๘. อัมพทายกเถราปทาน (๖๘)
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อฏฺฐมํ อมฺพทายกตฺเถราปทานํ (๖๘)
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ อัมพทายกเถราปทานที่ ๘ (๖๘) ว่าด้วยผลแห่งการถวายมะม่วงสุก
|๗๐.๕๓| อโนมทสฺสี ภควา นิสินฺโน ปพฺพตนฺตเร เมตฺตาย อผริ โลเก อปฺปมาเณ นิรูปธิ ฯ |๗๐.๕๔| กปิ อหํ ตทา อาสึ หิมวนฺเต นคุตฺตเม ทิสฺวา อโนมมธิกํ พุทฺเธ จิตฺตํ ปสาทยึ ฯ |๗๐.๕๕| อวิทูเร หิมวนฺตสฺส อมฺพาสุํ ผลิโน ตทา ตโต ปกฺกํ คเหตฺวาน อมฺพํ สมธุกํ อทํ ฯ |๗๐.๕๖| ตมฺเม พุทฺโธ วิยากาสิ อโนมทสฺสี มหามุนิ อิมินา มธุทาเนน อมฺพปาเนน จูภยํ ฯ |๗๐.๕๗| สตฺตปญฺญาสกปฺปานิ เทวโลเก รมิสฺสติ อวเสเสสุ กปฺเปสุ โวกิณฺณํ สํสริสฺสติ ฯ |๗๐.๕๘| เขเปตฺวา ปาปกํ กมฺมํ ปริปกฺกาย วุทฺธิยา วินิปาตาทิหาคนฺตฺวา กิเลเส ฌาปยิสฺสติ ฯ |๗๐.๕๙| ทเมน อุตฺตเมนาหํ ทมิโตมฺหิ มเหสินา ปตฺโตมฺหิ อจลํ ฐานํ หิตฺวา ชยปราชยํ ฯ |๗๐.๖๐| สตฺตสตฺตติกปฺปสเต อมฺพฏฺฐชยนามกา จตุทฺทสา เต ราชาโน จกฺกวตฺตี มหพฺพลา ฯ |๗๐.๖๑| ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา อมฺพทายโก เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ อมฺพทายกตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ
พระผู้มีพระภาคพระนามว่าอโนมทัสสี ผู้ไม่มีอุปธิ ประทับนั่งอยู่ ณ ระหว่างภูเขา ได้ทรงแผ่เมตตาไปในโลกอันมีสัตว์ หาประมาณมิได้ ใน กาลนั้น เราเป็นพระยาวานรอยู่ที่ภูเขาหิมวันต์อันสูงสุด ได้เห็นพระ พุทธเจ้าผู้มีพระคุณไม่ทรามผู้ยิ่งใหญ่ จึงยังจิตให้เลื่อมใสในพระพุทธเจ้า เวลานั้นต้นมะม่วงกำลังเผล็ดผล มีอยู่ไม่ไกลภูเขาหิมวันต์ เราได้ไปเก็บ ผลมะม่วงสุกจากต้นนั้นมาถวายพร้อมด้วยน้ำผึ้ง พระพุทธเจ้ามหามุนี พระนามว่าอโนมทัสสี ทรงพยากรณ์เรานั้น ว่าด้วยการถวายน้ำผึ้ง และด้วย การถวายน้ำมะม่วงทั้งสองนี้ ผู้นี้จักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลกตลอด ๕๗ กัลป ในกัลปทั้งหลายที่เหลือ จักท่องเที่ยวสับสนกันไป จักใช้กรรมอันลามก ให้สิ้นแล้ว เมื่อความเจริญแก่งอม จักมาจากทุคติมีวิบาตเป็นต้นแล้ว จักเผากิเลสให้ไหม้ เราเป็นผู้อันพระผู้มีพระภาคผู้แสวงหาคุณยิ่งใหญ่ ทรงฝึกแล้วด้วยการฝึกอันอุดม เราเป็นผู้ละความชนะและความแพ้แล้ว บรรลุถึงฐานะอันไม่หวั่นไหว ในกัลปที่ ๗๗๐๐ ได้มีพระเจ้าจักรพรรดิ ๑๔ พระองค์ ทุกพระองค์มีพระนามว่าอัมพัฏฐชัย มีพลมาก คุณวิเศษ เหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัด แล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระอัมพทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. จบ อัมพทายกเถราปทาน.
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๘. อัมพทายกเถราปทาน ประวัติในอดีตชาติของพระอัมพทายกเถระ (พระอัมพทายกเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)
พระผู้มีพระภาคพระนามว่าอโนมทัสสี ผู้ไม่มีอุปธิ ประทับนั่งอยู่ระหว่างภูเขา ได้ทรงแผ่เมตตาไปในสัตว์โลกหาประมาณมิได้
ครั้งนั้น ข้าพเจ้าเป็นวานร อยู่ที่ภูเขาหิมพานต์ที่สูงสุด ได้เห็นพระพุทธเจ้า ผู้มีพระคุณอันยิ่งไม่ต่ำทราม จึงทำจิตให้เลื่อมใสในพระพุทธเจ้า
เวลานั้น ต้นมะม่วงกำลังเผล็ดผล มีอยู่ไม่ไกลภูเขาหิมพานต์ ข้าพเจ้าได้ไปเก็บผลมะม่วงสุกจากต้นมะม่วงนั้นมาถวายพร้อมน้ำผึ้ง
พระพุทธเจ้าผู้มหามุนีพระนามว่าอโนมทัสสี ทรงพยากรณ์การถวายนั้นของข้าพเจ้าว่า ด้วยการถวายน้ำผึ้งและน้ำมะม่วงทั้ง ๒ นี้
ผู้นี้จักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลก ๕๗ กัป ในกัปทั้งหลายที่เหลือ จักเวียนว่ายตายเกิดสลับกันไป
เมื่อความเจริญเต็มที่แล้ว เขาทำบาปกรรมให้สิ้นไปแล้ว จักไม่ไปตกวินิบาตนรก เผากิเลสให้มอดไหม้ไปได้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๒๑๐}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๗. สกจิตตนิยวรรค] ๙. สุมนเถราปทาน
ข้าพเจ้าเป็นผู้ที่พระผู้มีพระภาค ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ทรงฝึกแล้ว ด้วยการฝึกอย่างสูงสุด ข้าพเจ้าผู้ละความชนะ และความแพ้ได้แล้ว บรรลุฐานะที่ไม่หวั่นไหว
ในกัปที่ ๑๗๗ (นับจากกัปนี้ไป) ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๑๔ ชาติ มีพระนามว่าอัมพัฏฐชัย มีพลานุภาพมาก
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าได้ทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล ได้ทราบว่า ท่านพระอัมพทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้อัมพทายกเถราปทานที่ ๘ จบ ๙. สุมนเถราปทาน ประวัติในอดีตชาติของพระสุมนเถระ (พระสุมนเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)
ครั้งนั้น ข้าพเจ้าเป็นช่างดอกไม้ มีนามว่าสุมนะ ได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากธุลีคือกิเลส ผู้สมควรรับเครื่องบูชาของชาวโลก
จึงใช้มือทั้ง ๒ ประคองดอกมะลิชั้นดี บูชาพระพุทธเจ้าพระนามว่าสิขี ผู้เป็นเผ่าพันธุ์ของโลก
ด้วยการบูชาด้วยดอกไม้นี้ และด้วยการตั้งเจตนาไว้มั่น @เชิงอรรถ : @ ดูเชิงอรรถข้อ ๙ หน้า ๒๐๓ ในเล่มนี้ @ ดูเชิงอรรถข้อ ๙ หน้า ๒๐๓ ในเล่มนี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๒๑๑}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๖๘. อรรถกถาอัมพทายกเถราปทาน
อปทานของท่านพระอัมพทายกเถระมีคำเริ่มต้นว่า อโนมทสฺสี ภควา ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ได้บำเพ็ญบุญสมภารในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพานในภพนั้นๆ.
ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าอโนมทัสสี บังเกิดในกำเนิดแห่งวานร ได้เป็นพญาลิงอาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์.
สมัยนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าอโนมทัสสี ได้เสด็จไปป่าหิมพานต์เพื่ออนุเคราะห์แก่ท่าน.
ลำดับนั้น พญาลิงนั้นเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว มีใจเลื่อมใส ได้ถวายผลมะม่วงมีรสอร่อยดี พร้อมน้ำผึ้งเล็กน้อย.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อท่านกำลังเฝ้าอยู่นั่นแล ได้เสวยสิ่งทั้งหมดนั้น แล้วตรัสอนุโมทนาแล้วเสด็จหลีกไป.
ลำดับนั้น ท่านมีหทัยเพียบพร้อมด้วยโสมนัสดำรงอยู่จนตลอดอายุ เพราะมีปีติและโสมนัสนั้นนั่นเอง จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว บังเกิดในเทวโลก เสวยทิพยสุขไปๆ มาๆ ในเทวโลกนั้นและเสวยมนุษยสมบัติในมนุษย์ทั้งหลาย.
ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูลอันสมบูรณ์ด้วยทรัพย์สมบัติ เลื่อมใสในพระศาสดา บวชแล้วไม่นานนักก็บรรลุอภิญญา ๖ ท่านปรากฏตามนามแห่งบุญที่บำเพ็ญไว้ในกาลก่อนว่า อัมพทายกเถระ ดังนี้.
ครั้นต่อมา ท่านได้เห็นพืชแห่งกุศลที่ตนบำเพ็ญมา เกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทานของตน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อโนมทสฺสี ภควา ดังนี้.
บทว่า เมตฺตาย อผริ โลเก อปฺปมาเณ นิรูปธิ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นทรงมีเมตตา คือมีจิตประกอบด้วยเมตตา ทรงนำสัตว์โลกทั้งปวงคือสัตว์หาประมาณมิได้ ให้ปราศจากอุปธิกิเลสคือให้เว้นจากอุปธิกิเลส โดยนัยมีอาทิว่า ขอสัตว์ทั้งหลายจงมีความสุข แล้วแผ่คือแผ่ออกเจริญด้วยเมตตาคือเมตตาจิต.
บทว่า กปิ อหํ ตถา อาสึ ความว่า ในกาลนั้นคือในกาลที่พระองค์เสด็จมา เราได้เป็นพญาลิง. จบอรรถกถาอัมพทายกเถราปทาน -----------------------------------------------------