
เมื่อภิกษุทั้งหลายเกิดความป่วยไข้เพราะหญ้าเป็นเหตุ จึงช่วยรักษาโรคนั้นจนสงบ ดำรงอยู่ในอัตภาพนั้นจนตลอดอายุ จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว ได้บังเกิดในพรหมโลก ตั้งแต่นั้นในกัปที่ ๙๑ ท่านได้ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก.
ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสปะ ท่านได้บังเกิดในเรือนอันมีสกุลในกรุงพาราณสี อยู่เป็นฆราวาส ได้มองเห็นมหาวิหารหลังหนึ่งซึ่งคร่ำคร่าทรุดโทรม จึงให้ช่างจัดการสร้างที่อยู่อาศัยทั้งหมดมีโรงอุโบสถเป็นต้นในมหาวิหารนั้น ได้จัดแจงถวายเภสัชทุกชนิดแก่ภิกษุสงฆ์ในที่นั้นด้วย ได้สร้างกุศลกรรมจนตลอดชีวิตแล้ว ก็ได้ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลกตลอดพุทธันดรหนึ่ง.
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าของพวกเราทรงอุบัติขึ้นแล้ว เขาบังเกิดแล้วในตระกูลเศรษฐีในกรุงโกสัมพีก่อนกว่าใครหมด.
เขาคลอดออกจากครรภ์ของมารดาแล้ว พวกพี่เลี้ยงนำไปอาบน้ำที่แม่น้ำยมุนา เพื่อความไม่มีโรค หลุดจากมือของพวกพี่เลี้ยง ได้ถูกปลาฮุบไป พวกชาวประมงเอาข่ายจับปลานั้นมาได้แล้วขายให้กับภริยาของท่านเศรษฐีชาวกรุงพาราณสี.
นางรับปลานั้นไปแล้ว ขณะที่กำลังทำการผ่า ได้มองเห็นทารกผู้ไม่มีโรค เพราะผลบุญที่เขาได้ทำไว้ในปางก่อน จึงเอ่ยว่า เราได้ลูกชายแล้ว จึงรับเลี้ยงไว้.
เขาได้ทราบเรื่องราวนั้นแล้วจากมารดาบิดาบังเกิดเกล้าผู้มาแล้วกล่าวว่า เด็กคนนี้เป็นลูกของพวกเรา, จงให้ลูกคืนแก่พวกเราเถิด ดังนี้.
เมื่อพระราชาทรงซักถามแล้วจึงทรงตัดสินว่า เด็กคนนี้จงเป็นของทั่วไปแก่ตระกูลทั้งสอง เพราะว่า เขาดำรงอยู่โดยความเป็นทายาทของตระกูลทั้งสอง จึงได้นามว่าพากุละ. เจริญวัยแล้ว ได้เสวยสมบัติมากมาย อยู่ในตระกูลเศรษฐี ๒ ตระกูล ตระกูลละ ๖ เดือน.
เศรษฐีทั้งสองตระกูลเหล่านั้น เมื่อถึงวาระของตนแล้ว ก็ต่อเรือพ่วงกัน ให้ช่างทำเป็นมณฑปรัตนะไว้บนเรือนนั้น ให้ตระเตรียมดนตรีอันประกอบด้วยองค์ ๕ แล้วให้กุมารนั่งในเรือนั้นแล้วก็พากันมาทางแม่น้ำคงคาจนถึงที่ท่ามกลาง (จุดศูนย์กลาง) พระนครทั้งสอง.
แม้พวกคนของท่านเศรษฐีอีกคนหนึ่ง ก็ได้ตระเตรียมไว้เช่นนั้นเหมือนกัน ไปยังสถานที่นั้นแล้ว ยกกุมารขึ้นบนเรือนนั้นแล้วพาไป.
กุมารคนนั้นเจริญอยู่อย่างนั้น เป็นผู้มีอายุ ๘๐ ปี ปรากฏมีชื่อว่า อุภยเศรษฐีบุตร เขาได้ไปยังสำนักของพระศาสดาฟังธรรมแล้ว ได้มีศรัทธาบวชแล้ว พยายามอยู่ตลอด ๗ วัน ในวันที่ ๘ ก็ได้บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ๔.
ครั้นท่านเป็นพระอรหันต์แล้วระลึกถึงบุรพกรรมของตนได้เกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า หิมวนฺตสฺสาวิทูเร ดังนี้.
เนื้อความแห่งคำนั้นข้าพเจ้าได้กล่าวไว้แล้วในหนหลังแล.
เนื้อความแห่งบาลีแห่งอปทาน ก็พอจะรู้ได้โดยง่ายทีเดียว.
พระพากุลเถระนั้นบรรลุพระอรหัตแล้วมีชีวิตอยู่ด้วยความสุขอันเกิดแต่วิมุตติ เป็นผู้มีอายุ ๑๖๐ ปีจึงได้ปรินิพพานแล้ว. จบอรรถกถาพากุลเถราปทาน -----------------------------------------------------