๑. สกจิตตนิยเถราปทาน (๖๑)
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
สตฺตโม สกจิตฺตนิยวคฺโค ปฐมํ สกจิตฺตนิยตฺเถราปทานํ (๖๑)
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ สกจิตตนิยวรรคที่ ๗ สกจิตตนิยเถราปทานที่ ๑ (๖๑) ว่าด้วยผลแห่งการถวายสถูป
|๖๓.๑| ปวนํ กานนํ ทิสฺวา อปฺปสทฺทํ อนาวิลํ อิสีนํ อนุจิณฺณํว อาหุตีนํ ปฏิคฺคหํ ฯ |๖๓.๒| ถูปํ กตฺวาน เวฬินํ นานาปุปฺผํ สโมกิรึ สมฺมุขา วิย สมฺพุทฺธํ นิมฺมิตํ อภิวนฺทหํ ฯ |๖๓.๓| สตฺตรตนสมฺปนฺโน ราชา รฏฺฐสฺมิ อิสฺสโร สกกมฺมาภิรทฺโธหํ ปุปฺผปูชายิทํ ผลํ ฯ |๖๓.๔| เอกนวุเต อิโต กปฺเป ยํ ปุปฺผมภิโรปยึ ทุคฺคตึ นาภิชานามิ พุทฺธปูชายิทํ ผลํ ฯ |๖๓.๕| อสีติกปฺเปนนฺตยโส จกฺกวตฺติ อโหสหํ สตฺตรตนสมฺปนฺโน จตุทีปมฺหิ อิสฺสโร ฯ |๖๓.๖| ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา สกจิตฺตนิโย เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ สกจิตฺตนิยตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ
เราได้เห็นป่าชัฏใหญ่สงัดเสียง ปราศจากอันตราย เป็นที่อยู่อาศัยของ พวกฤาษี ดังกับจะรับเครื่องบูชา เราจึงเอาไม้ไผ่มาทำเป็นสถูป แล้ว เกลี่ย (โปรย) ดอกไม้ต่างๆ ได้ไหว้พระสถูป ดุจถวายบังคมพระสัม- พุทธเจ้า ซึ่งยังทรงพระชนม์อยู่เฉพาะพระพักตร์ เราได้เป็นพระราชา สมบูรณ์ด้วยรัตนะ ๗ ประการ เป็นใหญ่ในแว่นแคว้นปรารภด้วยกรรม ของตน นี้เป็นผลแห่งการบูชาด้วยดอกไม้ ในกัลปที่ ๙๑ แต่กัลปนี้ เราโปรยดอกไม้ใด ด้วยกรรมนั้นเราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง พุทธบูชา ในกัลปที่ ๘๐ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ มียศอนันต์ สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ เป็นใหญ่ในทวีปทั้ง ๔ คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระสกจิตตนิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. จบ สกจิตตนิยเถราปทาน.
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๗. สกจิตตนิยวรรค] ๑. สกจิตตนิยเถราปทาน ๗. สกจิตตนิยวรรค หมวดว่าด้วยพระสกจิตตนิยะเป็นต้น ๑. สกจิตตนิยเถราปทาน ประวัติในอดีตชาติของพระสกจิตตนิยเถระ (พระสกจิตตนิยเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)
ข้าพเจ้าได้เห็นป่าใหญ่ดงทึบ สงัดเงียบปราศจากอันตราย เป็นที่อยู่ของพวกฤๅษี ผู้สมควรรับเครื่องบูชา
ข้าพเจ้าจึงนำไม้ไผ่มาทำเป็นสถูปแล้ว โปรยดอกไม้ต่างๆ ลง ได้ไหว้พระสถูปที่ข้าพเจ้าสร้างแล้ว เหมือนได้อภิวาทพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเฉพาะพระพักตร์
ข้าพเจ้าได้เป็นพระราชาสมบูรณ์ด้วยรัตนะ ๗ ประการ เป็นใหญ่ในแว่นแคว้น พอใจกรรมของตน นี้เป็นผลแห่งการบูชาด้วยดอกไม้
ในกัปที่ ๙๑ นับจากกัปนี้ไป ข้าพเจ้าได้ใช้ดอกไม้บูชาไว้ จึงไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระพุทธเจ้า
ในกัปที่ ๘๐ นับจากกัปนี้ไป ข้าพเจ้าได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิพระนามว่าอนันตยสะ สมบูรณ์ด้วยรัตนะ ๗ ประการ เป็นใหญ่ในทวีปทั้ง ๔
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๒๐๒}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๗. สกจิตตนิยวรรค] ๒. อาโปปุปผิยเถราปทาน
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าได้ทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล ได้ทราบว่า ท่านพระสกจิตตนิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้สกจิตตนิยเถราปทานที่ ๑ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
สกจิตตนิยวรรคที่ ๗ ๖๑. อรรถกถาสกจิตตนิยเถราปทาน
อปทานของท่านพระสกจิตตนิยเถระนี้มีคำเริ่มต้นว่า ปวนํ กานนํ ทิสฺวา ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ได้บำเพ็ญบุญสมภารไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเปนอุปนิสัยแก่พระนิพพานในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี ท่านบังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง เจริญวัยแล้ว เกิดขึ้นในกาลเป็นที่สิ้นพระชนมายุของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ยังไม่ทันได้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อยังดำรงพระชนมายุอยู่.
ในกาลที่พระองค์ปรินิพพาน ได้บวชเป็นฤาษี อยู่ในหิมวันตประเทศ ถึงป่าแห่งหนึ่งอันวิเวกน่ารื่นรมย์ ก่อเจดีย์ทรายที่ซอกเขาแห่งหนึ่ง ที่นั้นเอาใจใส่ดังในพระผู้มีพระภาคเจ้า และเอาใจใส่ดังพระธาตุของพระองค์ บูชาด้วยดอกไม้ในป่า เที่ยวนมัสการอยู่.
ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านจึงท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เสวยสวรรค์สมบัติอันเลิศ ในเทวดาและมนุษย์ทั้งสองนั้น และจักรพรรดิสมบัติอันเลิศ.
ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง สมบูรณ์ด้วยทรัพย์สมบัติ เพียบพร้อมด้วยศรัทธาเลื่อมใสในพระศาสดา บวชได้เป็นพระอรหันต์ผู้มีอภิญญา ๖.
ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ปวนํ กานนํ ทิสฺวา ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปวนํ ความว่า ชื่อว่าปวนะ เพราะอรรถว่าเป็นป่าโดยประการ ป่าแผ่กว้าง เป็นรกชัฏ.
ชื่อว่ากานนะ เพราะอรรถว่าเป็นดง เป็นป่าทึบ หนาแน่นไปด้วยสัตว์ร้ายเช่น สีหะ เสือโคร่ง ยักษ์ ผีเสื้อน้ำ ช้างดุ ม้าดุ ครุฑและงู หรือมากไปด้วยเสียงแห่งหมู่นก ไก่และนกดุเหว่า.
ชื่อว่ากานนะ ป่าใหญ่ กล่าวคือดงนั้น มีเสียงน้อย คือไม่มีเสียง เพราะเว้นจากเสียงมนุษย์.
บทว่า อนาวิลํ ได้แก่ ไม่ขุ่นมัว. อธิบายว่า ปราศจากอันตราย.
บทว่า อิสีนํ อนุจิณฺณํ ความว่า อันฤาษีทั้งหลายกล่าวคือพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าและพระอรหันตขีณาสพอบรมเนืองๆ คือซ่องเสพเสมอ.
บทว่า อาหุตีนํ ปฏิคฺคหํ ความว่า เครื่องบูชาและเครื่องสักการะ ท่านเรียกว่าอาหุนะ เครื่องบูชา. อธิบายว่า การต้อนรับเช่นเดียวกับเจ้าของบ้านฉะนั้น.
บทว่า ถูปํ กตฺวาน เวฬุนา ความว่า กระทำเจดีย์ด้วยชิ้นไม้ไผ่.
บทว่า นานาปุปฺผํ สโมกิรึ ความว่า เราเกลี่ยลง คือบูชาด้วยดอกไม้เป็นอันมากมีดอกจำปาเป็นต้น.
บทว่า สมฺมุขา วิย สมฺพุทฺธํ ความว่า เราได้ไหว้ คือกระทำการนอบน้อมซึ่งพระเจดีย์อันสร้างขึ้นคือให้เกิดขึ้น เสมือนเฉพาะพระพักตร์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ยังทรงพระชนม์อยู่ โดยพิเศษยิ่ง.
คำที่เหลือมีอรรถรู้ได้ง่ายทั้งนั้นแล. จบอรรถกถาสกจิตตนิยเถราปทาน -----------------------------------------------------