๗. มรรคทายกเถราปทาน (๑๔๗)
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
สตฺตมํ มคฺคทายกตฺเถราปทานํ (๑๔๗)
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ มรรคทายกเถราปทานที่ ๗ (๑๔๗) ว่าด้วยผลแห่งการกระทำหนทาง
|๑๔๙.๓๒| อุตฺตริตฺวาน นทิกํ วนํ คจฺฉติ จกฺขุมา ตมทฺทสาสึ สมฺพุทฺธํ สิทฺธตฺถํ วรลกฺขณํ ฯ |๑๔๙.๓๓| กุทฺทาลปิฏกมาทาย สมํ กตฺวาน ตํ ปถํ สตฺถารํ อภิวาเทตฺวา สกํ จิตฺตํ ปสาทยึ ฯ |๑๔๙.๓๔| จตุนวุเต อิโต กปฺเป ยํ กมฺมมกรึ ตทา ทุคฺคตึ นาภิชานามิ มคฺคทานสฺสิทํ ผลํ ฯ |๑๔๙.๓๕| สตฺตปญฺญาสกปฺปมฺหิ เอโก อาสึ ชนาธิโป นาเมน สุปฺปพุทฺโธติ นายโก โส นริสฺสโร ฯ |๑๔๙.๓๖| ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา มคฺคทายโก เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ มคฺคทายกตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ
พระสัมพุทธเจ้าผู้มีพระจักษุเสด็จขึ้นสู่ท่าน้ำแล้ว เสด็จดำเนินไปสู่ป่า เรา ได้เห็นพระสัมพุทธเจ้าพระนามว่า สิทธัตถะ มีพระลักษณะอันประเสริฐ พระองค์นั้น จึงได้ถือเอาจอบและปุ้งกี๋มาปราบหนทางให้ราบเรียบ เราได้ บังคมพระศาสดาแล้ว ยังจิตให้เลื่อมใส ในกัลปที่ ๙๔ แต่กัลปนี้ เรา ได้ทำกรรมใดในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย ในกัลปที่ ๕๗ แต่กัลปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิจอมประชาชนพระองค์หนึ่ง มี พระนามว่าสุปปพุทธะ เป็นผู้นำ เป็นใหญ่กว่านระ คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระ- พุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านมรรคทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. จบ มรรคทายกเถราปทาน.
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑๕. ฉัตตวรรค] ๗. มัคคทายกเถราปทาน ๗. มัคคทายกเถราปทาน ประวัติในอดีตชาติของพระมัคคทายกเถระ (พระมัคคทายกเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้มีพระจักษุ เสด็จข้ามแม่น้ำแล้วดำเนินไปสู่ป่า ข้าพเจ้าได้เห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าสิทธัตถะ มีพระลักษณะอันประเสริฐพระองค์นั้น
ข้าพเจ้าจึงถือจอบและปุ้งกี๋มา ปรับหนทางนั้นให้ราบเรียบ ถวายอภิวาทพระศาสดาแล้ว ทำจิตของตนให้เลื่อมใส
ในกัปที่ ๙๔ นับจากกัปนี้ไป ข้าพเจ้าได้ทำกรรมไว้ในครั้งนั้น จึงไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการทำทางถวาย
ในกัปที่ ๕๗ นับจากกัปนี้ไป ข้าพเจ้าได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิองค์หนึ่งมีพระนามว่าสุปปพุทธะ ผู้เป็นใหญ่ในหมู่ชน เป็นผู้นำ
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าได้ทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล ได้ทราบว่า ท่านพระมัคคทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้มัคคทายกเถราปทานที่ ๗ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๓๑๒}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๑๔๗. อรรถกถามัคคทายกเถราปทาน
อปทานของท่านพระมัคคทายกเถระมีคำเริ่มต้นว่า อุตฺตริตฺวาน นทิกํ ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระชินวรพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ ได้สั่งสมบุญเพื่อจะบรรลุพระนิพพานไว้เป็นเวลาหลายภพ.
ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าสิทธัตถะ ท่านได้เกิดในตระกูลที่ชาวโลกยกย่องนับถือ เจริญวัยแล้ว ก็คงยังอยู่ในฆราวาสวิสัย.
วันหนึ่ง เขาได้พบเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จข้ามแม่น้ำแห่งหนึ่งแล้วจะเสด็จไปป่า มีความเลื่อมใสว่า เวลานี้ควรที่เราจะปราบหนทางให้ราบเสมอเพื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ดังนี้แล้วจึงถือจอบและปุ้งกี๋มาทำหนทางที่พระผู้มีพระภาคเจ้าจะเสด็จผ่านมาให้ราบเรียบเสมอ เกลี่ยทรายลงแล้ว ก็ไปไหว้ที่พระบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้า ตั้งความปรารถนาไว้ว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ด้วยผลแห่งการที่ได้ปรับหนทางให้สวยงามนี้ ขอให้ข้าพระองค์จงได้เป็นผู้ควรแก่การบูชาในทุกๆ ที่ที่ได้ไปเกิดแล้วเถิด.
อนึ่ง ขอให้ข้าพระองค์จงได้บรรลุพระนิพพานด้วยเถิด.
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงกระทำอนุโมทนาด้วยพระดำรัสว่า เธอปรารถนาอย่างใดขอจงสำเร็จอย่างนั้นเถิด แล้วก็เสด็จหลีกไป.
ด้วยบุญกรรมนั้น เขาจึงได้ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลกทุกๆ ภพได้เป็นผู้มีคนบูชาแล้ว.
ก็ในพุทธุปบาทกาลนี้ เขาได้เกิดในตระกูลแห่งหนึ่งซึ่งมีชื่อเสียง (ต่อมา) เลื่อมใสในพระศาสดา จึงได้บวช เจริญวิปัสสนาไม่นานนักก็ได้บรรลุพระอรหัต ทราบถึงบุพกรรมของตนได้โดยประจักษ์ชัด เกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า อุตฺตริตฺวาน นทิกํ ดังนี้.
ในบทนั้นมีวิเคราะห์ว่า
ชื่อว่านที เพราะเปล่งเสียง ส่งเสียงไป, นทีนั่นแลเป็นนทิกา.
อธิบายว่า ขึ้นคือข้ามแม่น้ำนั้น.
บทว่า กุทาลปิฏกมาทาย ความว่า แผ่นดินท่านเรียกว่า กุ ชื่อว่า กุทาลํ เพราะเป็นไปในการทำลาย ถาก ฟัน ซึ่งแผ่นดินนั้น,
หาบสำหรับหาบดินฝุ่นและทรายเป็นต้น คือภาชนะที่ทำด้วยใบตาล หวายและเครือเถาเป็นต้น ท่านเรียกว่าปิฏกะ,
จอบและปุ้งกี๋ ชื่อว่าจอบและปุ้งกี๋ ความว่า ถือเอาจอบและภาชนะ (ปุ้งกี๋) นั้นมาแล้ว.
คำที่เหลือมีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล. จบอรรถกถามัคคทายกเถราปทาน -----------------------------------------------------