๒. สิริมิตตเถรคาถา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา ๒. สิริมิตตเถรคาถา คาถาสุภาษิตของพระสิริมิตตเถระ
|๓๖๗.๕๐๒| ๒ อกฺโกธโน อนุปนาหี อมาโย ริตฺตเปสุโณ ส เว ตาทิสโก ภิกฺขุ เอวํ เปจฺจ น โสจติ ฯ |๓๖๗.๕๐๓| อกฺโกธโน อนุปนาหี อมาโย ริตฺตเปสุโณ คุตฺตทฺวาโร สทา ภิกฺขุ เอวํ เปจฺจ น โสจติ ฯ |๓๖๗.๕๐๔| อกฺโกธโน อนุปนาหี อมาโย ริตฺตเปสุโณ กลฺยาณสีโล โย ภิกฺขุ เอวํ เปจฺจ น โสจติ ฯ |๓๖๗.๕๐๕| อกฺโกธโน อนุปนาหี อมาโย ริตฺตเปสุโณ กลฺยาณมิตฺโต โย ภิกฺขุ เอวํ เปจฺจ น โสจติ ฯ |๓๖๗.๕๐๖| อกฺโกธโน อนุปนาหี อมาโย ริตฺตเปสุโณ กลฺยาณปญฺโญ โย ภิกฺขุ เอวํ เปจฺจ น โสจติ ฯ |๓๖๗.๕๐๗| ยสฺส สทฺธา ตถาคเต อจลา สุปติฏฺฐิตา สีลญฺจ ยสฺส กลฺยาณํ อริยกนฺตํ ปสํสิตํ |๓๖๗.๕๐๘| สงฺเฆ ปสาโท ยสฺสตฺถิ อุชุภูตญฺจ ทสฺสนํ อทลิทฺโทติ ตํ อาหุ อโมฆนฺตสฺส ชีวิตํ ฯ |๓๖๗.๕๐๙| ตสฺมา สทฺธญฺจ สีลญฺจ ปสาทํ ธมฺมทสฺสนํ อนุยุญฺเชถ เมธาวี สรํ พุทฺธาน สาสนนฺติ ฯ สิริมิตฺโต เถโร ฯ
ภิกษุใดไม่มักโกรธ ไม่ผูกโกรธไว้ ไม่มีมายา ไม่ส่อเสียด ภิกษุนั้นแลเป็นผู้คงที่ ด้วยข้อปฏิบัติตามที่กล่าวมาแล้วอย่างนี้ ภิกษุ นั้นย่อมไม่เศร้าโศกในโลกเบื้องหน้า ภิกษุใดไม่มักโกรธ ไม่ผูก โกรธไว้ ไม่มีมายา ไม่ส่อเสียด ภิกษุนั้นเป็นผู้มีทวารอัน คุ้มครองแล้วทุกเมื่อ ด้วยข้อปฏิบัติตามที่กล่าวแล้วอย่างนี้ ภิกษุ นั้นย่อมไม่เศร้าโศกในโลกเบื้องหน้า ภิกษุใดไม่มักโกรธ ไม่ผูก โกรธไว้ ไม่มีมายา ไม่ส่อเสียด มีศีลงาม ด้วยข้อปฏิบัติ ตามที่กล่าวมาแล้วอย่างนี้ ภิกษุนั้นย่อมไม่เศร้าโศกในโลกเบื้องหน้า ภิกษุใดไม่มักโกรธ ไม่ผูกโกรธไว้ ไม่มีมายา ไม่ส่อเสียด มี กัลยาณมิตร ด้วยข้อปฏิบัติตามที่กล่าวมาแล้วอย่างนี้ ภิกษุนั้น ย่อมไม่เศร้าโศกในโลกเบื้องหน้า ภิกษุใดไม่มักโกรธ ไม่ผูก โกรธไว้ ไม่มีมายา ไม่ส่อเสียด มีปัญญางาม ด้วยข้อปฏิบัติ ตามที่กล่าวมาแล้วอย่างนี้ ภิกษุนั้นย่อมไม่เศร้าโศกในโลกเบื้องหน้า ผู้ใดมีศรัทธาไม่หวั่นไหวในพระตถาคต ตั้งมั่นดีแล้ว มีศีลอันงาม อันพระอริยใคร่แล้ว สรรเสริญแล้ว มีความเลื่อมใสในพระสงฆ์ และมีความเห็นตรง บัณฑิตทั้งหลายกล่าวผู้นั้นว่า เป็นผู้ไม่ขัดสน ชีวิตของผู้นั้นไม่ไร้ประโยชน์ เพราะฉะนั้น นักปราชญ์เมื่อระลึกถึง คำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ก็ควรประกอบศรัทธา ศีล ปสาทะ และการเห็นธรรมเนืองๆ เถิด.
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๒. สิริมิตตเถรคาถา ภาษิตของพระสิริมิตตเถระ (พระสิริมิตตเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า)
ภิกษุใดไม่มักโกรธ ไม่ผูกโกรธ ไม่มีมายา ไม่ส่อเสียด ภิกษุนั้นผู้คงที่ละไปแล้ว ย่อมไม่เศร้าโศกด้วยข้อปฏิบัติตามที่กล่าวมานี้
ภิกษุใดไม่มักโกรธ ไม่ผูกโกรธ ไม่มีมายา ไม่ส่อเสียด ภิกษุนั้นคุ้มครองทวารไว้ได้ทุกเมื่อ ละไปแล้ว ย่อมไม่เศร้าโศกด้วยข้อปฏิบัติตามที่กล่าวมานี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๔๒๕}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา [๘. อัฏฐกนิบาต] ๒. สิริมิตตเถรคาถา
ภิกษุใดไม่มักโกรธ ไม่ผูกโกรธ ไม่มีมายา ไม่ส่อเสียด มีศีลงาม ภิกษุนั้นละไปแล้ว ย่อมไม่เศร้าโศกด้วยข้อปฏิบัติตามที่กล่าวมานี้
ภิกษุใดไม่มักโกรธ ไม่ผูกโกรธ ไม่มีมายา ไม่ส่อเสียด เป็นกัลยาณมิตร ภิกษุนั้นละไปแล้ว ย่อมไม่เศร้าโศกด้วยข้อปฏิบัติตามที่กล่าวมานี้
ภิกษุใดไม่มักโกรธ ไม่ผูกโกรธ ไม่มีมายา ไม่ส่อเสียด มีปัญญาดี ภิกษุนั้นละไปแล้ว ย่อมไม่เศร้าโศกในโลกหน้าด้วยข้อปฏิบัติตามที่กล่าวมานี้
ผู้ใดมีศรัทธาในพระตถาคตตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว มีศีล และมีกัลยาณธรรม ที่พระอริยเจ้าปรารถนาและสรรเสริญ
ผู้ใดมีความเลื่อมใสในพระสงฆ์ ทั้งมีความเห็นตรง พระอริยเจ้าทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ได้เรียกผู้นั้นว่า เป็นผู้ไม่ขัดสน ชีวิตของเขาก็ไม่ไร้ประโยชน์
เพราะฉะนั้น ผู้มีปัญญา เมื่อระลึกถึงคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย จึงควรประกอบศรัทธา ศีล ความเลื่อมใส และความเห็นธรรมไว้เนืองๆ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๔๒๖}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาสิริมิตตเถรคาถาที่ ๒
คาถาของท่านพระสิริมิตตเถระมีว่า อกฺโกธโน ดังนี้เป็นต้น.
เรื่องนี้มีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร?
ท่านพระสิริมิตตเถระแม้นี้เป็นผู้มีอธิการได้บำเพ็ญมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ ในภพนั้นๆ ได้สั่งสมกุศลซึ่งเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้ ในพุทธุปบาทกาลนี้ เกิดเป็นลูกชายของกุฎุมพีผู้มีทรัพย์มากในกรุงราชคฤห์ ได้มีนามว่าสิริมิตต์.
ได้ยินว่า มารดาของท่านสิริมิตต์นั้นเป็นน้องสาวของท่านสิริคุตต์
เรื่องของสิริคุตต์นั้นมาแล้วในอรรถกถาธรรมบทนั่นแล.
สิริมิตต์ผู้เป็นหลานชายของท่านสิริคุตต์นั้น พอเจริญวัยแล้วได้มีความเลื่อมใสต่อพระศาสดา ในเพราะการทรมานช้างธนบาล บรรพชาแล้วบำเพ็ญวิปัสสนา ไม่นานนักก็บรรลุพระอรหัต.
วันหนึ่ง ท่านขึ้นสู่อาสนะเพื่อสวดพระปาฏิโมกข์ จึงนั่งจับพัดวีชนีอันวิจิตร บอกธรรมแก่ภิกษุทั้งหลาย.
ท่านเมื่อจะบอก และเมื่อจะจำแนกแสดงคุณอันโอฬารยิ่ง จึงกล่าวคาถาเหล่านี้ว่า :-
ภิกษุใดไม่มักโกรธ ไม่ผูกโกรธไว้ ไม่มีมายา ไม่ส่อเสียด
ภิกษุนั้นแล เป็นผู้คงที่ ด้วยข้อปฏิบัติตามที่กล่าวมาแล้วอย่างนี้
ภิกษุนั้นละโลกไปแล้ว ย่อมไม่เศร้าโศก.
ภิกษุใดไม่มักโกรธ ไม่ผูกโกรธไว้ ไม่มีมายา ไม่ส่อเสียด
ภิกษุนั้นเป็นผู้มีทวารอันคุ้มครองแล้วทุกเมื่อ ด้วยข้อปฏิบัติตาม
ที่กล่าวมาแล้วอย่างนี้ ภิกษุนั้นละโลกไปแล้ว ย่อมไม่เศร้าโศก.
ภิกษุใดไม่มักโกรธ ไม่ผูกโกรธไว้ ไม่มีมายา ไม่ส่อเสียด
มีศีลงาม ด้วยข้อปฏิบัติตามที่กล่าวมาแล้วอย่างนี้ ภิกษุนั้นละ
โลกไปแล้ว ย่อมไม่เศร้าโศก.
ภิกษุใดไม่มักโกรธ ไม่ผูกโกรธไว้ ไม่มีมายา ไม่ส่อเสียด
มีกัลยาณมิตร ด้วยข้อปฏิบัติตามที่กล่าวมาแล้วอย่างนี้ ภิกษุนั้น
ละโลกไปแล้ว ย่อมไม่เศร้าโศก.
ภิกษุใดไม่มักโกรธ ไม่ผูกโกรธไว้ ไม่มีมายา ไม่ส่อเสียด
มีปัญญางาม ด้วยข้อปฏิบัติตามที่กล่าวมาแล้วอย่างนี้ ภิกษุนั้น
ละโลกไปแล้ว ย่อมไม่เศร้าโศก.
ผู้ใดมีศรัทธาไม่หวั่นไหวในพระตถาคตเจ้า ตั้งมั่นดีแล้ว
มีศีลอันงามอันพระอริยะชอบใจ สรรเสริญแล้ว มีความเลื่อมใส
ในพระสงฆ์ และมีความเห็นตรง บัณฑิตทั้งหลายกล่าวผู้นั้นว่า
เป็นคนไม่ขัดสน ชีวิตของผู้นั้นไม่ไร้ประโยชน์ เพราะฉะนั้น
นักปราชญ์เมื่อระลึกถึงคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ก็
ควรประกอบศรัทธา ศีลความเลื่อมใส และการเห็นธรรมเนืองๆ
เถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อกฺโกธโน ได้แก่ ผู้มีปกติไม่โกรธ. อธิบายว่า ก็เมื่อมีเหตุที่จะให้เกิดความโกรธปรากฏขึ้น ก็ดำรงอยู่ในอธิวาสนขันติ ไม่ยอมให้ความโกรธเกิดขึ้น.
บทว่า อนุปนาหี ได้แก่ ผู้ไม่ผูกโกรธไว้.
อธิบายว่า เพราะอาศัยความผิดที่คนพวกอื่นกระทำไว้ เป็นผู้มีปกติไม่ผูกโกรธโดยนัยเป็นต้นว่า เขาได้ด่าเรา ได้ฆ่าเรา ได้ชนะเรา ได้ลักสิ่งของของเราดังนี้.
ชื่อว่าผู้ไม่มีมายา เพราะมายาซึ่งมีลักษณะปกปิดความสงบและโทสะ ไม่มี.
ชื่อว่าผู้ไม่ส่อเสียด เพราะเว้นขาดจากวาจาส่อเสียด.
บทว่า ส เว ตาทิสโก ภิกฺขุ ได้แก่ ภิกษุนั้นคือผู้เห็นปานนั้น มีชาติอย่างนั้น เป็นผู้ประกอบด้วยคุณตามที่กล่าวมาแล้ว.
อธิบายว่า ด้วยข้อปฏิบัติตามที่กล่าวมาแล้วอย่างนี้ ภิกษุนั้นละโลกไปแล้ว ย่อมไม่เศร้าโศกในโลกหน้า เพราะว่าไม่มีเครื่องหมายแห่งความเศร้าโศก.
ชื่อว่าผู้มีทวารอันคุ้มครองแล้ว เพราะมีจักษุทวารเป็นต้น และมีกายทวารเป็นต้น อันคุ้มครองรักษาป้องกันแล้ว.
บทว่า กลฺยาณสีโล ได้แก่ ผู้มีศีลดี คือมีศีลอันบริสุทธิ์ดี.
บทว่า กลฺยาณมิตฺโต ความว่า กัลยาณมิตร เพราะอรรถว่ามีมิตรดีงามซึ่งมีลักษณะตามที่ท่านแสดงไว้อย่างนี้ว่า :-
เป็นที่รัก เป็นที่เคารพ เป็นที่น่ายกย่อง กล่าวแนะนำ
พร่ำสอน อดทนต่อถ้อยคำ อธิบายถ้อยคำที่ลึกซึ้งได้
ไม่ชักนำเพื่อนไปในทางที่ไม่ควร.
บทว่า กลฺยาณปญฺโญ ได้แก่ ผู้มีปัญญาดี.
อธิบายว่า ธรรมดาปัญญาที่ไม่ดี แม้จะไม่มีก็จริง ถึงอย่างนั้น ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ก็ด้วยอำนาจปัญญาอันเป็นเหตุนำออกจากสงสาร.
พระเถระครั้นแสดงถึงสัมมาปฏิบัติ ด้วยคาถาที่เป็นบุคลาธิษฐาน โดยยกเอาความไม่โกรธเป็นต้นขึ้นเป็นประธาน ด้วยอำนาจการข่ม และด้วยอำนาจการตัดเด็ดขาดซึ่งกิเลสมีความโกรธเป็นต้น ในคาถานั้นอย่างนี้แล้ว.
บัดนี้ เมื่อจะยกเอาศรัทธาที่เป็นโลกุตระอันตนได้สำเร็จแล้วเป็นต้นขึ้นแสดงถึงสัมมาปฏิบัติ ด้วยคาถาที่เป็นบุคลาธิษฐานล้วนๆ จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า ยสฺส สทฺธา ดังนี้.
เนื้อความแห่งบาทคาถานั้นว่า
บุคคลใดมีศรัทธาที่มาโดยมรรคซึ่งเป็นไปโดยนัยเป็นต้นว่า แม้เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นดังนี้ เพราะเหตุนั้นนั่นแหละจึงไม่หวั่นไหว คือไม่เอนเอียงในพระตถาคตสัมมาสัมพุทธเจ้า ตั้งมั่นแล้วด้วยดี.
บัณฑิตพึงนำบทว่า อตฺถิ มาเชื่อมเข้าด้วย.
บทว่า อริยกนฺตํ ได้แก่ อันพระอริยะทั้งหลายชอบใจ รักใคร่ เพราะไม่ละแม้ในระหว่างภพ.
บทว่า ปสํสิตํ มีวาจาประกอบความว่า อันบัณฑิตทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้นสรรเสริญแล้ว คือมีความยกย่อง ชมเชย.
ก็ศีลนี้นั้นมี ๒ อย่างคือ ศีลของคฤหัสถ์ และศีลของบรรพชิต.
ในบรรดาศีล ๒ อย่างเหล่านั้น ศีลคือสิกขาบท ๕ ที่คฤหัสถ์สามารถจะรักษาได้ ชื่อว่าศีลของคฤหัสถ์. ปาริสุทธิศีล ๔ ทั้งหมดจนถึงศีลคือสิกขาบท ๑๐ ชื่อว่าศีลของบรรพชิต
ศีลนี้นั้นแม้ทั้งหมด บัณฑิตพึงทราบว่างาม เพราะไม่ถูกความวิบัติมีความที่ศีลขาดเป็นต้น ถูกต้องแล้ว.
บทว่า สงฺเฆ ปสาโท ยสฺสตฺถิ ความว่า บุคคลใดมีความเลื่อมใสคือมีศรัทธาไม่หวั่นไหว ตั้งมั่นดีแล้วในพระอริยสงฆ์ โดยนัยมีอาทิว่า พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นผู้ปฏิบัติดี ดังนี้.
บัณฑิตพึงนำคำว่า อจโล สุปฺปติฏฺฐิโต ไม่หวั่นไหว ตั้งมั่นดีแล้วดังนี้ มาประกอบเข้าด้วย.
บทว่า อุชุภูตญฺจ ทสฺสนํ มีวาจาประกอบความว่า
บุคคลใดมีความเห็นแม้ทั้งสองอย่าง คือความเห็นว่าสัตว์มีกรรมเป็นของตน และความเห็นนามรูปพร้อมทั้งปัจจัย ตรงคือไม่งอ ไม่คด เพราะไม่มีความคดคือทิฏฐิ และเพราะไม่มีความคดคือกิเลส บุคคลนั้นชื่อว่ามีความไม่หวั่นไหว ตั้งมั่นดีแล้ว.
บทว่า อทลิทฺโท ความว่า พระอริยะทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้นกล่าวผู้นั้นคือบุคคลเช่นนั้นว่า เป็นผู้ไม่ขัดสน เพราะเขามีทรัพย์อันหมดจดด้วยดีเหล่านี้คือ ทรัพย์คือศรัทธา ทรัพย์คือศีล ทรัพย์คือสุตะ ทรัพย์คือจาคะ และทรัพย์คือปัญญา.
บทว่า อโมฆํ ตสฺส ชีวิตํ ความว่า ชีวิตของผู้นั้นคือผู้เห็นปานนั้น ไม่ไร้ประโยชน์คือไม่ว่างจากการบรรลุถึงประโยชน์มีประโยชน์ที่เป็นทิฏฐธรรมเป็นต้น ได้แก่บัณฑิตทั้งหลายกล่าวว่ามีผลเท่านั้น.
บทว่า ตสฺมา ความว่า เพราะบุคคลผู้ประกอบด้วยคุณมีศรัทธาตามที่กล่าวไว้แล้วเป็นต้น บัณฑิตเรียกว่าเป็นผู้ไม่ขัดสน มีชีวิตไม่ไร้ประโยชน์ ฉะนั้น ถึงตัวเราก็พึงเป็นผู้เช่นนั้นบ้าง.
บทว่า สทฺธญฺจ ฯ เป ฯ สาสนํ ความว่า กุลบุตร เมื่อหวนระลึกถึงคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลายที่ตรัสไว้แล้ว โดยนัยเป็นต้นว่า การไม่กระทำบาปทั้งปวง ดังนี้ พึงประกอบคือพึงพอกพูน ศรัทธา ศีล เหตุแห่งการเห็นธรรม ความหลุดพ้น ด้วยความปรารถนาดีในธรรมและความเลื่อมใส ให้เจริญขึ้นเถิด.
พระเถระเมื่อจะประกาศคุณที่มีอยู่ในตน ด้วยมุ่งแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลายอย่างนั้น จึงพยากรณ์พระอรหัตผล.
จบอรรถกถาสิริมิตตเถรคาถาที่ ๒ -----------------------------------------------------