๕. อุปสีวเถราปทาน (๔๐๕)
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ปญฺจมํ อุปสีวตฺเถราปทานํ (๔๐๕)
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ อุปสีวเถราปทานที่ ๕ (๔๐๕) ว่าด้วยผลแห่งการสร้างอาศรม
|๔๐๗.๑๐๐| หิมวนฺตสฺส อวิทูเร อโนโม นาม ปพฺพโต อสฺสโม สุกโต มยฺหํ ปณฺณสาลา สุมาปิตา ฯ |๔๐๗.๑๐๑| นที จ สนฺทติ ตตฺถ สุปติตฺถา มโนรมา อนูปติตฺเถ ชายนฺติ ปทุมุปฺปลกา พหู ฯ |๔๐๗.๑๐๒| ปาฐีนา ปาวุสา มจฺฉา พลชา มุญฺชโรหิตา มจฺฉกจฺฉปสญฺฉนฺนา นทิกา สนฺทเต ตทา ฯ |๔๐๗.๑๐๓| ติมิรา ปุปฺผิตา ตตฺถ อโสกา ขุทฺทมาลกา ปุณฺณา วา คิริปุณฺณา วา สมฺปวนฺติ มมสฺสมํ ฯ |๔๐๗.๑๐๔| กุฏชา ปุปฺผิตา ตตฺถ ติณสูลวนานิ จ สาลา จ สลฬา ตตฺถ จมฺปกา ปุปฺผิตา พหู ฯ |๔๐๗.๑๐๕| อชฺชุนา อธิมุตฺตา จ มหานามา จ ปุปฺผิตา อสนา มธุคนฺธี จ ปุปฺผิตา เต มมสฺสเม ฯ |๔๐๗.๑๐๖| อุทฺทาลกา ปาฏลิกา ยูถิกา จ ปิยงฺคุกา พิมฺพิชาลกสญฺฉนฺนา สมนฺตา อฑฺฒโยชนํ ฯ |๔๐๗.๑๐๗| มาตกรา สตฺตลิโย ปาฏลี สินฺธุวาริตา องฺโกลกา พหู ตตฺถ ตาลกุฏา จ ปุปฺผิตา ฯ |๔๐๗.๑๐๘| เสเลยฺยกา พหู ตตฺถ ปุปฺผิตา มม อสฺสเม เอเตสุ ปุปฺผชาเตสุ โสภนฺติ ปาทปา พหู ฯ |๔๐๗.๑๐๙| สมนฺตา เตน คนฺเธน วายเต มม อสฺสเม หรีตกา อามลกา อมฺพชมฺพู วิเภทกา ฯ |๔๐๗.๑๑๐| โกลา ภลฺลาตกา เพลฺลา ผารุสกผลานิ จ ตินฺทุกา จ ปิยาลา จ มธุกา กาสมาริโย ฯ |๔๐๗.๑๑๑| ลพุชา ปนสา ตตฺถ กทลี จนฺทรีผลา อมฺพาฏกา พหู ตตฺถ วลฺลิการผลานิ จ ฯ |๔๐๗.๑๑๒| จิรสํรสปากา จ ผลิตา มม อสฺสเม อาฬกา อิสิมุคฺคา จ ตโต โสรผลา พหู ฯ |๔๐๗.๑๑๓| อวฏา ปกฺกภริตา มิลกฺขุทุมฺพรานิ จ ปิปฺผลี มริจา ตตฺถ นิโคฺรธา จ กปิฏฺฐนา ฯ |๔๐๗.๑๑๔| อุทุมฺพรกา พหโว กณฺฑปกฺกา จ ปาริโย เอเต จญฺเญ จ พหโว ผลิตา อสฺสเม มม ฯ |๔๐๗.๑๑๕| ปุปฺผรุกฺขาปิ พหโว ปุปฺผิตา มม อสฺสเม อาลุวา จ กทมฺพา จ พิฬาลิตกฺกลานิ จ ฯ |๔๐๗.๑๑๖| อาลกา ตาลกา เจว วิชฺชนฺติ มม อสฺสเม อสฺสมสฺสาวิทูเร เม มหาชาตสฺสโร อหุ ฯ |๔๐๗.๑๑๗| อจฺโฉทโก สีตชโล สุปติตฺโถ มโนรโม ปทุมุปฺปลา พหู ตตฺถ ปุณฺฑริกสมายุตา ฯ |๔๐๗.๑๑๘| มนฺทาลเกหิ สญฺฉนฺนา นานาคนฺธสมีริตา คพฺภํ คณฺหนฺติ ปทุมา อญฺเญ ปุปฺผนฺติ เกสรี ฯ |๔๐๗.๑๑๙| โอปุปฺผปตฺตา ติฏฺฐนฺติ ปทุมา กณฺณิกา พหู มธุ ภิสมฺหา สวติ ขีรสปฺปิ มุฬาลิภิ ฯ |๔๐๗.๑๒๐| สมนฺตา เตน คนฺเธน นานาคนฺธสโมหิตา กุมุทา อมฺพคนฺธี จ นยิตา ทิสฺสเร พหู ฯ |๔๐๗.๑๒๑| ชาตสฺสรสฺสานุกูลํ เกตกา ปุปฺผิตา พหู สุผุลฺลา พนฺธุชีวา จ เสตวารี สุคนฺธิกา ฯ |๔๐๗.๑๒๒| กุมฺภีลา สุํสุมารา จ คหกา ตตฺถ ชายเร อุคฺคาหกา อชครา ตตฺถ ชาตสฺสเร พหู ฯ |๔๐๗.๑๒๓| ปาฐีนา ปาวุสา มจฺฉา พลชา มุญฺชโรหิตา มจฺฉกจฺฉปสญฺฉนฺนา อโถ สปฏเกหิ จ ฯ |๔๐๗.๑๒๔| ปาเรวตา รวิหํสา กุกฺกุตฺถกา นทีจรา ทินฺทิภา จกฺกวากา จ จปฺปกา ชีวชีวกา ฯ |๔๐๗.๑๒๕| กลนฺทกา อุกฺกุสา จ เสนกา อุทฺธรา พหู โกตฺถกา สุกโปตา จ กุฬีรา จมรา พหู ฯ |๔๐๗.๑๒๖| กาเสนิยา จ ติลกา อุปชีวนฺติ ตํ สรํ สีหา พฺยคฺฆา จ ทีปี จ อจฺฉโกกตรจฺฉโย ฯ |๔๐๗.๑๒๗| วานรา กินฺนรา เจว ทิสฺสนฺติ มม อสฺสเม ตานิ คนฺธานิ ฆายนฺโต ภกฺขยนฺโต ผลานหํ ฯ |๔๐๗.๑๒๘| คนฺโธทกํ ปิวนฺโต จ วสามิ มม อสฺสเม เอณิมิคา วราหา จ ปสทา ขุทฺทรูปกา ฯ |๔๐๗.๑๒๙| อคฺคิกา โชติกา เจว วสนฺติ มม อสฺสเม หํสา โกญฺจา มยูรา จ สหิตาปิจ โกกิลา ฯ |๔๐๗.๑๓๐| มญฺชริกา พหู ตตฺถ โกสิกา โปตฺถสีสกา ปิสาจา ทานวา เจว กุมฺภณฺฑา รกฺขสา พหู ฯ |๔๐๗.๑๓๑| ครุฬา ปนฺนคา เจว วสนฺติ มม อสฺสเม มหานุภาวา อิสโย สนฺตจิตฺตา สมาหิตา ฯ |๔๐๗.๑๓๒| กมณฺฑลุธรา สพฺเพ อชินุตฺตรวาสิโน ชฏาภารภริตา จ วสนฺติ มม อสฺสเม ฯ |๔๐๗.๑๓๓| ยุคมตฺตญฺจ เปกฺขนฺตา นิปกา สนฺตวุตฺติโน ลาภาลาเภน สนฺตุฏฺฐา วสนฺติ มม อสฺสเม ฯ |๔๐๗.๑๓๔| วากจีรํ ธุนนฺตา เต โปเฐนฺตา ชินจมฺมกํ สพเลหิ อุปตฺถทฺธา คจฺฉนฺติ อมฺพเร ตทา ฯ |๔๐๗.๑๓๕| นโวทกํ อาหรนฺติ กฏฺฐํ วา อคฺคิทารุกํ สยญฺจ อุปสมฺปนฺนา สปฺปาฏิหิรสฺสิทํ ผลํ ฯ |๔๐๗.๑๓๖| โลหโทณึ คเหตฺวาน วนมชฺเฌ วสนฺติ เต กุญฺชราว มหานาคา อฉมฺภิตาว เกสรี ฯ |๔๐๗.๑๓๗| อญฺเญ คจฺฉนฺติ โคยานํ อญฺเญ ปุพฺพวิเทหนํ อญฺเญ จ อุตฺตรกุรุํ สกมฺพลมปสฺสิตา ฯ |๔๐๗.๑๓๘| ตโต ปิณฺฑํ อาหริตฺวา ปริภุญฺชนฺติ เอกโต สพฺเพสํ ปกฺกมนฺตานํ อุคฺคเตชาน ตาทินํ ฯ อชินจมฺมสทฺเทน วนํ สทฺทายเต ตทา ฯ |๔๐๗.๑๓๙| เอทิสา เต มหาวีร สิสฺสา อุคฺคตปา มม ปริวุโต อหํ เตหิ วสามิ มม อสฺสเม ฯ |๔๐๗.๑๔๐| โตสิตา สกกมฺเมน วินีตาปิ สมาคตา อาราธยึสุ มํ เอเต สกกมฺมาภิลาสิโน ฯ |๔๐๗.๑๔๑| สีลวนฺโต จ นิปกา อปฺปมญฺญาสุ โกวิทา ปทุมุตฺตโร โลกวิทู อาหุตีนํ ปฏิคฺคโห ฯ |๔๐๗.๑๔๒| สมยํ สํวิทิตฺวาน อุปคญฺฉิ วินายโก อุปคนฺตฺวาน สมฺพุทฺโธ อาตาปี นิปโก มุนิ ฯ |๔๐๗.๑๔๓| ปตฺตํ ปคฺคยฺห สมฺพุทฺโธ ภิกฺขาย สมุปาคมิ อุปาคตํ มหาวีรํ ชลชุตฺตมนามกํ ฯ |๔๐๗.๑๔๔| ติณตฺถรํ ปญฺญาเปตฺวา สาลปุปฺเผหิ โอกิรึ นิสีทิตฺวาน สมฺพุทฺธํ หฏฺโฐ สํวิคฺคมานโส ฯ |๔๐๗.๑๔๕| ขิปฺปํ ปพฺพตมารุยฺห อคฬุํ อคฺคหึ อหํ กุมฺภมตฺตํ คเหตฺวาน ปนสํ เทวคนฺธิกํ ฯ |๔๐๗.๑๔๖| ขนฺเธ อาโรปยิตฺวาน อุปคญฺฉึ วินายกํ ผลํ พุทฺธสฺส ทตฺวาน อคฬุํ อนุลิมฺปหํ ฯ |๔๐๗.๑๔๗| ปสนฺนจิตฺโต สุมโน พุทฺธเสฏฺฐํ อวนฺทิหํ ปทุมุตฺตโร โลกวิทู อาหุตีนํ ปฏิคฺคโห ฯ |๔๐๗.๑๔๘| อิสิมชฺเฌ นิสีทิตฺวา อิมา คาถา อภาสถ โย จ เม ผลมคฬุํ อาสนญฺจ อทาสิ เม ฯ |๔๐๗.๑๔๙| ตมหํ กิตฺตยิสฺสามิ สุณาถ มม ภาสโต คาเม วา ยทิวารญฺเญ ปพฺภาเรสุ คุหาสุ วา ฯ |๔๐๗.๑๕๐| อิมสฺส จิตฺตมญฺญาย นิพฺพตฺติสฺสติ โภชนํ เทวโลเก มนุสฺเส วา อุปปนฺโน อยํ นโร ฯ |๔๐๗.๑๕๑| โภชเนหิ จ วตฺเถหิ ปริสนฺตปฺปยิสฺสติ อุปปชฺชติ ยํ โยนึ เทวตฺตํ อถ มานุสํ ฯ |๔๐๗.๑๕๒| อกฺโขพฺภโภโค หุตฺวาน สํสริสฺสติยํ นโร ตึสกปฺปสหสฺสานิ เทวโลเก รมิสฺสติ ฯ |๔๐๗.๑๕๓| สหสฺสกฺขตฺตุํ ราชา จ จกฺกวตฺติ ภวิสฺสติ เอกสตฺตติกฺขตฺตุญฺจ เทวรชฺชํ กริสฺสติ ฯ |๔๐๗.๑๕๔| ปเทสรชฺชํ วิปุลํ คณนาโต อสงฺขยํ กปฺปสตสหสฺสมฺหิ โอกฺกากกุลสมฺภโว ฯ |๔๐๗.๑๕๕| โคตโม นาม นาเมน สตฺถา โลเก ภวิสฺสติ ตสฺส ธมฺเมสุ ทายาโท โอรโส ธมฺมนิมฺมิโต ฯ |๔๐๗.๑๕๖| อุปสีโว นาม นาเมน เหสฺสติ สตฺถุสาวโก สพฺพาสเว ปริญฺญาย วิหริสฺสตินาสโว ฯ |๔๐๗.๑๕๗| สุลทฺธลาโภ ลทฺโธ เม โยหํ อทฺทกฺขิ นายกํ ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ |๔๐๗.๑๕๘| คาเม วา ยทิวารญฺเญ ปพฺภาเรสุ คุหาสุ วา มม สงฺกปฺปมญฺญาย โภชนํ โหติ เม สทา ฯ |๔๐๗.๑๕๙| กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา วิหรามิ อนาสโว ฯ |๔๐๗.๑๖๐| สฺวาคตํ วต เม อาสิ มม พุทฺธสฺส สนฺติเก ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ |๔๐๗.๑๖๑| ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา อุปสีโว เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ อุปสีวตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ
เราสร้างอาศรม สร้างบรรณศาลาอย่างสวยงาม ณ ที่ใกล้ภูเขาชื่ออโนมะ อันมีอยู่ในที่ไม่ไกลภูเขาหิมวันต์ ณ ที่นั้นมีแม่น้ำไหลอยู่ มีท่าน้ำราบเรียบ น่ารื่นรมย์ใจ กอปทุมและกออุบลเป็นอันมาก ย่อมเกิดที่ท่าน้ำอันชุ่มชื้น ในแม่น้ำนั้น มีปลาสลาด ปลากระบอก ปลาสวาย ปลาเค้า ปลา ตะเพียน และเต่าชุกชุม มีน้ำไหลอยู่ในกาลนั้น มีต้นดีหมี ต้นอโสก ต้นเข็ม ต้นชาตบุด มะงั่ว และมะนาว มีดอกบาน ขึ้นอยู่รอบอาศรม ของเรา ไม่มีอัญชันเขียว มะลิซ้อน ต้นรัง ต้นสน ต้นจำปา ขึ้นอยู่ เป็นหมู่ๆ มากด้วยกัน มีดอกบาน ต้นกุ่ม ต้นอุโลก สลัดได มี ดอกบาน ต้นประดู่ และมะซางหอม มีดอกบานมีอยู่ในที่ใกล้อาศรม ของเรา ต้นราชพฤกษ์ แคฝอย ต้นคัดเค้า ต้นประยงค์ มะกล่ำหลวง ไม้ข้างน้าว มีดาษดาอยู่โดยรอบกึ่งโยชน์ มาตกรา ต้นชบาซ้อน ต้น โลดแดง ขึ้นเป็นหมู่อยู่ใกล้แม่น้ำ ไม้ปรู สมอพิเภก กำลังดอกบาน มีอยู่มาก ต้นสมอมีอยู่มาก กำลังดอกบาน อยู่ใกล้อาศรมของเรา เมื่อ ต้นไม้เหล่านี้มีดอก ต้นไม้ทั้งหลายก็งามมาก โดยรอบที่อาศรมของเรา ย่อมหอมตลบไปด้วยกลิ่นดอกไม้นั้น มีต้นสมอไทย มะขามป้อม มะม่วง ไม้หว้า สมอพิเภก ต้นกะเบา ต้นรกฟ้า ต้นมะตูม ต้นมะปราง ต้นมะพลับ ต้นมะหาด ต้นมะทราง ต้นมะดูก ต้นขนุนสำมะลอ ต้น ขนุน ต้นกล้วย ต้นจันทรีผลา ต้นมะกอก ต้นวัลลิการ ผลานิ มี มากมาย ผลกำลังสุกงอมหล่นอยู่ใกล้อาศรมของเรา อาฬกา อิสิมุคคา จ ตโต โสรผลา พหูอวฏา ปกกภริตา มิลกฺขุทุมฺพรานิ จ เถาดีปลี กะวาน ต้นไทร ต้นมะขวิด ต้นมะเดื่อ มีมากมาย มีผลสุก ปาริโย ต้นไม้เหล่านี้และชนิดอื่นมีมากมาย กำลังมีผลใกล้อาศรมของเรา แม้ต้น ไม้ดอกก็มีมาก กำลังบานใกล้อาศรมของเรา เช่นมะลิวัน ต้นกระทุ่ม ต้นนมแมว และคนทา อาลกา และต้นปาล์ม มีอยู่ใกล้อาศรมของเรา ในที่ไม่ไกลอาศรมของเรานั้น มีสระใหญ่ที่เกิดเองสระหนึ่ง มีน้ำใสแจ๋ว จืด เย็นสนิท มีท่าน้ำราบเรียบน่ารื่นรมย์ใจ ในสระนั้น มีกอปทุม กอ อุบล และกอบุณฑริก มากมาย ดาษดาด้วยบัวขาวและบัวเผื่อน ลมพัด พากลิ่นหอมต่างๆ มา กอปทุมกอหนึ่งกำลังตูม กออื่นๆ มีดอกบาน ดอกปทุมบานแล้ว ร่วงหล่นลง คงมีแต่ฝักบัวเป็นอันมาก น้ำหวานที่ ไหลออกจากรากเหง้าบัว รสหวานปานดังน้ำผึ้ง นมสด และเนยใส ดอก โกมุทมีกลิ่นหอมต่างๆ ด้วยกลิ่นหอมนั้น มีดอกบานมากมาย เราเห็น อยู่โดยรอบเสมอ ที่ใกล้ขอบสระ มีไม้เกตเป็นอันมาก มีดอกบาน ต้น ชบาดอกบานสะพรั่ง อัญชันขาวดอกมีกลิ่นหอม จระเข้ ปลาฉลาม คหกา ย่อมเกิดอยู่ในสระนั้น ในสระนั้น มีอุคฺคาหกา งูเหลือมมาก ปลา สลาด ปลากระบอก ปลาสวาย ปลาเค้า ปลาตะเพียน เต่า มากมาย อโถ สปฏเกหิ จ นกพิราบ นกคับแค นกควัก นกกาน้ำ นกต้อย- ตีวิด นกสาลิกา นกค้อนหอย นกโพระดก กระรอก นกเขา เหยี่ยว อุทธรา มีอยู่มาก หมาจิ้งจอก ลูกนกแขกเต้า ไก่ป่า ฟาน มีอยู่มาก กาเสนิยา จ ติลกา ย่อมอาศัยสระนั้นเลี้ยงชีวิต ราชสีห์ เสือโคร่ง เสือเหลือง หมี หมาไน เสือดาว ลิง กินนร ปรากฏอยู่ใกล้อาศรม ของเรา เราสูดกลิ่นหอมเหล่านั้น บริโภคผลไม้ และดื่มน้ำหอม อยู่ใน อาศรมของเรา เนื้อทราย หมู เนื้อฟาน ขุทฺทรูปกา อัคคิกา (นกเขา ไฟ) นกโชติกร หงส์ นกกระเรียน นกยูง และประกอบด้วยนกดุเหว่า อยู่ใกล้อาศรมของเรา หน่อไม้ ไม้กำคูน ต้นโปตฺถสีสกา มีอยู่มาก พวกปีศาจ อสูร กุมภัณฑ์ ผีเสื้อน้ำ มีมาก พวกนกครุฑ งู ย่อมอยู่ ใกล้อาศรมของเรา ฤาษีทั้งหลายมีอานุภาพมาก มีจิตสงบระงับมั่นคง ทั้งหมดล้วนทรงคนโทน้ำ นุ่งหนังสัตว์ ทั่งเล็บ สวมชฎา และมีหาบ เต็ม อยู่ในอาศรมของเรา ทอดตาดูประมาณชั่วแอก มีปัญญา มีความ ประพฤติสงบ ยินดีด้วยลาภและความเสื่อมลาภ อยู่ในอาศรมของเรา ฤาษีเหล่านั้นสลัดผ้าเปลือกไม้กรอง เคาะหนังสัตว์ แข็งแรงด้วยกำลัง ของตน ย่อมเหาะไปได้ในอากาศในกาลนั้น นำเอาน้ำใหม่และไม้สำหรับ ทำฟืนใส่ไฟมา และบวชเอาเอง นี้เป็นผลแห่งปาฏิหาริย์ของตนๆ ฤาษี เหล่านั้นถือหม้อโลหะ อยู่ในท่ามกลางป่า เปรียบเหมือนช้างกุญชร มหานาค และไกรสรราชสีห์ผู้ไม่ครั่นคร้าม ฤาษีพวกหนึ่งไปสู่อุตตรกุรุทวีป ต่างก็เห็นกำลังของตนๆ (ของกันและกัน) ฤาษีเหล่านั้น ต่างนำเอา อาหารจากทวีปนั้นๆ มาบริโภคร่วมกัน เมื่อฤาษีทั้งหมดผู้มีเดชรุ่งเรือง ผู้คงที่ หลีกไป ด้วยเสียงหนังสัตว์ ป่าย่อมมีเสียงดังลั่นในกาลนั้น ข้าแต่ พระมหาวีระ พวกศิษย์ของข้าพระองค์ เหล่านั้นมีเดชรุ่งเรืองเช่นนี้ ข้าพระองค์แวดล้อมด้วยฤาษีเหล่านั้น อยู่ในอาศรมของข้าพระองค์ ฤาษี เหล่านี้ยินดีด้วยกรรมของตน ข้าพระองค์แนะนำแล้วมาประชุมกัน เพลิดเพลินในกรรมของตน ยังข้าพระองค์ให้ยินดี และเป็นผู้มีศีล มี ปัญญา ฉลาดในอัปปมัญญา พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตระ ทรงรู้แจ้งโลก ผู้ควรรับเครื่องบูชา เป็นผู้นำวิเศษ ทรงทราบเวลาแล้ว เสด็จเข้ามาใกล้ ครั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้มีความเพียร มีปัญญา เป็นมุนี เสด็จมาใกล้ จึงทรงรับบาตร แล้วเสด็จเข้ามาเพื่อภิกษา ข้าพระองค์ได้เห็นพระมหาวีระ พระนามว่าปทุมุตระเสด็จเข้ามา จึงปูลาดเครื่องลาดหญ้าแล้วเกลี่ยด้วยดอก รัง ทูลเชิญพระสัมพุทธเจ้าประทับนั่งแล้วทั้งดีใจและสลดใจ ได้รีบขึ้น ไปบนภูเขา นำเอากฤษณามา ได้เก็บเอาขนุนอันมีกลิ่นหอม ผลโต ประมาณเท่าหม้อ ยกขึ้นบ่าแบกมา เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้นำชั้นพิเศษ ได้ถวายผลขนุนแก่พระพุทธเจ้าแล้ว ไล้ทากฤษณา ข้าพระองค์มีจิต เลื่อมใสโสมนัส ได้ถวายบังคมพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ พระพุทธเจ้า พระนามว่าปทุมุตระ ผู้ทรงรู้แจ้งโลก ผู้ควรรับเครื่องบูชา ประทับนั่งใน ท่ามกลางพวกฤาษี ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า ผู้ใดได้ถวายผลขนุน กฤษณา และอาสนะแก่เรา เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว โภชนาหารดังจะรู้จิตคนผู้นี้ จักเกิดขึ้นทั้งในบ้าน ในป่า ที่เงื้อมเขาหรือใน ถ้ำ คนผู้นี้บังเกิดในเทวโลกหรือในมนุษยโลก จักอิ่มเอิบบริบูรณ์ด้วย โภชนาหารและผ้าผ่อน คนผู้นี้เข้าถึงกำเนิดใด คือ เป็นเทวดาหรือมนุษย์ จักเป็นผู้มีโภคสมบัติร้อยล้านแสนโกฏิท่องเที่ยวไป จักรื่นรมย์อยู่ใน เทวโลกตลอด ๓ หมื่นกัลป จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช ๑๐๐๐ ครั้ง จักเสวยรัชสมบัติในเทวโลก ๗๑ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอัน ไพบูลย์โดยคณานับมิได้ ในแสนกัลป สกุลโอกกากะจักสมภพ พระ- ศาสดามีพระนามชื่อว่าโคดม ซึ่งมีสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จัก เสด็จอุบัติในโลก ผู้นี้จักเป็นทายาทในธรรมของพระศาสดาพระองค์นั้น เป็นโอรสอันธรรมนิรมิต จักได้เป็นสาวกของพระศาสดาโดยมีนามชื่อว่า อุปสีวะ จักกำหนดรู้อาสวะทั้งปวง เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ การที่เราได้เห็น พระพุทธเจ้า ผู้เป็นนายกนี้ เป็นลาภที่เราได้ดีแล้ว วิชชา ๓ เราบรรลุ แล้วโดยลำดับ พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ในบ้านก็ตาม ในป่า ก็ตาม ที่เงื้อมเขาก็ตาม ในถ้ำก็ตาม โภชนาหารดังจะรู้ความดำริของเรา ย่อมมีแก่เราทุกเมื่อ เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพขึ้นได้ทั้งหมดแล้ว ตัดกิเลสเครื่องผูกดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ การที่เราได้มา ในสำนักพระพุทธเจ้าของเรานี้ เป็นการมาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ เราบรรลุ แล้วโดยลำดับ พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธ ศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระอุปสีวเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. จบ อุปสีวเถราปทาน.
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๑. เมตเตยยวรรค] ๕. อุปสีวเถราปทาน ๕. อุปสีวเถราปทาน ประวัติในอดีตชาติของพระอุปสีวเถระ (พระอุปสีวเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)
ในที่ไม่ไกลภูเขาหิมพานต์ มีภูเขาลูกหนึ่งชื่ออโนมะ เขาได้สร้างอาศรมและสร้างบรรณศาลาไว้อย่างดีเพื่อข้าพเจ้า
ในที่ไม่ไกลอาศรมของข้าพเจ้านั้น มีแม่น้ำสายหนึ่งไหลอยู่ มีท่าน้ำราบเรียบ น่ารื่นรมย์ใจ มีกอปทุมและกออุบลจำนวนมาก เกิดอยู่ที่ท่าน้ำซึ่งเต็มเปี่ยมด้วยน้ำ
ในแม่น้ำนั้น ฝูงปลาสลาด ฝูงปลากระบอก ฝูงปลาสวาย ฝูงปลาเค้า ฝูงปลาตะเพียน แม่น้ำมีปลาและเต่าชุกชุมไหลอยู่เสมอ
มีต้นดีหมี ต้นอโศก ต้นเข็ม ต้นบุนนาค ต้นบุนนาคเขา มีดอกบานสะพรั่ง ส่งกลิ่นหอมอบอวลไปทั่วอาศรมของข้าพเจ้า
มีต้นอัญชันเขียว ต้นมะลิซ้อน ต้นสาละ ต้นช้างน้าว ต้นจำปา ขึ้นอยู่เป็นหมู่ๆ มากด้วยกัน มีดอกบานสะพรั่ง
ต้นรกฟ้าขาว ต้นลำดวน ต้นกระท้อน ต้นประดู่ และต้นมะซางหอม มีดอกบานสะพรั่งมีอยู่ในที่ใกล้อาศรมของข้าพเจ้า
ต้นราชพฤกษ์ ต้นหงอนไก่ ต้นคัดเค้า ต้นประยงค์ ต้นมะกล่ำหลวง มีอยู่ดาษดื่นโดยรอบตลอดกึ่งโยชน์
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๖๘}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๑. เมตเตยยวรรค] ๕. อุปสีวเถราปทาน
ต้นโพธิ์ ต้นชบาซ้อน ต้นแคฝอย ต้นย่านทราย ต้นปรู ต้นงิ้ว มีดอกบานสะพรั่ง มีอยู่มาก ใกล้แม่น้ำนั้น ต้นกำยาน มีดอกบานสะพรั่ง มีอยู่มากใกล้อาศรมของข้าพเจ้า ณ ใกล้ฝั่งแม่น้ำนั้น
เมื่อต้นไม้เหล่านี้มีดอก ต้นไม้จำนวนมากก็งาม อาศรมของข้าพเจ้าโดยรอบ หอมตลบไปด้วยกลิ่นดอกไม้นั้น
มีต้นสมอไทย ต้นมะขามป้อม ต้นมะม่วง ต้นหว้า ต้นสมอพิเภก ต้นกระเบา ต้นรกฟ้า ต้นมะตูม และต้นมะปราง มีผลมาก ในที่นั้น
ต้นมะพลับ ต้นมะหาด ต้นมะซาง ต้นหมากเม่า ต้นขนุนสำปะลอ ต้นขนุน ต้นกล้วย ต้นจันทน์ มีผลมาก ในที่นั้น
ต้นมะกอกและต้นเครือเถา มีผลมากในที่นั้น และเผล็ดผลมีรสหวานทุกฤดูกาล อยู่ใกล้อาศรมของข้าพเจ้า
ถั่วดำ ถั่วเหลือง มีฝักดกมาก ต้นไทรย้อย และต้นไม้เลียบ ต้นมะเดื่อ มีผลสุกงอมเต็มต้น
ดีปลี พริก ต้นไทร ต้นมะขวิด ต้นมะเดื่อ มีผลสุกงอมมากเต็มต้นใกล้อาศรมของข้าพเจ้านั้น
ต้นไม้เหล่านี้และชนิดอื่นอีกมาก กำลังมีผลใกล้อาศรมของข้าพเจ้า แม้ไม้ดอกก็มีมาก มีดอกบานสะพรั่งใกล้อาศรมของข้าพเจ้า
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๖๙}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๑. เมตเตยยวรรค] ๕. อุปสีวเถราปทาน
มันเทศ มันอ้อน มันมือเสือ หอม กระเทียม และคนทา อาลกา ต้นตาล มีอยู่ใกล้อาศรมของข้าพเจ้า
ในที่ไม่ไกลอาศรมของข้าพเจ้า มีสระใหญ่ธรรมชาติสระหนึ่ง มีน้ำใส เย็นสนิท มีท่าน้ำราบเรียบน่ารื่นรมย์ใจ
ในสระนั้น มีบัวหลวง บัวขาบ สะพรั่งด้วยบัวขาว ดารดาษด้วยบัวเผื่อน ลมพัดพากลิ่นหอมต่างๆ โชยมา
ปทุมบางกอ มีดอกตูม บางกอมีดอกบาน บางกอมีเกสรร่วงหล่น คงมีแต่ฝักบัวจำนวนมาก
น้ำหวานไหลออกจากก้านบัว นมสดและเนยใสไหลออกจากเหง้าบัว อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมต่างๆ ด้วยกลิ่นหอมนั้นโดยรอบ
ต้นโกมุท ต้นจงกลนี และต้นตาเสือ ปรากฏมีมากที่ใกล้ขอบสระธรรมชาติ ต้นการะเกดจำนวนมากก็มีดอกบานสะพรั่ง
ต้นชบามีดอกบานสะพรั่ง สาหร่ายมีกลิ่นหอม จระเข้ ตะโขง นาก เกิดอยู่ในสระนั้น
ในสระนั้นมีงูหลาม งูเหลือม ปลาสลาด ปลากระบอก ปลาสวาย ปลาเค้า ปลาตะเพียน จำนวนมาก
มีปลา เต่า และตะพาบน้ำ นกพิราบ นกเป็ดน้ำ นกกวัก นกกาน้ำ ชุกชุม
นกต้อยตีวิด นกจักรพาก นกช้อนหอย นกโพระดก กระแต นกเขา เหยี่ยว และนาก มีอยู่มาก
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๗๐}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๑. เมตเตยยวรรค] ๕. อุปสีวเถราปทาน
สุนัขจิ้งจอก ลูกนกแขกเต้า ไก่ป่า จามรี มีอยู่มาก กา เหยี่ยว และเสือดาว ก็อาศัยสระนั้นเลี้ยงชีวิต
ราชสีห์ เสือโคร่ง เสือเหลือง หมี หมาใน เสือดาว ลิง กินนร ปรากฏอยู่ใกล้อาศรมของข้าพเจ้า
ข้าพเจ้าสูดกลิ่นหอมเหล่านั้น บริโภคผลไม้ และดื่มน้ำหอม อยู่ในอาศรมของข้าพเจ้า
ฝูงเนื้อทราย ฝูงสุกร ฝูงเนื้อฟาน นกเขาชวา นกเขาไฟ และนกกะปูด อยู่ใกล้อาศรมของข้าพเจ้า
หงส์ นกกระเรียน นกยูง นกสาลิกา นกดุเหว่า นกเค้าแมว นกแสก นกหัวขวาน มีอยู่มากในที่นั้น
พวกปีศาจทานพ (อสูร) กุมภัณฑ์ ผีเสื้อน้ำ ครุฑ งูมีมาก อยู่ใกล้อาศรมของข้าพเจ้า
ฤๅษีทั้งหลาย มีอานุภาพมาก มีจิตสงบ มีใจมั่นคง ทั้งหมดล้วนถือคนโทน้ำ นุ่งห่มหนังสัตว์ เพียบพร้อมด้วยชฎาและบริขาร อยู่ในอาศรมของข้าพเจ้า
ฤๅษีเหล่านั้น ทอดตาดูประมาณชั่วแอก มีปัญญารักษาตน มีความประพฤติสงบ สันโดษตามมีตามได้ อยู่ในอาศรมของข้าพเจ้า
ฤๅษีเหล่านั้น สลัดผ้าคากรอง เคาะหนังสัตว์อาศัยพลังของตน เหาะไปได้ในอากาศ ในครั้งนั้น
ฤๅษีเหล่านั้นไม่ต้องนำน้ำหรือฟืนสำหรับก่อไฟมา สิ่งเหล่านั้นสมบูรณ์ขึ้นเอง นี้เป็นผลแห่งปาฏิหาริย์
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๗๑}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๑. เมตเตยยวรรค] ๕. อุปสีวเถราปทาน
ฤๅษีเหล่านั้นนำรางเหล็กมา อยู่ท่ามกลางป่า เปรียบเหมือนช้างกุญชรมหานาค (และ) พญาราชสีห์ผู้ไม่ครั่นคร้ามฉะนั้น
ฤๅษีเหล่านั้นทราบกำลังของตนแล้ว พวกหนึ่งไปอปรโคยานทวีป พวกหนึ่งไปปุพพวิเทหทวีป พวกหนึ่งไปอุตตรกุรุทวีป
ฤๅษีเหล่านั้น ต่างนำอาหาร จากทวีปนั้นๆ มาบริโภคร่วมกัน เมื่อฤๅษีเหล่านั้นผู้มีเดชแผ่ไป ผู้คงที่ ทั้งหมดหลีกไปอยู่
เพราะเสียงหนังสัตว์ของพวกฤๅษี ป่าย่อมมีเสียงดังลั่นในครั้งนั้น ข้าแต่พระมหาวีระ พวกศิษย์ของข้าพเจ้าเหล่านั้น มีตบะแก่กล้าเช่นนี้
ข้าพเจ้ามีฤๅษีเหล่านั้นแวดล้อม อยู่ในอาศรมของตน ฤๅษีเหล่านั้น แม้ถูกแนะนำแล้ว ก็ยินดีด้วยกรรมของตน มาประชุมพร้อมกันแล้ว
ฤๅษีเหล่านั้น เพลิดเพลินในกรรมของตน เป็นผู้มีศีล มีปัญญารักษาตน และฉลาดในอัปปมัญญา ให้ข้าพเจ้ายินดี
พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ผู้ทรงรู้แจ้งโลก ผู้สมควรรับเครื่องบูชา ผู้ทรงเป็นผู้นำโดยวิเศษ ทรงทราบถึงการประชุมแล้วเสด็จเข้ามาใกล้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๗๒}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๑. เมตเตยยวรรค] ๕. อุปสีวเถราปทาน
ครั้นแล้วพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงตรัสรู้เอง ผู้มีความเพียร มีปัญญารักษาตน เป็นพระมุนี จึงประคองบาตร แล้วเสด็จเข้ามาเพื่อภิกษา
ข้าพเจ้าได้เห็นพระมหาวีรเจ้า พระนามว่าปทุมุตตระ เสด็จเข้ามา จึงปูลาดเครื่องลาดหญ้าแล้วโปรยด้วยดอกสาละ
ทูลนิมนต์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับนั่งแล้ว ทั้งดีใจและสลดใจ ได้รีบขึ้นไปบนภูเขา แล้วนำกฤษณามา
ได้เก็บขนุนที่มีกลิ่นหอมคล้ายกลิ่นทิพย์ ผลโตประมาณเท่าหม้อ ยกขึ้นคอแบกมา เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นผู้นำโดยวิเศษ
ได้ถวายผลขนุนแด่พระพุทธเจ้าแล้ว ใช้กฤษณาไล้ทา ข้าพเจ้ามีจิตเลื่อมใส มีใจยินดี ได้กราบไหว้พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด
พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ผู้ทรงรู้แจ้งโลก ผู้สมควรรับเครื่องบูชา ประทับนั่งในท่ามกลางหมู่ฤๅษี ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า
เราจักพยากรณ์ผู้ที่ได้ถวายผลขนุน กฤษณา และอาสนะแก่เรา ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าวเถิด
ในบ้านก็ตาม ในป่าก็ตาม ที่เงื้อมเขาก็ตาม ในถ้ำก็ตาม โภชนาหารดังจะรู้จิตของผู้นี้ จักบังเกิดขึ้น
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๗๓}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๑. เมตเตยยวรรค] ๕. อุปสีวเถราปทาน
คนผู้นี้บังเกิดในเทวโลกหรือในมนุษยโลกก็ตาม จักให้บริษัทอิ่มเอิบด้วยโภชนาหารและผ้า
ผู้นี้เกิดในกำเนิดใด คือจะเกิดเป็นเทวดาหรือมนุษย์ก็ตาม ในกำเนิดนั้น จักมีโภคะนับไม่ถ้วนเวียนว่ายตายเกิดไป
จักรื่นรมย์ในเทวโลกตลอด ๓๐,๐๐๐ กัป จักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๑,๐๐๐ ชาติ
จักครองเทวสมบัติ ๗๑ ชาติ จักเป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์ นับชาติไม่ถ้วน
ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ (นับจากกัปนี้ไป) พระศาสดาพระนามว่าโคดม ตามพระโคตร ทรงสมภพในราชสกุลโอกกากราช จักอุบัติขึ้นในโลก
ผู้นี้จักมีนามว่าอุปสีวะ เป็นธรรมทายาท เป็นโอรสที่ธรรมเนรมิต เป็นสาวกของพระศาสดาพระองค์นั้น กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ
การที่ข้าพเจ้าได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นผู้นำ เป็นลาภที่ข้าพเจ้าได้ดีแล้ว วิชชา ๓ ข้าพเจ้าได้บรรลุแล้วโดยลำดับ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว
ในบ้านก็ตาม ในป่าก็ตาม ที่เงื้อมเขาก็ตาม ในถ้ำก็ตาม โภชนาหารดังจะรู้ความดำริของข้าพเจ้า ย่อมมีแก่ข้าพเจ้าทุกเมื่อ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๗๔}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๔๑. เมตเตยยวรรค] ๖. นันทกเถราปทาน
กิเลสทั้งหลายข้าพเจ้าก็เผาได้แล้ว ภพทั้งปวงข้าพเจ้าก็ถอนได้แล้ว ข้าพเจ้าตัดกิเลสเครื่องผูกพันได้แล้วอยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ ดุจพญาช้างตัดเครื่องพันธนาการได้แล้วอยู่อย่างอิสระ
การที่ข้าพเจ้าได้มาในสำนักของพระพุทธเจ้า เป็นการมาดีแล้วโดยแท้ วิชชา ๓ ข้าพเจ้าได้บรรลุแล้วโดยลำดับ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าได้ทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล ได้ทราบว่า ท่านพระอุปสีวเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้อุปสีวเถราปทานที่ ๕ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๔๐๕. อรรถกถาอุปสีวเถราปทาน
พึงทราบวินิจฉัยในอปทานที่ ๕ ดังต่อไปนี้ :-
อปทานของท่านพระอุปสีวเถระมีคำเริ่มต้นว่า หิมวนฺตสฺสาวิทูเร ดังนี้ :-
แม้พระเถระรูปนี้ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ ได้สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้มากมายในภพนั้นๆ.
ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าปทุมุตตระ ท่านได้เกิดในเรือนอันมีสกุล บรรลุนิติภาวะแล้ว ละเพศฆราวาสบวชเป็นฤาษีอยู่ในป่าหิมวันต์ ได้พบพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ลาดเครื่องปูลาดที่ทำด้วยหญ้าแล้ว ได้ทำการบูชาด้วยดอกสาละแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ประทับนั่งบนเครื่องลาดอันนั้น ดังนี้ นี้จัดว่าเป็นความแตกต่างกัน.
คำที่เหลือมีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล. จบอรรถกถาอุปสีวเถราปทาน -----------------------------------------------------