๔. สูจิทายกเถราปทานที่ ๔ (๙๔)
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
จตุตฺถํ สูจิทายกตฺเถราปทานํ (๙๔)
๙๖|๙๖.๑๙| กมฺมาโรหํ ปุเร อาสึ พนฺธุมายํ ปุรุตฺตเม สูจิทานํ มยา ทินฺนํ วิปสฺสิสฺส มเหสิโน ฯ |๙๖.๒๐| วชิรคฺคสมญฺญาณํ โหติ กมฺเมน ตาทิสํ วิราโคมฺหิ วิมุตฺโตมฺหิ ปตฺโตมฺหิ อาสวกฺขยํ ฯ |๙๖.๒๑| อตีตา จ ภวา สพฺเพ วตฺตมานา จ อนาคตา ญาเณน วิจินึ สพฺพํ สูจิทานสฺสิทํ ผลํ ฯ |๙๖.๒๒| เอกนวุเต อิโต กปฺเป สตฺตาสุํ วชิราสมา สตฺตรตนสมฺปนฺนา จกฺกวตฺตี มหพฺพลา ฯ |๙๖.๒๓| ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา สูจิทายโก เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ สูจิทายกตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๔. สูจิทายกเถราปทาน ประวัติในอดีตชาติของพระสูจิทายกเถระ (พระสูจิทายกเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)
เมื่อก่อนข้าพเจ้าได้เป็นช่างทองอยู่ในกรุงพันธุมา ซึ่งเป็นกรุงที่ล้ำเลิศ ข้าพเจ้าได้ถวายเข็ม แด่พระพุทธเจ้าพระนามว่าวิปัสสี ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่
ญาณของข้าพเจ้าเสมอด้วยเพชรล้ำค่า เป็นเช่นนั้นเพราะกรรม ข้าพเจ้าเป็นผู้ปราศจากราคะ หลุดพ้นอย่างวิเศษ บรรลุความสิ้นอาสวะ
ข้าพเจ้าค้นคว้าภพทั้งที่เป็นอดีต ปัจจุบัน และอนาคตทั้งปวงได้ด้วยญาณ นี้เป็นผลแห่งการถวายเข็ม
ในกัปที่ ๙๑ นับจากกัปนี้ไป ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๗ ชาติ พระนามว่าวชิระ สมบูรณ์ด้วยรัตนะ ๗ ประการ มีพลานุภาพมาก
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าได้ทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล ได้ทราบว่า ท่านพระสูจิทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้สูจิทายกเถราปทานที่ ๔ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๒๔๑}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๙๔. อรรถกถาสูจิทายกเถราปทาน
อปทานของท่านพระสูจิทายกเถระมีคำเริ่มต้นว่า กมฺมาโรหํ ปุเร อาสึ ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ได้บำเพ็ญกุศลสมภารในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ บำเพ็ญพืชคือกุศลในระหว่างๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี บังเกิดในตระกูลแห่งช่างทอง เพราะถูกกรรมอย่างหนึ่งที่ตนกระทำไว้ในระหว่างๆ ตัดรอน. เจริญวัยแล้ว ถึงความสำเร็จในศิลปะด้วยตนเอง ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดาแล้วมีใจเลื่อมใสได้ถวายเข็มสำหรับเย็บจีวร.
ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านเสวยทิพยสมบัติ ครั้นภายหลังเกิดในมนุษย์ เสวยสมบัติทั้งหลายมีจักรพรรดิสมบัติเป็นต้น เป็นผู้มีปัญญาหลักแหลม มีญาณดังเพชรในภพที่ตนเกิดแล้วๆ.
ในพุทธุปบาทกาลนี้ ท่านบังเกิดโดยลำดับ เจริญวัยแล้วมีทรัพย์มาก เกิดศรัทธามีปัญญาหลักแหลม.
วันหนึ่ง ท่านฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดา ส่งญาณไปตามกระแสแห่งธรรม ได้เป็นพระอรหันต์บนอาสนะที่ตนนั่งนั่นแล.
ท่านเป็นพระอรหันต์แล้วระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า กมฺมาโรหํ ปุเร อาสึ ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กมฺมาโร ความว่า ช่างทองเป็นอยู่ งอกงาม ถึงความเจริญไพบูลย์ด้วยการงาน มีการงานที่ทำด้วยเหล็กและการงานที่ทำด้วยโลหะเป็นต้น ความว่า ในกาลก่อน คือในกาลบำเพ็ญบุญ เราได้เป็นช่างทอง.
คำที่เหลือในบททั้งปวงมีอรรถตื้นทั้งนั้นแล. จบอรรถกถาสูจิทายกเถราปทาน -----------------------------------------------------