อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับฉบับมหาจุฬาฯจับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกันแสดงอรรถกถา

๘. อุปาลีเถราปทาน (๖)

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๘พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 1 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 1 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 155 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อฏฺฐมํ อุปาลิตฺเถราปทานํ (๖)

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ อุปาลีเถราปทานที่ ๘ (๖) ว่าด้วยผลแห่งการสร้างสังฆาราม

ข้อ

|๘.๔๓๘| นคเร หํสวติยา สุชาโต นาม พฺราหฺมโณ อสีติโกฏิสนฺนิจโย ปหูตธนธญฺญวา ฯ |๘.๔๓๙| อชฺฌายโก มนฺตธโร ติณฺณํ เวทาน ปารคู ลกฺขเณ อิติหาเส จ สทฺธมฺเม ปารมึ คโต ฯ |๘.๔๔๐| ปริพฺพชา เอกสิขา โคตมา พุทฺธสาวกา จรกา ตาปสา เจว จรนฺติ มหิยา ตทา ฯ |๘.๔๔๑| เตปิ มํ ปริวาเรนฺติ พฺราหฺมโณ วิสฺสุโต อิติ พหู ชนา มํ ปูเชนฺติ นาหํ ปูเชมิ กิญฺจินํ ฯ |๘.๔๔๒| ปูชารหํ น ปสฺสามิ มานถทฺโธ อหํ ตทา พุทฺโธติ วจนํ นตฺถิ ตาว นุปฺปชฺชเต ชิโน ฯ |๘.๔๔๓| อจฺจเยน อโหรตฺตํ ปทุมุตฺตรนายโก สพฺพํ ตมํ วิโนเทตฺวา โลเก อุปฺปชฺชิ จกฺขุมา ฯ |๘.๔๔๔| วิตฺถาริเก พหู ชญฺเญ ปุถุภูเต จ สาสเน อุปาคมิ ตทา พุทฺโธ นครํ หํสสวฺหยํ ฯ |๘.๔๔๕| ปิตุ อตฺถาย โส พุทฺโธ ธมฺมํ เทเสสิ จกฺขุมา เตน กาเลน ปริสา สมนฺตา โยชนํ ตทา ฯ |๘.๔๔๖| สมฺมโต มนุชานํ โย สุนนฺโท นาม ตาปโส ยาวตา พุทฺธปริสา ปุปฺเผหิจฺฉาทยิ ตทา ฯ |๘.๔๔๗| จตุสจฺจํ ปกาเสนฺโต เสฏฺเฐ จ ปุปฺผมณฺฑเป โกฏิสตสหสฺสานํ ธมฺมาภิสมโย อหุ ฯ |๘.๔๔๘| สตฺตรตฺตินฺทิวํ พุทฺโธ วสฺสิตฺวา ธมฺมวุฏฺฐิยา อฏฺฐเม ทิวเส ปตฺเต สุนนฺทํ กิตฺตยี ชิโน ฯ |๘.๔๔๙| เทวโลเก มนุสฺเส วา สํสรนฺโต อยํ ภเว สพฺเพสํ ปวโร หุตฺวา ภเวสุ สํสริสฺสติ ฯ |๘.๔๕๐| กปฺปสตสหสฺสมฺหิ โอกฺกากกุลสมฺภโว โคตโม นาม นาเมน สตฺถา โลเก ภวิสฺสติ ฯ |๘.๔๕๑| ตสฺส ธมฺเมสุ ทายาโท โอรโส ธมฺมนิมฺมิโต มนฺตานีปุตฺโต ปุณฺโณติ เหสฺสติ สตฺถุ สาวโก ฯ |๘.๔๕๒| เอวํ กิตฺตยิ สมฺพุทฺโธ สุนนฺทํ ตาปสํ ตทา หาสยนฺโต ชนํ สพฺพํ ทสฺสยนฺโต สกํ พลํ ฯ |๘.๔๕๓| กตญฺชลี นมสฺสนฺติ สุนนฺทํ ตาปสํ ตทา พุทฺเธ การํ กริตฺวาน โสเธสิ คติมตฺตโน ฯ |๘.๔๕๔| ตตฺถ เม อหุ สงฺกปฺโป สุตฺวาน มุนิโน วจํ อหํ การํ กริสฺสามิ ยถา ปสฺสามิ โคตมํ ฯ |๘.๔๕๕| เอวาหํ จินฺตยิตฺวาน กิริยํ จินฺตยึ มมํ กฺยาหํ กมฺมํ อาจรามิ ปุญฺญกฺเขตฺเต อนุตฺตเร ฯ |๘.๔๕๖| อยญฺจ ปาฐิโก ภิกฺขุ สพฺพปาฐีน สาสเน วินเย อคฺคนิกฺขิตฺโต ตํ ฐานํ ปตฺถยึ อหํ ฯ |๘.๔๕๗| อิทํ เม อมิตํ โภคํ อกฺโขภํ สาครูปมํ เตน โภเคน พุทฺธสฺส อารามํ มาปเย อหํ ฯ |๘.๔๕๘| โสภนํ นาม อารามํ นครสฺส ปุรตฺถโต กตฺวา สตสหสฺเสน สงฺฆารามํ อมาปยึ ฯ |๘.๔๕๙| กูฏาคาเร จ ปาสาเท มณฺฑเป หมฺมิเย คุหา จงฺกเม สุกเต กตฺวา สงฺฆาราเม อมาปยึ ฯ |๘.๔๖๐| ชนฺตาฆรํ อคฺคิสาลํ อโถ อุทกมาฬกํ นฺหานฆรํ มาปยิตฺวา ภิกฺขุสงฺฆสฺสทาสหํ ฯ |๘.๔๖๑| อาสนฺทิโย จ ปีฐเก ปริโภเค จ ภาชเน อารามิกญฺจ เภสชฺชํ สพฺพเมตํ อทาสหํ ฯ |๘.๔๖๒| อารกฺขํ ปฏฺฐเปตฺวาน ปาการํ การยึ ทฬฺหํ มา นํ โกจิ วิเหเฐสิ สนฺตจิตฺตาน ตาทินํ ฯ |๘.๔๖๓| อาวาเส สตสหสฺเส สงฺฆาราเม อมาปยึ เวปุลฺลตํ มาปยิตฺวา สมฺพุทฺธํ อุปนามยึ ฯ |๘.๔๖๔| นิฏฺฐาปิโต มยาราโม สมฺปฏิจฺฉ ตุวํ มุนิ นิยฺยาเทสฺสามิ ตํ ธีร อธิวาเสหิ จกฺขุม ฯ |๘.๔๖๕| ปทุมุตฺตโร โลกวิทู อาหุตีนํ ปฏิคฺคโห มม สงฺกปฺปมญฺญาย อธิวาเสหิ นายโก ฯ |๘.๔๖๖| อธิวาสนมญฺญาย สพฺพญฺญุสฺส มเหสิโน โภชนํ ปฏิยาเทตฺวา กาลมาโรจยึ อหํ ฯ |๘.๔๖๗| อาโรจิตมฺหิ กาลมฺหิ ปทุมุตฺตรนายโก ขีณาสวสหสฺเสหิ อารามํ เม อุปาคมิ ฯ |๘.๔๖๘| นิสินฺนกาลมญฺญาย อนฺนปาเนน ตปฺปยึ ภุตฺตาวีกาลมญฺญาย อิทํ วจนมพฺรวึ ฯ |๘.๔๖๙| กีโต สตสหสฺเสน ตตฺตเกเนว การิโต โสภโน นาม อาราโม สมฺปฏิจฺฉ ตุวํ มุนิ ฯ |๘.๔๗๐| อิมินา ภูมิทาเนน เจตนาปณิธีหิ จ ภเว นิพฺพตฺตมาโนหํ ลภามิ มม ปตฺถิตํ ฯ |๘.๔๗๑| ปฏิคฺคเหตฺวา สมฺพุทฺโธ สงฺฆารามํ สุมาปิตํ ภิกฺขุสงฺเฆ นิสีทิตฺวา อิทํ วจนมพฺรวิ ฯ |๘.๔๗๒| โย โส พุทฺธสฺส ปาทาสิ สงฺฆารามํ สุมาปิตํ ตมหํ กิตฺตยิสฺสามิ สุณาถ มม ภาสโต ฯ |๘.๔๗๓| หตฺถี อสฺสา รถา ปตฺตี เสนา จ จตุรงฺคินี ปริวาเรนฺติมํ นิจฺจํ สงฺฆารามสฺสิทํ ผลํ ฯ |๘.๔๗๔| สฏฺฐี ตุริยสหสฺสานิ เภริโย สมลงฺกตา ปริวาเรนฺติมํ นิจฺจํ สงฺฆารามสฺสิทํ ผลํ ฯ |๘.๔๗๕| ฉฬาสีติสหสฺสานิ นาริโย สมลงฺกตา วิจิตฺตวตฺถาภรณา อามุตฺตมณิกุณฺฑลา ฯ |๘.๔๗๖| อาฬารมุขา หสุลา สุสญฺญา ตนุมชฺฌิมา ปริวาเรสฺสนฺติมํ นิจฺจํ สงฺฆารามสฺสิทํ ผลํ ฯ |๘.๔๗๗| ตึสกปฺปสหสฺสานิ เทวโลเก รมิสฺสติ สหสฺสกฺขตฺตุํ เทวินฺโท เทวรชฺชํ กริสฺสติ ฯ |๘.๔๗๘| เทวราเชน ปตฺตพฺพํ สพฺพํ ปฏิลภิสฺสติ อนูนโภโค หุตฺวาน เทวรชฺชํ กริสฺสติ ฯ |๘.๔๗๙| สหสฺสกฺขตฺตุํ จกฺกวตฺติ ราชา รฏฺเฐ ภวิสฺสติ ฯ ปฐพฺยา รชฺชํ วิปุลํ คณนาโต อสงฺขยํ ฯ |๘.๔๘๐| กปฺปสตสหสฺสมฺหิ โอกฺกากกุลสมฺภโว โคตโม นาม โคตฺเตน สตฺถา โลเก ภวิสฺสติ ฯ |๘.๔๘๑| ตสฺส ธมฺเมสุ ทายาโท โอรโส ธมฺมนิมฺมิโต อุปาลิ นาม นาเมน เหสฺสติ สตฺถุ สาวโก ฯ |๘.๔๘๒| วินเย ปารมึ ปตฺวา ฐานาฐาเน จ โกวิโท ชินสาสนํ ธารยนฺโต วิหริสฺสตินาสโว ฯ |๘.๔๘๓| สพฺพเมตํ อภิญฺญาย โคตโม สกฺยปุงฺคโว ภิกฺขุสงฺเฆ นิสีทิตฺวา เอตทคฺเค ฐเปสฺสติ ฯ |๘.๔๘๔| อปริเมยฺยํ อุปาทาย ปตฺเถมิ ตว สาสนํ โส เม อตฺโถ อนุปฺปตฺโต สพฺพสํโยชนกฺขโย ฯ |๘.๔๘๕| ยถา สูลาวุโต โปโส ราชทณฺเฑน ตชฺชิโต สูเล สาตํ อวินฺทนฺโต ปริมุตฺตึว อิจฺฉติ ฯ |๘.๔๘๖| ตเถวาหํ มหาวีร ภวทณฺเฑน ตชฺชิโต กมฺมสูลาวุโต สนฺโต ปิปาสาเวทนาฏฺฐิโต ฯ |๘.๔๘๗| ภเว สาตํ น วินฺทามิ ฑยฺหนฺโต ตีหิ อคฺคิหิ ปริมุตฺตึ คเวสามิ ยถา จ ราชทณฺฑโต ฯ |๘.๔๘๘| ยถา วิสารโท ปุริโส วิเสน ปริปีฬิโต อคทํ โส คเวเสยฺย วิสฆาตายุปายนํ ฯ |๘.๔๘๙| คเวสมาโน ปสฺเสยฺย อคทํ วิสฆาตกํ ตํ ปิวิตฺวา สุขี อสฺส วิสมฺหา ปริมุตฺติยา ฯ |๘.๔๙๐| ตเถวาหํ มหาวีร ยถา วิสคโต นโร สมฺปีฬิโต อวิชฺชาย สทฺธมฺมาคทเมสหํ ฯ |๘.๔๙๑| ธมฺมาคทํ คเวสนฺโต อทฺทกฺขึ สกฺยสาสนํ อคฺคสจฺโจสถานนฺตํ สพฺพสลฺลวิโนทนํ ฯ |๘.๔๙๒| ธมฺโมสถํ ปิวิตฺวาน วิสํ สพฺพํ สมูหนึ อชรามรํ สีติภาวํ นิพฺพานํ ปสฺสยึ อหํ ฯ |๘.๔๙๓| ยถา ภูตตชฺชิโต โปโส ภูตคฺคาเหน ปีฬิโต ภูตเวชฺชํ คเวเสยฺย ภูตสฺมา ปริมุตฺติยา ฯ |๘.๔๙๔| คเวสมาโน ปสฺเสยฺย ภูตวิชฺชาสุ โกวิทํ ตสฺส โส วิหญฺเญ ภูตํ สมูลญฺจ วินาสเย ฯ |๘.๔๙๕| ตเถวาหํ มหาวีร ตมคฺคาเหน ปีฬิโต ญาณาโลกํ คเวสามิ ตมโต ปริมุตฺติยา ฯ |๘.๔๙๖| อถทฺทสํ สกฺยมุนึ กิเลสตมโสธนํ โส เม ตมํ วิโนเทสิ ภูตเวชฺโชว ภูติกํ ฯ |๘.๔๙๗| สํสารโสตํ สญฺฉินฺทึ ตณฺหาโสตํ นิวารยึ ภวํ อุคฺฆาตยึ สพฺพํ ภูตเวชฺโชว มูลโต ฯ |๘.๔๙๘| ครุโฬ ยถา โอปตติ ปนฺนคํ ภกฺขมตฺตโน สมนฺตา โยชนสตํ วิกฺโขเภติ มหาสรํ ฯ |๘.๔๙๙| ปนฺนคํ โส คเหตฺวาน อโธสีสํ วิเหฐยํ อาทาย โส ปกฺกมติ เยน กามํ วิหงฺคโม ฯ |๘.๕๐๐| ตเถวาหํ มหาวีร ยถาปิ ครุโฬ พลี อสงฺขตํ คเวสนฺโต โทเส วิกฺขาลยึ อหํ ฯ |๘.๕๐๑| ทิฏฺโฐ อหํ ธมฺมวรํ สนฺติปทํ อนุตฺตรํ อาทาย วิหราเมตํ ครุโฬ ปนฺนคํ ยถา ฯ |๘.๕๐๒| อาสาวตี นาม ลตา ชาตา จิตฺตลตาวเน ตสฺสา วสฺสสหสฺเสน เอกํ นิพฺพตฺตเต ผลํ ฯ |๘.๕๐๓| ตํ เทวา ปยิรุปาสนฺติ ตาว ทูรผลํ สกึ เทวานํ สา ปิยา เอวํ อาสาวตี ผลุตฺตมา ฯ |๘.๕๐๔| สตสหสฺสํ อุปาทาย ตาหํ ปริจเร มุนึ สายํ ปาตํ นมสฺสามิ เทวา อาสาวตึ ยถา ฯ |๘.๕๐๕| อวญฺฌา ปาริจริยา อโมฆา จ นมสฺสนา ทูราคตํปิ มํ สนฺตํ ขโณ มํ น วิราธยิ ฯ |๘.๕๐๖| ปฏิสนฺธึ น ปสฺสามิ วิจินนฺโต ภเว อหํ นิรูปธิ วิปฺปมุตฺโต อุปสนฺโต จรามหํ ฯ |๘.๕๐๗| ยถาปิ ปทุมํ นาม สุริยรํเสน ปุปฺผติ ตเถวาหํ มหาวีร พุทฺธรํเสน ปุปฺผิโต ฯ |๘.๕๐๘| ยถา พลากโยนิมฺหิ น วิชฺชติ ปุมา สทา เมเฆสุ คชฺชมาเนสุ คพฺภํ คณฺหนฺติ ตา สทา ฯ |๘.๕๐๙| จิรํปิ คพฺภํ ธาเรนฺติ ยาว เมโฆ น คชฺชติ ภารโต ปริมุจฺจนฺติ ยทา เมโฆ ปวสฺสติ ฯ |๘.๕๑๐| ปทุมุตฺตรพุทฺธสฺส ธมฺมเมเฆน คชฺชโต สทฺเทน ธมฺมเมฆสฺส ธมฺมคพฺภํ อคณฺหหํ ฯ |๘.๕๑๑| สตสหสฺสํ อุปาทาย ปุญฺญคพฺภํ ธเรมหํ นปฺปมุญฺจามิ ภารโต ธมฺมเมโฆ น คชฺชติ ฯ |๘.๕๑๒| ยทา ตุวํ สกฺยมุนิ รมฺเม กาปิลวตฺถเว คชฺชสิ ธมฺมเมเฆน ภารโต ปริมุจฺจหํ ฯ |๘.๕๑๓| สุญฺญตํ อนิมิตฺตญฺจ อถาปณิหิตํปิ จ จตุโร จ ผเล สพฺเพ ธมฺมํ วิชฏิ ตํปิหํ ฯ ทุติยภาณวารํ ฯ |๘.๕๑๔| อปริเมยฺยํ อุปาทาย ปตฺเถมิ ตว สาสนํ โส เม อตฺโถ อนุปฺปตฺโต สนฺติปทํ อนุตฺตรํ ฯ |๘.๕๑๕| วินเย ปารมึ ปตฺโต ยถาปิ ปาฐิโก อิสี น เม สมสโม อตฺถิ ธาเรมิ สาสนํ อหํ ฯ |๘.๕๑๖| วินเย ขนฺธเก จาปิ ติกจฺเฉเทว ปญฺจเก เอตฺถ เม วิมติ นตฺถิ อกฺขเร พฺยญฺชเนปิ วา ฯ |๘.๕๑๗| นิคฺคเห ปฏิกมฺเม จ ฐานาฐาเน จ โกวิโท โอสารเณ วุฏฺฐาปเน สพฺพตฺถ ปารมึ คโต ฯ |๘.๕๑๘| วินเย ขนฺธเก จาปิ นิกฺขิปิตฺวา ปทํ อหํ อุภโต วิภงฺเค เจว รสโต โอสเรยฺยหํ ฯ |๘.๕๑๙| นิรุตฺติยา จ กุสโล อตฺถานตฺเถ จ โกวิโท อนญฺญาตํ มยา นตฺถิ เอกคฺโค สตฺถุ สาสเน ฯ |๘.๕๒๐| รูปทกฺโข อหํ อชฺช สกฺยปุตฺตสฺส สาสเน กงฺขํ สพฺพํ วิโนเทมิ ฉินฺทามิ สพฺพสํสยํ ฯ |๘.๕๒๑| ปทํ อนุปทญฺจาปิ อกฺขรญฺจาปิ พฺยญฺชนํ นิทาเน ปริโยสาเน สพฺพตฺถ โกวิโท อหํ ฯ |๘.๕๒๒| ยถาปิ ราชา พลวา นิหนิตฺวา ปรนฺตเป วิชินิตฺวาน สงฺคามํ นครํ ตตฺถ มาปเย ฯ |๘.๕๒๓| ปาการํ ปริกฺขญฺจาปิ เอสิกํ ทฺวารโกฏฺฐกํ อฏฺฏาลเก จ วิวิเธ การเย นคเร พหู ฯ |๘.๕๒๔| สึฆาฏกํ ปจฺจุรญฺจ สุวิภตฺตนฺตราปณํ การาเปยฺย สภํ ตตฺถ อตฺถานตฺถวินิจฺฉยํ ฯ |๘.๕๒๕| นิคฺฆาฏตฺถํ อมิตฺตานํ ฉิทฺทาฉิทฺทญฺจ ชานิตุํ พลกายสฺส รกฺขาย เสนามจฺจํ ฐเปติ โส ฯ |๘.๕๒๖| อารกฺขตฺถาย ภณฺฑสฺส นิธานกุสลํ นรํ มา เม ภณฺฑํ วินสฺสีติ ภณฺฑรกฺขํ ฐเปติ โส ฯ |๘.๕๒๗| สมคฺโค โหติ โส รญฺโญ วุฑฺฒึ ยสฺส จ อิจฺฉติ ตสฺสาธิกรณํ เทติ มิตฺตสฺส ปฏิปชฺชิตุํ ฯ |๘.๕๒๘| อุปฺปาเทสุ นิมิตฺเตสุ ลกฺขเณสุ จ โกวิทํ อชฺฌายกํ มนฺตธรํ โปโรหิจฺเจ ฐเปติ โส ฯ |๘.๕๒๙| เอเตหงฺเคหิ สมฺปนฺโน ขตฺติโยติ ปวุจฺจติ สทา รกฺขนฺติ ราชานํ จกฺกวาโกว ทุกฺขินํ ฯ |๘.๕๓๐| ตเถว ตฺวํ มหาวีร หตามิตฺโตว ขตฺติโย สเทวกสฺส โลกสฺส ธมฺมราชาติ วุจฺจติ ฯ |๘.๕๓๑| ติตฺถิเย นีหริตฺวาน มารญฺจาปิ สเสนกํ ตมนฺธการํ วิธํเสตฺวา ธมฺมนครํ อมาปยิ ฯ |๘.๕๓๒| สีลํ ปาการิกํ ตตฺถ ญาณนฺเต ทฺวารโกฏฺฐกํ สทฺธา เต เอสิกา ธีร ทฺวารปาโล จ สํวโร ฯ |๘.๕๓๓| สติปฏฺฐานมฏฺฏาลํ ปญฺญา เต จจฺจรํ มุเน อิทฺธิปาทญฺจ สิงฺฆาฏํ ธมฺมวีถิ สุมาปิตํ ฯ |๘.๕๓๔| สุตฺตนฺตํ อภิธมฺมญฺจ วินยํ จาปิ เกวลํ นวงฺคํ พุทฺธวจนํ เอสา ธมฺมสภา ตว ฯ |๘.๕๓๕| สุญฺญตํ อนิมิตฺตญฺจ วิหารญฺจาปณีหิตํ อเนโช จ นิโรโธ จ เอสา ธมฺมกุฏี ตว ฯ |๘.๕๓๖| ปญฺญาย อคฺโค นิกฺขิตฺโต ปฏิภาเณ จ โกวิโท สารีปุตฺโตติ นาเมน ธมฺมเสนาปตี ตว ฯ |๘.๕๓๗| จุตูปปาตกุสโล อิทฺธิยา ปารมึ คโต โกลิโต นาม นาเมน โปโรหิจฺโจ ตว มุเน ฯ |๘.๕๓๘| โปราณกวํสธโร อุคฺคเตโช ทุราสโท ธุตวาทิคุเณ อคฺโค อกฺขทสฺโส ตว มุเน ฯ |๘.๕๓๙| พหุสฺสุโต ธมฺมธโร สพฺพปาฐี จ สาสเน อานนฺโท นาม นาเมน ธมฺมรกฺโข ตว มุเน ฯ |๘.๕๔๐| เอเต สพฺเพ อติกฺกมฺม มเหสี ภควา มม วินิจฺฉยํ เม ปาทาสิ วินเย วิญฺญุเทสิตํ ฯ |๘.๕๔๑| โย โกจิ วินเย ปญฺหํ ปุจฺฉติ พุทฺธสาวโก ตตฺถ เม จินฺตนา นตฺถิ ตญฺเญวตฺถํ กเถมหํ ฯ |๘.๕๔๒| ยาวตา พุทฺธเขตฺตมฺหิ ฐเปตฺวา จ มหามุนึ วินเย มาทิโส นตฺถิ กุโต ภิยฺโย ภวิสฺสติ ฯ |๘.๕๔๓| ภิกฺขุสงฺเฆ นิสีทิตฺวา เอวํ คชฺชติ โคตโม อุปาลิสฺส สโม นตฺถิ วินเย ขนฺธเกสุ จ ฯ |๘.๕๔๔| ยาวตา พุทฺธภณิตํ นวงฺคํ สตฺถุสาสนํ วินเย กถิตํ สพฺพํ วินยมูลปสฺสิโน ฯ |๘.๕๔๕| มม กมฺมํ สริตฺวาน โคตโม สกฺยปุงฺคโว ภิกฺขุสงฺเฆ นิสีทิตฺวา เอตทคฺเค ฐเปสิ มํ ฯ |๘.๕๔๖| สตสหสฺสํ อุปาทาย อิมํ ฐานํ อปตฺถยึ โส เม อตฺโถ อนุปฺปตฺโต วินเย ปารมึ คโต ฯ |๘.๕๔๗| สกฺยานํ นนฺทิชนโก กปฺปโก อาสิหํ ปุเร วิชหิตฺวาน ตํ ชาตึ ปุตฺโต ชาโต มเหสิโน ฯ |๘.๕๔๘| อิโต ทุติยเก กปฺเป อญฺชโส นาม ขตฺติโย อนนฺตเตโช อมิตยโส ภูมิปาโล มหทฺธโน ฯ |๘.๕๔๙| ตสฺส รญฺโญ อหํ ปุตฺโต จนฺทโน นาม ขตฺติโย ชาติมเทน ปตฺถทฺโธ ยโสโภคมเทน จ ฯ |๘.๕๕๐| นาคสตสหสฺสานิ สพฺพาลงฺการภูสิตา ติธา ปภินฺนา มาตงฺคา ปริวาเรนฺติ มํ สทา ฯ |๘.๕๕๑| สพเลหิ ปเรโตหํ อุยฺยานํ คนฺตุกามโก อารุยฺห สิริกํ นาคํ นครา นิกฺขมึ ตทา ฯ |๘.๕๕๒| จรเณน จ สมฺปนฺโน คุตฺตทฺวาโร สุสํวุโต เทวโล นาม สมฺพุทฺโธ อาคจฺฉิ ปุรโต มมํ ฯ |๘.๕๕๓| เปเสตฺวา สิริกํ นาคํ พุทฺธํ อาสาทยึ ตทา ตโต สญฺชาตโกโปว นาโค นุทฺธรโก ปทํ ฯ |๘.๕๕๔| นาคํ รุณฺณมนํ ทิสฺวา พุทฺเธ โกปํ อกาสหํ วิเหฐยิตฺวา สมฺพุทฺธํ อุยฺยานํ อคมาสหํ ฯ |๘.๕๕๕| สาตํ ตตฺถ น วินฺทามิ สิโร ปชฺชลิโต ยถา ปริฬาเหน ฑยฺหามิ มจฺโฉว พลิสาทโก ฯ |๘.๕๕๖| สสาครนฺตา ปฐวี อาทิตฺตา วิย โหติ เม ปิตุ สนฺติกุปาคมฺม อิทํ วจนมพฺรวึ ฯ |๘.๕๕๗| อาสีวิสํว กุปิตํ อคฺคิกฺขนฺธํว อาคตํ มตฺตํว กุญฺชรํ ทนฺตึ ยํ สยมฺภุํ อสาทยึ ฯ |๘.๕๕๘| อาสาทิโต มยา พุทฺโธ โฆโร อุคฺคตโป ชิโน ปุรา สพฺเพ วินสฺสาม ขมาเปสฺสาม ตํ มุนึ ฯ |๘.๕๕๙| โน เจ ตํ นิชฺฌาเปสฺสาม อตฺตทนฺตํ สมาหิตํ โอเรน สตฺตเม ทิวเส รฏฺฐมฺเม วิธมิสฺสติ ฯ |๘.๕๖๐| สุเมขโล โกสิโย จ สิคฺคโว จาปิ สตฺตโก อาสาทยิตฺวา อิสโย ทุคฺคตา เต สเสนกา ฯ |๘.๕๖๑| ยทา กุปฺปนฺติ อิสโย สญฺญตา พฺรหฺมจาริโน สเทวกํ วินาเสนฺติ สสาครํ สปพฺพตํ ฯ |๘.๕๖๒| ติโยชนสหสฺสมฺหิ ปุริเส สนฺนิปาตยึ อจฺจยํ เทสนตฺถาย สยมฺภุํ อุปสงฺกมึ ฯ |๘.๕๖๓| อลฺลวตฺถา อลฺลสิรา สพฺเพว ปญฺชลีกตา พุทฺธสฺส ปาเท นิปติตฺวา อิทํ วจนมพฺรวุํ ฯ |๘.๕๖๔| ขมสฺสุ ตฺวํ มหาวีร อภิยาจติ ตํ ชโน ปริฬาหํ วิโนเทหิ มา จ รฏฺฐํ วินาสเย ฯ |๘.๕๖๕| สเทวมานุสา สพฺเพ สทานวา สรกฺขสา อโยมเยน กูเฏน สิรํ ภินฺเทยฺยุ เม สทา ฯ |๘.๕๖๖| อุทเก อคฺคิ น สณฺฐาติ วีชํ เสเล น รูหติ อคเท กิมิ น สณฺฐาติ โกโป พุทฺเธ น ชายติ ฯ |๘.๕๖๗| ยถา จ ภูมิ อจลา อปฺปเมยฺโย จ สาคโร อนนฺตโก จ อากาโส เอวํ พุทฺธา อโขภิยา ฯ |๘.๕๖๘| อตฺตทนฺตา มหาวีรา ขมิตา จ ตปสฺสิโน ขนฺตานํ ขมิตานํ จ คมนํ โว น วิชฺชติ ฯ |๘.๕๖๙| อิทํ วตฺวาน สมฺพุทฺโธ ปริฬาหํ วิโนทยิ มหาชนสฺส ปุรโต นภํ อพฺภุคฺคมี ตทา ฯ |๘.๕๗๐| เตน กมฺเมนหํ วีร หีนตฺตํ อชฺฌุปาคโต สมติกฺกมฺม ตํ ชาตึ ปาวิสึ อภยํ ปุรํ ฯ |๘.๕๗๑| ตทาปิ มํ มหาวีร ฑยฺหมานํ สุสณฺฐิตํ ปริฬาหํ วิโนเทสิ สยมฺภุํ จ ขมาปยึ ฯ |๘.๕๗๒| อชฺชาปิ มํ มหาวีร ฑยฺหมานํ ติหคฺคิภิ นิพฺพาเปสิ ตโย อคฺคี สีติภาวญฺจ ปาปยึ ฯ |๘.๕๗๓| เยสํ โสตาวธานตฺถิ สุณาถ มม ภาสโต อตฺถํ ตุยฺหํ ปวกฺขามิ ยถาทิฏฺฐํ ปทํ มมํ ฯ |๘.๕๗๔| สยมฺภุํ ตํ วิมาเนตฺวา สนฺตจิตฺตํ สมาหิตํ เตน กนฺเมนหํ อชฺช ชาโตมฺหิ นีจโยนิยํ ฯ |๘.๕๗๕| มา โว ขณํ วิราเธถ ขณาตีตา หิ โสจเร สทตฺเถ วายเมยฺยาถ ขโณ โว ปฏิปาทิโต ฯ |๘.๕๗๖| เอกจฺจานญฺจ วมนํ เอกจฺจานํ วิเรจนํ วิสํ หลาหลํ เอเก เอกจฺจานญฺจ โอสถํ ฯ |๘.๕๗๗| วมนํ ปฏิปนฺนานํ ผลฏฺฐานํ วิเรจนํ โอสถํ ผลลาภีนํ ปุญฺญกฺเขตฺตํ คเวสินํ ฯ |๘.๕๗๘| สาสเนน วิรุทฺธานํ วิสํ หลาหลํ ยถา อาสีวิโส ทุฏฺฐวิโส เอกํ ฌาเปติ ตํ นรํ ฯ |๘.๕๗๙| สกึ ปีตํ หลาหลํ อุปรุทฺเธติ ชีวิตํ สาสเนน วิรุชฺฌิตฺวา กปฺปโกฏิมฺหิ ฑยฺหติ ฯ |๘.๕๘๐| ขนฺติยา อวิหึสาย เมตฺตจิตฺตวตาย จ สเทวกํ โส ตรติ ตสฺมา เต อวิโรธิยา ฯ |๘.๕๘๑| ลาภาลาเภ น สชฺชนฺติ สมฺมานเน วิมานเน ปฐวีสทิสา พุทฺธา ตสฺมา เต น วิโรธิยา ฯ |๘.๕๘๒| เทวทตฺเต จ วธเก โจเร จงฺคุลิมาลเก ราหุเล ธนปาเล จ สพฺเพสํ สมโก มุนิ ฯ |๘.๕๘๓| เอเตสํ ปฏิฆํ นตฺถิ ราโคเมสํ น วิชฺชติ สพฺเพสํ สมโก พุทฺโธ วธกสฺโสรสสฺส จ ฯ |๘.๕๘๔| ปนฺเถ ทิสฺวาน กาสาวํ ฉฑฺฑิตํ มิฬฺหมกฺขิตํ สิรสา อญฺชลึ กตฺวา วนฺทิตพฺพํ อิสิทฺธชํ ฯ |๘.๕๘๕| อพฺภตีตา จ เย พุทฺธา วตฺตมานา อนาคตา ธเชนาเนน สุชฺฌนฺติ ตสฺมา เอเต นมสฺสิยา ฯ |๘.๕๘๖| สตฺถุกปฺปํ สุวินยํ ธาเรมิ หทเยนหํ นมสฺสมาโน วินยํ วิหริสฺสามิ สพฺพทา ฯ |๘.๕๘๗| วินโย อาสโย มยฺหํ วินโย ฐานจงฺกมํ กปฺเปมิ วินเย วาสํ วินโย มยฺห โคจโร ฯ |๘.๕๘๘| วินเย ปารมิปฺปตฺโต สมเถ จาปิ โกวิโท อุปาลิ ตํ มหาวีร ปาเท วนฺทติ สตฺถุโน ฯ |๘.๕๘๙| โส อหํ วิจริสฺสามิ คามา คามํ ปุรา ปุรํ นมสฺสมาโน สมฺพุทฺธํ ธมฺมสฺส จ สุธมฺมตํ ฯ |๘.๕๙๐| กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา สพฺพาสวา ปริกฺขีณา นตฺถิ ทานิ ปุนพฺภโว ฯ |๘.๕๙๑| สฺวาคตํ วต เม อาสิ พุทฺธเสฏฺฐสฺส สนฺติเก ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ |๘.๕๙๒| ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา อุปาลิ เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ อุปาลิตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ

ในพระนครหงสวดี มีพราหมณ์ชื่อว่าสุชาต สั่งสมทรัพย์ไว้ประมาณ ๘๐ โกฏิ มีทรัพย์และข้าวเปลือกมากมาย เป็นผู้เล่าเรียน ทรงจำมนต์ ผู้จบไตรเพท ถึงที่สุดในตำราทำนายลักษณะคัมภีร์อิติหาสะ และในคัมภีร์พราหมณ์ ใน กาลนั้น ปริพาชกผู้มุ่นผมรวมกัน สาวกของพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์ พระอาทิตย์ และดาบสผู้สืบข่าว เที่ยวไปในพื้นแผ่นดิน แม้พวกเขาก็ ห้อมล้อมข้าพระองค์ ด้วยคิดว่า เป็นพราหมณ์มีชื่อเสียง ชนเป็นอันมาก บูชาข้าพระองค์ แต่ข้าพระองค์ไม่บูชาใครๆ เพราะข้าพระองค์ไม่เห็นใคร ที่ควรบูชา เวลานั้น ข้าพระองค์มีมานะจัด คำว่าพุทโธ ยังไม่มี ตลอดเวลา ที่พระชินเจ้ายังไม่อุบัติโดยกาลล่วงวันและคืนไป พระพุทธเจ้าพระนามว่า ปทุมุตระผู้เป็นนายกทรงบรรเทาความมืดทั้งปวงแล้ว เสด็จอุบัติขึ้นในโลก ในศาสนาของพระองค์ มีหมู่ชนแพร่หลายมากมาย แน่นหนา เวลานั้น พระพุทธเจ้าเสด็จเข้าไปสู่พระนครหงสวดี พระพุทธเจ้าผู้มีจักษุ ทรงแสดง ธรรมเพื่อประโยชน์แก่พระพุทธธิดา ในกาลนั้น บริษัทโดยรอบประมาณ โยชน์หนึ่ง ในกาลนั้น ดาบสชื่อสุนันทะอันหมู่มนุษย์สมมติแล้ว (ว่าเลิศ) ได้เอาดอกไม้ทำร่มบังแดดให้ทั่วพุทธบริษัท พระพุทธเจ้าทรงประกาศสัจจะ ๔ ภายใต้มณฑปดอกไม้อันประเสริฐ ธรรมาภิสมัยได้มีแก่สัตว์ประมาณแสน โกฏิ พระพุทธเจ้าทรงยังเมล็ดฝน คือ ธรรมให้ตกตลอด ๗ คืน ๗ วัน เมื่อถึงวันที่ ๘ พระชินเจ้าทรงพยากรณ์สุนันทะดาบสว่า ท่านผู้นี้เมื่อท่อง เที่ยวอยู่ในเทวโลกหรือในมนุษย์ จักเป็นคนประเสริฐกว่าเขาทั้งหมด ท่องเที่ยวไปในภพ ในแสนกัลป พระศาสดามีพระนามว่าโคดม มีสมภพ ในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติในโลก ผู้นี้เป็นบุตรของนาง มันตานีชื่อปุณณะ จักเป็นสาวกของพระศาสดาพระองค์นั้น จักเป็นโอรส ผู้รับมรดกในธรรมทั้งหลาย อันธรรมนิรมิตแล้ว เวลานั้น พระสัมพุทธเจ้า ทรงยังชนทั้งปวงให้ร่าเริง ทรงแสดงพระกำลังของพระองค์ พยากรณ์สุนันท- ดาบสด้วยประการอย่างนี้ ชนทั้งหลายประนมอัญชลีนมัสการสุนันทดาบส ในการนั้น ครั้นสุนันทดาบสทำสักการะในพระพุทธเจ้าแล้ว จึงชำระคติ ของตน เพราะข้าพระองค์ได้ฟังดำรัสของพระมุนี จึงได้มีความดำริ ณ ที่ นั้นว่า เราจักก่อสร้างบุญสมภาร ขณะที่กำลังเห็นพระโคดมอยู่ ครั้นข้า พระองค์คิดอย่างนี้แล้ว จึงคิดถึงบุญกิริยาว่า เราจะพึงก่อสร้างอย่างไร จะ ประพฤติกรรมอะไร ในบุญเขตอันยอดเยี่ยม ก็ภิกษุนี้ชำนาญบาลีทั้งปวง ในศาสนา พระศาสดาทรงตั้งไว้เป็นเลิศฝ่ายวินัย เราพึงปรารถนาฐานะ นั้นเถิด โภคสมบัติของข้าพระองค์ประมาณมิได้ เปรียบดังสาครอันอะไร ให้กระเพื่อมไม่ได้ ข้าพระองค์ได้สร้างอารามถวายแก่พระพุทธเจ้า ด้วย โภคสมบัตินั้น ได้ซื้ออารามนามว่าโสภณ ณ เบื้องหน้าพระนคร ด้วยทรัพย์ แสนหนึ่ง ถวายให้เป็นสังฆาราม ข้าพระองค์ได้สร้างเรือนยอด ปราสาท มณฑป เรือนโล้น และถ้ำอย่างสวยงาม ไว้ในที่จงกรม ใกล้สังฆาราม ได้สร้างเรือนไฟ โรงไฟ หม้อน้ำ และห้องอาบน้ำแล้ว ได้ถวายแก่ ภิกษุสงฆ์ ได้ถวายเก้าอี้นอน ตั่ง ภาชนะเครื่องใช้สอย คนเฝ้าอาราม และเภสัชนั้นทุกๆ อย่าง ได้ตั้งอารักขาไว้แล้ว ให้สร้างกำแพงอย่างมั่นคง ด้วยหวังว่า ใครๆ อย่าเบียดเบียนสังฆารามของท่านผู้มีจิตระงับ ผู้คงที่เลย ได้ให้สร้างกุฏีที่อยู่ ๑๐๐ หลังไว้ในสังฆาราม ครั้นให้สร้างสำเร็จไพบูลย์ แล้ว น้อมถวายกะพระสัมพุทธเจ้าว่า ข้าแต่พระมุนี ข้าพระองค์สร้างอาราม สำเร็จแล้ว ขอพระองค์โปรดทรงรับเถิด ข้าแต่พระธีรเจ้า ข้าพระองค์ มอบถวายพระองค์ ขอได้โปรดทรงรับเถิดพระเจ้าข้า พระพุทธเจ้าพระนาม ว่าปทุมุตระผู้ทรงรู้แจ้งโลก เป็นนายกของโลก ทรงควรรับเครื่องบูชา ทรง ทราบความดำริของข้าพระองค์แล้ว ได้ทรงรับสังฆาราม ข้าพระองค์ทราบว่า พระสัพพัญญูผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ทรงรับแล้ว ให้ตระเตรียมโภชนะ เสร็จแล้ว จึงกราบทูลเวลาเสวย เมื่อข้าพระองค์กราบทูลเวลาเสวยแล้ว พระปทุมุตระผู้นายกของโลก เสด็จมาสู่อารามของข้าพระองค์ พร้อมด้วย พระขีณาสพพันหนึ่ง ข้าพระองค์ทราบเวลาว่าพระองค์ประทับนั่งแล้ว ได้ เลี้ยงดูให้อิ่มหนำด้วยข้าวน้ำ ครั้นได้ทราบเวลาเสวยเสร็จแล้ว ได้กราบทูล ดังนี้ว่า ข้าพระองค์ซื้ออารามชื่อ โสภณ ด้วยทรัพย์แสนหนึ่ง ได้สร้างจน เสร็จด้วยทรัพย์เท่านั้นเหมือนกัน ขอได้โปรดทรงรับเถิดพระมุนี ด้วยการ ถวายอารามนี้ และด้วยการตั้งเจตนาไว้ เมื่อข้าพระองค์เกิดอยู่ในภพ ย่อม ได้สิ่งที่ปรารถนา พระสัมพุทธเจ้าทรงรับสังฆารามที่ข้าพระองค์สร้างเสร็จ แล้ว ประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ได้ตรัสพระดำรัสนี้ว่า ผู้ใดได้ถวาย สังฆารามที่สร้างสำเร็จแล้วแด่พระพุทธเจ้า เราจะพยากรณ์ผู้นั้น ท่าน ทั้งหลายจงฟังเรากล่าว จตุรงคเสนา คือ พลช้าง พลม้า พลรถ พลราบ จะแวดล้อมผู้นี้อยู่เป็นนิจ นี้เป็นผลแห่งการถวายสังฆาราม ดนตรีหกหมื่น และเภรีอันประดับประดาสวยงาม จะแวดล้อมผู้นี้อยู่เป็นนิจ นี้เป็นผล แห่งการถวายสังฆาราม นางนารีแปดหมื่นหกพัน อันตกแต่งงดงาม มีผ้า และอาภรณ์อันวิจิตร สวมสอดแก้วมณีและกุณฑล มีหน้าแฉล้ม ยิ้มแย้ม ตะโพกผึ่งผาย เอวเล็กเอวบาง จะแวดล้อมผู้นี้อยู่เป็นนิจ นี้เป็นผลแห่ง การถวายสังฆาราม ผู้นี้จักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลก ตลอดสามหมื่นกัลป จักเป็นจอมเทวดาเสวยราชสมบัติในเทวโลกพันครั้ง จักได้ของทุกอย่างที่ ท้าวเทวราชจะพึงได้ จักเป็นผู้มีโภคสมบัติไม่รู้จักพร่อง เสวยเทวราชสมบัติ อยู่ จักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิอยู่ในแว่นแคว้นพันครั้ง จักเป็นพระราชาอัน ไพบูลย์ในแผ่นดินโดยจะคณานับไม่ถ้วน ในแสนกัลป พระศาสดาพระนาม ว่า โคดมโดยพระโคตร ซึ่งสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จ อุบัติในโลก ผู้นี้จักเป็นสาวกของพระศาสดาพระองค์นั้น เป็นโอรสผู้รับ มรดกในธรรม อันธรรมนิรมิต มีนามชื่อว่า อุบาลี จักถึงที่สุดในพระวินัย ฉลาดในฐานะและมิใช่ฐานะ ดำรงพระศาสนาของพระชินเจ้า ไม่มีอาสวะอยู่ พระโคดมศากยบุตรผู้ประเสริฐ ได้ทรงทราบข้อนี้ทั้งสิ้นแล้วประทับนั่งใน ท่ามกลางภิกษุสงฆ์ จักทรงตั้งไว้ในเอตทัคคะสถาน ข้าพระองค์อาศัยบุญกุศล อันประมาณมิได้ ย่อมปรารถนา (ว่าพึงเป็นภิกษุผู้เลิศกว่าบรรดาภิกษุผู้ทรง พระวินัย) ในศาสนาของพระองค์ ประโยชน์ คือ ความสิ้นสังโยชน์ ทั้งปวงนั้น ข้าพระองค์บรรลุแล้วเปรียบเหมือนคนอันพระราชอาญาคุกคาม ถูกเสียบด้วยหลาว ไม่ได้ความสุขที่หลาวปรารถนาจะพ้นไปอย่างเดียว ฉันใด ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า ข้าพระองค์ก็ฉันนั้น อันอาญา คือ ภพคุกคามแล้ว ถูกเสียบด้วยหลาว คือ กรรม ถูกเวทนา คือ ความกระหายบีบคั้น ไม่ได้ ความสุขในภพ ถูกไฟ ๓ กองแผดเผาอยู่ ย่อมแสวงหาอุบายเครื่องพ้น ดังคนแสวงหาอุบายเพื่อฆ่ายาพิษ พึงแสวงหายา เมื่อแสวงหาอยู่ พึงพบ ยาเครื่องฆ่ายาพิษ ดื่มยานั้นแล้วพึงมีสุข เพราะพ้นจากพิษฉันใด ข้าแต่ พระมหาวีรเจ้า ข้าพระองค์ก็เหมือนคนอันยาพิษบีบคั้น ฉันนั้น ถูกอวิชชา บีบคั้นแล้ว ก็พึงแสวงหายา คือ สัทธรรม เมื่อแสวงหายา คือธรรมอยู่ ได้พบศาสนาของพระองค์ผู้ศากยบุตร อันเป็นของจริงอย่างเลิศสุดยอด โอสถ เป็นเครื่องบรรเทาลูกศรทั้งปวง ข้าพระองค์ดื่มยา คือ ธรรมแล้ว ถอนยาพิษ คือ สังสารทุกข์ได้หมดแล้ว ข้าพระองค์ได้พบนิพพานอัน ไม่แก่ไม่ตาย เป็นธรรมชาติเย็นสนิท เปรียบเหมือนคนถูกผีคุกคาม ได้รับ ทุกข์เพราะผีสิง พึงแสวงหาหมอผีเพื่อจะพ้นจากผี เมื่อแสวงหาไป ก็พึง พบหมอฉลาดในวิชาไล่ผี หมอนั้นพึงขับผีให้แก่คนนั้น และพึงให้พินาศ (ขับไล่ไป) พร้อมทั้งราก ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า ข้าพระองค์ก็ฉันนั้น ได้ รับทุกข์เพราะความมืดเข้าจับ จึงต้องแสวงหาแสงสว่าง คือ ญาณเพื่อจะ พ้นจากความมืด ที่นั้นจึงได้พบพระศากยมุนี ผู้ชำระความมืด คือ กิเลส ให้หมดจด (สว่าง) ได้ พระองค์ทรงบรรเทาความมืดให้ข้าพระองค์แล้ว ดังหมอผีขับไล่ผีไปได้ ฉะนั้น ข้าพระองค์ตัดกระแสสงสารได้แล้ว ห้าม กระแสตัณหาได้แล้ว ถอนภพได้สิ้นเชิงเหมือนหมอผีขับไล่ผีพร้อมทั้งถอน ราก ฉะนั้น เปรียบเหมือนพระยาครุฑ โฉบลงเพื่อจับนาคอันเป็นเหยื่อ ของตน ย่อมยังน้ำในสระใหญ่ให้กระเพื่อมตลอดร้อยโยชน์โดยรอบ ครั้น มันจับนาคได้แล้ว ห้อยหัวนาคไว้เบื้องต่ำทำให้ลำบาก ครุฑนั้นพาเอานาค ไปได้ตามความปรารถนา ฉันใด ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า ข้าพระองค์แสวง หาอสังขตธรรม เหมือนครุฑมีกำลังบินแสวงหานาค ฉะนั้น ข้าพระองค์ ได้คายโทษทั้งหลายแล้ว ข้าพระองค์เห็นธรรมอันประเสริฐ เป็นสันติบท ไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า ข้าพระองค์ถือเอาธรรมนี้อยู่ เหมือนครุฑจับนาคบินไป ฉะนั้น เถาวัลย์ชื่ออาสาวดี เกิดในสวนจิตรลดา โดยล่วงไปพันปี จึงเผล็ด ผลๆ หนึ่ง เทวดาทั้งหลายได้ใช้สอยผลอาสวดีนั้น ซึ่งมีผลคราวหนึ่ง นานเพียงนั้น เถาวัลย์อาสวดีนั้นมีผลอุดม เป็นที่รักของเทวดาทั้งหลาย อย่างนี้ ข้าพระองค์อาศัยแสนปี จึงได้เที่ยวมาใกล้พระองค์ผู้เป็นมุนี ได้ นมัสการทั้งเวลาเย็นเวลาเช้า เหมือนเทวดาเชยชมผลอาสวดี ฉะนั้น การ ได้มาใกล้ไม่เป็นหมัน และการนมัสการไม่เป็นโมฆะ แม้ข้าพระองค์จะมา แต่ที่ไกล ขณะก็ไม่ล่วงเลยข้าพระองค์ไป ข้าพระองค์ค้นคว้าหาปฏิสนธิ ในภพก็ไม่พบ ฉะนั้น ข้าพระองค์จึงไม่มีอุปธิ พ้นวิเศษแล้ว สงบระงับ เที่ยวไป เปรียบเหมือนดอกปทุม ย่อมบานเพราะรัศมีพระอาทิตย์ถูกต้อง ฉันใด ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า ข้าพระองค์ก็ฉันนั้น บานแล้วเพราะรัศมี พระพุทธเจ้า เปรียบเหมือนนกยางตัวผู้ ย่อมไม่มีในกำเนิดนกยางทุกเมื่อ เมื่อเมฆร้องกระหึ่ม นกยางมันย่อมมีครรภ์ทุกเมื่อ พวกมันย่อมทรงครรภ์ อยู่แม้นาน ตลอดเวลาที่สายฝนยังไม่ตก พวกมันย่อมพ้นจากการทรงครรภ์ เมื่อเวลาที่สายฝนตก ฉันใด ข้าพระองค์ก็ฉันนั้น เมื่อพระพุทธเจ้าทรง พระนามว่าปทุมุตระ ทรงประกาศกึกก้องด้วยเมฆ คือ ธรรม ได้ถือเอา ครรภ์ คือ ธรรม ด้วยเสียงแห่งเมฆ คือ ธรรม ข้าพระองค์อาศัยแสนกัลป ทรงครรภ์ คือ บุญอยู่ ยังไม่พ้นจากภาระ คือ สงสาร ตลอดเวลาที่สายฝน คือ ธรรมยังไม่ตก ข้าแต่พระศากยมุนี เมื่อเวลาที่พระองค์ทรงประกาศ กึกก้องด้วยสายฝน คือ ธรรม ในพระนครกบิลพัศดุ์ อันน่ารื่นรมย์ ข้า- พระองค์จึงได้พ้นจากภาระ คือ สงสาร ข้าพระองค์สะสาง (ชำระ) ธรรม คือสุญญตวิโมกข์ อนิมิตตวิโมกข์ อัปปณิหิตวิโมกข์ และผล ๔ ทั้งหมด แม้นั้น (สะอาด) ได้แล้ว. จบทุติยภาณวาร. ข้าพระองค์ปรารถนาศาสนาของพระองค์ ตั้งต้นแต่กัลปอันประมาณมิได้ ประโยชน์นั้น ข้าพระองค์ถึงแล้ว สันติบทอันยอดเยี่ยมข้าพระองค์บรรลุ แล้ว ข้าพระองค์เป็นผู้เลิศ เหมือนภิกษุผู้ชำนาญพระบาลีถึงที่สุดใน พระวินัย ฉะนั้น ไม่มีใครเสมอด้วยข้าพระองค์ ข้าพระองค์ย่อมทรง พระศาสนาไว้ ข้าพระองค์ไม่มีความสงสัยในวินัยขันธกะ คัมภีร์บริวาร ในอักขระหรือพยัญชนะ ในวินัยปิฎกนี้เลย ข้าพระองค์เป็นผู้ฉลาดในการข่ม ในการแก้ไขในฐานะและมิใช่ฐานะในการชักเข้าหมู่และในการให้ออกจาก อาบัติ ถึงที่สุดในวินัยกรรมทั้งปวง ข้าพระองค์ตั้งบทไว้ในวินัยขันธกะ และในอุภโตวิภังค์แล้ว พึงชักเข้าหมู่ (ประชุม) จากกิจ ข้าพระองค์ เป็นผู้ฉลาดในนิรุติ และเฉียบแหลมในประโยชน์ และมิใช่ประโยชน์ ข้าพระองค์จะไม่รู้นั้นไม่มี ข้าพระองค์เป็นผู้มีจิตมีอารมณ์เดียวในพุทธ ศาสนา วันนี้ ข้าพระองค์บรรเทาความเคลือบแคลงได้ทั้งสิ้น ตัดความ สงสัยได้ทั้งหมด ในคราวตัดสินวินัย ในศาสนาของพระผู้มีพระภาค ศากยบุตร ข้าพระองค์เป็นผู้ฉลาดในฐานะทั้งปวง คือ บัญญัติ อนุบัญญัติ อักขระ พยัญชนะ นิทาน และปริโยสาน เปรียบเหมือนพระราชาผู้ทรง พระกำลัง ทรงกำจัดเสนาของพระราชาอื่นแล้ว ทำให้เดือดร้อนชนะ สงครามแล้ว สร้างนครไว้ ณ ที่นั้นรับสั่งให้สร้างกำแพง คู เสาระเนียด ซุ้มประตู และป้อมต่างๆ ไว้ในนครเป็นอันมาก พึงรับสั่งให้สร้างถนน วงเวียน ร้านตลาดอันจัดไว้เรียบร้อย และสภาไว้ในนครนั้น เพื่อวินิจฉัย คดีและมิใช่คดี เพื่อจะป้องกันพวกศัตรู เพื่อจะรู้จักโทษและมิใช่โทษ และเพื่อจะรักษาพลกาย พระองค์จึงโปรดตั้งเสนาบดีไว้ เพื่อประสงค์จะ ทรงรักษาสิ่งของ พระองค์จึงโปรดตั้งขุนคลังไว้ในหน้าที่รักษาสิ่งของ โดย ทรงหวังว่า สิ่งของของเราอย่าฉิบหายเสียเลย เขาเป็นผู้สามัคคีกับพระราชา ปรารถนาความเจริญแก่ผู้ใด ย่อมให้อธิกรณ์แก่ผู้นั้น เพื่อปฏิบัติต่อมิตร (โดยไม่มีวิวาท) พระองค์โปรดตั้งคนผู้ฉลาดในลางดีลางร้ายในนิมิต และ ตำราทำนายลักษณะ ผู้เล่าเรียนทรงจำมนต์ ไว้ในตำแหน่งปุโรหิต พระราชานั้นทรงสมบูรณ์ด้วยองค์เหล่านี้ มหาชนย่อมเรียกว่า กษัตริย์ เสนาบดีเป็นต้นเหล่านี้ย่อมรักษาพระราชาทุกเมื่อ ดังนกจักพรากรักษานก ผู้เป็นญาติของตนที่ได้ทุกข์ ฉันใด ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า พระองค์ก็ฉันนั้น มหาชนย่อมกล่าวว่า พระธรรมราชาของโลกพร้อมทั้งเทวโลก เช่นพระราชา ทรงกำจัดศัตรูได้แล้ว มหาชนเรียกว่า กษัตริย์ ฉะนั้น พระองค์ทรง ปราบพวกเดียรถีย์ ทรงกำจัดมารพร้อมทั้งเสนาและความมืดมนอนธการ แล้ว ได้ทรงสร้างนครธรรมไว้ ข้าแต่พระธีรเจ้า ในนครธรรมนั้น มีศีล เป็นกำแพง พระญาณของพระองค์เป็นซุ้มประตู ศรัทธาของพระองค์เป็น เสาระเนียด และสังวรของพระองค์เป็นนายประตู ข้าแต่พระมุนี สติ ปัฏฐานของพระองค์เป็นป้อม ปัญญาของพระองค์เป็นทางสี่แพร่ง อิทธิบาท เป็นทางสามแพร่ง ธรรมวิถีพระองค์ทรงสร้างไว้สวยงาม พระวินัย พระ- สูตร พระอภิธรรม และพระพุทธพจน์อันมีองค์ ๙ ทั้งสิ้นนี้ เป็นธรรม สภาในนครธรรมของพระองค์ วิหารธรรม คือ สุญญตวิโมกข์ อนิมิตต- วิโมกข์ อัปปณิหิตวิโมกข์ อเนญชสมาบัติ และนิโรธนี้เป็นธรรมกุฎีใน นครธรรมของพระองค์ ธรรมเสนาบดีของพระองค์ มีนามชื่อว่าพระสารี- บุตร ทรงตั้งไว้ว่า เป็นผู้เลิศด้วยปัญญาและว่าฉลาดในปฏิภาณ ข้าแต่ พระมุนี ปุโรหิตของพระองค์มีนามชื่อว่าพระโกลิตะ ผู้ฉลาดในจุติและ อุปบัติ ถึงที่สุดแห่งฤทธิ์, ข้าแต่พระมุนี พระมหากัสสปเถระผู้ดำรง วงศ์โบราณ มีเดชรุ่งเรือง หาผู้เสมอได้ยาก เลิศในธุดงคคุณ เป็นผู้พิพากษา ของพระองค์ ข้าแต่พระมุนี พระเถระขุนคลังธรรมของพระองค์ มีนามชื่อ ว่าพระอานนท์ เป็นพหูสูต ทรงธรรม และชำนาญในพระบาลีทั้งหมดใน ศาสนา พระผู้มีพระภาคผู้แสวงหาคุณอันมากแก่ข้าพระองค์ ทรงตั้ง พระเถระทั้งหมดนี้แล้ว ทรงประทานการวินิจฉัยในพระวินัย อันภิกษุผู้รู้ แจ้งแสดงแล้ว แก่ข้าพระองค์ ภิกษุสาวกของพระพุทธเจ้าบางรูป ถาม ปัญหาในวินัย ในปัญหานั้นข้าพระองค์ไม่ต้องคิด ย่อมแก้เนื้อความนั้นได้ ทันที ตลอดในพระพุทธเขต เว้นพระมหามุนีเสีย ไม่มีใครเสมอกับข้า พระองค์ในวินัย ที่ไหนจะมียิ่งกว่า พระโคดมประทับนั่งในท่ามกลางสงฆ์ แล้ว ทรงประกาศอย่างนี้ว่า ไม่มีใครจะเสมอกับพระอุบาลี ในวินัยและ ในขันธกะ เรากล่าวสัตถุศาสน์มีองค์ ๙ ตลอดถึงที่พระพุทธเจ้าตรัสแล้ว ทั้งหมด ไว้ในวินัยแก่บุคคลผู้เห็นมูลพระวินัย พระโคดมศากยบุตรผู้ ประเสริฐ ทรงระลึกถึงกรรมของเรา ประทับนั่งในท่ามกลางสงฆ์ ทรงตั้ง เราไว้ในเอตทัคคะสถาน เราได้ปรารถนาตำแหน่งนี้ไว้ ตั้งต้นแต่แสนกัลป ประโยชน์นั้นเราได้ถึงแล้ว เราถึงที่สุดในพระวินัย เมื่อก่อนเราเป็นช่าง กัลบกผู้ยังความยินดีให้เกิดแก่เจ้าศากยะทั้งหลาย เราละชาตินั้นแล้ว เกิด เป็นบุตรของพระมเหสีในกัลปที่สองแต่ภัทรกัปนี้ พระมหากษัตริย์เจ้า- แผ่นดินพระนามว่าอัญชสะ มีพระเดชานุภาพสูงสุด มีบริวารประมาณมิได้ มีทรัพย์มากมาย เราเป็นกษัตริย์พระนามว่าจันทนะ เป็นโอรสของพระราชา พระองค์นั้น เป็นคนกระด้างเพราะความเมาด้วยชาติ และเพราะความเมา ด้วยยศและโภคะ ช้างแสนหนึ่ง อันประดับด้วยเครื่องอลังการทุกอย่าง เป็นช้างตกมันโดยฐานะสาม เกิดในตระกูลมาตังคะ ห้อมล้อมเราอยู่ทุก เมื่อ เราห้อมล้อมด้วยพลของตน ประสงค์จะประพาสอุทยาน จึงขึ้นช้าง ชื่อศิริแล้ว ออกจากนครในกาลนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้านามว่าเทวละ สมบูรณ์ด้วยจรณะ คุ้มครองทวาร และสำรวมเป็นอันดี เดินมาข้างหน้า เรา เวลานั้นเราได้ไสช้างศิรินาคไปให้จับพระปัจเจกพุทธเจ้า ลำดับนั้น ช้างทำเหมือนเกิดความโกรธ แต่ไม่ยกเท้าขึ้น เราเห็นช้างร้องไห้ ได้ทำ ความโกรธในพระปัจเจกพุทธเจ้า เราเบียดเบียนพระปัจเจกพุทธเจ้าแล้ว ได้ไปสู่อุทยาน ณ ที่นั้นเรา ไม่ได้ความสุขเสียเลย เหมือนไฟโพลงอยู่บน ศีรษะ และย่อมเดือดร้อนด้วยความเร้าร้อนดังปลาติดเบ็ด แผ่นดินมีสมุทร สาครเป็นที่สุด ปรากฏเหมือนไฟติดทั่วแก่เรา เราเข้าไปเฝ้าพระชนกแล้ว ได้กราบทูลดังนี้ว่า หม่อมฉันได้ไสช้างอันซับมัน ดังอสรพิษโกรธ ดัง กองไฟไหม้ลามมา ผู้ฝึกแล้ว ไปให้จับพระปัจเจกพุทธเจ้า หม่อมฉัน รุกรานพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้เป็นพระชินเจ้า มีเดชรุ่งเรืองพึงกลัว (พระ ชนกตรัสว่า) พวกเราชาวบุรีทั้งหมดจักพินาศ เราจะขอขมาพระมุนีนั้น ถ้าเราจะไม่ขมาท่านผู้มีตนอันฝึกแล้ว มีจิตตั้งมั่น ภายในวันที่ ๗ แว่น- แคว้นของเราจักพินาศ สุเมขลราชา โกสิยราชา สิคควราชา และสัตตก- ราชา ได้รุกรานฤาษีทั้งหลาย ท่านเหล่านั้นพร้อมทั้งเสนาตกยาก (ถึง ความพินาศ) ฤาษีทั้งหลายผู้สำรวมแล้ว ประพฤติพรหมจรรย์ โกรธเคือง เมื่อใด เมื่อนั้น ท่านย่อมยังมนุษย์โลกพร้อมทั้งเทวโลก สาครและภูเขา ให้พินาศ เราจึงสั่งให้ประชุมบุรุษทั้งหลายในประเทศ ประมาณสามพัน โยชน์ เพื่อต้องการจะแสดงโทษ จึงได้เข้าไปหาพระปัจเจกพุทธเจ้า เรา ทั้งหมดมีผ้าเปียก มีศีรษะเปียก ประนมอัญชลี พากันหมอบลงแทบเท้า ของพระปัจเจกพุทธเจ้า แล้วได้เรียนท่านดังนี้ว่า ข้าแต่พระมหาวีระ ขอ เจ้าประคุณได้โปรดอดโทษเถิด มหาชนอ้อนวอนเจ้าประคุณ ขอเจ้า ประคุณได้โปรดบรรเทาความเร่าร้อน และขออย่าให้แว่นแคว้นพินาศ เสียเลย มนุษย์พร้อมทั้งเทวดา อสูร และผีเสื้อทั้งหมด พึงต่อยศีรษะ ของกระผมด้วยค้อนเหล็กทุกเมื่อ (พระปัจเจกพุทธเจ้ากล่าวว่า) ไฟไม่ตั้ง อยู่ในน้ำ พืชไม่งอกบนหินล้วน กิมิชาติไม่ดำรงอยู่ในยาพิษฉันใด ความ โกรธย่อมไม่เกิดในพระพุทธะฉันนั้น อนึ่ง พื้นดินไม่หวั่นไหว สมุทร สาครประมาณไม่ได้ และอากาศไม่มีที่สุด ฉันใด พระพุทธะใครๆ ให้ กำเริบไม่ได้ ฉันนั้น พระมหาวีรเจ้าทั้งหลายมีตนฝึกแล้ว อดทน และ มีตบะ เจ้าประคุณทั้งหลายผู้อดทน ประกอบด้วยความอดทน จะไม่มีการ ไป พระปัจเจกพุทธเจ้ากล่าวดังนี้แล้ว ได้บรรเทาความเร่าร้อนให้หมดไป เวลานั้น เราได้เหาะขึ้นสู่อากาศข้างหน้าของมหาชน กล่าวว่า ข้าแต่ พระวีรเจ้า เพราะกรรมนั้น ข้าพระองค์ได้เข้าถึงความเลวทราม ล่วงชาติ นั้นแล้ว จึงได้เข้าสู่บุรีอันไม่มีภัย ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า แม้ในกาลนั้น พระองค์ก็ได้บรรเทาความเร่าร้อนอันตั้งอยู่ด้วยดี ให้แก่ข้าพระองค์ผู้เดือด ร้อนอยู่ และข้าพระองค์ก็ได้ขมาพระสยัมภูแล้ว ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า แม้วันนี้ พระองค์ได้ดับไฟ ๓ กองให้ข้าพระองค์ผู้ถูกไฟ ๓ กองเผาอยู่ และข้าพระองค์ได้ถึงความเย็นแล้ว ท่านเหล่าใดมีการเงี่ยโสตลงฟัง ขอ ท่านเหล่านั้นจงฟังเรากล่าว เราจักบอกเนื้อความแก่ท่านตามบทที่เราเห็น แล้ว เราดูหมิ่นพระสยัมภู (พระปัจเจกพุทธเจ้า) ผู้มีจิตสงบระงับ มีใจมั่นคงนั้นแล้ว เพราะกรรมนั้น วันนี้ จึงได้เกิดในกำเนิดต่ำทราม ขณะอย่าพลาด (ล่วงเลย) ท่านทั้งหลายไปเสีย เพราะผู้ที่ล่วงขณะย่อม เศร้าโศก ท่านทั้งหลายพึงพยายามในประโยชน์ของตน ท่านทั้งหลายจง จงเก็บขณะไว้ ยาสำรอกของบุคคลบางพวก เป็นยาถ่ายของบุคคลบางพวก, ยาพิษแข็งกล้าร้ายของคนบางพวก เป็นยาถ่ายของคนบางพวก, ยาพิษ กล้าร้ายแรงของคนบางพวก เป็นยารักษาโรคของคนบางพวก, (พระผู้มี พระภาคทรงทราบแล้วโดยลำดับ) ได้ตรัสบอกอาการเปลื้องสงสารแก่ผู้ ปฏิบัติการถอนออกจากสงสารแก่ผู้ตั้งอยู่ในผล ตรัสบอกโอสถแก่ผู้ได้ผล ตรัสบอกบุญเขตแก่ผู้แสวงหา ตรัสบอกยาพิษอันกล้าแข็งแก่บุคคลผู้เป็น ปฏิปักข์ต่อพระศาสนา อบายสี่ย่อมเผานระนั้น เหมือนอสรพิษมีพิษร้าย ฉะนั้น ยาพิษอันกล้าแข็งที่บุคคลดื่มแล้วย่อมยังชีวิตให้พินาศครั้งเดียว คนผิดในพระศาสนาแล้ว ย่อมถูกไฟเผาในโกฏิกัป พระพุทธะนั้นย่อม ข้ามโลกพร้อมทั้งเทวโลกได้เพราะขันติ อวิหิงสา และเพราะมีจิตเมตตา ฉะนั้น พระพุทธเจ้าเหล่านั้น ใครๆ ให้พิโรธไม่ได้ เพราะพระพุทธเจ้า ทั้งหลายเช่นกับแผ่นดินไม่ข้องอยู่ในลาภและความเสื่อมลาภ ในความ สรรเสริญและดูหมิ่น ฉะนั้น พระพุทธเจ้าเหล่านั้น ใครๆ ให้พิโรธไม่ได้ พระมุนีมีจิตเสมอในสรรพสัตว์ คือ ในพระเทวทัต นายขมังธนู องคุลิมาลโจร พระราหุล และในช้างธนบาล พระพุทธเจ้าเหล่านี้ย่อม ไม่มีความโกรธ ไม่มีความกำหนัด พระพุทธเจ้ามีจิตเสมอในชนทั้งปวง คือในผู้ฆ่าและโอรส ใครๆ เห็นผ้ากาสาวะอันเขาทิ้งไว้ที่หนทางเปื้อน ของไม่สะอาด อันเป็นธงชัยของฤาษี พึงยกกรอัญชลีเหนือเศียรเกล้า ไหว้พระพุทธเจ้าในอดีตก็ดี ปัจจุบันก็ดี อนาคตก็ดี ย่อมบริสุทธิ์ด้วย ธงชัยนั้น เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าเหล่านี้ควรนมัสการ เราย่อมทรง พระวินัยอันงามเช่นกับพระศาสดาไว้ด้วยหทัย เราจักนมัสการพระวินัยใน กาลทุกเมื่อ พระวินัยเป็นที่อาศัยของเรา พระวินัยเป็นที่ยืนเดินของเรา เราจะสำเร็จการอยู่ในพระวินัย พระวินัยเป็นโคจรของเรา ข้าแต่พระมหา วีรเจ้า เพราะฉะนั้น พระอุบาลีผู้ถึงที่สุดในพระวินัย และฉลาดในสมถะ ถวายบังคมพระบาทของพระศาสดา ข้าพระองค์นั้น จะไปจากบ้านนี้สู่ บ้านโน้น จากบุรีนี้สู่บุรีโน้น เที่ยวนมัสการพระสัมพุทธเจ้าและพระ ธรรมอันพระผู้มีพระภาคทรงแสดงดีแล้ว ข้าพระองค์เผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพขึ้นได้ทั้งหมดแล้ว อาสวะทั้งปวงสิ้นไปแล้ว บัดนี้ ภพใหม่ไม่มี ข้าพระองค์ได้มาในสำนักของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุดดีแล้วหนอ วิชชา ๓ ข้าพระองค์บรรลุแล้ว คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ข้าพระองค์ได้ทำให้แจ้งแล้ว พระพุทธศาสนาข้าพระองค์ ได้ทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล. ทราบว่า ท่านพระอุบาลีเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. จบ อุปาลีเถราปทาน -----------------------------------------------------

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๖. อุปาลิเถราปทาน ประวัติในอดีตชาติของพระอุบาลีเถระ (พระอุบาลีเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)

ข้อ ๔๔๑

ข้าพเจ้าเป็นพราหมณ์มีนามว่าสุชาตะ ในกรุงหงสวดี มีกองทรัพย์ ๘๐ โกฏิ มีทรัพย์และข้าวเปลือกเป็นอันมาก

ข้อ ๔๔๒

เป็นผู้คงแก่เรียน ทรงมนตร์ จบไตรเพท สำเร็จในคัมภีร์พยากรณ์ลักษณะ คัมภีร์อิติหาสะ และไตรเพท อันเป็นธรรมของตน

ข้อ ๔๔๓

ครั้งนั้น เหล่าปริพาชกผู้มีผมปอยเดียว สาวกของพระพุทธเจ้าผู้เป็นเชื้อสายพระอาทิตย์ และเหล่าดาบสผู้เที่ยวสัญจร พากันท่องเที่ยวไปบนพื้นแผ่นดิน

ข้อ ๔๔๔

แม้พวกเขาก็พากันห้อมล้อมข้าพเจ้า ด้วยสำคัญว่า เป็นพราหมณ์ มีชื่อเสียง ชนจำนวนมากพากันบูชาข้าพเจ้า แต่ข้าพเจ้าไม่บูชาใครๆ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๘}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๖. อุปาลิเถราปทาน

ข้อ ๔๔๕

ครั้งนั้น ข้าพเจ้าไม่เห็นใครว่าเป็นผู้ที่ควรบูชา จึงถือตัวจัด พระชินเจ้ายังไม่เสด็จอุบัติขึ้นมาตราบใด คำว่า พุทธะ ก็ยังไม่มีตราบนั้น

ข้อ ๔๔๖

เมื่อวันคืนล่วงไป พระผู้มีพระภาคพระนามว่าปทุมุตตระ ทรงเป็นผู้นำ ผู้มีพระจักษุ เสด็จอุบัติขึ้นมาบรรเทาความมืดทั้งปวงในโลก

ข้อ ๔๔๗

เมื่อศาสนาแผ่ไปกว้างขวาง มีท่านผู้รู้มากและเป็นปึกแผ่น ครั้งนั้น พระพุทธเจ้าได้เสด็จเข้าไปยังกรุงหงสวดี

ข้อ ๔๔๘

ครั้งนั้น พระพุทธเจ้าผู้มีพระจักษุพระองค์นั้น ได้ทรงแสดงธรรมเป็นประโยชน์แก่พระบิดา มีชุมนุมชนอยู่โดยรอบตลอดหนึ่งโยชน์ ตามเวลานั้น

ข้อ ๔๔๙

ครั้งนั้น สุนันทดาบสได้รับสมมติจากหมู่ชน(ว่าเป็นเลิศ) ได้ใช้ดอกไม้บังแดดทั่วพุทธบริษัท

ข้อ ๔๕๐

เมื่อพระพุทธเจ้าทรงประกาศสัจจะ ๔ ณ มณฑปดอกไม้ที่งดงาม เหล่าสัตว์ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ โกฏิได้บรรลุธรรม

ข้อ ๔๕๑

พระพุทธเจ้าทรงบันดาลหยาดฝนคือพระธรรม ให้ตกลงตลอดทั้ง ๗ คืน ๗ วัน พอถึงวันที่ ๘ พระชินเจ้าก็ได้ทรงพยากรณ์สุนันทดาบสว่า

ข้อ ๔๕๒

ท่านผู้นี้ เมื่อเวียนว่ายตายเกิดในเทวโลกหรือมนุษยโลก ก็จักเป็นผู้ประเสริฐกว่าใครทั้งหมด จักเวียนว่ายตายเกิดในภพทั้งหลาย

ข้อ ๔๕๓

ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ (นับจากกัปนี้ไป) พระศาสดาทรงพระนามว่าโคดม ตามพระโคตร ทรงสมภพในราชสกุลโอกกากราช จักอุบัติขึ้นในโลก

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๙}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๖. อุปาลิเถราปทาน

ข้อ ๔๕๔

ท่านผู้นี้จักเป็นบุตรของนางมันตานี มีนามว่าปุณณะ เป็นธรรมทายาท เป็นโอรสที่ธรรมเนรมิต จักเป็นสาวกของพระศาสดาพระองค์นั้น

ข้อ ๔๕๕

ครั้งนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงพยากรณ์สุนันทดาบสอย่างนี้แล้ว ทำให้ประชาชนทั้งปวงร่าเริง ทรงแสดงกำลังของพระองค์

ข้อ ๔๕๖

ครั้งนั้น ประชาชนประนมมือไหว้สุนันทดาบส แต่สุนันทดาบสครั้นทำสักการะในพระพุทธเจ้าแล้ว ก็ได้ชำระคติ(กำเนิด)ของตนให้บริสุทธิ์หมดจด

ข้อ ๔๕๗

เพราะข้าพเจ้าได้ฟังพระดำรัสของพระมุนี ณ ที่นั้น จึงได้มีความดำริว่า เราจักสั่งสมบุญ โดยประการที่จะได้พบพระผู้มีพระภาคพระนามว่าโคดม

ข้อ ๔๕๘

ครั้นข้าพเจ้าคิดอย่างนี้แล้ว ก็คิดถึงกิจที่เราควรทำว่า เราจะบำเพ็ญบุญกรรมเช่นไร ในเนื้อนาบุญที่ยอดเยี่ยม

ข้อ ๔๕๙

บรรดาภิกษุผู้เป็นนักสวดทั้งหมดในศาสนา ภิกษุรูปนี้เป็นนักสวดรูปหนึ่ง ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้เลิศในทางวินัย ตำแหน่งนั้นข้าพเจ้าปรารถนา แล้ว

ข้อ ๔๖๐

โภคสมบัติของข้าพเจ้านี้นับประมาณมิได้ เปรียบดังห้วงน้ำที่ไม่มีอะไรๆ ทำให้กระเพื่อมได้ (นับไม่ได้) ข้าพเจ้าได้จ่ายโภคสมบัตินั้นสร้างอารามถวายพระพุทธเจ้า @เชิงอรรถ : @ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในที่นี้หมายถึงพระผู้มีพระภาคพระนามว่าปทุมุตตระ (ขุ.อป.อ. ๑/๔๕๕/๓๓๓)@ ครั้งนั้น ในที่นี้หมายถึงก่อนที่พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระจะเสด็จอุบัติขึ้นมา (ขุ.อป.อ. ๑/๔๕๖/๓๓๓)@ ท่านได้เห็นพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระแต่งตั้งภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งพระวินัยธรผู้เลิศกว่าพระ@วินัยธรทุกรูป จึงได้สักการะพระศาสดาแล้วปรารถนาตำแหน่งนั้นบ้าง (ขุ.อป.อ. ๑/๔๕๙/๓๓๔)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๗๐}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๖. อุปาลิเถราปทาน

ข้อ ๔๖๑

ข้าพเจ้าจ่ายทรัพย์หนึ่งแสนซื้อสวนชื่อว่าโสภณะ ด้านทิศตะวันออกนคร สร้างให้เป็นสังฆาราม

ข้อ ๔๖๒

ข้าพเจ้าได้สร้างเรือนยอด ปราสาท มณฑป เรือนโล้น ถ้ำ และที่จงกรมไว้ในสังฆารามอย่างดี

ข้อ ๔๖๓

ข้าพเจ้าได้สร้างเรือนไฟ โรงไฟ โรงน้ำ และห้องอาบน้ำ ถวายแด่หมู่ภิกษุ

ข้อ ๔๖๔

ข้าพเจ้าได้ถวายเก้าอี้นอน ตั่ง ภาชนะสำหรับใช้สอย คนวัด และเภสัชนั้นครบทุกอย่าง

ข้อ ๔๖๕

ข้าพเจ้าได้จัดตั้งอารักขาไว้ ให้สร้างกำแพงอย่างมั่นคง ด้วยหวังว่า ใครๆ อย่าได้รบกวนอารามแห่งนั้น ของท่านผู้มีจิตสงบ ผู้คงที่เลย

ข้อ ๔๖๖

ข้าพเจ้าได้จ่ายทรัพย์หนึ่งแสนสร้างที่อยู่ไว้ในสังฆาราม ครั้นให้สร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว จึงน้อมถวายพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า

ข้อ ๔๖๗

ข้าแต่พระมุนี ข้าพระองค์สร้างอารามเสร็จเรียบร้อยแล้ว ขอพระองค์ทรงรับเถิด ข้าแต่พระธีรเจ้าผู้มีพระจักษุ ข้าพระองค์ขอมอบถวายแด่พระองค์ ขอพระองค์ทรงรับเถิด

ข้อ ๔๖๘

พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ผู้ทรงรู้แจ้งโลก ผู้สมควรรับเครื่องบูชา ทรงเป็นผู้นำ ทราบความดำริของข้าพเจ้าแล้ว จึงทรงรับไว้

ข้อ ๔๖๙

ข้าพเจ้าทราบการรับของพระสัพพัญญู ผู้แสวงหาพระคุณอันยิ่งใหญ่ จึงตระเตรียมโภชนาหารแล้ว ไปกราบทูลภัตตกาล

ข้อ ๔๗๐

เมื่อข้าพเจ้ากราบทูลภัตตกาลแล้ว พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ผู้ทรงเป็นผู้นำ พร้อมด้วยพระขีณาสพ ๑,๐๐๐ รูป ได้เสด็จมาสู่อารามของข้าพเจ้า

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๗๑}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๖. อุปาลิเถราปทาน

ข้อ ๔๗๑

ข้าพเจ้าทราบเวลาที่พระองค์ประทับนั่งเรียบร้อยแล้ว จึงอังคาสให้อิ่มหนำ ทราบเวลาที่เสวยเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงได้กราบทูลคำนี้ว่า

ข้อ ๔๗๒

อารามชื่อโสภณะข้าพระองค์จ่ายทรัพย์หนึ่งแสนซื้อมา ได้สร้างจนเสร็จเรียบร้อยด้วยทรัพย์จำนวนเท่านั้นเช่นกัน ข้าแต่พระมุนี ขอพระองค์ทรงรับเถิด

ข้อ ๔๗๓

ด้วยการถวายพระอารามแห่งนี้และด้วยการตั้งเจตนาไว้มั่น เมื่อข้าพระองค์บังเกิดในภพ ขอจงได้สิ่งที่ข้าพระองค์ปรารถนาเถิด

ข้อ ๔๗๔

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงรับสังฆาราม ที่ข้าพเจ้าสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ประทับนั่งท่ามกลางหมู่ภิกษุแล้ว ได้ตรัสพระดำรัสนี้ว่า

ข้อ ๔๗๕

เราจักพยากรณ์ผู้ที่ได้ถวายสังฆาราม ซึ่งสร้าง(กุฏิ ที่เร้น มณฑป ปราสาท เรือนโล้น และกำแพงเป็นต้น) เสร็จเรียบร้อยแล้วแด่พระพุทธเจ้า ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าวเถิด

ข้อ ๔๗๖

กองทัพ ๔ เหล่า คือ พลช้าง พลม้า พลรถ และพลเดินเท้า จะแวดล้อมผู้นี้เป็นนิตย์ นี้เป็นผลแห่งการถวายสังฆาราม

ข้อ ๔๗๗

เครื่องดนตรี ๖๐,๐๐๐ ชิ้น กลองที่ประดับตกแต่งสวยงาม จะแวดล้อมผู้นี้เป็นนิตย์ นี้เป็นผลแห่งการถวายสังฆาราม

ข้อ ๔๗๘

สาวรุ่น ๘๖,๐๐๐ นาง ผู้ประดับตกแต่งสวยงาม สวมใส่ผ้าอาภรณ์อย่างงดงาม ห้อยตุ้มหูแก้วมณี

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๗๒}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๖. อุปาลิเถราปทาน

ข้อ ๔๗๙

มีหน้ากลมโต มีปกติร่าเริง รูปร่างงาม เอวเล็กเอวบาง จักแวดล้อมผู้นี้เป็นนิตย์ นี้เป็นผลแห่งการถวายสังฆาราม

ข้อ ๔๘๐

ผู้นี้จักรื่นรมย์ในเทวโลกตลอด ๓๐,๐๐๐ กัป จักเป็นจอมเทพครองเทวสมบัติ ๑,๐๐๐ ชาติ

ข้อ ๔๘๑

จักได้สิ่งของทุกอย่างที่ท้าวเทวราชจะพึงได้ เป็นผู้มีโภคทรัพย์ไม่รู้จักพร่อง ครองเทวสมบัติ

ข้อ ๔๘๒

จักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิในแว่นแคว้น ๑,๐๐๐ ชาติ เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์นับชาติไม่ถ้วน

ข้อ ๔๘๓

ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ กัป พระศาสดาพระนามว่าโคดม ตามพระโคตร ทรงสมภพในราชสกุลโอกกากราช จักอุบัติขึ้นในโลก

ข้อ ๔๘๔

ท่านผู้นี้จักมีนามว่าอุบาลี เป็นธรรมทายาท เป็นโอรสที่ธรรมเนรมิต เป็นสาวกของพระศาสดาพระองค์นั้น

ข้อ ๔๘๕

จักถึงความสำเร็จในวินัย เป็นผู้ฉลาดในฐานะและมิใช่ฐานะ ดำรงศาสนาของพระชินเจ้าไว้ได้ อยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ

ข้อ ๔๘๖

พระผู้มีพระภาคผู้โคดมศากยะผู้ประเสริฐ ทรงทราบความนั้นทั้งหมดแล้ว ประทับนั่งในท่ามกลางหมู่ภิกษุ จักทรงตั้ง(อุบาลี)ไว้ในเอตทัคคะ @เชิงอรรถ : @ มีหน้ากลมโต ในที่นี้แปลตามบาลี อาฬารมุขา แต่อรรถกถาเป็น อาฬารปมฺหา (ขุ.อป.อ. ๑/๔๗๙/๓๓๕)@และข้ออื่นๆ ในเล่มเดียวกัน เช่นข้อ ๙๕/๑๐๕, ๗๖/๔๒๙ เป็น อาฬารปมฺหา เหมือนกันแปลว่า มีตากลมโต@ ฐานะและมิใช่ฐานะ หมายถึงเหตุและมิใช่เหตุ (ขุ.อป.อ. ๑/๔๘๕/๓๓๕)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๗๓}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๖. อุปาลิเถราปทาน

ข้อ ๔๘๗

ข้าพระองค์ปรารถนาศาสนาของพระองค์ เริ่มต้นตั้งแต่(หลายแสน)กัปที่นับมิได้ ข้าพระองค์ได้บรรลุประโยชน์นั้น ทั้งได้บรรลุความสิ้นสังโยชน์ทั้งปวงตามลำดับ

ข้อ ๔๘๘

คนถูกคุกคามด้วยพระราชอาญา ถูกเสียบไว้ที่หลาวแล้ว ไม่ได้ความสำราญที่หลาว ต้องการแต่จะหลุดพ้นไปอย่างเดียว ฉันใด

ข้อ ๔๘๙

ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก ข้าพระองค์ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ถูกคุกคามด้วยอาชญาคือภพ ถูกเสียบไว้ที่หลาวคือกรรม ถูกเวทนาคือความกระหายบีบคั้นแล้ว

ข้อ ๔๙๐

ไม่ประสบความสำราญในภพ ถูกไฟ ๓ กอง แผดเผาอยู่ แสวงหาอุบายรอดพ้น ดุจคนแสวงหาอุบายรอดพ้นจากพระราชอาญา ฉะนั้น

ข้อ ๔๙๑

คนดื่มยาพิษ ถูกยาพิษบีบคั้น เขาจึงแสวงหายากำจัดยาพิษ

ข้อ ๔๙๒

เมื่อแสวงหา จึงได้พบยากำจัดยาพิษ ดื่มยานั้นแล้วก็มีความสุข เพราะรอดพ้นจากยาพิษ ฉันใด

ข้อ ๔๙๓

ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก ข้าพระองค์ก็เป็นเหมือนคนถูกยาพิษทำร้าย ถูกอวิชชาบีบคั้น จึงแสวงหายาคือพระสัทธรรม @เชิงอรรถ : @ ข้าพระองค์ปรารถนาศาสนาของพระองค์ คือข้าพเจ้าปรารถนาจะเป็นผู้เลิศกว่าใครๆ ในทางทรงจำวินัย@ในศาสนาของพระโคดมผู้มีพระภาค (ขุ.อป.อ. ๑/๔๘๗/๓๓๖) @ ไฟ ๓ กอง ได้แก่ ไฟคือราคะ ไฟคือโทสะ ไฟคือโมหะ หรือไฟในนรก ไฟที่เกิดขึ้นในกัป ไฟคือทุกข์@(ขุ.อป.อ. ๑/๔๘๙-๔๙๐/๓๓๖)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๗๔}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๖. อุปาลิเถราปทาน

ข้อ ๔๙๔

เมื่อแสวงหายาคือพระธรรมก็ได้พบศาสนาของพระศากยะ ศาสนานั้นเป็นยาชั้นเลิศกว่ายาทุกขนาน สำหรับบรรเทาลูกศรทุกชนิด

ข้อ ๔๙๕

ข้าพระองค์ดื่มธรรมโอสถแล้วก็ถอนพิษได้ทั้งหมด ข้าพระองค์ได้สัมผัสพระนิพพาน ซึ่งไม่แก่ ไม่ตาย เป็นภาวะเย็นสนิท

ข้อ ๔๙๖

คนถูกผีคุกคาม ถูกผีสิงบีบคั้น พึงแสวงหาหมอผี เพื่อรอดพ้นจากผี

ข้อ ๔๙๗

เมื่อแสวงหา ก็ได้พบหมอผีผู้ฉลาดในวิชาไล่ผี หมอผีนั้นจึงขับไล่ผีให้คนนั้น และทำผีพร้อมทั้งต้นเหตุให้พินาศ ฉันใด

ข้อ ๔๙๘

ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก ข้าพระองค์ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ถูกผีคือความมืด(คือกิเลส)เบียดเบียน จึงแสวงหาแสงสว่างคือญาณเพื่อรอดพ้นจากความมืด

ข้อ ๔๙๙

ต่อมา ข้าพระองค์ได้พบพระศากยมุนีผู้ชำระความมืดคือกิเลส พระศากยมุนีนั้น ทรงบรรเทาความมืดให้ข้าพระองค์ ดุจหมอผีขับไล่ผีไป ฉะนั้น

ข้อ ๕๐๐

ข้าพระองค์ได้ตัดกระแสการเวียนว่ายตายเกิดแล้ว ห้ามกระแสแห่งตัณหาได้ ถอนภพขึ้นได้หมดสิ้น ดุจหมอผีขับไล่ผีไปพร้อมทั้งต้นเหตุ ฉะนั้น

ข้อ ๕๐๑

พญาครุฑโฉบลงจับนาคซึ่งเป็นภักษาของตน ย่อมทำน้ำในสระใหญ่ให้กระเพื่อมถึง ๑๐๐ โยชน์ โดยรอบ @เชิงอรรถ : @ ลูกศรทุกชนิด ในที่นี้หมายถึงกิเลสมีราคะเป็นต้น (ขุ.อป.อ. ๑/๔๙๔/๓๓๗)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๗๕}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๖. อุปาลิเถราปทาน

ข้อ ๕๐๒

ครั้นพญาครุฑนั้นจับนาคได้แล้ว เบียดเบียนนาค ให้ห้อยหัวลง มันจับนาคพาบินไปได้ตามความปรารถนา ฉันใด

ข้อ ๕๐๓

ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก ข้าพระองค์ก็เหมือนพญาครุฑที่มีพลัง แสวงหาอสังขตธรรม ได้ชำระโทษทั้งหลายแล้ว

ข้อ ๕๐๔

ข้าพระองค์ได้เห็นธรรมอันประเสริฐ จึงยึดถือเอาสันติบท อันยอดเยี่ยมนี้อยู่ ดุจพญาครุฑจับนาคไป ฉะนั้น

ข้อ ๕๐๕

เถาวัลย์ชื่ออาสาวดี เกิดในสวนจิตรลดาแล้ว ล่วงไป ๑,๐๐๐ ปี เถาวัลย์นั้นจึงจะเกิดผลผลหนึ่ง

ข้อ ๕๐๖

เทพทั้งหลาย เข้าไปนั่งเฝ้าเถาวัลย์ชื่ออาสาวดีนั้น เมื่อกาลนานๆ จะมีผลสักคราว เถาวัลย์ชื่ออาสาวดีนั้นเป็นเถาวัลย์ชั้นสูงสุด เป็นที่รักใคร่ของเหล่าเทวดาอย่างนี้

ข้อ ๕๐๗

นับได้ ๑๐๐,๐๐๐ ปี (นับจากกัปนี้ไป) ข้าพระองค์จึงจะได้ปรนนิบัติพระมุนีนั้นนอบน้อมทั้งเช้าเย็น ดุจเหล่าเทวดาได้เข้าไปเฝ้าเถาวัลย์ชื่ออาสาวดีทั้งเช้าเย็น ฉะนั้น

ข้อ ๕๐๘

การปรนนิบัติ(พระพุทธเจ้า)ไม่เป็นหมัน(เปล่าประโยชน์) และการนอบน้อมก็ไม่เปล่าประโยชน์ ถึงข้าพระองค์จะมาจากที่ไกล ขณะ ก็มิได้ล่วงเลยข้าพระองค์ไป @เชิงอรรถ : @ อสังขตธรรม หมายถึงธรรมที่ปัจจัยมิได้ปรุงแต่ง ธรรมที่ไม่ได้เกิดจากปัจจัย ได้แก่ พระนิพพาน@(ขุ.อป.อ. ๑/๕๐๓/๓๓๘) @ สันติบท หมายถึงนิพพาน (ขุ.อป.อ. ๑/๕๐๔/๓๓๘) @ อาสาวดี เป็นชื่อของผิวพรรณที่ได้ยาก ท่านก็กล่าวถึงเถาวัลย์อาสาวดีที่หายากมากในหมู่เทพยดา@เป็นเถาวัลย์ที่เหล่าเทวดาต้องการ (ขุ.อป.อ. ๑/๕๐๕/๓๓๙) @ ขณะ ในที่นี้หมายถึงขณะการเกิดขึ้นแห่งพระพุทธเจ้า (ขุ.อป.อ. ๑/๕๐๘/๓๓๙)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๗๖}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๖. อุปาลิเถราปทาน

ข้อ ๕๐๙

ข้าพระองค์ค้นหาการถือปฏิสนธิในภพก็ไม่เห็น เพราะข้าพระองค์ไม่มีอุปธิ หลุดพ้นแล้ว(จากกิเลสทั้งปวง) มีจิตสงบระงับเที่ยวไป

ข้อ ๕๑๐

ธรรมดาดอกปทุมพอได้สัมผัสแสงดวงอาทิตย์ ก็แย้มบานทุกเมื่อ ฉันใด ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงมีความเพียรมาก ข้าพระองค์ก็ฉันนั้นบานแล้ว(คือสำเร็จมรรคผลนิพพาน) เพราะรัศมีแห่งพระพุทธเจ้า

ข้อ ๕๑๑

ในกำเนิดนกยาง ย่อมไม่มีนกยางตัวผู้ในกาลทุกเมื่อ เมื่อเมฆฝนคำรน(เมื่อฟ้าร้อง) นกยางตัวเมียจึงจะตั้งครรภ์ได้ ในกาลทั้งปวง

ข้อ ๕๑๒

นกยางตัวเมียเหล่านั้นจะตั้งครรภ์อยู่นาน ตราบเท่าที่เมฆฝนยังไม่คำราม พวกมันจะพ้นจากภาระ(จะออกไข่) ได้ก็ต่อเมื่อเมฆฝนตกลงมา ฉันใด

ข้อ ๕๑๓

ข้าพระองค์ก็ฉันนั้น เมื่อพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ทรงคำรนด้วยเมฆฝนคือพระธรรม ก็ได้ตั้งครรภ์คือธรรม ด้วยเสียงแห่งเมฆฝนคือธรรม

ข้อ ๕๑๔

ใช้เวลาตั้ง ๑๐๐,๐๐๐ กัป ข้าพระองค์ จึงจะได้ตั้งครรภ์คือบุญ ข้าพระองค์ยังไม่พ้นจากภาระ ตราบเท่าที่เมฆฝนคือพระธรรมยังไม่คำรน

ข้อ ๕๑๕

ข้าแต่พระศากยมุนี พระองค์ทรงคำรน ด้วยเมฆฝนคือพระธรรมในกรุงกบิลพัสดุ์ที่น่ารื่นรมย์ในกาลใด ในกาลนั้นข้าพระองค์ก็จะพ้นจากภาระ @เชิงอรรถ : @ ภาระ ในที่นี้หมายถึงภาระคือการเวียนเกิดเวียนตายอยู่ในสังสารวัฏ (ขุ.อป.อ. ๑/๕๑๕/๓๔๐)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๗๗}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๖. อุปาลิเถราปทาน

ข้อ ๕๑๖

ธรรมแม้นั้น คือ สุญญตวิโมกข์ อนิมิตตวิโมกข์ อัปปณิหิตวิโมกข์ และผล ๔ ทั้งปวง ข้าพระองค์ก็ได้บรรลุแล้ว ภาณวารที่ ๒ จบ

ข้อ ๕๑๗

ข้าพระองค์ปรารถนาคำสอนของพระองค์นานจนนับกัปไม่ได้ ข้าพระองค์ได้บรรลุประโยชน์นั้นแล้ว ทั้งได้สันติบท อันยอดเยี่ยมตามลำดับ

ข้อ ๕๑๘

ข้าพระองค์ถึงความสำเร็จในวินัย เป็นเหมือนภิกษุผู้แสวงคุณผู้มีชื่อเสียง ไม่มีภิกษุรูปอื่นจะเสมอเหมือนข้าพระองค์ ข้าพระองค์ทรงจำคำสั่งสอนไว้ได้

ข้อ ๕๑๙

ในวินัยปิฎกทั้งสิ้นนี้ คือ ในวินัย ในขันธกะ ในปริจเฉท ๓ (คือ ในสังฆาทิเสส ๓ หมวด และปาจิตตีย์ ๓ หมวด) @เชิงอรรถ : @ สันติบท หมายถึงพระนิพพาน (ขุ.อป.อ. ๑/๕๑๗/๓๔๑) @ วินัย หมายถึงอุภโตวิภังค์, ขันธกะ หมายถึงมหาวรรคและจุลวรรค (ขุ.อป.อ. ๑/๕๑๙/๓๔๑)@ ติกสังฆาทิเสส อาบัติสังฆาทิเสส ๓ หมวด เป็นข้อกำหนด ๓ ประการของพระวินัยธร ผู้จะตัดสินอธิกรณ์@จะต้องตรวจดูว่าต้องอาบัติสังฆาทิเสส ในข้อกำหนดไหน ใน ๓ ประการนั้น เช่น นางภิกษุณี เรียกนาง@ภิกษุณีอื่นที่ถูกภิกษุณีสงฆ์ยกออกจากหมู่โดยชอบธรรม ชอบด้วยวินัย ชอบด้วยสัตถุศาสน์ กลับเข้าหมู่@เช่นนี้ เธอต้องอาบัติสังฆาทิเสส โดยสถานใดสถานหนึ่ง ในข้อกำหนด ๓ ประการ คือ (๑) มีความเข้าใจ@กรรมที่ภิกษุณีสงฆ์ทำโดยชอบธรรมว่าเป็นกรรมที่ภิกษุณีสงฆ์ทำโดยชอบธรรมเรียกนางภิกษุณี ที่ถูกลงโทษ@กลับเข้าหมู่ ต้องอาบัติสังฆาทิเสส (๒) มีความสงสัยในกรรมที่ภิกษุณีสงฆ์ทำโดยชอบธรรม เรียกนาง@ภิกษุณีที่ถูกลงโทษกลับเข้าหมู่ ต้องอาบัติสังฆาทิเสส (๓) มีความเข้าใจกรรมที่ภิกษุณีสงฆ์ทำโดยชอบ@ธรรมว่า เป็นกรรมที่ภิกษุณีสงฆ์ทำโดยไม่ชอบธรรม เรียกนางภิกษุณีที่ถูกลงโทษกลับเข้าหมู่ ต้องอาบัติ@สังฆาทิเสส ติกปาจิตตีย์ อาบัติปาจิตตีย์ ๓ หมวด คือภิกษุต้องอาบัติปาจิตตีย์ โดยสถานใดสถานหนึ่ง@ในข้อกำหนด ๓ ประการ เช่น ภิกษุเก็บอดิเรกจีวรไว้เกิน ๑๐ วันแล้ว (๑) มีความสำคัญว่าเกิน ๑๐@วันแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ (๒) มีความสงสัยว่าเกิน ๑๐ วันแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ (๓) มีความสำคัญว่า@ยังไม่เกิน ๑๐ วัน ต้องอาบัติปาจิตตีย์ (ดู วิ.มหา. (แปล) ๒/๔๖๘/๖)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๗๘}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๖. อุปาลิเถราปทาน ในหมวดที่ ๕ ข้าพระองค์ไม่มีความสงสัยอักขระ(คือสระ) หรือแม้ในพยัญชนะเลย

ข้อ ๕๒๐

ข้าพระองค์ฉลาดในวิธีข่ม ในการกระทำคืน ในฐานะที่ควรและฐานะที่ไม่ควร ในการเรียกภิกษุผู้ถูกลงโทษกลับเข้าหมู่ และในการช่วยให้ภิกษุออกจากอาบัติ ถึงความสำเร็จในการกระทำทางวินัยกรรมทุกอย่าง

ข้อ ๕๒๑

ข้าพระองค์ตั้งบทไว้ในวินัยและขันธกะ และขยายอุภโตวิภังค์ เรียก(ภิกษุผู้ถูกลงโทษ)กลับเข้าหมู่โดยกิจ(หน้าที่)

ข้อ ๕๒๒

ข้าพระองค์เป็นผู้ฉลาดในนิรุตติศาสตร์ และฉลาดในประโยชน์และสิ่งมิใช่ประโยชน์ สิ่งที่ข้าพระองค์ไม่รู้ไม่มี ข้าพระองค์เป็นผู้เลิศผู้หนึ่งในศาสนาของพระศาสดา

ข้อ ๕๒๓

ในวันนี้ ข้าพระองค์มองเห็นรูปคดี บรรเทาความสงสัยได้ทุกอย่าง ในศาสนาของพระศากยบุตร ตัดความลังเลได้หมดสิ้น

ข้อ ๕๒๔

ข้าพระองค์เป็นผู้ฉลาดในฐานะทั้งปวง คือ บทหน้า บทหลัง อักขระ พยัญชนะ คำเริ่มต้น และคำลงท้าย

ข้อ ๕๒๕

เหมือนอย่างพระราชาผู้มีพลัง ทรงจับไพร่พลของพระราชาผู้เป็นปฏิปักษ์ ให้เดือดร้อน ชนะสงครามแล้ว รับสั่งให้สร้างนครไว้ในที่นั้น

ข้อ ๕๒๖

พึงรับสั่งให้สร้างกำแพง รับสั่งให้ขุดคูรอบ ตั้งเสาระเนียด สร้างซุ้มประตู สร้างป้อมต่างๆ ไว้ในนคร เป็นอันมาก @เชิงอรรถ : @ ในหมวดที่ ๕ ในที่นี้ หมายถึงปริวาร (ชื่อคัมภีร์พระวินัยปิฎก หมวดสุดท้ายใน ๕ หมวด คือ อาทิกัมมิกะ@ปาจิตตีย์ มหาวรรค จูฬวรรค ปริวาร) (ขุ.อป.อ. ๑/๕๑๙/๓๔๑) @ ข้าพระองค์มองเห็นรูปคดี ในอรรถกถาเป็น รูปทกฺเข แก้ว่า ในคราวมองเห็นรูปก็คือในการวินิจฉัยวินัย@(ขุ.อป.อ. ๑/๕๒๓/๓๔๒)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๗๙}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๖. อุปาลิเถราปทาน

ข้อ ๕๒๗

พึงรับสั่งให้สร้างถนนสี่แยก ทางแยก ร้านตลาด จัดสรรไว้เป็นอย่างดี สร้างศาลสถิตยุติธรรมเป็นที่ตัดสินคดีความไว้ในนครนั้น

ข้อ ๕๒๘

เพื่อป้องกันอริราชศัตรู เพื่อจะรู้ช่องทาง(ดีร้าย) เพื่อดูแลรักษากำลังพล พระราชาเจ้านครนั้น จึงทรงแต่งตั้งแม่ทัพไว้

ข้อ ๕๒๙

เพื่อรักษาสิ่งของ พระองค์จึงทรงแต่งตั้งคนที่ฉลาด ในการเก็บรักษาสิ่งของ ให้เป็นผู้รักษาสิ่งของ ด้วยตั้งพระทัยว่า สิ่งของของเราอย่าเสียหายไปเลย

ข้อ ๕๓๐

ผู้ใดสมัครสมานกับพระราชา และปรารถนาความเจริญรุ่งเรืองแก่พระราชา พระราชาย่อมมอบหน้าที่แก่ผู้นั้น เพื่อปฏิบัติตอบแทนต่อมิตร

ข้อ ๕๓๑

พระราชาพระองค์นั้น ย่อมทรงแต่งตั้งผู้ที่ฉลาดในลางบอกเหตุ ในนิมิตและในลักษณะ ผู้คงแก่เรียน ผู้ทรงมนตร์ ไว้ในตำแหน่งปุโรหิต @เชิงอรรถ : @ บาทคาถาว่า สมคฺโค โหติ โส รญฺโญ ฉบับพม่าและอรรถกถาเป็น มมตฺโต โหติ โย รญฺโญ เดิมแปลว่า@เขาเป็นผู้พร้อมเพรียงกับพระราชา ปรารถนาความเจริญรุ่งเรืองแก่ผู้ใด ย่อมมอบหน้าที่ คือความเป็นใหญ่@ในการวินิจฉัยแก่ผู้นั้นเพื่อปฏิบัติเพื่อความเป็นมิตร โส เขาสามัคคีกับพระราชาพอฟังได้ แต่ถ้าจะตั้งคน@ที่ตนชอบพอให้เป็นคนตัดสินคดีความ คงไม่ได้ เพราะ โส คงแทนนามนามที่กล่าวชื่อมาแล้ว คือ คนที่ดูแล@รักษาสิ่งของ ถ้าจะว่า โส แทนบทว่า ราชา ก็ฟังไม่ขึ้น ราชาที่ไหนมาสามัคคีกับราชานี้ จึงแปลตามแนว@ฉบับพม่าและอรรถกถา (มมตฺโต โหติ โย รญฺโญติ โย ปณฺฑิโต รญฺโญ มมตฺโต มามโก ปกฺขปาโต@โหติ. วุทฺธึ ยสฺส จ อิจฺฉตีติ อสฺส รญฺโญ วุฑฺฒึ จ วิรุฬฺหึ โย อิจฺฉติ กาเมติ, ตสฺส อิตฺถมฺภูตสฺส ราชา@อธิกรณํ วินิจฺฉยาธิปจฺจํ เทติ มิตฺตสฺส มิตฺตภาวสฺส ปฏิปชฺชิตุนฺติ สมฺพนฺโธ ขุ.อป.อ. ๑/๕๓๐/๓๔๔)@ ผู้ที่ฉลาดลางบอกเหตุ หมายถึงผู้บอกคัมภีร์ไวยากรณ์แก่ศิษย์จำนวนมาก ผู้ทรงจำมนต์ ได้แก่ ผู้ทรง@จำไตรเพท (พระเวท ๓ เป็นคัมภีร์สูงสุดของศาสนาพราหมณ์ ได้แก่ (๑) ฤคเวท ประมวลบทความ@สรรเสริญ เทพเจ้า (๒) ยชุรเวท ประกอบด้วยบทสวดอ้อนวอนในพิธีบูชายัญต่างๆ (๓) สามเวท@ประมวลบทเพลงขับ สำหรับสวดแล้วร้องเป็นทำนองในพิธีบูชายัญ @ต่อมาเพิ่มอาถรรพเวท ว่าด้วยคาถาอาคมทางไสยศาสตร์เข้ามาอีกเป็น ๔ (ขุ.อป.อ. ๑/๕๓๑/๓๔๔)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๘๐}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๖. อุปาลิเถราปทาน

ข้อ ๕๓๒

พระราชาพระองค์นั้นทรงสมบูรณ์ด้วยองค์ประกอบเหล่านี้ พสกนิกรจึงขนานพระนามว่ากษัตริย์ เหล่าอำมาตย์จึงถวายการอารักขาพระราชาทุกเมื่อ ดุจนกจักรพากเฝ้ารักษานกผู้ประสบทุกข์

ข้อ ๕๓๓

ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก พระองค์ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เป็นดุจกษัตริย์ ผู้ขจัดข้าศึกศัตรูได้แล้ว ชาวโลกพร้อมทั้งเทวโลกจึงขนานพระนามว่าธรรมราชา

ข้อ ๕๓๔

พระองค์ทรงปราบเหล่าเดียรถีย์ ทรงกำจัดมารพร้อมทั้งเสนามาร ทรงขจัดความมืดมนอนธการแล้ว ได้ทรงสร้างนครคือพระธรรมไว้

ข้อ ๕๓๕

ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียร ในนครคือพระธรรมนั้น พระองค์มีศีลเป็นปราการ มีพระญาณเป็นซุ้มประตู มีศรัทธาเป็นเสาระเนียด และมีความสังวรเป็นนายประตู

ข้อ ๕๓๖

ข้าแต่พระมุนี พระองค์มีสติปัฏฐานเป็นป้อม มีพระปัญญาเป็นชุมทาง มีอิทธิบาทเป็นถนนสี่แยก ธรรมวิถี พระองค์ก็ทรงสร้างไว้ดีแล้ว

ข้อ ๕๓๗

พระองค์มีพระวินัย พระสูตร พระอภิธรรม และพระพุทธพจน์มีองค์ ๙ แม้ทั้งมวล นี้เป็นธรรมสภา @เชิงอรรถ : @ พระพุทธพจน์มีองค์ ๙ คือ (๑) สุตตะ พระสูตรทั้งหลาย รวมทั้งพระวินัยปิฎกและนิทเทส (๒) เคยยะ@ข้อความ ที่มีร้อยแก้วและร้อยกรองผสมกัน คือพระสูตรที่มีคาถารวมอยู่ด้วยทั้งหมด (๓) เวยยากรณะ@ไวยากรณ์ คือความร้อยแก้วล้วน ได้แก่ พระอภิธรรมปิฎกทั้งหมด และพระสูตรที่ไม่มีคาถา (๔) คาถา@ความร้อยกรองล้วน เช่น ธรรมบท เถรีคาถา (๕) อุทาน พระคาถาพุทธอุทาน (๖) อิติวุตตกะ พระสูตร@ที่เรียกว่าอิติวุตตกะ มี ๑๑๒ สูตร (๗) ชาตกะ ชาดก ๕๐๐ เรื่อง (๘) อัพภูตธรรม เรื่องอัศจรรย์@คือ พระสูตรที่กล่าวถึง ข้ออัศจรรย์ต่างๆ (๙) เวทัลละ พระสูตรแบบถามตอบ เช่นจูฬเวทัลลสูตร@มหาเวทัลลสูตร) (ขุ.อะ-ปะ.อ. ๑/๕๓๗/๓๔๕)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๘๑}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๖. อุปาลิเถราปทาน

ข้อ ๕๓๘

พระองค์มีสุญญตวิหารธรรม(ธรรมเป็นเครื่องอยู่อันว่าง) อนิมิตตวิหารธรรม(ธรรมเป็นเครื่องอยู่ไม่มีนิมิต) อัปปณิหิตวิหารธรรม(ธรรมเป็นเครื่องอยู่ไม่มีความตั้งปรารถนา) อาเนญชวิหารธรรม (ธรรมเป็นเครื่องอยู่ไม่หวั่นไหว) นิโรธวิหารธรรม (ธรรมเป็นเครื่องอยู่คือความดับ) นี้เป็นธรรมกุฎี

ข้อ ๕๓๙

พระเถระผู้เลิศด้วยปัญญา ที่ทรงแต่งตั้งไว้ ฉลาดในปฏิภาณ มีนามว่าสารีบุตร เป็นจอมทัพธรรมของพระองค์

ข้อ ๕๔๐

ข้าแต่พระมุนี พระเถระผู้ฉลาดในจุติและปฏิสนธิ ถึงความสำเร็จแห่งฤทธิ์ มีนามว่าโกลิตะ (โมคคัลลานะ) เป็นปุโรหิตของพระองค์

ข้อ ๕๔๑

ข้าแต่พระมุนี พระเถระผู้ดำรงวงศ์เก่าแก่ มีเดชแผ่ไป หาผู้กระทบกระทั่งได้ยาก เป็นผู้เลิศด้วยธุดงค์คุณ(มีนามว่ากัสสปะ)เป็นผู้พิพากษาของพระองค์

ข้อ ๕๔๒

ข้าแต่พระมุนี พระเถระผู้เป็นพหูสูต ผู้ทรงธรรม เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุผู้สวดสาธยายทุกรูป ในศาสนา มีนามว่าอานนท์ เป็นผู้รักษาธรรมของพระองค์

ข้อ ๕๔๓

พระผู้มีพระภาคผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ทรงละพระเถระเหล่านี้ทุกรูป ทรงมุ่งเฉพาะข้าพระองค์ แล้วทรงประทานการวินิจฉัยวินัย ซึ่งบัณฑิตผู้รู้แสดงไว้แล้วแก่ข้าพระองค์ @เชิงอรรถ : @ อาเนญชวิหารธรรม หมายถึงสามัญผล (ผลแห่งความเป็นสมณะ) ๔ ที่ไม่เปลี่ยนแปลง (คือโสดาปัตติผล@สกทาคามิผล อนาคามิผล และอรหัตตผล (ขุ.อป.อ. ๑/๕๓๘/๓๔๖), ที.ปา. ๑๑/๓๕๔/๒๔๖@ นิโรธ ในที่นี้หมายถึงพระนิพพานเป็นที่ดับทุกข์ทั้งปวง (ขุ.อป.อ. ๑/๕๓๘/๓๔๖)@ เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุผู้สวดสาธยายทุกรูป แปลมาจากศัพท์ สพฺพปาฐิ (ขุ.อป.อ. ๑/๕๔๒/๓๔๗)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๘๒}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๖. อุปาลิเถราปทาน

ข้อ ๕๔๔

สาวกของพระพุทธองค์ บางรูปไต่ถามปัญหาในวินัย ในปัญหาที่ถามมานั้น ข้าพระองค์ไม่ต้องคิด(ลังเล) ย่อมอธิบายปัญหานั้นได้เลย

ข้อ ๕๔๕

ข้าแต่พระมหามุนีตลอดพุทธเขต ยกเว้นพระองค์ ในพระวินัยไม่มีใครผู้เช่นกับข้าพระองค์ ผู้ที่ยิ่งกว่าจักมีแต่ที่ไหน

ข้อ ๕๔๖

พระผู้มีพระภาคผู้โคดม ประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์แล้ว บันลืออย่างนี้ว่า ผู้เสมอกับอุบาลีในพระวินัย และในขันธกะ(คือในมหาวรรค จูฬวรรคและปริวาร)ไม่มี

ข้อ ๕๔๗

สำหรับท่านผู้เห็นพระวินัยเป็นหลักสำคัญ นวังคสัตถุศาสตร์ เท่าที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ทั้งหมดพระศาสดาตรัสไว้ในวินัย

ข้อ ๕๔๘

พระผู้มีพระภาคผู้โคดมศากยะผู้ประเสริฐ ทรงระลึกถึงกรรมของข้าพระองค์ ประทับนั่งในท่ามกลางหมู่ภิกษุแล้ว ทรงแต่งตั้งข้าพระองค์ไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ

ข้อ ๕๔๙

ข้าพระองค์ได้ปรารถนาตำแหน่งนี้นานนับได้ ๑๐๐,๐๐๐ กัป ข้าพระองค์ได้บรรลุประโยชน์นั้นแล้ว ถึงความสำเร็จในวินัย @เชิงอรรถ : @ วินัย หมายถึงอุภโตวิภังค์ วินัยทั้งฝ่ายภิกษุและฝ่ายภิกษุณี @ คำว่า วินเย กถิตํ สพฺพํ ฉบับพม่าเป็น วินโยคธํ ตํ สพฺพํ ในอรรถกถาก็มีนัยเช่นนี้ โดยพระอรรถ-@กถาจารย์แก้เป็น สพฺพํ วินโยคธํ ตํ วินเย อนฺโตปวิฏฺฐํ วินยมูลกํ อิจฺเจวํ ปสฺสิโน ปสฺสนฺตสฺส@(ขุ.อป.อ. ๑/๕๔๗/๓๔๗) @คาถานี้ เดิมแปลว่า เรากล่าวสัตถุศาสน์มีองค์ ๙ ตลอดถึงที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้แล้วทั้งหมดไว้ใน@พระวินัยแก่บุคคลผู้เห็นมูลพระวินัย (ฉบับสังคายนา) @ข้อความตามนัยเดิมนั้น ดูกระไรอยู่ เพราะทำให้สงสัยว่าพระอุบาลีจะเป็นผู้จัดนวังคสัตถุศาสน์ไว้@ในพระวินัยหรือ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๘๓}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๖. อุปาลิเถราปทาน

ข้อ ๕๕๐

เมื่อก่อน ข้าพระองค์เป็นช่างกัลบก (ช่างตัดผม) เป็นผู้ทำให้เจ้าศากยะทั้งหลายเกิดความเพลิดเพลิน ได้ละชาติกำเนิดนั้นแล้วมาเป็นบุตร ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่

ข้อ ๕๕๑

ในกัปที่ ๒ นับจากภัทรกัปนี้ไป ได้มีกษัตริย์พระนามว่าอัญชสะ ทรงเดชานุภาพหาที่สุดมิได้ ทรงยศหาประมาณมิได้ เป็นพระเจ้าแผ่นดินมีพระราชทรัพย์มาก

ข้อ ๕๕๒

ข้าพระองค์ได้เป็นขัตติยกุมารมีนามว่าจันทนะ เป็นโอรสของพระราชาพระองค์นั้น เป็นคนมีกิริยาแข็งกระด้าง เพราะความมัวเมาในชาติตระกูล ในยศ และในโภคะ

ข้อ ๕๕๓

ช้างตระกูลมาตังคะ ๑๐๐,๐๐๐ เชือก ตกมัน ๓ แห่งประดับด้วยเครื่องประดับทุกอย่าง แวดล้อมข้าพระองค์อยู่ทุกเมื่อ

ข้อ ๕๕๔

ครั้งนั้น ข้าพระองค์มีกำลังพลของตนห้อมล้อม ต้องการจะประพาสอุทยาน จึงทรงช้างชื่อสิริกะออกจากนครไป

ข้อ ๕๕๕

พระสัมพุทธเจ้า พระนามว่าเทวละ ผู้เพียบพร้อมด้วยจรณะ คุ้มครองทวาร สำรวมด้วยดี เสด็จมาข้างหน้าของข้าพระองค์ @เชิงอรรถ : @ พระสัมพุทธเจ้า ในที่นี้หมายถึงพระปัจเจกพุทธเจ้า (ขุ.อป.อ. ๑/๕๕๕/๓๔๙)@ จรณะ หมายถึงจรณธรรม ๑๕ มีสีลสังวรเป็นต้น (ขุ.อป.อ. ๑/๕๕๕/๓๔๙)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๘๔}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๖. อุปาลิเถราปทาน

ข้อ ๕๕๖

ครั้งนั้น ข้าพระองค์ได้ไสช้างสิริกะไป จะให้ทำร้ายพระพุทธเจ้า เพราะเหตุนั้น ช้างนั้นเหมือนเกิดความโกรธยกเท้าไม่ขึ้น

ข้อ ๕๕๗

ข้าพระองค์เห็นช้างเสียใจ จึงโกรธพระพุทธเจ้า เบียดเบียนพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วได้ไปอุทยาน

ข้อ ๕๕๘

เพราะการจะให้ช้างทำร้ายนั้นเป็นเหตุ ข้าพระองค์จึงมิได้ประสบความสำราญ ศีรษะเป็นเหมือนมีไฟลุกโพลงอยู่ ข้าพระองค์ถูกความเร่าร้อนเผาไหม้อยู่ เหมือนปลาติดเบ็ด

ข้อ ๕๕๙

แผ่นดินซึ่งมีสมุทรสาครเป็นที่สุด ย่อมปรากฏแก่ข้าพระองค์เป็นดุจไฟลุกท่วม ข้าพระองค์ได้เข้าเฝ้าพระราชบิดาแล้วกราบทูลคำนี้ว่า

ข้อ ๕๖๐

หม่อมฉันได้ทำร้ายพระพุทธเจ้า ผู้เป็นพระสยัมภูพระองค์ใด ผู้เป็นดังอสรพิษที่ถูกทำให้โกรธ ดังกองไฟที่ลามมา ดังช้างพลายตัวตกมัน

ข้อ ๕๖๑

พระพุทธชินเจ้า ผู้มีตบะแก่กล้า ถูกข้าพระองค์รุกราน พวกเราชาวเมืองทั้งปวงจักพินาศ พวกเราจักขอขมาพระมุนีนั้น @เชิงอรรถ : @ แปลตามอรรถกถา (ขุ.อป.อ. ๑/๕๖๐/๓๕๐) ท่านเปรียบพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าว่า@เป็นดังอสรพิษร้ายบ้าง ดังกองไฟบ้าง ดังราชสีห์ชาติไกรสรบ้าง ดังช้างตกมันบ้าง คนที่เข้าใกล้อสรพิษ@กองไฟลุกโชติช่วง ราชสีห์ดุร้าย ช้างตกมัน ย่อมได้รับอันตราย ฉันใด ผู้ที่ทำร้ายพระพุทธเจ้า@พระปัจเจกพุทธเจ้า ก็ย่อมประสบบาปกรรมใหญ่หลวง ก็ฉันนั้น @ดังบาลีว่า @อาสีวิโส ยถา โฆโร มิคราชาว เกสรี @มตฺโตว กุญฺชโร ทนฺโต เอวํ พุทฺธา ทุราสทา. @(ขุ.อป. ๓๒/๒๗๐/๔๔๙) @คาถาที่ ๕๖๐ นี้ เดิมแปลอสรพิษร้าย และกองไฟเป็นอุปมาของช้าง

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๘๕}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๖. อุปาลิเถราปทาน

ข้อ ๕๖๒

หากพวกเราจักไม่ขอขมาพระองค์(พระสัมมาสัมพุทธเจ้า) ผู้ฝึกตนแล้ว ผู้มีจิตตั้งมั่น แว่นแคว้นของเราจักพินาศภายในวันที่ ๗

ข้อ ๕๖๓

พระเจ้าสุเมขลราช พระเจ้าโกสิยราช พระเจ้าสิคควราช พระเจ้าสัตตกราชเหล่านั้นพร้อมเสนา ได้รุกรานท่านฤๅษีทั้งหลายแล้ว ได้ถึงความทุกข์ยาก

ข้อ ๕๖๔

ท่านฤๅษีทั้งหลาย ผู้สำรวมแล้ว ประพฤติประเสริฐ ย่อมโกรธในกาลใด ในกาลนั้นย่อมทำมนุษยโลกพร้อมทั้งเทวโลก ท้องทะเล และภูเขา ให้พินาศไป

ข้อ ๕๖๕

ข้าพระองค์จึงสั่งให้ประชาชนมาประชุมกันในพื้นที่ ประมาณ ๓,๐๐๐ โยชน์ เพื่อต้องการจะแสดงโทษ จึงเข้าไปหาพระสยัมภูพุทธเจ้า

ข้อ ๕๖๖

ประชาชน(พร้อมทั้งข้าพระองค์)ทั้งหมด มีผ้าเปียก ศีรษะเปียก ประนมมือ พากันหมอบลงแทบพระยุคลบาทของพระสยัมภูพุทธเจ้า แล้วได้กราบเรียนคำนี้ว่า

ข้อ ๕๖๗

ข้าแต่ท่านผู้มีความเพียรมาก ขอพระคุณเจ้าโปรดยกโทษเถิด ประชาชนอ้อนวอนพระคุณเจ้า ขอพระคุณเจ้าโปรดช่วยบรรเทาความเร่าร้อน และขอพระคุณเจ้าอย่าได้ทำแว่นแคว้นให้พินาศเลย

ข้อ ๕๖๘

มวลมนุษย์พร้อมทั้งเทวดา ทานพ และรากษส จะพึงเอาค้อนเหล็กทุบศีรษะของข้าพระองค์ ในกาลทุกเมื่อ @เชิงอรรถ : @ ทานพ หมายถึงอสูรจำพวกหนึ่ง รากษส หมายถึงยักษ์ร้าย, ผีเสื้อน้ำ (ขุ.อป.อ. ๑/๕๖๘/๓๕๑)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๘๖}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๖. อุปาลิเถราปทาน

ข้อ ๕๖๙

(พระพุทธเจ้าตรัสว่า) ไฟย่อมไม่เกิดในน้ำ พืชย่อมไม่งอกบนแผ่นหิน กิมิชาติ ย่อมไม่เกิดในยาพิษ ฉันใด ความโกรธย่อมไม่เกิดในพระพุทธเจ้า ฉันนั้น

ข้อ ๕๗๐

แผ่นดินไม่หวั่นไหว ฉันใด พระพุทธเจ้าใครๆ ก็ให้กำเริบไม่ได้ ฉันนั้น ทะเลประมาณมิได้ ฉันใด พระพุทธเจ้ามีพระคุณประมาณมิได้ ฉันนั้น และอากาศไม่มีที่สุด ฉันใด พระพุทธเจ้ามีพระคุณไม่มีที่สุด ฉันนั้น

ข้อ ๕๗๑

พระพุทธเจ้าทั้งหลายฝึกฝนตนแล้ว มีความเพียรมาก มีการงดโทษให้แก่ผู้อื่นและมีตบะ ท่านผู้มีความอดทนและมีการอดโทษให้ แก่ผู้อื่น จะไม่มีการลุอำนาจอคติ

ข้อ ๕๗๒

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าครั้นกล่าวดังนี้แล้วได้บรรเทาความเร่าร้อน เหาะขึ้นไปบนท้องฟ้าต่อหน้ามหาชน ในครั้งนั้น

ข้อ ๕๗๓

ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียร เพราะกรรมนั้น ข้าพระองค์จึงได้เข้าถึงภาวะที่เลวทราม ล่วงเลยชาตินั้นมาเข้าสู่นคร(คือนิพพาน)ซึ่งไม่มีภัย

ข้อ ๕๗๔

ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก แม้ในครั้งนั้น พระสยัมภูพุทธเจ้าเห็นข้าพระองค์ถูกไฟแผดเผาอยู่ @เชิงอรรถ : @ กิมิชาติ หมายถึงสัตว์จำพวกหนอน @ อรรถกถาเป็น ธีราติ ธีร ธิติสมฺปนฺน (ขุ.อป.อ. ๑/๕๗๓/๓๕๒) ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นปราชญ์ (เป็นคำร้อง@เรียกที่พระอุบาลีเรียกพระพุทธเจ้าอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่ได้เล่าประวัติในอดีตของตนมาแล้ว)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๘๗}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๖. อุปาลิเถราปทาน (แต่)ดำรงอยู่ด้วยดี จึงทรงบรรเทาความเร่าร้อนให้ ข้าพเจ้าจึงทูลขอพระสยัมภูงดโทษให้

ข้อ ๕๗๕

ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก แม้ในวันนี้ พระผู้มีพระภาคทรงช่วยข้าพระองค์ผู้ถูกไฟ ๓ กอง แผดเผาอยู่ ให้ถึงภาวะสงบเย็น และทรงช่วยดับไฟ ๓ กองให้แล้ว

ข้อ ๕๗๖

ขอให้ท่านทั้งหลายผู้เงี่ยโสตสดับ จงตั้งใจฟังข้าพเจ้ากล่าว ข้าพเจ้าจะบอกประโยชน์แก่ท่านทั้งหลาย โดยประการที่ข้าพเจ้าได้เห็นบท แล้ว

ข้อ ๕๗๗

ข้าพเจ้าดูหมิ่นพระสยัมภูพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้มีจิตสงบ มีจิตตั้งมั่น เพราะกรรมนั้น ในปัจจุบันนี้ จึงมาเกิดในชาติตระกูลต่ำ

ข้อ ๕๗๘

ท่านทั้งหลายอย่าได้พลาดขณะ ไปเลย เพราะเหล่าสัตว์ผู้ล่วงเลยขณะไปย่อมเศร้าโศก ขอท่านทั้งหลายพึงพยายามในประโยชน์ตนเถิด ขณะท่านทั้งหลายให้สำเร็จแล้ว

ข้อ ๕๗๙

พระผู้มีพระภาคตรัสบอกยาสำรอกแก่บุคคลบางพวก ยาถ่ายแก่บุคคลบางพวก ยาพิษร้ายแรงแก่บุคคลบางพวก และยารักษาแก่บุคคลบางพวก @เชิงอรรถ : @ ฉบับเก่าประธานของประโยคคือ ตฺวํ (คือ สัพพนาม แทน คำว่า ภควา ซึ่งพระอุบาลี กำลังกราบทูลอยู่)@ดูตามความแล้ว หมายถึงพระปัจเจกพุทธเจ้าในอดีต และอรรถกถาก็ขึ้น ปจฺเจกพุทฺโธ เป็นประธาน@ ไฟ ๓ กอง หมายถึงไฟคือราคะ ไฟคือโทสะ ไฟคือโมหะ หรือไฟนรก ไฟในเปรตวิสัยและไฟในสังสารวัฏ@(ขุ.อป.อ. ๑/๕๗๕/๓๕๓) @ บท ในที่นี้หมายถึงพระนิพพาน (ขุ.อป.อ. ๑/๕๗๖/๓๕๓) @ ขณะในที่นี้ หมายถึงขณะเป็นที่พระพุทธเจ้าบังเกิดขึ้น (ขุ.อป.อ. ๑/๕๗๘/๓๕๓)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๘๘}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๖. อุปาลิเถราปทาน

ข้อ ๕๘๐

คือพระผู้มีพระภาค ตรัสบอกยาสำรอกแก่บุคคลผู้ปฏิบัติ ตรัสบอกยาถ่ายแก่บุคคลผู้ดำรงอยู่ในผล ตรัสบอกยารักษาโรคแก่บุคคลผู้ได้ผลแล้ว ตรัสบอกบุญเขตแก่บุคคลผู้แสวงบุญ

ข้อ ๕๘๑

ตรัสบอกยาพิษร้ายแรง(คือบาปอกุศล) แก่บุคคลผู้เป็นข้าศึกต่อศาสนา ยาพิษร้ายแรงย่อมแผดเผานรชนนั้น เหมือนอสรพิษร้าย ฉะนั้น

ข้อ ๕๘๒

ยาพิษร้ายแรงที่บุคคลดื่มแล้วเพียงครั้งเดียว ก็ย่อมทำให้เสียชีวิตได้ บุคคลทำผิดต่อศาสนาแล้ว ย่อมถูกแผดเผานับเป็นโกฏิกัป

ข้อ ๕๘๓

พระองค์ทรงช่วยสัตว์โลกพร้อมทั้งเทวโลกให้ข้ามพ้น(สังสารวัฏ) ด้วยขันติ ด้วยความไม่เบียดเบียน และด้วยจิตประกอบด้วยเมตตา เพราะเหตุนั้น พระพุทธเจ้าเหล่านั้น เป็นผู้อันท่านทั้งหลายให้พิโรธไม่ได้

ข้อ ๕๘๔

พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงเป็นเช่นพื้นปฐพี ไม่ทรงติดข้องในลาภ ในความเสื่อมลาภ ในความสรรเสริญ ในความถูกดูหมิ่น เพราะเหตุนั้น พระพุทธเจ้าเหล่านั้น เป็นผู้อันท่านทั้งหลายให้พิโรธไม่ได้

ข้อ ๕๘๕

พระมุนีทรงมีพระทัยสม่ำเสมอในสัตว์ทั้งปวง คือ ในพระเทวทัต นายขมังธนู โจรองคุลีมาล พระราหุล และช้างธนบาล

ข้อ ๕๘๖

พระพุทธเจ้าทั้งหลายเหล่านั้น ไม่มีความแค้นเคือง ไม่มีความกำหนัด เหตุนั้น พระพุทธเจ้าจึงทรงมีพระทัยสม่ำเสมอในชนทั้งหมด คือในนายขมังธนู และในพระโอรส

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๘๙}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๖. อุปาลิเถราปทาน

ข้อ ๕๘๗

ท่านทั้งหลายได้พบผ้ากาสาวะอันเป็นธงชัยของพระฤๅษี ซึ่งเปื้อนคูถ ถูกทิ้งไว้ที่หนทาง ก็พึงประนมมือเหนือศีรษะแล้วไหว้เถิด

ข้อ ๕๘๘

พระพุทธเจ้าเหล่าใดทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต พระพุทธเจ้าเหล่านั้น ย่อมบริสุทธิ์ได้ด้วยธงชัยนี้ เพราะเหตุนั้น จึงควรนอบน้อมพระพุทธเจ้าเหล่านั้น

ข้อ ๕๘๙

ข้าพเจ้าทรงจำวินัยที่ดีงาม เช่นกับองค์แทนพระศาสดาไว้ด้วยหทัย ข้าพเจ้านมัสการวินัยอยู่ในกาลทั้งปวง

ข้อ ๕๙๐

วินัยเป็นที่อาศัยของข้าพเจ้า เป็นที่ยืนเดินของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าสำเร็จการอยู่ในวินัย วินัยเป็นอารมณ์ของข้าพเจ้า

ข้อ ๕๙๑

ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก ภิกษุชื่ออุบาลีถึงความสำเร็จในวินัย เป็นผู้ฉลาดในวิธีระงับอธิกรณ์ ขอถวายบังคมพระยุคลบาทของพระศาสดา

ข้อ ๕๙๒

ข้าพเจ้านั้น เที่ยวไปจากหมู่บ้านสู่หมู่บ้าน จากเมืองสู่เมือง นมัสการอยู่ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระธรรมซึ่งเป็นธรรมดี

ข้อ ๕๙๓

กิเลสทั้งหลายข้าพเจ้าก็เผาได้แล้ว ภพทั้งปวงข้าพเจ้าถอนได้แล้ว อาสวะทั้งปวงก็สิ้นไปแล้ว บัดนี้ ภพใหม่ไม่มีอีก

ข้อ ๕๙๔

การที่ข้าพเจ้าได้มาในสำนักของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุด เป็นการมาดีแล้วโดยแท้ วิชชา ๓ ข้าพเจ้าได้บรรลุแล้วโดยลำดับ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๙๐}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๗. อัญญาโกณฑัญญเถราปทาน

ข้อ ๕๙๕

คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าได้ทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล ได้ทราบว่า ท่านพระอุบาลีเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้อุปาลิเถราปทานที่ ๖ จบ

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๖. พรรณนาอุปาลีเถราปทาน

คำมีอาทิว่า นคเร หํสวติยา ดังนี้ เป็นอปทานของท่านพระอุบาลีเถระ.

แม้พระเถระนี้ก็ได้กระทำบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าแต่ปางก่อนทั้งหลาย ก่อสร้างบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่วิวัฏฏะคือพระนิพพานไว้ในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ได้บังเกิดในตระกูลพราหมณ์อันสมบูรณ์ด้วยทรัพย์สมบัติ ในนครหังสวดี.

วันหนึ่งฟังธรรมอยู่ในสำนักของพระศาสดา ได้เห็นพระศาสดาทรงตั้งภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเป็นเลิศแห่งพระวินัยธรทั้งหลาย จึงกระทำกรรมคือการกระทำอันยิ่งแด่พระศาสดา แล้วปรารถนาฐานันดรนั้น.

เขาทำกุศลจนตลอดชีวิต แล้วท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ครั้นในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนของช่างกัลบก ญาติทั้งหลายตั้งชื่อเขาว่า อุบาลี.

อุบาลีนั้นเจริญวัยแล้วได้เป็นสหายรักแห่งกษัตริย์ ๖ พระองค์มีเจ้าอนุรุทธะเป็นต้น เมื่อพระตถาคตประทับอยู่ในอนุปิยอัมพวัน ได้ออกบวชพร้อมกับกษัตริย์ทั้ง ๖ องค์ผู้เสด็จออกทรงผนวช.

วิธีการบรรพชาของพระอุบาลีนั้น มาในพระบาลีทีเดียว.

พระอุบาลีนั้นบรรพชาอุปสมบทแล้ว เรียนพระกรรมฐานในสำนักของพระศาสดาแล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์จงทรงอนุญาตการอยู่ป่าแก่ข้าพระองค์.

พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ เมื่ออยู่ป่า ธุระอย่างเดียวเท่านั้นจักเจริญงอกงาม แต่เมื่ออยู่ในสำนักของเรา วิปัสสนาธุระและคันถธุระจักบริบูรณ์.

พระอุบาลีนั้นรับพระดำรัสของพระศาสดาแล้ว กระทำวิปัสสนากรรมอยู่ ไม่นานนักก็ได้บรรลุพระอรหัต. แม้พระศาสดาก็ทรงให้พระอุบาลีนั้นเรียนพระวินัยปิฎกทั้งสิ้นด้วยพระองค์เอง.

กาลต่อมา ท่านได้วินิจฉัยเรื่อง ๓ เรื่องนี้ คือเรื่องภารุกัจฉะ เรื่องอัชชุกะ และเรื่องกุมารกัสสปะ. พระศาสดาทรงประทานสาธุการ ในการวินิจฉัยแต่ละเรื่องทรงกระทำวินิจฉัยทั้ง ๓ ให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุ จึงทรงตั้งพระเถระไว้ในตำแหน่งเลิศแห่งภิกษุทั้งหลายผู้เป็นวินัยธร.

พระเถระนั้นครั้นได้ตำแหน่งเอตทัคคะอย่างนี้แล้ว ระลึกถึงบุพกรรมของตนขึ้นมาก็เกิดความโสมนัส เมื่อจะประกาศอปทานแห่งความประพฤติในกาลก่อนนั้น จึงกล่าวคำมีอาทิว่า นคเร หํสวติยา ดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า หํสวติยา ความว่า รั้วคือการล้อมกำแพง โดยอาการอย่างหงส์วน มีอยู่ในนครใด นครนั้นชื่อว่าหังสวดี.

อีกอย่างหนึ่ง พวกหงส์นับไม่ถ้วนอยู่อาศัยในบึงโบกขรณี สระและเปือกตมเป็นต้น บินแล่นอยู่รอบๆ ในนครนั้น เพราะเหตุนั้น นครนั้นจึงชื่อว่าหังสวดี, ในนครหังสวดีนั้น.

บทว่า สุชาโต นาม พฺราหฺมโณ ความว่า ชื่อว่าสุชาต เพราะเกิดดี. อธิบายว่า เกิดมาเป็นผู้ไม่ถูกติเตียนโดยคำว่า ไม่ถูกดูถูก ไม่ถูกตำหนิ.

บทว่า อสีติโกฏินิจโย เชื่อมความว่า พราหมณ์นามว่าสุชาต มีกองทรัพย์ ๘๐ โกฏิ ชื่อว่ามีทรัพย์และข้าวเปลือกเพียงพอ คือมีทรัพย์และข้าวเปลือกนับไม่ถ้วน.

เมื่อจะแสดงว่า พราหมณ์สุชาตนั้นนั่นแหละเป็นคนใหญ่โตแม้อีก จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อชฺฌายโก ดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อชฺฌายโก ความว่า เป็นผู้บอกไตรเพทเป็นต้นแก่คนเหล่าอื่น.

บทว่า มนฺตธโร ความว่า ปัญญา ท่านเรียกว่ามันตา มีปัญญารู้การพยากรณ์อถรรพณเวทเป็นต้น.

บทว่า ติณฺณํ เวทาน ปารคู ความว่า ถึงที่สุด (คือเรียนจบ) ไตรเพทกล่าวคือ อิรุพเพท ยชุพเพทและสามเพท.

บทว่า ลกฺขเณ ได้แก่ คัมภีร์ทายลักษณะ. อธิบายว่า ในคัมภีร์อันประกาศลักษณะที่ปรากฏอยู่ในมือและเท้าเป็นต้น ของบุรุษผู้จะเป็นพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าและพระเจ้าจักรพรรดิทั้งหลาย.

บทว่า อิติหาเส ความว่า ในคัมภีร์อันประกาศเรื่องราวครั้งโบราณ ว่าเป็นอย่างนี้ๆ.

บทว่า สธมฺเม ความว่า ผู้ถึงบารมีคือถึง ได้แก่บรรลุถึงปริโยสาน คือที่สุดในธรรมของตน คือธรรมของพราหมณ์.

บทว่า ปริพฺพาชก เชื่อมความว่า พวกสาวกของนิครนถ์ทั้งหมดนั้นมีทิฏฐิต่างๆ กัน ในครั้งนั้น พากันเที่ยวไปบนแผ่นดินคือบนพื้นปฐพี.

อธิบายว่า พระชินเจ้ายังไม่อุบัติขึ้นตราบใด คือตลอดกาลมีประมาณเท่าใด คำว่า พุทฺโธ ย่อมไม่มีตราบนั้น คือตลอดกาลมีประมาณเท่านั้น.

บทว่า อจฺจเยน อโหรตฺตํ ความว่า วันและคืน ชื่อว่าอโหรัตตะ, โดยปีล่วงไปมากมาย.

คำที่เหลือเข้าใจได้ง่ายทั้งนั้น.

บทว่า มนฺตานิปุตฺโต ความว่า บุตรของธิดาช่างกัลบก ชื่อว่ามันตานี, ได้นามว่าปุณณะ เพราะครบเดือน ครบวัน. เชื่อมความว่า จักได้เป็นสาวกของพระศาสดาพระองค์นั้น.

บทว่า เอวํ กิตฺตยิ โส พุทฺโธ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่าปทุมุตตระนั้นทรงประกาศ คือได้ทรงประทานการพยากรณ์อันน่ายินดีด้วยดี คืออันให้ความโสมนัสด้วยอาการอันดี ด้วยประการอย่างนี้คือด้วยประการนี้.

เชื่อมความว่า ยังชนทั้งปวงคือหมู่ชนทั้งสิ้นให้ยินดีด้วยดี คือกระทำให้โสมนัส เมื่อจะแสดงกำลังของตน คือเมื่อจะทำให้ปรากฏ.

ลำดับต่อจากนั้น เมื่อจะแสดงอานุภาพของตนโดยอ้างผู้อื่น จึงกล่าวคำมีอาทิว่า กตญฺชลี ดังนี้.

เชื่อมความว่า ในกาลนั้น คือในกาลก่อนพระพุทธเจ้าเสด็จอุบัตินั้น ชนทั้งปวงกระทำกระพุ่มอัญชลี นมัสการสุนันทดาบสอยู่.

บทว่า พุทฺเธ การํ กริตฺวาน ความว่า สุนันทดาบสนั้น แม้เป็นผู้อันชนทั้งปวงบูชาแล้วอย่างนี้ ก็ไม่กระทำการถือตัวว่าเป็นผู้ที่เขาบูชา ได้กระทำกิจอันยิ่งในพระพุทธศาสนา ทำคติคือการเกิดของตนให้หมดจด คือได้กระทำให้บริสุทธิ์.

บทว่า สุตฺวาน มุนิโน วจํ ได้แก่ พระวาจาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น, เพื่อสะดวกในการผูกคาถา ท่านกล่าวว่า วจํ โดยรัสสะ อา อักษร.

เชื่อมความว่า เราได้มีความดำริคือได้มีมนสิการด้วยเจตนาว่า เพราะได้ฟังพระดำรัสของพระมุนีดังนี้ว่า ในอนาคตกาลอันยาวนาน พระศาสดาพระนามว่าโคดม โดยพระนาม จักเกิดมีในโลก เราจักเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าโคดมโดยประการใด จักกระทำสักการะคือกิจอันยิ่ง ได้แก่บุญสมภารโดยประการนั้น.

บทว่า เอวาหํ จินฺตยิตฺวาน ได้แก่ คิดอย่างนี้ว่า เราจักทำสักการะ.

บทว่า กิริยํ จินฺตยึ มม ความว่า เราคิดถึงการกระทำ คือกิจที่จะพึงทำว่า เราจะพึงทำบุญเช่นไรหนอ.

บทว่า กฺยาหํ กมฺมํ อาจรามิ ความว่า เราจะประพฤติ คือบำเพ็ญบุญกรรมเช่นไร.

บทว่า ปุญฺญกฺเขตฺเต อนุตฺตเร ความว่า ในพระรัตนตรัยอันเว้นสิ่งที่ยิ่งกว่า คือเป็นภาชนะแห่งบุญทั้งสิ้น.

บทว่า อยญฺจ ปาฐิโก ภิกฺขุ ความว่า ภิกษุนี้เป็นภิกษุผู้ได้นามว่าปาฐิกะ เพราะสวดพระบาลีในคัมภีร์ คือกล่าวด้วยอำนาจสรภัญญะ.

พระศาสดาทรงตั้งไว้ในตำแหน่งเลิศ คือทรงตั้งว่าเป็นผู้เลิศ ในระหว่างแห่งภิกษุผู้ชำนาญบาลี คือผู้สวดและกล่าวสอนทั้งหมด และในพระวินัยในพระศาสนา, เราปรารถนาฐานะนั้น คือฐานันดรที่ภิกษุนั้นได้รับ.

เบื้องหน้าแต่นั้น เมื่อจะแสดงอุบายในการทำบุญของตน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อิทํ เม อมิตํ โภคํ ดังนี้.

เชื่อมความในคำนั้นว่า กองแห่งโภคทรัพย์ของข้าพระองค์นับไม่ได้ คือเว้นจากการนับประมาณ อันใครๆ ให้กระเพื่อมไม่ได้ คือไม่อาจให้กระเพื่อมได้ อุปมาดังสาครคือเช่นกับสาคร ข้าพระองค์ให้สร้างอารามแก่พระพุทธเจ้าด้วยโภคะนั้น คือด้วยทรัพย์เช่นนั้น.

คำที่เหลือมีเนื้อความง่ายทั้งนั้น.

เชื่อมความว่า พระสัมพุทธเจ้าประทับนั่งในหมู่ภิกษุ ทรงรับสังฆารามที่ดาบสนั้นสร้าง คือให้ทำดีแล้ว ได้ตรัสพระดำรัสนี้ อันแสดงอานิสงส์แห่งอารามนั้น.

เพื่อจะเฉลยคำถามว่า ได้ตรัสอานิสงส์ไว้อย่างไร? จึงตรัสว่า โย โส ดังนี้.

อธิบายว่า ดาบสใดผู้ถวายสังฆาราม มอบถวายสังฆารามที่สร้างไว้ดีแล้ว คือที่จัดแจงไว้เรียบร้อยโดยนัยมีกุฎี ที่เร้น มณฑป ปราสาท เรือนโล้น และกำแพงเป็นต้นแก่พระพุทธเจ้า คือได้ถวายโดยประการ คือโดยจิตอันประกอบด้วยความโสมนัส.

บทว่า ตมหํ กิตฺตยิสฺสามิ ความว่า เราจักกระทำดาบสนั้นให้ปรากฏ คือจักกระทำให้แจ้ง.

บทว่า สุณาถ มม ภาสโต ความว่า ท่านทั้งหลายจงฟังคำของเรา. อธิบายว่า จงเงี่ยโสตลง คือจงมีจิตไม่ฟุ้งซ่าน กระทำไว้ในใจ.

เมื่อจะทรงแสดงผลของอารามที่ดาบสนั้นถวาย จึงตรัสคำมีอาทิว่า หตฺถี อสฺสา รถา ปตฺตี ดังนี้.

คำนั้นเข้าใจได้ง่ายทั้งนั้น.

บทว่า สงฺฆารามสฺสิทํ ผลํ ความว่า อิฐผลกล่าวคือสมบัติที่จะพึงเสวยต่อไปนี้ เป็นผลคือเป็นวิบากของการถวายสังฆาราม.

บทว่า ฉฬาสีติสหสฺสานิ ความว่า เหล่านารีคือสตรีแปดหมื่นหกพันนางตกแต่งงดงาม คือประดับตกแต่งสวยงาม มีผ้าและอาภรณ์อันวิจิตร.

อธิบายว่า ประกอบด้วยผ้าและอาภรณ์ทั้งหลายอันวิจิตร คือมีรูปมิใช่น้อย.

บทว่า อามุตฺตมณิกุณฺฑลา ได้แก่ ห้อยต่างหูแก้วมุกดาหารและแก้วมณี.

เมื่อจะแสดงถึงความประเสริฐ คือความงามแห่งรูปร่างของหญิงเหล่านั้น จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อาฬารปมฺหา ดังนี้.

ในคำนั้นมีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

นัยน์ตาทั้งหลายของหญิงเหล่าใด กว้างคือใหญ่ เหมือนลูกแก้วมณีกลม หญิงเหล่านั้นชื่อว่ามีตากลม. อธิบายว่า มีดวงตาใสเหมือนตาภมรทั้งหลาย.

ผู้มากด้วยความร่าเริง คือมีความร่าเริงเป็นปกติ. อธิบายว่า ผู้งดงามด้วยการเยื้องกราย.

บทว่า สุสญฺญา ได้แก่ ผู้มีอวัยวะแห่งร่างกายที่พึงสำคัญว่างาม.

บทว่า ตนุมชฺฌิมา ได้แก่ ผู้มีส่วนแห่งท้องเล็ก.

คำที่เหลือง่ายทั้งนั้น.

บทว่า ตสฺส ธมฺเมสุ ทายาโท ได้แก่ เป็นทายาทในธรรมทั้งหลาย คือเป็นผู้มีส่วนแห่งโกฏฐาสในธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าโคตมะนั้น.

บทว่า โอรโส แปลว่า เกิดในอก. อธิบายว่า เป็นบุตรเกิดในอก เพราะได้ฟังธรรมที่ทรงแสดงกระทบฐานทั้ง ๕ มีคอ เพดานและริมฝีปากเป็นต้น อันสมบูรณ์ด้วยความรู้ในพยัญชนะ ๑๐ อย่างมีสิถิลและธนิตเป็นต้น แล้วทำกิเลสทั้งปวงให้สิ้นไป โดยลำดับมรรคมีโสดาปัตติมรรคเป็นต้น แล้วดำรงอยู่ในพระอรหัต.

บทว่า ธมฺมนิมฺมิโต ความว่า ท่านจักเป็นผู้ถูกเนรมิต คือจักเป็นผู้ปรากฏโดยธรรม คือโดยสม่ำเสมอ โดยไม่มีอาชญา โดยไม่มีศาสตรา.

บทว่า อุปาลิ นาม นาเมน ความว่า ผู้นั้นชื่อว่ามันตานีบุตร ตามชื่อของมารดา ก็จริง แต่ถึงอย่างนั้น จักเป็นสาวกของพระศาสดาโดยชื่อว่าอุบาลี เพราะยึดติด คือประกอบ พรั่งพร้อมด้วยกายและจิต ในที่ใกล้กษัตริย์ทั้งหลาย เพราะออกไปบวชพร้อมกับเจ้าอนุรุทธะเป็นต้น.

บทว่า วินเย ปารมึ คโต ความว่า บรรลุ คือถึงที่สุด ได้แก่การจบในพระวินัยปิฎก.

บทว่า ฐานาฏฺฐาเน จ โกวิโท ความว่า เป็นผู้ฉลาด คือเป็นผู้เฉลียวฉลาดในเหตุและมิใช่เหตุ.

บทว่า ชินสาสนํ ธาเรนฺโต ความว่า ทรงอนุสาสนีที่พระชินเจ้าตรัสไว้ ได้แก่พระไตรปิฎกของพระชินเจ้า โดยการสอน การฟัง การคิดและการทรงจำเป็นต้น. อธิบายว่า กำหนดไว้ได้.

บทว่า วิหริสฺสตินาสโว ความว่า เป็นผู้ไม่มีกิเลส จักนำอัตภาพไปมิให้ตกหล่น คือจักยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยอิริยาบถทั้ง ๔.

บทว่า อปริเมยฺยุปาทาย ได้แก่ กระทำแสนมิใช่น้อยให้เป็นต้นไป.

บทว่า ปตฺเถมิ ตว สาสนํ ความว่า เราปรารถนาคืออยากได้ ศาสนาของพระองค์ว่า พึงเป็นผู้เลิศแห่งภิกษุผู้เป็นวินัยธรในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าโคดม.

บทว่า โส เม อตฺโถ ความว่า ประโยชน์กล่าวคือตำแหน่งเอตทัคคะนั้น เราได้บรรลุแล้ว.

บทว่า สพฺพสํโยชนกฺขโย เชื่อมความว่า ความสิ้นสังโยชน์ทั้งปวง เราได้บรรลุแล้ว. อธิบายว่า บรรลุพระนิพพานแล้ว.

เชื่อมความว่า ผู้ชายคือบุรุษ ถูกคุกคามคือถูกบีบคั้นด้วยราชอาญา ถูกเสียบหลาวคือถูกร้อยไว้ที่หลาว ไม่ได้ประสบคือไม่ได้ เสวยความยินดี คือความสุขอันอร่อยที่หลาว ย่อมต้องการพ้นคือการหลุดพ้นไป ฉันใด.

เชื่อมความ (ในตอนต่อมา) ว่า

ข้าแต่พระมหาวีระ คือข้าแต่พระวีระผู้สูงสุดในระหว่างวีรชนทั้งหลาย ข้าพระองค์ถูกคุกคาม คือถูกบีบคั้นด้วยอาญาคือภพ ได้แก่อาญาคือชาติ ถูกเสียบที่หลาวคือกรรม ได้แก่ถูกเสียบที่หลาว คือกุศลกรรมและอกุศลกรรม ถูกเวทนาคือความระหาย ได้แก่ความกระสับกระส่าย เพราะความระหายเบียดเบียน คือครอบงำทำให้มีทุกข์ ไม่ประสบ คือไม่ได้ความยินดีในภพ ได้แก่ความสุขอันอร่อยในสงสาร.

ข้าพระองค์ถูกเผาด้วยไฟ ๓ กอง กล่าวคือไฟคือราคะ ไฟคือโทสะ และไฟคือโมหะ หรือไฟในนรก ไฟอันตั้งขึ้นในกัปและไฟคือทุกข์ จึงหาคือแสวงหาความหลุดพ้น คืออุบายเครื่องหลุดพ้นฉันนั้น.

เชื่อมความว่า บุคคลผู้ถึงคือต้องราชอาญา ย่อมแสวงหาความหลุดพ้นฉันใด ข้าพระองค์ผู้ต้องการอาญาคือภพ ย่อมแสวงหาความหลุดพ้นฉันนั้น.

เมื่อจะแสดงความหลุดพ้นจากสงสาร โดยอุปมาอุปไมยอีก จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ยถา วิสาโท ดังนี้.

ในคำนั้นมีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-

ที่ชื่อว่าวิสาทะ เพราะถูกพิษคืองูพิษกัด คือขบกัดเข้าแล้ว. อธิบายว่า ถูกงูกัด. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าวิสาทะ เพราะกินคือกลืนกินพิษคือยาพิษอย่างแรง. อธิบายว่า กินยาพิษ.

เชื่อมความว่า บุรุษใดถูกงูพิษกัด คือถูกงูพิษนั้นคือเช่นนั้นเบียดเบียน พึงหาคือแสวงหายาคือโอสถอันเป็นอุบายเพื่อฆ่าพิษ คือเพื่อขจัดพิษให้พินาศ เมื่อแสวงหายานั้นพึงพบคือพึงเห็นยา คือโอสถสำหรับฆ่าพิษ คือสำหรับขจัดพิษให้พินาศ บุรุษนั้นดื่มโอสถที่ตนพบเห็นแล้ว พึงเป็นผู้มีความสุขสบายเพราะพ้นคือเพราะเหตุที่พ้นจากพิษฉันใด.

บทว่า ตเถวาหํ ความว่า นระนั้นถูกพิษเบียดเบียน คือถูกงูมีพิษกัด หรือผู้กินยาพิษเข้าไป ดื่มโอสถแล้วพึงมีความสุขโดยประการใด เราถูกอวิชชาคือโมหะบีบคั้นหนักโดยประการนั้น.

บทว่า สทฺธมฺมาคทเมสหํ ความว่า เราหาคือแสวงหาอยู่ซึ่งโอสถ กล่าวคือพระสัทธรรม.

บทว่า ธมฺมาคทํ คเวสนฺโต ความว่า แสวงหาโอสถ คือธรรมเพื่อกำจัดพิษคือสังสารทุกข์ให้พินาศ.

บทว่า อทฺทกฺขึ สกฺยสาสนํ ความว่า เราได้พบเห็นศาสนาของพระโคดมผู้ทรงเกิดจากศากยตระกูล

บทว่า อคฺคํ สพฺโพสธานํ ตํ ความว่า ในระหว่างบรรดาโอสถเหล่านั้น ธัมโมสถกล่าวคือคำสอนของพระศากยโคดมนั้นเป็นเลิศ คือเป็นชั้นสูงสุด.

บทว่า สพฺพสลฺลวิโนทนํ เชื่อมความว่า เราดื่มธรรมโอสถ ได้แก่โอสถคือธรรม อันเป็นเครื่องบรรเทา คือเป็นเครื่องทำความสงบลูกศรทั้งปวงมีลูกศรคือราคะเป็นต้น ได้ถอนพิษทั้งปวงได้แก่พิษคือสังสารทุกข์ทั้งสิ้น คือทำให้พินาศไป.

บทว่า อชรามรํ เชื่อมความว่า เราถอนพิษคือทุกข์นั้นแล้ว ได้ถูกต้องคือได้ทำให้ประจักษ์ซึ่งพระนิพพานอันไม่แก่คือเว้นจากความแก่ อันไม่ตายคือเว้นจากความตาย เป็นภาวะเย็นคือเป็นของเย็น เพราะเว้นจากความเร่าร้อน เพราะราคะเป็นต้น.

เมื่อจะแสดงการเปรียบเทียบความมืดคือกิเลสอีก จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ยถา ภูตฏฺฏิโต ดังนี้.

ในคำนั้นมีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-

บุคคลคือบุรุษถูกภูตผีเบียดเบียน คือถูกภูตผีได้แก่ยักษ์เบียดเบียนคือบีบคั้น ถึงการบีบคั้นคือถึงความทุกข์ เพราะภูตผีสิงคือเพราะยักษ์จับ พึงแสวงหาหมอภูตผี เพื่อจะพ้นคือเพื่อต้องการจะพ้นจากภูตผี คือจากยักษ์จับ ฉันใดคือโดยประการใด.

เชื่อมความในคาถาตอนนี้ว่า

ก็เมื่อแสวงหาหมอผีนั้น พึงพบหมอผีผู้ฉลาดดีคือผู้เฉลียวฉลาดในวิชาไล่ผี หมอผีนั้นพึงกำจัดภูตผีที่สิงบุรุษผู้ที่ถูกยักษ์จับนั้น คือพึงทำให้พินาศไป คือพึงกำจัดเสียพร้อมทั้งมูลรากคือพร้อมทั้งมูลเหตุ กระทำไม่ให้สิงอีกต่อไป.

เชื่อมความในคาถานี้ว่า

ข้าแต่พระมหาวีรเจ้าผู้เป็นวีรบุรุษสูงสุด ข้าพระองค์ถูกบีบคั้นเพราะความมืดจับ คือเพราะความมืดคือกิเลสจับ จึงแสวงหาแสงสว่างคือญาณ ได้แก่แสงสว่างคือปัญญาเพื่อจะพ้น คือเพื่อต้องการจะพ้นไปจากความมืด ได้แก่จากความมืดคือกิเลส ฉันนั้นเหมือนกันคือโดยประการนั้นเหมือนกัน.

ในคาถานี้มีความว่า

ครั้งนั้นคือในลำดับนั้น เราได้เห็นพระศากยมุนีผู้ทรงทำความมืดคือกิเลสให้หมดจด คือผู้ทรงทำความมืดคือกิเลสให้พินาศ.

เชื่อมความว่า พระศากยมุนีนั้นได้ทรงบรรเทาคือได้ทรงทำให้ไกลซึ่งความมืดคือความอันธการ ได้แก่ความมืดคือกิเลสให้แก่เรา เหมือนหมอภูตผีขับไล่ภูตผี คือเหมือนหมอผีบรรเทาคนที่ถูกยักษ์จับให้คลายฉะนั้น.

ความในคาถานี้ว่า

เรานั้นหลุดพ้นอย่างนี้แล้ว ตัดได้ด้วยดีซึ่งกระแสตัณหา คือความหลั่งไหลไปในสงสาร เราห้ามกระแสตัณหา ได้แก่โอฆะใหญ่คือตัณหา คือได้กระทำให้หมดไป คือให้เป็นไปไม่ได้.

บทว่า ภวํ อุคฺฆาฏยึ สพฺพํ ความว่า เราถอนภพใหม่ทั้งหมดมีกามภพเป็นต้น คือทำให้พินาศไป.

เชื่อมความว่า เราถอนได้ทั้งราก เหมือนหมอผีไล่ผีพร้อมทั้งมูลเหตุ.

แต่นั้น เมื่อจะแสดงการเปรียบเทียบการแสวงหาพระนิพพาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ยถา ดังนี้.

ในคำนั้นเชื่อมความว่า

ที่ชื่อว่าครุฑ เพราะกลืนกินของหนักคือนาค. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าครุฑ เพราะจับคือถือเอาของหนักคือนาค, ได้แก่พญาครุฑ. ครุฑนั้นโผลงคือโฉบลงเพื่อต้องการจับนาคอันเป็นภักษาของตน คือเป็นเหยื่อของตน ได้นามว่าปันนคะ เพราะไม่ไปสู่เงื้อมมือของผู้อื่นโดยปการะชนิดไร ทำสระใหญ่คือมหาสมุทรร้อยโยชน์ คือมีประมาณร้อยโยชน์โดยรอบ คือรอบด้านให้กระเพื่อมคือให้กระฉอกด้วยลมปีกของตน ฉันใด.

เชื่อมความในคาถาตอนนี้ว่า

ครุฑนั้นบินไปในเวหา คือมีปกติบินไปในเวหาส จับนาคได้แล้วทำให้ห้อยหัวลง ทำให้ลำบากอยู่คือเบียดเบียนอยู่โดยการเบียดเบียนต่างๆ ในที่นั้นๆ จับเอาคือจับอย่างมั่นคงแล้วหลีกไป คือบินไปตามที่ต้องการ คือในที่ที่ตนต้องการไป.

ในตอนนี้ เชื่อมความว่า

ข้าแต่พระมหาวีรเจ้าผู้เจริญ ครุฑผู้มีพละกำลังจับนาค ได้แล้วย่อมบินไปฉันใด ข้าพระองค์ก็ฉันนั้นเหมือนกัน แสวงหาพระนิพพานอันเป็นอสังขตะคืออันปัจจัยทั้งหลายกระทำไม่ได้ ได้แก่แสวงหาโดยการยังข้อปฏิบัติให้บริบูรณ์ คายโทษทั้งหลายได้แก่กิเลส ๑,๕๐๐ ทั้งสิ้น คือข้าพระองค์ทำให้หมดจดโดยวิเศษด้วยสมุจเฉทปหาน.

เชื่อมความในคาถาว่า

ครุฑจับนาคกินอยู่ฉันใด ข้าพระองค์ก็ฉันนั้น เห็นแล้วคือเห็นอยู่ซึ่งธรรมอันประเสริฐ ได้แก่ธรรมอันสูงสุด ถือเอาสันติบทคือนิพพานบทอันเอก ยอดเยี่ยมคือเว้นสิ่งที่ยิ่งกว่า ด้วยมรรคและผลทั้งหลาย ใช้สอยอยู่.

บัดนี้ เมื่อจะแสดงความที่พระนิพพานเป็นของได้โดยยาก จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อาสาวตี นาม ลตา ดังนี้.

ในคำนั้นมีอธิบายว่า

เครือเถาชื่อว่าอาสาวดี เพราะเทวดาทั้งปวงมีความหวัง คือความอยากได้ในเครือเถานี้. เครือเถานั้นเกิดคือบังเกิดขึ้นในจิตรลดาวัน คือในวนะ ได้แก่ในอุทยานอันเป็นดงเครือเถาที่วิจิตรตระการตามิใช่น้อย. ต่อพันปีคือต่อล่วงไปพันปี เครือเถานั้นจึงเกิดผลหนึ่งผล คือเผล็ดผลๆ เดียว.

บทว่า ตํ เทวา เชื่อมความว่า เครือเถาอาสาวดีนั้นมีผลนานถึงเพียงนั้น เมื่อล่วงกาลนานเท่านั้นจึงเผล็ดผลคือจึงจะมีผล เหล่าเทวดาคือเทวดาชั้นดาวดึงส์ย่อมเข้าไปนั่งใกล้คือคบหา, เครือเถาชื่อว่าอาสาวดีนั้นเป็นเครือเถาชั้นสูง คือเป็นเครือเถาชั้นสูงในระหว่างเครือเถาทั้งหลาย ได้เป็นที่รักของเหล่าเทวดาอย่างนี้.

บทว่า สตสหสฺสุปาทาย ความว่า กระทำเวลาแสนปีให้เป็นต้นไป.

บทว่า ตาหํ ปริจเร มุนิ ความว่า ญาณเรียกว่าโมนะ ข้าแต่พระมุนีคือพระผู้มีญาณ ได้แก่พระสัพพัญญูผู้เจริญ ข้าพระองค์บำเรอ คือเข้าไปนั่งใกล้พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น.

บทว่า สายํ ปาตํ นมสฺสามิ ความว่า ข้าพระองค์นมัสการคือกระทำการนอบน้อม ๒ ครั้ง คือเวลาเย็นและเวลาเช้า.

เชื่อมความว่า เหมือนเทวดาทั้งหลาย คือเหมือนเหล่าเทวดาชั้นดาวดึงส์ เข้าไปนั่งใกล้เครือเถาอาสาวดีทั้งเย็นและเช้า.

บทว่า อวญฺฌา ปาริจริยา ความว่า เพราะเหตุที่ได้เห็นพระพุทธเจ้า การบรรลุถึงพระนิพพานจึงได้มี เพราะฉะนั้น การบำเรอพระพุทธเจ้า คือการกระทำวัตรปฏิบัติจึงไม่เป็นหมันคือไม่สูญเปล่า และการนมัสการคือกิริยาประณาม จึงไม่เป็นโมฆะคือไม่สูญเปล่า.

จริงอย่างนั้น เรามาแต่ที่ไกล คือแม้มาจากที่ไกลคือจากทางไกลคือสงสารมีปรากฏอยู่ขณะนี้ คือขณะที่พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นนี้ไม่พลาดไป คือไม่ล่วงเลยไป. อธิบายว่า ยังไม่ล่วงเลยเราไป.

เชื่อมความว่า เราบรรลุถึงพระนิพพาน เหตุได้เห็นพระพุทธเจ้า จึงค้นหาคือพิจารณาปฏิสนธิของเราในภพที่จะเกิดต่อไปก็ไม่เห็น.

เชื่อมความว่า เราไม่มีอุปธิ คือเว้นจากอุปธิคือขันธ์และอุปธิคือกิเลสทั้งหลาย เป็นผู้หลุดพ้น คือเป็นผู้เว้นจากกิเลสทั้งปวง สงบคือมีใจสงบ เพราะไม่มีความเร่าร้อนเพราะกิเลส เที่ยวไปอยู่.

เมื่อจะแสดงการเปรียบเทียบการเห็นพระพุทธเจ้าของตนอีก จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ยถาปิ ปทุมํ นาม ดังนี้.

ในคำนั้นมีอธิบายว่า

ธรรมดาปทุมย่อมบานคือย่อมแย้มบานเพราะแสงอาทิตย์ คือเพราะสัมผัสแสงอาทิตย์แม้ฉันใด ข้าแต่พระมหาวีรเจ้าคือข้าแต่พระผู้สูงสุดกว่าวีรชน ข้าพระองค์ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เป็นผู้บานแล้ว เพราะรัศมีของพระพุทธเจ้า คือเพราะเกิดรัศมี คือพระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแล้ว.

เมื่อจะแสดงการเห็นพระนิพพาน เพราะการได้เห็นพระพุทธเจ้าอีก จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ยถา พลากา ดังนี้.

ในคำนั้นมีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

ในกาลทุกเมื่อ คือในกาลทั้งปวง นกยางตัวผู้ย่อมไม่มีในกำเนิดนกยาง คือในชาตินกยางฉันใด.

หากจะมีคำถามสอดเข้ามาว่า เมื่อไม่มีตัวผู้ พวกนกยางจะตั้งครรภ์ได้อย่างไร?

ตอบว่า เมื่อเมฆครางกระหึ่ม คือทำเสียง นางนกยางเหล่านั้นได้ฟังเสียงเมฆร้องย่อมตั้งครรภ์ในกาลทุกเมื่อ คือในกาลทั้งปวง. อธิบายว่า ย่อมทรงฟองไข่ไว้. เมฆยังไม่ครางกระหึ่ม คือเมฆยังไม่ทำเสียงเพียงใดคือตลอดกาลมีประมาณเท่าใด นางนกยางทั้งหลายก็ทรงครรภ์คือฟองไข่ไว้เป็นเวลานาน คือโดยกาลนานเพียงนั้น คือตลอดกาลมีประมาณเท่านั้น. เมื่อใดคือกาลใด เมฆฝนตกลงมาคือร้องครางโดยปการะชนิดต่างๆ แล้วตกลงมา คือหลั่งสายฝนตกลงมา เมื่อนั้นคือกาลนั้น นางนกยางทั้งหลายย่อมพ้นจากภาระคือการทรงครรภ์. อธิบายว่า ตกฟอง (ออกไข่).

เบื้องหน้าแต่นั้น เมื่อจะแสดงข้อความอุปไมยให้ถึงพร้อม จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ปทุมุตฺตรพุทฺธสฺส ดังนี้.

ในคำนั้นเชื่อมความว่า

เมื่อพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ทรงประกาศกึกก้อง คือทรงแสดงด้วยเมฆคือพระธรรม คือด้วยเมฆกล่าวคือโวหารปรมัตถเทศนา ในกาลนั้น ข้าพระองค์ก็ฉันนั้น ได้ถือเอาครรภ์คือพระธรรม ได้แก่ครรภ์คือบุญสมภารมีทานและศีลเป็นต้นอันเป็นอุปนิสัยแก่วิวัฏฏะคือพระนิพพาน.

เชื่อมความว่า

ข้าพระองค์อาศัยแสนกัป คือทำแสนกัปให้เป็นเบื้องต้น ทำครรภ์คือบุญ ได้แก่ทำบุญสมภารมีทานและศีลเป็นต้น ให้ทรงอยู่คือให้เต็มอยู่. ธรรมเมฆคือพระธรรมเทศนายังไม่ครางกระหึ่ม คือพระพุทธเจ้ายังไม่ทรงแสดงเพียงใด ข้าพระองค์ก็ยังไม่พ้น คือยังไม่เปลื้อง ได้แก่ยังไม่เป็นคนละแผนกจากภาระ คือจากครรภ์ภาระคือสงสารเพียงนั้น.

เชื่อมความในคาถานี้ว่า

ข้าแต่พระศากยมุนีคือข้าแต่พระองค์ผู้สมภพในศากยวงศ์ผู้เจริญ ในกาลใด พระองค์ทรงกระหึ่ม คือทรงประกาศธรรมเมฆในนครกบิลพัสดุ์ คือในนครอันมีนามว่ากบิลพัสดุ์ อันน่ายินดีคือน่ารื่นรมย์ แห่งพระบิดาของพระองค์ทรงพระนามว่าสุทโธทนมหาราช ในกาลนั้น ข้าพระองค์พ้นแล้ว คือได้พ้นแล้วจากภาระ คือจากคัพภภาระคือสงสาร.

เบื้องหน้าแต่นั้น เมื่อจะแสดงมรรคผลที่ตนได้บรรลุ จึงกล่าวคำมีอาทิว่า สุญฺญตํ ดังนี้.

ในคำนั้นเชื่อมความว่า

ข้าพระองค์บรรลุคือเจริญอริยมรรค ชื่อว่าสุญญตวิโมกข์ เพราะไม่มีความยึดถือว่าเป็นตนและเป็นของตน ชื่อว่าอนิมิตตวิโมกข์ เพราะไม่มีราคะ โทสะ โมหะและกิเลสทั้งปวง ชื่อว่าอัปปณิหิตวิโมกข์ เพราะไม่มีปณิธิคือตัณหา.

บทว่า จตุโร จ ผเล สพฺเพ ความว่า ได้ทำให้แจ้งสามัญผล ๔ ทั้งหมด.

บทว่า ธมฺเมวํ วิชฏยํ อหํ ความว่า ข้าพระองค์สะสางคือขจัดชัฏ คือรกชัฏในธรรมทั้งปวงด้วยประการอย่างนี้. จบพรรณนาทุติยภาณวาร

เบื้องหน้าแต่นั้น เมื่อจะแสดงเฉพาะคุณวิเศษที่ตนได้บรรลุ จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อปริเมยฺยุปาทาย ดังนี้.

ในคำนั้นมีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

ที่ชื่อว่าอปริเมยยะ เพราะประมาณไม่ได้. อธิบายว่า ไม่อาจจะประมาณ คือจะนับโดยนับเป็นปี. ข้าพระองค์อาศัยคือกระทำกัปอันหาประมาณมิได้นั้นให้เป็นเบื้องต้นมา ปรารถนาศาสนาของพระองค์อย่างนี้ว่า ข้าพระองค์พึงเป็นเลิศแห่งพระวินัยธรทั้งหลายในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าโคดม ในอนาคต.

คำว่า ปตฺเถมิ เป็นคำปัจจุบันใช้ในอรรถเป็นอดีต. อธิบายว่า ปตฺเถสึ ปรารถนาแล้ว.

บทว่า โส เม อตฺโถ ความว่า ประโยชน์คือปรารถนานั้น เราได้บรรลุแล้ว คือทำให้สำเร็จแล้ว. เชื่อมความว่า ข้าพระองค์ได้ถึงคือได้บรรลุสันติบท คือพระนิพพานอันยอดเยี่ยม.

ข้าพระองค์นั้นถึงความยอดเยี่ยม คือถึงที่สุดในพระวินัย คือในพระวินัยปิฎก เพราะเป็นผู้บรรลุแล้ว.

บทว่า ยถาปิ ปาฐิโก อิสิ ความว่า ฤาษีคือภิกษุผู้เป็นเลิศแห่งพระวินัยธรทั้งหลาย ในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญพระบาลี คือเป็นผู้ปรากฏแล้วฉันใด ข้าพระองค์ก็ฉันนั้นเหมือนกัน.

บทว่า น เม สมสโม อตฺถิ ความว่า เพราะความเป็นผู้มีปกติทรงพระวินัย คนอื่นซึ่งจะเป็นผู้เสมอเหมือนข้าพระองค์จึงไม่มี. อธิบายว่า ข้าพระองค์ยังศาสนาคือคำสอน กล่าวคือโอวาทานุสาสนีให้ดำรงอยู่ คือให้บริบูรณ์อยู่.

เมื่อจะแสดงความวิเศษของตนซ้ำอีก จึงกล่าวคำมีอาทิว่า วินเย ขนฺธเก จาปิ ดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วินเย ได้แก่ ในอุภโตวิภังค์.

บทว่า ขนฺธเก ได้แก่ ในมหาวรรคและจูฬวรรค.

บทว่า ติกจฺเฉเท ได้แก่ ในติกสังฆาทิเสสและติกปาจิตตีย์เป็นต้น.

บทว่า ปญฺจเม ได้แก่ ในบริวาร.

ในวินัยเป็นต้นนี้ คือในวินัยปิฎกทั้งสิ้นนี้ ข้าพระองค์ไม่มีความสงสัย คือไม่มีความลังเลใจ.

บทว่า อกฺขเร ได้แก่ ในอักขระมี ออักษรเป็นต้น อันนับเนื่องในพระวินัยปิฎก.

บทว่า พฺยญฺชเน เชื่อมความว่า หรือว่าในพยัญชนะมี กอักษรเป็นต้น ข้าพระองค์ก็ไม่มีความเคลือบแคลง คือความสงสัย.

บทว่า นิคฺคเห ปฏิกมฺเม จ ความว่า เป็นผู้ฉลาดคือเป็นผู้เฉลียวฉลาด ในนิคคหะการลงโทษพวกภิกษุลามก ในการทำคืนอาบัติมีการให้ปริวาสเป็นต้นแก่ภิกษุผู้มีอาบัติติดตัว ในฐานะและมิใช่ฐานะคือในเหตุและมิใช่เหตุ.

เชื่อมความว่า เป็นผู้ฉลาดในโอสารณะคือในการให้กลับเข้าหมู่ ได้แก่ในการให้เข้าหมู่ด้วยการระงับกรรมมีตัชชนียกรรมเป็นต้น และในวุฏฐาปนะคือในการให้ออกจากอาบัติ ได้แก่ในการกระทำให้ไม่มีอาบัติ.

บทว่า สพฺพตฺถ ปารมึ คโต ความว่า ถึงที่สุดในวินัยกรรมทุกอย่าง. อธิบายว่า เป็นผู้สามารถ เฉลียวฉลาด.

บทว่า วินเย ขนฺธเก จาปิ ความว่า วาง คือตั้งบทได้แก่สุตบทในวินัย และขันธกะซึ่งมีประการดังกล่าวแล้ว.

บทว่า อุภโต วินิเวเฐตฺวา ความว่า ปฏิบัติ คือชำระสะสาง นำนัยมาจากทั้งสองอย่าง คือจากวินัยและจากขันธกะ.

บทว่า รสโต คือ โดยกิจ.

พึงเรียกเข้าหมู่. อธิบายว่า กระทำการเรียกให้เข้าหมู่.

บทว่า นิรุตฺติยา จ กุสโล ความว่า เป็นผู้เฉลียวฉลาดในโวหารคือถ้อยคำมีอาทิว่า รุกขะ ต้นไม้, ปฏะ แผ่นผ้า, กุมภะ หม้อ, มาลา ดอกไม้, จิตตะ จิต.

บทว่า อตฺถานตฺเถ จ โกวิโท ความว่า เป็นผู้ฉลาดคือเชี่ยวชาญในอัตถะคือความเจริญ และในอนัตถะคือความเสื่อม.

บทว่า อนญฺญาตํ มยา นตฺถิ ความว่า สิ่งไรๆ ที่ข้าพระองค์ไม่รู้ คือไม่รู้แจ้ง ไม่ปรากฏชัดในวินัยปิฎกหรือในพระไตรปิฎกทั้งสิ้น ย่อมไม่มี.

บทว่า เอกคฺโค สตฺถุ สาสเน ความว่า ข้าพระองค์ผู้เดียวเท่านั้นเป็นผู้เลิศ คือเป็นผู้ประเสริฐ สูงสุดแห่งพระวินัยธรทั้งหลาย ในพระพุทธศาสนา.

บทว่า รูปทกฺเข อหํ อชฺช เชื่อมความว่า วันนี้คือในกาลบัดนี้ ข้าพระองค์บรรเทาคือทำให้พินาศซึ่งความเคลือบแคลงทั้งปวง คือความสงสัยทั้งสิ้น เพราะชำนาญในรูปคือเพราะเห็นรูป ได้แก่การวินิจฉัยวินัย ในพระศาสนาคือปาพจน์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นศากยบุตร.

บทว่า ฉินฺทามิ สพฺพสํสยํ ความว่า ข้าพระองค์ตัดคือสงบระงับ ได้แก่ขจัดให้หมดซึ่งความสงสัยทั้งหมด ๑๖ ประการอันเกิดขึ้นปรารภกาลทั้งสามมีอาทิว่า ในอดีตเราได้มีหรือหนอ.

บทว่า ปทํ อนุปทญฺจาปิ ความว่า ได้แก่ บทคือบทหน้า อนุบทคือบทปลาย. อักขระคืออักขระตัวหนึ่งๆ และพยัญชนะคือวิธีของพยัญชนะ ๑๐ อย่างมีสิถิล ธนิตเป็นต้น.

บทว่า นิทาเน ได้แก่ ในนิทาน มีอาทิว่า เตน สมเยน ดังนี้.

บทว่า ปริโยสาเน ได้แก่ ในบทส่งท้าย.

บทว่า สพฺพตฺถ โกวิโท ความว่า เป็นผู้ฉลาดในฐานะทั้งหมด ๖ ประการ.

เบื้องหน้าแต่นี้ไป เมื่อจะประกาศพระคุณทั้งหลายเฉพาะของพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ยถาปิ ราชา พลวา ดังนี้.

ในคำนั้นมีอธิบายว่า

พระราชาผู้มีพระกำลัง คือทรงสมบูรณ์ด้วยกำลัง คือเรี่ยวแรง หรือทรงสมบูรณ์ด้วยกำลังเสนา ทรงข่มเสนาของพระราชาอื่นคือพระราชาฝ่ายตรงข้าม คือจับได้หมดหรือขับไล่ให้หนีไปหมด แล้วพึงทำให้เร่าร้อนคือให้เดือดร้อน ให้ลำบาก ฉันใด.

บทว่า วิชิตฺวาน สงฺคามํ ความว่า ทรงชำนะวิเศษ คือทรงชำนะโดยวิเศษซึ่งสงครามคือการถึง กันเข้าได้แก่การรบกับเสนาของพระราชาอื่น คือทรงได้ชัยชนะแล้ว.

บทว่า นครํ ตตฺถ มาปเย ความว่า จึงให้สร้างคือให้กระทำนคร คือสถานที่อยู่อันประดับด้วยปราสาทและเรือนโล้นเป็นต้นลงในที่นั้น คือในที่ที่ทรงชนะนั้น.

บทว่า ปาการํ ปริขญฺจาปิ เชื่อมความว่า ให้ทำกำแพง คือกำแพงอิฐอันขาวด้วยปูนขาว ในนครที่สร้างไว้นั้น. และให้ทำแม้คู คือแม้คูเปือกตม คูน้ำคูแห้ง.

บทว่า เอสิกํ ทฺวารโกฏฺฐกํ ได้แก่ ให้ทำเสาระเนียด ตั้งซุ้มใหญ่และซุ้มประตู ๔ ชั้นเป็นต้น เพื่อความงดงามของพระนคร.

บทว่า อฏฺฏาลเก จ วิวิเธ เชื่อมความว่า และให้ทำคือให้สร้างป้อมสูงลิ่วอันต่างด้วยป้อม ๔ ชั้นเป็นต้นต่างๆ คือมีประการต่างๆ ไว้เป็นอันมาก.

บทว่า สิงฺฆาฏกํ จจฺจรญฺจ เชื่อมความว่า ให้สร้างกำแพงเป็นต้นอย่างเดียวก็หามิได้ ให้สร้างทางสี่แพร่ง คือทางสี่แยก และทางแยก คือถนนในระหว่าง.

บทว่า สุวิภตฺตนฺตราปณํ ความว่า ให้สร้างระหว่างร้านค้า คือร้านค้าหลายพันอันจัดไว้เป็นระเบียบ คือมีส่วนโดยจัดแบ่งเป็นส่วนๆ.

บทว่า การเยยฺย สภํ ตตฺถ ความว่า ให้สร้างสภา คือศาลสำหรับตัดสินคดีโดยธรรม (ศาลสถิตยุติธรรม) ไว้ในนครที่สร้างนั้น.

เชื่อมความว่า ให้สร้างสถานที่วินิจฉัยคดีและมิใช่คดี คือศาลเป็นที่ตัดสิน เพื่อทำการวินิจฉัยตัดสินความเจริญและความเสื่อม.

บทว่า นิคฺฆาตตฺถํ อมิตฺตานํ ความว่า เพื่อป้องกันพระราชาฝ่ายตรงข้าม.

บทว่า ฉิทฺทาฉิทฺทญฺจ ชานิตุํ ได้แก่ เพื่อจะได้รู้โทษและมิใช่โทษ.

บทว่า พลกายสฺส รกฺขาย ความว่า เพื่อต้องการจะรักษาพลกายคือหมู่เสนา อันได้แก่พลช้าง พลม้า พลรถและพลเดินเท้า พระราชาผู้เป็นเจ้าของนครนั้นจึงทรงตั้งคือทรงสถาปนาเสนาบดี คือมหาอำมาตย์ผู้นำกองทัพไว้ในฐานันดร คือลำดับยศและบรรดาศักดิ์.

บทว่า อารกฺขตฺถาย ภณฺฑสฺส เชื่อมความว่า เพื่อจะอารักขาคือเพื่อจะรักษาโดยรอบด้านซึ่งของหลวง มีทอง เงิน แก้วมุกดาและแก้วมณีเป็นต้น พระราชานั้นจึงทรงตั้งคนคือบุรุษผู้ฉลาดในการเก็บ คือผู้เฉลียวฉลาดในการรักษา ให้เป็นภัณฑรักษ์คือผู้รักษาสิ่งของไว้ในเรือนคลัง ด้วยหวังพระทัยว่า สิ่งของของเราอย่าได้ฉิบหายเสียเลย.

บทว่า มมตฺโต โหติ โย รญฺโญ ความว่า ผู้ใดเป็นบัณฑิต เป็นผู้รักใคร่ คือตกอยู่ในฝ่ายของพระราชา.

บทว่า วุฑฺฒึ ยสฺส จ อิจฺฉติ เชื่อมความว่า และผู้ใดย่อมปรารถนา คือย่อมต้องการความเจริญงอกงามแด่พระราชานั้น พระราชาย่อมประทานความเป็นใหญ่ในการวินิจฉัยอธิกรณ์แก่ผู้นั้นผู้เป็นบัณฑิตเช่นนี้ เพื่อปฏิบัติต่อมิตร คือต่อความเป็นมิตร.

บทว่า อุปฺปาเตสุ ได้แก่ ในลางทั้งหลายมีอุกกาบาตคือดวงไฟตกลงมา และทิสาฑาหะคือทิศถูกไฟไหม้เป็นต้น.

บทว่า นิมิตฺเตสุ ได้แก่ ในศาสตร์อันว่าด้วยการรู้นิมิตอย่างนี้ว่า นี้นิมิตดี นี้นิมิตไม่ดีมีถูกหนูกัดเป็นต้น.

บทว่า ลกฺขเณสุ จ เชื่อมความว่า อนึ่ง พระราชานั้นทรงตั้งคนผู้ฉลาด คือผู้เฉลียวฉลาดในศาสตร์อันว่าด้วยการรู้นิมิตที่มือและเท้าของชายหญิง ผู้สั่งสอนคือผู้บอกการพยากรณ์แก่ศิษย์มิใช่น้อย ผู้ทรงจำมนต์คือทรงจำมนต์กล่าวคือไตรเพท ผู้เป็นบัณฑิต ไว้ในความเป็นปุโรหิตคือในฐานันดรที่ปุโรหิต.

บทว่า เอเตหงฺเคหิ สมฺปนฺโน เชื่อมความว่า พระราชานั้นผู้ถึงพร้อมคือพร้อมพรั่งด้วยองค์ คือองค์ประกอบซึ่งมีประการดังกล่าวแล้วนี้ เขาเรียกคือกล่าวว่ากษัตริย์.

บทว่า สทา รกฺขนฺติ ราชานํ ความว่า อำมาตย์มีเสนาบดีเป็นต้นเหล่านี้ย่อมรักษาคือคุ้มครองพระราชานั้นทุกเมื่อ คือตลอดกาลทั้งปวง.

ถามว่า เหมือนอะไร?

ตอบว่า เหมือนนกจากพราก. อธิบายว่า เหมือนนกจากพรากรักษาญาติของตนผู้มีทุกข์ คือผู้ถึงความทุกข์ฉะนั้น.

บทว่า ตเถว ตวํ มหาวีร เชื่อมความว่า ข้าแต่พระวีรบุรุษผู้สูงสุด พระราชานั้นทรงสมบูรณ์ด้วยองค์มีองค์แห่งเสนาบดีเป็นต้น ปิดกั้นประตูพระนครทรงอาศัยอยู่ฉันใด พระองค์ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เป็นพระธรรมราชา คือเป็นพระราชาโดยธรรม โดยเสมอของชาวโลก พร้อมทั้งเทวโลกคือของชาวโลกผู้เป็นไปกับทั้งเทวดาทั้งหลาย ดุจกษัตริย์กำจัดอมิตรได้ คือกำจัดข้าศึกได้แล้ว มหาชนเรียกว่า คือกล่าวว่าพระธรรมราชา เพราะทรงเป็นพระราชาโดยทรงบำเพ็ญธรรมคือบารมี ๑๐ ทัศให้บริบูรณ์.

บทว่า ติตฺถิเย นีหริตฺวาน ความว่า เพราะความเป็นพระธรรมราชา จึงทรงนำออกคือนำไปโดยไม่เหลือซึ่งพวกเดียรถีย์ทั้งสิ้นซึ่งเป็นปฏิปักษ์ กระทำให้หมดพยศ และแม้มารพร้อมทั้งเสนา คือแม้วสวัตดีมารพร้อมทั้งเสนาก็ทรงนำออกหมด.

บทว่า ตมนฺธการํ วิธมิตฺวา ความว่า ขจัด คือกำจัดความมืดคือโมหะ กล่าวคือความมืด.

อธิบายว่า ทรงให้สร้าง คือทรงนิรมิต ได้แก่ทรงประดิษฐานธรรมนคร คือนครกล่าวคือโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ หรือกล่าวคือธรรม คือขันธ์ อายตนะ ธาตุ ปฏิจจสมุปบาท พละ โพชฌงค์และสมันตปัฏฐานอันมีนัยลึกซึ้ง.

บทว่า สีลํ ปาการกํ ตตฺถ ได้แก่ ในธรรมนครที่ให้ประดิษฐานไว้นั้นมีปาริสุทธิศีลเป็นกำแพง.

บทว่า ญาณํ เต ทฺวารโกฏฺฐกํ ความว่า ญาณของพระองค์มีพระสัพพัญญุตญาณ อาสยานุสยญาณ อนาคตังสญาณและอตีตังสญาณเป็นต้นนั่นแหละ เป็นซุ้มประตู.

บทว่า สทฺธา เต เอสิกา วีร ความว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงบากบั่นไม่ย่อหย่อน ผู้เจริญศรัทธาคือความเชื่อของพระองค์ อันมีพระสัพพัญญุตญาณเป็นเหตุ เริ่มแต่บาทมูลของพระพุทธทีปังกร เป็นเสาอันประดับประดาด้วยเครื่องอลังการที่ยกขึ้นตั้งไว้.

บทว่า ทฺวารปาโล จ สํวโร ความว่า ความสังวรอันเป็นไปในทวาร ๖ ของพระองค์คือการรักษา การป้องกันและคุ้มครอง เป็นนายทวารบาลคือเป็นผู้รักษาประตู.

บทว่า สติปฏฺฐานมฏฺฏาลํ ความว่า พระองค์มีสติปัฏฐาน ๔ เป็นป้อมซึ่งมีเครื่องมุงเกลี้ยงๆ.

บทว่า ปญฺญา เต จจฺจรํ มุเน ความว่า ข้าแต่พระมุนีผู้มีพระญาณผู้เจริญ ปัญญาของพระองค์มีอย่างต่างๆ มีปาฏิหาริยปัญญาเป็นต้น เป็นทางสี่แพร่งคือเป็นที่ชุมทาง ได้แก่เป็นทางไปสู่พระนคร.

บทว่า อิทฺธิปาทญฺจ สิงฺฆาฏํฐ ความว่า อิทธิบาท ๔ กล่าวคือฉันทะ วีริยะ จิตตะและวีมังสา ของพระองค์เป็นทางสี่แยก คือเป็นที่ต่อของทาง ๔ สาย.

บทว่า ธมฺมวีถิ สุมาปิตํ ความว่า ธรรมนครนั้น พระองค์ทรงสร้างคือตกแต่งไว้เรียบร้อย ด้วยถนนกล่าวคือโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ.

บทว่า สุตฺตนฺตํ อภิธมฺมญฺจ ความว่า ในธรรมนครนี้ของพระองค์มีพระสุตตันตปิฎก พระอภิธรรมปิฎกและพระวินัยปิฎก คือพระพุทธพจน์มีองค์ ๙ มีสุตตะ เคยยะเป็นต้นทั้งหมดคือทั้งสิ้น เป็นธรรมสภาคือเป็นศาลตัดสินอธิกรณ์โดยธรรม.

บทว่า สุญฺญตํ อนิมิตฺตญฺจ ความว่า สุญญตวิหารธรรมที่ได้ด้วยอำนาจอนัตตานุปัสสนา และอนิมิตตวิหารธรรมที่ได้ด้วยอำนาจอนิจจานุปัสสนา.

บทว่า วิหารญฺจปฺปณิหิตํ ได้แก่ อัปปณิหิตวิหารธรรมที่ได้ด้วยอำนาจทุกขานุปัสสนา.

บทว่า อาเนญฺชญฺจ ได้แก่ อาเนญชวิหารธรรม กล่าวคือสามัญผล ๔ อันไม่หวั่นไหว ไม่โยกคลอน.

บทว่า นิโรโธ จ ได้แก่ พระนิพพานอันเป็นที่ดับทุกข์ทั้งมวล.

บทว่า เอสา ธมฺมกุฏี ตว ความว่า นี้กล่าวคือโลกุตรธรรม ๙ ทั้งหมดเป็นธรรมกุฎี คือเป็นเรือนที่อยู่ของพระองค์.

บทว่า ปญฺญาย อคฺโค นิกฺขิตฺโต ความว่า พระเถระที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแต่งตั้งไว้คือทรงตั้งไว้ว่า เป็นผู้เลิศแห่งภิกษุทั้งหลายผู้มีปัญญาด้วยอำนาจปัญญา ผู้ฉลาดคือเฉลียวฉลาดในปฏิภาณ คือในกิจที่จะพึงทำด้วยปัญญา หรือว่าในยุตตมุตตปฏิภาณการโต้ตอบ ปรากฏโดยนามว่าสารีบุตร เป็นธรรมเสนาบดีของพระองค์ คือเป็นใหญ่ เป็นประธาน โดยการทรงจำกองธรรมคือพระไตรปิฎกที่พระองค์ทรงแสดงแล้ว ย่อมกระทำกิจของกองทัพ.

บทว่า จุตูปปาตกุสโล ความว่า ข้าแต่พระมุนีผู้เจริญ พระโมคคัลลานเถระเป็นผู้ฉลาด คือเป็นผู้เฉลียวฉลาดในจุตูปปาตญาณ คือในจุติและอุปบัติ.

บทว่า อิทฺธิยา ปารมึ คโต เชื่อมความว่า พระโมคคัลลานเถระชื่อว่าโกลิตะโดยชื่อ ผู้ถึงคือบรรลุบารมี คือที่สุดแห่งความแตกฉานด้วยฤทธิ์ที่ท่านกล่าวไว้โดยนัยมีอาทิว่า แม้คนเดียวก็เป็นหลายคนได้ แม้หลายคนก็เป็นคนเดียวได้ เป็นโปโรหิจจะคือเป็นปุโรหิตของพระองค์.

บทว่า โปราณกวํสธโร ความว่า ข้าแต่พระมุนีผู้มีพระญาณผู้เจริญ พระมหากัสสปเถระผู้ทรงไว้ หรือผู้รู้สืบๆ มาซึ่งวงศ์เก่าก่อน เป็นผู้มีเดชกล้าคือมีเดชปรากฏ หาผู้เทียมถึงได้ยากคือยาก ได้แก่ไม่อาจทำให้ขัดเคืองคือกระทบกระทั่ง.

บทว่า ธุตวาทีคุเณนคฺโค ความว่า พระมหากัสสปเถระเป็นผู้เลิศ คือประเสริฐด้วยธุตวาทีคุณ เพราะกล่าวคือกล่าวสอนธุดงค์ ๑๓ มีเตจีวริกังคธุดงค์เป็นต้น และด้วยธุดงคคุณ เป็นผู้พิพากษาของพระองค์ คือเป็นประธานในการกระทำตามบัญญัติ คือการตัดสิน.

บทว่า พหุสฺสุโต ธมฺมธโร ความว่า ข้าแต่พระมุนีผู้เจริญ พระอานนท์ชื่อว่าเป็นพหูสูต เพราะได้ฟังพระธรรมขันธ์ ๘๔,๐๐๐ เป็นอันมาก คือเพราะได้เรียนมาจากพระผู้มีพระภาคเจ้าและจากภิกษุสงฆ์. ชื่อว่าผู้ทรงธรรม เพราะทรงธรรมคือนิกายนับได้หกแสนมิใช่น้อย และปรมัตถธรรมมีสติปัฏฐานเป็นต้น.

บทว่า สพฺพปาลี จ สาสเน ความว่า พระเถระมีนามชื่อว่าอานนท์ ชื่อว่าผู้ชำนาญพระบาลีทั้งปวง เพราะเป็นผู้เลิศคือเป็นผู้ประเสริฐแห่งภิกษุทั้งปวง ผู้กล่าวคือผู้สาธยายพระบาลีทั้งปวงในพระพุทธศาสนา.

บทว่า ธมฺมารกฺโข ตว ความว่า เป็นผู้อารักขาคือเป็นผู้รักษา ปกครองธรรม ได้แก่ภัณฑะคือพระไตรปิฏกธรรมของพระองค์. อธิบายว่า เป็นคลังธรรม.

บทว่า เอเต สพฺเพ อติกฺกมฺม ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าคือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้มีภัคยะคือบุญ ทรงละคือทรงเว้นพระเถระทั้งหลายแม้ผู้มีอานุภาพมากมีพระสารีบุตรเป็นต้นเหล่านี้เสีย ทรงประมาณคือได้ทรงกระทำประมาณ ได้แก่ได้ทรงใส่พระทัยเฉพาะเราเท่านั้น.

บทว่า วินิจฺฉยํ เม ปาทาสิ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมอบ คือได้ทรงประทานโดยปการะแก่เรา ซึ่งการวินิจฉัยคือการพิจารณาโทษในพระวินัย อันบัณฑิตทั้งหลายผู้รู้วินัยแสดงไว้แล้ว คือประกาศไว้แล้ว.

บทว่า โย โกจิ วินเย ปญฺหํ ความว่า ภิกษุพุทธสาวกรูปใดรูปหนึ่งถามปัญหาอันอิงอาศัยวินัยกะเรา, เราไม่ต้องคิด คือไม่เคลือบแคลงสงสัยในปัญหาที่ถามนั้น. เชื่อมความว่า เรากล่าวเนื้อความนั้นเท่านั้น คือความที่ถามนั้นเท่านั้น.

บทว่า ยาวตา พุทฺธเขตฺตมฺหิ เชื่อมความว่า ในพุทธอาณาเขตในที่มีกำหนดเพียงไร คือมีประมาณเท่าไร (ก็ตาม) เว้นพระมหามุนี คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นเสีย ไม่มีบุคคลผู้เหมือนเราคือเช่นกับเราในเรื่องวินัย หรือในการกระทำวินิจฉัยพระวินัยในพระวินัยปิฎก เราเท่านั้นเป็นผู้เลิศ, ผู้ยิ่งกว่าคือยิ่งกว่าเรา จักมีมาแต่ไหน.

พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าโคดม ประทับนั่งในหมู่ภิกษุ คือประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ แล้วทรงประกาศอย่างนี้ คือทรงกระทำสีหนาท.

ทรงประกาศอย่างไร?

ทรงประกาศอย่างนี้ว่า ไม่มีผู้เสมอคือแม้นเหมือนอุบาลี ในเรื่องวินัยคืออุภโตวิภังค์ในขันธกะทั้งหลาย คือมหาวรรคและจูฬวรรค และในบริวาร ด้วย จ ศัพท์.

บทว่า ยาวตา ความว่า นวังคสัตถุศาสน์มีสุตตะ เคยยะเป็นต้น มีประมาณเท่าใดอันพระพุทธเจ้าตรัสไว้ คือทรงแสดงไว้ทั้งหมด พระศาสดาทรงประกาศแก่ผู้มีปกติเห็น คือเห็นอยู่อย่างนี้ว่า นวังคสัตถุศาสน์นั้นหยั่งลงในพระวินัย คือเข้าอยู่ภายในพระวินัย มีพระวินัยเป็นมูลราก.

บทว่า มม กมฺมํ สริตฺวาน เชื่อมความว่า พระโคดมศากยะผู้ประเสริฐ คือผู้เป็นประธานในศากยวงศ์ ทรงระลึกคือทรงรู้ประจักษ์แจ้งกรรมของเรา คือความปรารถนาในกาลก่อนของเรา ด้วยพระอตีตังสญาณ เสด็จไปในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ทรงตั้งเราไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อุบาลีนี้เป็นเลิศแห่งภิกษุสาวกทั้งหลายของเราผู้เป็นวินัยธร ดังนี้.

บทว่า สตสหสฺสุปาทาย ความว่า เราได้ปรารถนาตำแหน่งนี้ใดเริ่มมาแสนกัป ประโยชน์ของเรานั้น เราถึงแล้วโดยลำดับ คือบรรลุแล้วโดยเฉพาะแล้ว ถึงความยอดเยี่ยมคือถึงที่สุดในพระวินัย.

เมื่อก่อนคือในกาลก่อน เราได้เป็นช่างกัลบก ทำความยินดีให้เกิด คือทำความโสมนัสแก่เจ้าศากยะทั้งหลาย คือแก่พระราชาในศากยวงศ์ทั้งหลาย. เราละคือละทิ้งโดยวิเศษซึ่งชาตินั้น คือตระกูลนั้นได้แก่กำเนิดนั้น เกิดเป็นบุตรของพระมเหสีเจ้า คือของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า. อธิบายว่า ถึงการนับว่าเป็นศากยบุตร เพราะทรงคำสอนไว้ได้.

เบื้องหน้าแต่นั้น เมื่อจะแสดงอปทานแห่งกาลบังเกิดในตระกูลทาสของตน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อิโต ทุติยเก กปฺเป ดังนี้.

ในคำนั้นเชื่อมความว่า ในกัปที่สองภายหลังภัทรกัปนี้ไป มีขัตติยราชพระองค์หนึ่งพระนามว่าอัญชสะโดยพระนาม มีพระเดชานุภาพหาที่สุดมิได้ คือมีพระเดชานุภาพล่วงพ้นจากการนับ มีพระยศนับไม่ได้ คือมีบริวารพ้นจากนับประมาณ มีทรัพย์มาก คือมีทรัพย์หลายแสนโกฏิ ทรงเป็นภูมิบาลคือทรงปกครองรักษาปฐพี.

บทว่า ตสฺส รญฺโญ เชื่อมความว่า เราเป็นโอรสของพระราชานั้นคือผู้เช่นนั้น ได้เป็นกษัตริย์ คือเป็นขัตติยกุมารนามว่าจันทนะ. อธิบายว่า เรานั้นเป็นคนกระด้างคือแข็งกร้าว ถือตัวด้วยความเมาเพราะชาติ ยศและโภคะ.

บทว่า นาคสตสหสฺสานิ เชื่อมความว่า ช้างแสนเชือกเกิดในตระกูลมาตังคะ แตกมันโดยส่วนสาม คือมันแตก ได้แก่มันไหลจากที่ ๓ แห่งคือตาหูและอัณฑะ ประดับด้วยเครื่องอลังการทุกอย่าง คือประดับด้วยเครื่องประดับสำหรับช้างทุกชนิด ห้อมล้อมเราอยู่ทุกเมื่อ คือตลอดกาลทั้งปวง.

บทว่า สพเลหิ ปเรโตหํ เชื่อมความว่า ในกาลนั้น เราอันพลของตน คืออันพลแห่งกองทัพของตนห้อมล้อม ประสงค์จะไปอุทยาน จึงขึ้นขี่ช้างชื่อว่าสิริกะ ออกจากพระนครไป.

บทว่า จรเณน จ สมฺปนฺโน ความว่า พระสัมพุทธเจ้าคือพระปัจเจกพุทธเจ้านามว่าเทวละ ประกอบด้วยจรณธรรม ๑๕ มีศีลสังวรเป็นต้น คุ้มครองทวารคือปิดทวารทั้ง ๖ มีจักขุทวารเป็นต้น สำรวมเรียบร้อยคือรักษากายและจิตไว้ด้วยดี มาคือถึงเบื้องหน้าคือตรงหน้าเรา.

บทว่า เปเสตฺวา สิริกํ นาคํ ความว่า เราเห็นพระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นมาแล้ว จึงไสช้างชื่อว่าสิริกะไปตรงหน้า ให้ขัดเคืองคั่งแค้น คือให้ทำร้ายพระปัจเจกสัมพุทธเจ้า.

บทว่า ตโต สญฺชาตโกโป โส ความว่า เพราะเหตุนั้น คือเพราะบีบบังคับไสไปนั้น ช้างนั้นได้เกิดความโกรธในเรา จึงไม่ยอมย่างเท้า. อธิบายว่า เป็นช้างหยุดนิ่งอยู่.

บทว่า นาคํ ทุฏฺฐมนํ ทิสฺวา ความว่า เราเห็นช้างมีใจประทุษร้ายคือมีจิตโกรธ จึงได้กระทำความโกรธคือยังโทสะให้เกิดขึ้นในพระปัจเจกสัมพุทธเจ้า.

บทว่า วิเหสยิตฺวา สมฺพุทฺธํ เชื่อมความว่า เราทำร้ายคือเบียดเบียนพระเทวละปัจเจกพุทธะแล้ว ได้ไปยังอุทยาน.

บทว่า สาตํ ตตฺถ น วินฺทามิ ความว่า เราไม่ได้ประสบความยินดีในการทำให้ขัดเคืองนั้น. อธิบายว่า เราไม่ได้สุขอันอร่อย ซึ่งมีการให้ขัดเคืองเป็นเหตุ.

บทว่า สิโร ปชฺชลิโต ยถา ความว่า หัวคือศีรษะของเราเป็นเหมือนลุกโพลงแล้ว คือเป็นเหมือนลุกโพลงอยู่.

บทว่า ปริฬาเหน ฑยฺหามิ ความว่า เราทำความโกรธในพระปัจเจกสัมพุทธเจ้า ย่อมเร่าร้อนคือมีจิตร้อนด้วยความเร่าร้อนอันตามเผาอยู่ในภายหลัง.

บทว่า สาครนฺตา ความว่า เพราะกำลังของกรรมอันลามกนั้นนั่นเอง มหาปฐพีทั้งสิ้นอันมีสาครเป็นที่สุด คือมีสาครเป็นที่สุดรอบ ย่อมเป็นคือย่อมปรากฏแก่เรา เสมือนไฟติดทั่วแล้วคือเสมือนไฟลุกโพลงแล้ว.

บทว่า ปิตุ สนฺติกุปาคมฺม ความว่า เมื่อภัยเกิดขึ้นแล้วอย่างนี้ เราจึงเข้ามา คือเข้าไปยังสำนักแห่งพระราชบิดาของตน แล้วได้กล่าวคือกราบทูลคำนี้.

บทว่า อาสีวิสํว กุปิตํ เชื่อมความว่า หม่อมฉันทำพระปัจเจกสัมพุทธเจ้าองค์ใดผู้เป็นสยัมภู คือเป็นพุทธะด้วยตนเอง ผู้เดินมาเหมือนอสรพิษทั้งปวงโกรธ ดุจกองไฟไหม้โพลง และประหนึ่งกุญชรคือช้างชั้นสูง ที่ฝึกมาแล้วซึ่งตกมัน คือแตกมัน ๓ แห่ง ให้ท่านขัดเคืองคือให้ขุ่นเคือง.

บทว่า อาสาทิโต มยา พุทฺโธ ความว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าองค์นั้นผู้อันหม่อมฉันทำให้ขัดเคืองคือให้ขุ่นเคือง เป็นผู้น่ากลัวคือชื่อว่าน่ากลัว เพราะคนอื่นๆ ไม่อาจต่อตีได้ ผู้มีตบะยิ่งใหญ่คือมีตบะปรากฏ ผู้ชนะคือผู้ชนะมารทั้ง ๕.

อธิบายว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าผู้สมบูรณ์ด้วยคุณอย่างนี้ หม่อมฉันกระทบกระทั่งแล้ว.

บทว่า ปุรา สพฺเพ วินสฺสาม ความว่า เพราะกระทำความไม่เอื้อเฟื้อในพระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น พวกเราทั้งหมดจักพินาศ คือจักฉิบหายโดยอาการต่างๆ. อธิบายว่า จะเป็นเหมือนเถ้าธุลี.

บทว่า ขมาเปสฺสาม ตํ มุนึ ความว่า พวกเราจักให้พระปัจเจกสัมพุทธมุนีนั้นอดโทษ ตราบเท่าที่จักไม่ฉิบหาย.

บทว่า โน เจ ตํ นิชฺฌาเปสฺสาม ความว่า หากเราทั้งหลายจักไม่ยังพระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ผู้ฝึกตนแล้วคือผู้ฝึกจิตแล้ว ผู้มีจิตตั้งมั่นคือมีจิตแน่วแน่ ให้ยกโทษคือให้อดโทษ. ภายใน ๗ วัน คือในส่วนภายใน ๗ วัน ได้แก่ไม่เกิน ๗ วัน แว่นแคว้นอันสมบูรณ์ของเราจักทำลายคือจักฉิบหายหมด.

บทว่า สุเมขโล โกสิโย จ ความว่า พระราชา ๔ พระองค์มีพระเจ้าสุเมขละเป็นต้นเหล่านี้รุกรานคือกระทบกระทั่งพระฤาษีทั้งหลาย ได้แก่กระทำความไม่เอื้อเฟื้อ พร้อมทั้งชาวรัฐคือพร้อมกับชาวชนบทในแว่นแคว้น กลายเป็นคนเข็ญใจ คือพากันถึงความพินาศ.

บทว่า ยทา กุปฺปนฺติ อิสโย เชื่อมความว่า ในกาลใด พระฤาษีทั้งหลายผู้สำรวมคือผู้สำรวมด้วยการสำรวมทางกายเป็นต้น เป็นผู้สงบมีปกติประพฤติพรหมจรรย์ คือมีปกติประพฤติสูง ได้แก่มีปกติประเสริฐ พากันโกรธคือเป็นผู้โทมนัส ในกาลนั้น จักทำโลกพร้อมทั้งเทวโลก พร้อมทั้งสาครภูเขา ให้พินาศ.

บทว่า ติโยชนสหสฺสมฺหิ เชื่อมความว่า เรารู้อานุภาพของฤาษีเหล่านั้น จึงให้ประชุมเหล่าบุรุษในประเทศประมาณสามพันโยชน์ เพื่อขอให้ท่านอดโทษ คือเพื่อต้องการแสดง คือเพื่อต้องการประกาศโทษในความล่วงเกินคือความผิด.

บทว่า สยมฺภุํ อุปสงฺกมึ ความว่า ข้าพเจ้าเข้าไปหา คือเข้าไปใกล้พระสยัมภูคือพระปัจเจกสัมพุทธเจ้า.

บทว่า อลฺลวตฺถา ความว่า ชนทั้งปวงเป็นหมวดหมู่พร้อมกับเรามีผ้าเปียก คือมีผ้าอุตราสงค์เปียกน้ำ มีหัวเปียกคือมีผมเปียก กระทำอัญชลีคือกระทำพุ่มแห่งอัญชลีไว้เหนือศีรษะ หมอบลงคือนอนลงที่เท้า คือใกล้เท้าของพระพุทธะคือพระปัจเจกมุนี ได้กล่าวคำนี้.

อธิบายว่า ได้กล่าวคือกล่าวคำมีอาทิว่า ข้าแต่พระมหาวีระ ขอพระองค์จงอดโทษเถิด.

ข้าแต่พระมหาวีระ คือข้าแต่พระองค์ผู้เป็นวีรบุรุษชั้นสูง ได้แก่พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าผู้เจริญ ขอท่านจงอดโทษคือจงบรรเทาโทษผิดที่ข้าพระองค์กระทำในพระองค์ เพราะความไม่รู้.

อธิบายว่า ขออย่าทรงใส่ใจเลย.

ชนคือหมู่ชนวิงวอนพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นว่า ขอพระองค์จงบรรเทาความเร่าร้อน คือความเร่าร้อนเพราะทุกข์ทางจิตที่ทำด้วยโทสะและโมหะแก่พวกข้าพระองค์ คือขอจงกระทำให้เบาบาง.

อธิบายว่า ขอพระองค์อย่าทรงทำแว่นแคว้น คือชาวชนบทในแว่นแคว้นทั้งสิ้นของพวกข้าพระองค์ ให้พินาศเลย.

บทว่า สเทวมานุสา สพฺเพ ความว่า หมู่มนุษย์ทั้งปวงพร้อมทั้งเทพทั้งทานพ คือพร้อมทั้งเหล่าอสูรมีปหาราทะอสูรเป็นต้นพร้อมทั้งรากษส จะเอาค้อนเหล็กคือค้อนใหญ่ต่อยคือทำลายหัวของเรา คือกระหม่อมของเราอยู่ทุกเมื่อ คือตลอดกาลทั้งปวง.

เบื้องหน้าแต่นั้น เมื่อจะประกาศความที่พระพุทธะทั้งหลายอดโทษและไม่โกรธ จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ทเก อคฺคิ น สณฺฐาติ.

ในคำนั้นมีอธิบายว่า

ไฟย่อมไม่ตั้งคือไม่ตั้งอยู่เฉพาะในน้ำฉันใด พืชย่อมไม่งอกบนหินคือบนเขาหินฉันใด หนอนคือสัตว์มีชีวิตย่อมไม่ตั้งอยู่ในยาคือโอสถฉันใด ความโกรธคือจิตโกรธ ได้แก่ความมีใจประทุษร้ายย่อมไม่เกิด คือย่อมไม่เกิดขึ้นในพระพุทธะ คือในพระปัจเจกสัมพุทธเจ้าผู้แทงตลอดสัจจะได้แล้ว ฉันนั้น.

เมื่อจะประกาศอานุภาพของพระพุทธะทั้งหลายซ้ำอีก จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ยถา จ ภูมิ ดังนี้.

ในคำนั้นมีอธิบายว่า เหมือนอย่างว่า ภาคพื้นคือปฐพีไม่หวั่นไหวคือนิ่งฉันใด พระพุทธะเป็นผู้นิ่งฉันนั้น.

อธิบายว่า สาครคือมหาสมุทรประมาณไม่ได้ คือไม่อาจประมาณคือถือเอาประมาณฉันใด พระพุทธะก็ประมาณไม่ได้ฉันนั้น. อธิบายว่า อากาศคืออากาศที่ถูกต้องไม่ได้ ไม่มีที่สุดคือเว้นที่สุดรอบฉันใด พระพุทธะก็ฉันนั้น อันใครๆ ให้กำเริบไม่ได้ คือใครๆ ไม่อาจให้กำเริบ คือให้วุ่นวาย.

เบื้องหน้าแต่นั้น เมื่อจะแสดงคำขอขมาต่อพระปัจเจกสัมพุทธเจ้า จึงกล่าวคำมีอาทิว่า สทา ขนฺตา มหาวีรา ดังนี้.

ในคำนั้นมีการเชื่อมความว่า

พระมหาวีรเจ้าทั้งหลาย คือพระพุทธะทั้งหลายผู้มีวิริยะสูงสุด มีตบะคือประกอบด้วยวิริยะอันได้นามว่าตบะ เพราะเผาบาปทั้งหลาย ผู้อดทนคือถึงพร้อมด้วยขันติ และเป็นผู้อดโทษ คืออดกลั้นความผิดของผู้อื่นทุกเมื่อ คือตลอดกาลทั้งปวง.

บทว่า ขนฺตานํ ขมิตานญฺจ ความว่า พระพุทธะเหล่านั้นผู้อดทน คือประกอบด้วยขันติและอดโทษ คืออดกลั้นความผิดของผู้อื่น ย่อมไม่มีการถึง คือถึงอคติมีฉันทาคติเป็นต้น.

อธิบายในตอนนี้ว่า

พระสัมพุทธเจ้าคือพระปัจเจกพุทธเจ้า ครั้นกล่าวคำนี้ด้วยประการดังนี้แล้ว เมื่อจะบรรเทาคือคลายความเร่าร้อนคือความร้อนที่เกิดขึ้นแก่สัตว์ทั้งหลาย จึงเหาะขึ้นยังนภากาศในกาลนั้นต่อหน้ามหาชนคือต่อหน้าชนหมู่ใหญ่พร้อมทั้งพระราชาผู้มาประชุมกันอยู่.

บทว่า เตน กมฺเมนหํ ธีร ความว่า ข้าแต่พระธีรเจ้า คือข้าแต่พระองค์ผู้สมบูรณ์ด้วยธิติ เพราะกรรมนั้น คือเพราะกรรมคือความไม่เอื้อเฟื้อที่ได้กระทำไว้ในพระปัจเจกพุทธเจ้า ในอัตภาพสุดท้ายนี้ ข้าพระองค์จึงเข้าถึง คือถึงพร้อมซึ่งความเลวทรามคือความลามก ได้แก่ความเกิดในการทำการงานเป็นช่างกัลบกของพระราชาทั้งหลาย.

บทว่า สมติกฺกมฺม ตํ ชาตึ ความว่า ล่วง คือล่วงพ้นไปด้วยดีซึ่งความเกิด อันเนื่องด้วยผู้อื่นนั้น.

บทว่า ปาวิสึ อภยํ ปุรํ ความว่า ข้าพระองค์เข้าไปแล้ว คือเป็นผู้เข้าไปสู่นิพพานบุรี คือนิพพานมหานครอันปลอดภัย.

บทว่า ตทาปิ มํ มหาวีร ความว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นวีรบุรุษ ผู้สูงสุด แม้ในกาลนั้นคือแม้ในสมัยที่ทำพระปัจเจกพุทธเจ้าให้ขัดเคืองนั้น พระสยัมภูคือพระปัจเจกพุทธเจ้าได้ทรงบรรเทาคือทรงทำให้ห่างไกล ซึ่งความเร่าร้อนคือความกระวนกระวายทางกายและจิตอันเกิดขึ้นเพราะเหตุแห่งความขัดเคือง.

เชื่อมความว่า

พระสยัมภูทรงเห็นโทษอันตั้งอยู่ดีแล้ว คือตั้งอยู่ด้วยดีในการแสดงความเป็นโทษ จึงอดโทษเราผู้เร่าร้อน คือเดือดร้อนอยู่ด้วยความเดือดร้อนในภายหลัง คือด้วยความรำคาญใจนั้นนั่นแหละ คืออดกลั้นความผิดนั้น.

บทว่า อชฺชาปิ มํ มหาวีร ความว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สูงสุดแห่งวีรชน แม้วันนี้ คือแม้ในกาลที่พระองค์มาประชุมกัน พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทำข้าพระองค์ผู้ถูกไฟ ๓ กอง คือถูกไฟ ๓ กอง คือราคะ โทสะและโมหะ หรือไฟ คือนรก เปรตและสังสาระแผดเผาอยู่คือได้เสวยทุกข์อยู่ ให้ถึงคือให้ถึงพร้อมด้วยความเย็น ได้แก่ความเย็น กล่าวคือความสงบกายและจิต เพราะโทมนัสพินาศไป หรือพระนิพพานนั่นเอง.

เชื่อมความว่า ทรงทำไฟ ๓ กอง คือไฟ ๓ กองนั้น ซึ่งมีประการดังกล่าวแล้วให้ดับ คือให้เข้าไปสงบ.

ครั้นแสดงอปทานอันเลวของตนแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยประการอย่างนี้แล้ว เมื่อจะกล่าวชักชวนแม้คนอื่นๆ ให้ฟังอปทานอันเลวนั้น จึงกล่าวคำมีอาทิว่า เยสํ โสตาวธานตฺถิ ดังนี้.

ในคำนั้น มีใจความว่าท่านเหล่าใดมีการเงี่ยโสต คือการตั้งโสตลง ท่านเหล่านั้นจงฟัง คือจงใส่ใจคำของเราผู้กล่าวอยู่.

บทว่า อตฺถํ ตุมฺหํ ปวกฺขามิ เชื่อมความว่า เราเห็นบทคือพระนิพพานโดยประการใด เราจักกล่าวปรมัตถ์กล่าวคือพระนิพพานแก่ท่านทั้งหลายโดยประการนั้น.

เมื่อจะแสดงข้อนั้นจึงกล่าวคำมีอาทิว่า สยมฺภุํ ตํ วิมาเนตฺวา ดังนี้.

พึงทราบวินิจฉัยในคำนั้นดังต่อไปนี้ :-

เราดูหมิ่นคือกระทำความไม่เอื้อเฟื้อพระสยัมภู คือพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้เป็นเอง คือผู้เกิดในอริยชาติ ผู้มีจิตสงบ มีใจมั่น เพราะกรรมนั้นคือเพราะอกุศลที่ทำแล้วนั้น จึงเป็นผู้เกิดคือเป็นผู้บังเกิดในชาติต่ำ คือในชาติที่เนื่องกับคนอื่น คือในชาติเป็นช่างกัลบก ในวันนี้คือในปัจจุบันนี้.

บทว่า มา โข ขณํ วิราเธถ ความว่า ท่านทั้งหลายอย่าพลาด คืออย่าทำให้พลาดขณะที่พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น,

จริงอยู่ สัตว์ทั้งหลายผู้ล่วงพ้นขณะ คือก้าวล่วงขณะที่พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น ย่อมเศร้าโศก. อธิบายว่า ย่อมเศร้าโศกอย่างนี้ว่า พวกเราเป็นผู้ไม่มีบุญ มีปัญญาทราม ดังนี้. ท่านทั้งหลายจงพยายาม คือจงกระทำความเพียรในประโยชน์ของตน คือในความเจริญของตน.

อธิบายว่า ท่านทั้งหลายจงทำขณะคือสมัยที่พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นให้ถึงเฉพาะ คือให้สำเร็จ ได้แก่ถึงแล้ว.

เบื้องหน้าแต่นั้น เมื่อจะแสดงโทษของผู้ที่ไปในสงสาร โดยอุปมาอุปไมย จึงกล่าวคำมีอาทิว่า เอกจฺจานญฺจ วมนํ ดังนี้.

ในคำนั้นเชื่อมความว่า

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสบอกยาสำรอก คือยาทำให้อาเจียนแก่บุคคลบางพวก ยารุคือยาถ่ายแก่บุคคลบางพวก ยาพิษร้ายคือยาพิษอันทำให้สลบแก่บุคคลบางพวก และยาคืออุบายสำหรับรักษาแก่บุคคลบางพวกโดยลำดับ ด้วยประการอย่างนี้.

บทว่า วมนํ ปฏิปนฺนานํ เชื่อมความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสบอกการสำรอก คือการทิ้งสงสาร ได้แก่การพ้นสงสารแก่คนผู้ปฏิบัติ คือผู้มีความพร้อมพรั่งด้วยมรรค.

เชื่อมความว่า ตรัสบอกการถ่ายคือการไหลออกจากสงสารแก่ผู้ตั้งอยู่ในผล. ตรัสบอกโอสถคือพระนิพพานแก่ผู้มีปกติได้ผล คือได้ผลแล้วดำรงชีวิตอยู่. ตรัสบอกพระสงฆ์ผู้เป็นบุญเขต แก่ผู้แสวงหา คือผู้แสวงหามนุษย์สมบัติ เทวสมบัติและนิพพานสมบัติ.

บทว่า สาสเนน วิรุทฺธานํ เชื่อมความว่า ตรัสบอกยาพิษอันร้ายแรง คือความแตกตื่น ได้แก่บาปอกุศล แก่คนผู้เป็นปฏิปักษ์ต่อพระศาสนา.

บทว่า ยถา อาสีวิโส เชื่อมความว่า ยาพิษอันร้ายแรงย่อมเผา คือเผาลนนระนั้น คือนระผู้ไม่มีศรัทธาทำแต่บาปนั้น ได้แก่ทำให้ซูบซีดในอบายทั้ง ๔ เช่นกับอสรพิษ คือเหมือนอสรพิษ คืองูชื่อว่าทิฏฐวิสะ เพราะกระทำให้เป็นเถ้าธุลีโดยสักแต่ว่าเห็น ย่อมแผดเผานระที่ตนเห็นคือทำให้ลำบากฉะนั้น.

บทว่า สกึ ปีตํ หลาหลํ ความว่า ยาพิษอันร้ายแรงที่ดื่มเข้าไป ย่อมเข้าไปปิดกั้นชีวิต คือทำชีวิตให้พินาศไปคราวเดียว คือวาระเดียว แต่บุคคลผิดแล้ว คือทำความผิดในพระศาสนา ย่อมถูกเผา คือย่อมถูกแผดเผาในโกฏิกัป คือในกัปนับด้วยโกฏิ.

ครั้นแสดงผลวิบากของบุคคลผู้ไม่มีศรัทธาอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะแสดงอานุภาพของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ขนฺติยา ดังนี้.

ในคำนั้นมีอธิบายว่า

พระพุทธเจ้าผู้ตรัสบอกการสำรอกเป็นต้นนั้น ย่อมยังโลกพร้อมทั้งเทวโลก คือเป็นไปกับด้วยเทวดาทั้งหลาย ให้ข้ามคือก้าวพ้น ได้แก่ให้ดับด้วยขันติคือความอดทน ด้วยอวิหิงสาคือการไม่เบียดเบียนสัตว์ทั้งหลาย และด้วยความมีเมตตาจิตคือมีจิตเมตตา เพราะเหตุนั้น พระพุทธเจ้าทั้งหลาย อันพวกท่านไม่ควรผิดพลาดคือไม่อาจผิดพลาด.

อธิบายว่า พึงปฏิบัติตามพระพุทธศาสนา.

อธิบายในคาถาต่อไปว่า ย่อมไม่ข้อง คือไม่คบ ไม่ติดในลาภและในการไม่มีลาภ.

พระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่หวั่นไหว ในการนับถือคือในการกระทำความเอื้อเฟื้อ และในการดูหมิ่นคือการกระทำความไม่เอื้อเฟื้อ ย่อมเป็นเช่นกับแผ่นดิน เพราะเหตุนั้น พระพุทธเจ้าเหล่านั้น ท่านทั้งหลายไม่ควรคิดร้าย คือไม่พึงมุ่งร้าย คือไม่อาจมุ่งร้าย.

เมื่อจะแสดงความที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายพระองค์เป็นกลาง จึงกล่าวคำมีอาทิว่า เทวทตฺเต ดังนี้.

ในคำนั้นมีอธิบายว่า พระมุนีคือพระพุทธมุนี เป็นผู้เสมอคือมีพระมนัสเสมอในสัตว์ทั้งปวงทั้งผู้ฆ่าและผู้ไม่ฆ่า.

บทว่า เอเตสํ ปฏิโฆ นตฺถิ เชื่อมความว่า ปฏิฆะคือความดุร้าย ได้แก่ความเป็นผู้มีจิตประกอบด้วยโทสะ ย่อมไม่มีแก่พระพุทธเจ้าเหล่านี้ ราคะย่อมไม่มีแก่พระพุทธเจ้าเหล่านี้.

อธิบายว่า แม้ราคะคือความกำหนัด ได้แก่การติดใจย่อมไม่มี คือย่อมไม่ได้แก่พระพุทธเจ้าเหล่านี้ เพราะเหตุนั้น พระพุทธเจ้าจึงเป็นผู้เสมอ คือมีพระทัยเสมอต่อสัตว์ทั้งปวงคือต่อผู้ฆ่าและพระโอรส.

เมื่อจะแสดงอานุภาพเฉพาะของพระพุทธเจ้าทั้งหลายซ้ำอีก จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ปนฺเถ ทิสฺวาน กาสาวํ ดังนี้.

ในคำนั้นมีอธิบายว่า

ใครๆ เห็นผ้ากาสาวะ คือจีวรย้อมด้วยน้ำฝาดอันเปื้อนคูถ คือระคนด้วยคูถ อันเป็นธงชัยของพระฤาษี ได้แก่เป็นธงคือบริขารของพระอริยเจ้าทั้งหลาย ที่เขาทิ้งไว้ในหนทาง จึงกระทำอัญชลี คือกระทำการประชุมนิ้วทั้ง ๑๐ ได้แก่กระพุ่มอัญชลีเหนือศีรษะแล้วพึงไหว้ด้วยเศียรเกล้า คือพึงไหว้ พึงนับถือ พึงบูชาธงของฤาษีคือธงของพระอรหัต ได้แก่จีวรอันแสดงความเป็นพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าและพระสาวก.

บทว่า อพฺภตีตา ความว่า พระพุทธเจ้าเหล่าใดอัสดงคตไปยิ่งแล้ว คือดับไปแล้ว พระพุทธเจ้าเหล่าใดกำลังเป็นไปอยู่ คือเกิดแล้วในบัดนี้ และพระพุทธเจ้าเหล่าใดยังไม่มีมา คือยังไม่เกิด ไม่เป็น ไม่บังเกิด คือยังไม่ปรากฏ.

บทว่า ธเชนาเนน สุชฺฌนฺติ ความว่า พระพุทธเจ้าเหล่านี้ย่อมหมดจดคือบริสุทธิ์ งดงามด้วยธงของฤาษี คือด้วยจีวรนี้. เพราะเหตุนั้น พระพุทธเจ้าเหล่านี้จึงควรนอบน้อม นมัสการ กราบไหว้.

บาลีว่า เอตํ นมสฺสิยํ ดังนี้ก็มี.

บาลีนั้นมีใจความว่า พึงนมัสการธงของฤาษีนั้น.

เบื้องหน้าแต่นั้นไป เมื่อจะแสดงคุณของตน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า สตฺถุกปฺปํ ดังนี้.

ในคำนั้นมีอธิบายว่า เราทรงจำไว้ด้วยหทัยคือด้วยจิต ได้แก่เราพิจารณาด้วยการฟังและการทรงจำเป็นต้น ซึ่งพระวินัยอันถูก ต้อง คือพระวินัยอันดีงาม ได้แก่การฝึกไตรทวารด้วยอาการอันงาม เหมือนกับพระศาสดา คือเหมือนกับพระพุทธเจ้า.

อธิบายว่า เรานมัสการคือไหว้พระวินัย ได้แก่พระวินัยปิฎก จักกระทำความเอื้อเฟื้อในพระวินัยอยู่ คือสำเร็จการอยู่ทุกกาล ได้แก่ในกาลทั้งปวง.

บทว่า วินโย อาสโย มยฺหํ ความว่า พระวินัยปิฎกเป็นโอกาส คือเป็นเรือนของเรา ด้วยอำนาจการฟัง การทรงจำ การมนสิการ การเล่าเรียน การสอบถามและการประกาศ.

บทว่า วินโย ฐานจงฺกมํ ความว่า พระวินัยเป็นฐานที่ยืนและเป็นฐานที่จงกรม ด้วยการทำกิจมีการฟังเป็นต้นของเรา.

บทว่า กปฺเปมิ วินเย วาสํ ความว่า เราสำเร็จคือกระทำการอยู่ คือการนอนในพระวินัยปิฎก คือในแบบแผนแห่งพระวินัย ด้วยอำนาจการฟัง การทรงจำและการประกาศ.

บทว่า วินโย มม โคจโร ความว่า พระวินัยปิฎกเป็นโคจรคือเป็นอาหาร ได้แก่เป็นโภชนะของเราด้วยอำนาจการทรงจำและการมนสิการเป็นนิจ.

บทว่า วินเย ปารมิปฺปตฺโต ได้แก่ ถึงความยอดเยี่ยม คือที่สุดในวินัยปิฎกทั้งสิ้น.

บทว่า สมเถ จาปิ โกวิโท ความว่า เป็นผู้ฉลาดคือเป็นผู้เฉลียวฉลาดในการระงับ คือในการสงบระงับ และการออกจากกองอาบัติทั้ง ๗ มีปาราชิกเป็นต้น,

อีกอย่างหนึ่ง ได้แก่เป็นผู้ฉลาดยิ่งคือเป็นผู้เฉลียวฉลาดในอธิกรณสมถะ

คือในอธิกรณ์ที่ท่านกล่าวว่า

ท่านรู้กันว่า อธิกรณ์มี ๔ คือวิวาทาธิกรณ์ อนุวาทาธิกรณ์

อาปัตตาธิกรณ์ และกิจจาธิกรณ์.

และในอธิกรณสมถะ ๗ ที่กล่าวไว้อย่างนี้ว่า

สัมมุขาวินัย สติวินัย อมูฬหวินัย ปฏิญญาตกรณะ

เยภุยยสิกา ตัสสปาปิยสิกา และติณวัตถารกะ.

บทว่า อุปาลิ ตํ มหาวีร ความว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญผู้มีความเพียรใหญ่ยิ่ง คือผู้มีความเพียร เพื่อบรรลุพระสัพพัญญุตญาณ ในสี่อสงไขยแสนกัป พระอุบาลีภิกษุย่อมไหว้ คือย่อมกระทำความนอบน้อมที่พระบาท คือที่พระบาทยุคลของพระองค์ผู้เป็นศาสดา คือผู้พร่ำสอนเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย.

เชื่อมความว่า ข้าพระองค์นั้นบวชแล้วนมัสการอยู่ คือกระทำการนอบน้อมพระสัมพุทธเจ้าอยู่ และรู้ว่าพระธรรมคือโลกุตรธรรม ๙ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นทรงแสดงแล้ว เป็นธรรมดีคือว่าเป็นธรรมงาม จึงนมัสการพระธรรมอยู่ จักเที่ยวไปจากบ้านสู่บ้าน จากบุรีสู่บุรี คือจากนครสู่นคร.

บทว่า กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ความว่า กิเลสทั้งหมดนับได้ ๑,๕๐๐ ซึ่งอยู่ในจิตตสันดานของข้าพระองค์ อันข้าพระองค์เผา คือทำให้ซูบซีด เหือดแห้ง พินาศไปแล้ว ด้วยอรหัตมรรคญาณที่แทงตลอดแล้ว.

บทว่า ภวา สพฺเพ สมูหตา ความว่า ภพทั้งหมด ๙ ภพมีกามภพเป็นต้น ข้าพระองค์ถอนแล้ว คือถอนหมดแล้ว ได้แก่ทำให้สิ้นแล้ว ขจัดแล้ว.

บทว่า สพฺพาสวา ปริกฺขีณา ความว่า อาสวะทั้งหมด ๔ อย่างคือกามาสวะ ภวาสวะ ทิฏฐาสวะและอวิชชาสวะ สิ้นไปรอบแล้ว คือถึงความสิ้นไปโดยรอบ.

อธิบายว่า บัดนี้ คือในกาลที่บรรลุพระอรหัตแล้วนี้ ภพใหม่คือภพ กล่าวคือการเกิดอีก ได้แก่การเป็น การเกิด ย่อมไม่มี.

เมื่อจะเปล่งอุทานด้วยความโสมนัสอย่างยิ่ง จึงกล่าวคำมีอาทิว่า สฺวาคตํ ดังนี้.

ในคำนั้นเชื่อมความว่า การที่ข้าพระองค์มาในสำนักคือในที่ใกล้หรือในนครเดียวกันแห่งพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ คือแห่งพระพุทธเจ้าผู้สูงสุด เป็นการมาดีแล้ว คือเป็นการมาดี เป็นการมาอย่างงดงามโดยแท้ คือโดยส่วนเดียว.

บทว่า ติสฺโส วิชฺชา ความว่า ข้าพระองค์บรรลุ คือถึงพร้อม ได้แก่ทำให้ประจักษ์วิชชา คือบุพเพนิวาสญาณ ทิพพจักขุญาณและอาสวักขยญาณ.

บทว่า กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ความว่า คำสั่งสอนคือการพร่ำสอนอันพระพุทธเจ้า คือพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแล้ว ข้าพระองค์กระทำแล้ว คือให้สำเร็จแล้ว ได้แก่ยังวัตรปฏิบัติให้บริบูรณ์ มนสิการกรรมฐานแล้วให้สำเร็จด้วยการบรรลุอรหัตมรรคญาณ.

บทว่า ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส ความว่า ปัญญา ๔ ประการ มีอัตถปฏิสัมภิทาเป็นต้น ข้าพระองค์ทำให้แจ้งแล้ว คือทำให้ประจักษ์แล้ว.

บทว่า วิโมกฺขาปิ จ อฏฺฐิเม เชื่อมความว่า วิโมกข์คืออุบายเครื่องพ้นจากสงสาร ๘ ประการเหล่านี้ คือมรรคญาณ ๔ ผลญาณ ๔ ข้าพระองค์ทำให้แจ้งแล้ว.

บทว่า ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา ความว่า อภิญญา ๖ เหล่านี้ คือ

อิทธิวิธะ แสดงฤทธิ์ได้ ทิพพโสตะ หูทิพย์ เจโตปริยญาณ

กำหนดใจคนอื่นได้ ปุพเพนิวาสญาณ ระลึกชาติได้ ทิพพจักขุ

ตาทิพย์ และอาสวักขยญาณ ความรู้ในการทำอาสวะให้สิ้นไป.

ข้าพระองค์ทำให้แจ้งแล้ว คือทำให้ประจักษ์แล้ว, คำสอนของพระพุทธเจ้าชื่อว่าทำเสร็จแล้ว เพราะการทำให้แจ้งญาณเหล่านี้.

บทว่า อิตฺถํ ได้แก่ ด้วยประการดังกล่าวในหนหลังนี้.

ศัพท์ว่า สุทํ เป็นนิบาตใช้ในอรรถสักว่าทำบทให้เต็ม.

บทว่า อายสฺมา อุปาลิ เถโร ความว่า สาวกผู้ประกอบด้วยคุณมีศีลอันมั่นคงเป็นต้นได้ภาษิต คือกล่าวคาถาเหล่านี้ อันแสดงอปทานแห่งความประพฤติในกาลก่อน. จบพรรณนาอุบาลีเถราปทาน -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา