๙. สุมนเถราปทาน (๖๙)
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
นวมํ สุมนตฺเถราปทานํ (๖๙)
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ สุมนเถราปทานที่ ๙ (๖๙) ว่าด้วยผลแห่งการถวายดอกมะลิ
|๗๑.๖๒| สุมโน นาม นาเมน มาลากาโร อหํ ตทา อทฺทสํ วิรชํ พุทฺธํ โลกาหุติปฏิคฺคหํ ฯ |๗๑.๖๓| อุโภหตฺเถหิ ปคฺคยฺห สุมนํ ปุปฺผมุตฺตมํ พุทฺธสฺส อภิโรเปสึ สิขิโน โลกพนฺธุโน ฯ |๗๑.๖๔| อิมาย ปุปฺผปูชาย เจตนาปณิธีหิ จ ทุคฺคตึ นาภิชานามิ พุทฺธปูชายิทํ ผลํ ฯ |๗๑.๖๕| เอกตฺตึเส อิโต กปฺเป ยํ ปุปฺผมภิโรปยึ ทุคฺคตึ นาภิชานามิ พุทฺธปูชายิทํ ผลํ ฯ |๗๑.๖๖| ฉพฺพีสติมฺหิ กปฺปมฺหิ จตฺตารสฺสุ มหายสา สตฺตรตนสมฺปนฺนา ราชาโน จกฺกวตฺติโน ฯ |๗๑.๖๗| ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา สุมโน เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ สุมนตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ
ในกาลนั้น เราเป็นนายมาลาการมีนามชื่อว่าสุมนะ ได้เห็นพระพุทธเจ้า ผู้ปราศจากธุลี ทรงสมควรรับเครื่องบูชาของโลก จึงเอามือทั้งสองประคอง ดอกมะลิที่บานดีบูชาแด่พระพุทธเจ้าพระนามว่าสิขี ผู้เป็นเผ่าพันธุ์ของโลก ด้วยการบูชาดอกไม้นี้ และด้วยการตั้งจิตไว้ เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็น ผลแห่งพุทธบูชา ในกัลปที่ ๓๑ แต่กัลปนี้ เราบูชาพระพุทธเจ้าด้วย ดอกไม้ใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา ในกัลปที่ ๒๖ แต่กัลปนี้ ได้มีพระเจ้าจักรพรรดิ ๔ พระองค์ ผู้มีพระยศ มาก ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราได้ทำแจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนา เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระสุมนเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. จบ สุมนเถราปทาน.
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๙. สุมนเถราปทาน ประวัติในอดีตชาติของพระสุมนเถระ (พระสุมนเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)
ครั้งนั้น ข้าพเจ้าเป็นช่างดอกไม้ มีนามว่าสุมนะ ได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากธุลีคือกิเลส ผู้สมควรรับเครื่องบูชาของชาวโลก
จึงใช้มือทั้ง ๒ ประคองดอกมะลิชั้นดี บูชาพระพุทธเจ้าพระนามว่าสิขี ผู้เป็นเผ่าพันธุ์ของโลก
ด้วยการบูชาด้วยดอกไม้นี้ และด้วยการตั้งเจตนาไว้มั่น @เชิงอรรถ : @ ดูเชิงอรรถข้อ ๙ หน้า ๒๐๓ ในเล่มนี้ @ ดูเชิงอรรถข้อ ๙ หน้า ๒๐๓ ในเล่มนี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๒๑๑}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๗. สกจิตตนิยวรรค] ๑๐. ปุปผจังโกฏิยเถราปทาน ข้าพเจ้าจึงไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระพุทธเจ้า
ในกัปที่ ๓๑ นับจากกัปนี้ไป ข้าพเจ้าได้ใช้ดอกไม้บูชาไว้ จึงไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระพุทธเจ้า
ในกัปที่ ๒๖ (นับจากกัปนี้ไป) ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๔ ชาติ มียศยิ่งใหญ่สมบูรณ์ด้วยรัตนะ ๗ ประการ
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าได้ทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล ได้ทราบว่า ท่านพระสุมนเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้สุมนเถราปทานที่ ๙ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๖๙. อรรถกถาสุมนเถราปทาน
อปทานของท่านพระสุมนเถระมีคำเริ่มต้นว่า สุมโน นาม นาเมน ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ได้บำเพ็ญโพธิสมภารไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพานในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิขี บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งนายมาลาการ เจริญวัยแล้วเกิดศรัทธา มีใจเลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคเจ้า ถือเอากำดอกมะลิบูชาด้วยมือทั้งสอง ด้วยบุญกรรมนั้นท่านเสวยสมบัติทั้งสอง ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย.
ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูล เจริญด้วยบุตรและภรรยา ท่านปรากฏโดยชื่อว่าสุมนะ เลื่อมใสในพระศาสดาบวชแล้ว ไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์.
ท่านเป็นพระอรหันต์แล้วระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า สุมโน นาม นาเมน ดังนี้.
ใจคือจิตของผู้ใดดี ผู้นั้นชื่อว่ามีใจดี ในกาลนั้นเราประกอบด้วยศรัทธาความเลื่อมใสและนับถือมาก ได้เป็นนายมาลาการโดยมีชื่อว่าสุมนะ.
บทว่า สิขิโน โลกพนฺธุโน ความว่า ชื่อว่าสิขี มีเปลวไฟสว่าง เพราะเปลวไฟที่โพลงแล้วย่อมสว่าง.
สิขีนั้นคืออะไร? คือเปลวไฟ. ที่ชื่อว่าสิขี เพราะส่องแสงดุจเปลวไฟ เปลวไฟย่อมไหม้ใบไม้ หญ้า ไม้และฟางเป็นต้นฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้าแม้นี้ก็ฉันนั้น ย่อมโชติช่วงด้วยรัศมีมีสีเขียวและสีเหลืองเป็นต้น ปรากฏในโลกสันนิวาสทั้งสิ้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้นามบัญญัติ นามกรรม นามไธย เพราะอรรถว่าทำกิเลสทั้งปวงอันตกอยู่ในสันดานตนให้เหือดแห้ง กำจัดเผาให้ไหม้เสีย.
บทว่า สกลโลกสฺส พนฺธุญาตโก ได้แก่ เป็นเผ่าพันธุ์แห่งโลก. อธิบายว่า เราได้ยกดอกมะลิขึ้นบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งโลกพระนามว่าสิขี นั้น. จบอรรถกถาสุมนเถราปทาน -----------------------------------------------------