อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๑๑๑

๑. อภิชชมานเปตวัตถุ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๑๑พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 1 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 1 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 21 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

ตติโย จูฬวคฺโค

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา จูฬวรรคที่ ๓ ๑. อภิชชมานเปตวัตถุ ว่าด้วยบุพกรรมของเปรตเปลือย โกสิยมหาอำมาตย์ของพระเจ้าพิมพิสาร ถามเปรตตนหนึ่งว่า

ข้อ ๑๑๑

|๑๑๑.๓๗๐| ๑ อภิชฺชมาเน วาริมฺหิ คงฺคาย อิธ คจฺฉสิ นคฺโค ปุพฺพฑฺฒเปโตว มาลาธารี อลงฺกโต กุหึ คมิสฺสสิ เปโต กตฺถ วาโส ภวิสฺสตีติ ฯ |๑๑๑.๓๗๑| จุนฺทฏฺฐิลํ คมิสฺสามิ เปโต โส อิติ ภาสติ อนฺตเร วาสภคามํ พาราณสิยา ว สนฺติเก ฯ |๑๑๑.๓๗๒| ตญฺจ ทิสฺวา มหามตฺโต โกลิโย อิติ วิสฺสุโต สตฺตุภตฺตญฺจ เปตสฺส ปีตกญฺจ ยุคํ อทา ฯ |๑๑๑.๓๗๓| นาวาย ติฏฺฐมานาย กปฺปกสฺส อทาปยิ กปฺปกสฺส ปทินฺนมฺหิ ฐาเน เปตสฺส ทิสฺสถ ฯ |๑๑๑.๓๗๔| ตโต สุวตฺถวสโน มาลาธารี อลงฺกโต ฐาเน ฐิตสฺส เปตสฺส ทกฺขิณา อุปกปฺปถ ตสฺมา ทชฺเชถ เปตานํ อนุกมฺปาย ปุนปฺปุนนฺติ ฯ |๑๑๑.๓๗๕| สาหุนฺนวาสิโน เอเก อญฺเญ เกสนิวาสิโน เปตา ภตฺตาย คจฺฉนฺติ ปกฺกมนฺติ ทิโส ทิสํ ฯ |๑๑๑.๓๗๖| ทูเรเปเก ปธาวิตฺวา อลทฺธา จ นิวตฺตเร ฉาตา ปมุจฺฉิตา คนฺตฺวา ภูมิยํ ปฏิสุมฺภิตา |๑๑๑.๓๗๗| เกจิ ตตฺถ จ ปติตา ภูมิยํ ปฏิสุมฺภิตา ปุพฺเพ อกตกลฺยาณา อคฺคิทฑฺฒาว อาตเป ฯ |๑๑๑.๓๗๘| มยํ ปุพฺเพ ปาปธมฺมา ฆรณี กุลมาตโร สนฺเตสุ เทยฺยธมฺเมสุ ทีปํ นากมฺห อตฺตโน ฯ |๑๑๑.๓๗๙| ปหูตํ อนฺนปานํ หิ อปิสฺสุ อวกิรียติ สมคฺคเต ปพฺพชิเต น จ กิญฺจิ อทมฺหเส ฯ |๑๑๑.๓๘๐| อกมฺมกามา อลสา สาธุกามา มหคฺฆสา อาโลปปิณฺฑทาตาโร ปฏิคฺคเห ปริภาสิตา ฯ |๑๑๑.๓๘๑| เต ฆรา ตา ว ทาสิโย ตาเนวาภรณานิ โน เต อญฺเญ ปริจาเรนฺติ มยํ ทุกฺขสฺส ภาคิโน |๑๑๑.๓๘๒| เวณึ วา อวญฺญา โหนฺติ รถการี จ ทุพฺภิกา จณฺฑาลี กปณา โหนฺติ กปฺปกา จ ปุนปฺปุนํ ฯ |๑๑๑.๓๘๓| ยานิ ยานิ นิหีนานิ กุลานิ กปณานิ จ เตสุ เตเสฺวว ชายนฺติ เอสา มจฺฉริโน คติ ฯ |๑๑๑.๓๘๔| ปุพฺเพ จ กตกลฺยาณา ทายกา วีตมจฺฉรา สคฺคนฺเต ปริปูเรนฺติ โอภาเสนฺติ จ นนฺทนํ ฯ |๑๑๑.๓๘๕| เวชยนฺเต จ ปาสาเท รมิตฺวา กามกามิโน อุจฺจากุเลสุ ชายนฺติ สโภเคสุ ตโต จุตา ฯ |๑๑๑.๓๘๖| กูฏาคาเร จ ปาสาเท ปลฺลงฺเก โคณกตฺถเต วีชิตงฺคา โมรหตฺเถหิ กุเล ชาตา ยสสฺสิโน ฯ |๑๑๑.๓๘๗| องฺคโต องฺคํ คจฺฉนฺติ มาลาธารี อลงฺกตา ชาติโย อุปติฏฺฐนฺติ สายํ ปาตํ สุเขสิโน ฯ |๑๑๑.๓๘๘| นยิทํ อกตปุญฺญานํ กตปุญฺญานเมวิทํ อโสกํ นนฺทนํ รมฺมํ ติทสานํ มหาวนํ |๑๑๑.๓๘๙| สุขํ อกตปุญฺญานํ อิธ นตฺถิ ปรตฺถ จ สุขญฺจ กตปุญฺญานํ อิธ เจว ปรตฺถ จ ฯ |๑๑๑.๓๙๐| เตสํ สหพฺยกามานํ กตฺตพฺพํ กุสลํ พหุํ กตปุญฺญา หิ โมทนฺติ สคฺเค โภคสมงฺคิโนติ ฯ อภิชฺชมานเปตวตฺถุ ปฐมํ ฯ

ดูกรเปรต ท่านเป็นผู้เปลือยกาย มีร่างกายเป็นเปรตกึ่งหนึ่งทัดทรง ดอกไม้ ตกแต่งร่างกาย เดินไปในน้ำอันไม่ขาดสายในแม่น้ำคงคานี้ ท่านจักไปไหน ที่อยู่ของท่านอยู่ที่ไหน? เพื่อจะแสดงเนื้อความที่เปรตนั้น และโกสิยมหาอำมาตย์กล่าวแล้ว พระสังคีติกาจารย์ จึงกล่าวคาถาความว่า เปรตนั้นกล่าวว่า ข้าพเจ้าจักไปยังบ้านจุนทัฏฐิละ อันอยู่ในระหว่าง แห่งวาสภคามกับเมืองพาราณสี แต่บ้านนั้นอยู่ใกล้เมืองพาราณสี ก็มหา อำมาตย์อันปรากฏชื่อว่าโกลิยะเห็นเปรตนั้นแล้ว ได้ให้ข้าวสัตตูและคู่ ผ้าสีเหลืองแก่เปรตนั้น เมื่อเรือหยุดเดิน ได้ให้ข้าวสัตตูและคู่ผ้าแก่ อุบาสกเมื่อคู่ผ้าอันโกลิยะอำมาตย์ให้ช่างกัลบกแล้ว ผ้านุ่งผ้าห่มก็ปรากฏ แก่เปรตทันที ภายหลัง เปรตนั้นนุ่งห่มผ้าดีแล้ว ทัดทรงดอกไม้ตบแต่ง ร่างกายด้วยอาภรณ์ ทักษิณาย่อมเข้าไปสำเร็จแก่เปรตนั้น ผู้อยู่แล้วใน ที่นั้น เพราะฉะนั้น บัณฑิตผู้มีปัญญา พึงให้ทักษิณาบ่อยๆ เพื่อ อนุเคราะห์แก่เปรตทั้งหลาย เปรตเหล่าอื่น บางพวกนุ่งผ้าขี้ริ้วขาดรุ่งริ่ง บางพวกนุ่งผม หลีกไปสู่ทิศน้อยใหญ่เพื่อหาอาหาร บางพวกวิ่งไปแม้ ในที่ไกลไม่ได้แล้วกลับมา บางพวกสลบแล้วเพราะความหิวกระหาย นอนกลิ้งไปบนพื้นดิน บางพวกล้มลงที่แผ่นดินในที่ตนวิ่งไปนั้นร้อง ไห้ร่ำไรว่า เมื่อก่อน เราทั้งหลายไม่ได้ทำกุศลไว้จึงได้ถูกไฟคือความหิว และความกระหายเผาอยู่ ดุจถูกไฟเผาแล้วในที่ร้อน เมื่อก่อน พวก เรามีธรรมอันลามก เป็นหญิงแม่เรือนมารดาทารกในตระกูล เมื่อ ไทยธรรมทั้งหลายมีอยู่ไม่กระทำพึงแก่ตน เออ ก็ข้าวและน้ำมีมาก แต่ เราไม่กระทำการแจกจ่ายให้ทาน และไม่ได้ให้อะไรในบรรพชิตทั้งหลาย ผู้ปฏิบัติชอบ อยากทำแต่กรรมที่คนดีไม่พึงทำ เป็นคนเกียจคร้านใคร่แต่ ความสำราญและของที่อร่อย กินมาก ให้แต่เพียงโภชนะก้อนหนึ่ง ด่าตัดพ้อปฏิคาหกผู้รับอาหาร เรือน พวกทาสีทาสาและผ้าอาภรณ์ของ เราเหล่านั้น ไม่สำเร็จประโยชน์แก่พวกเรา กลายเป็นของคนอื่นไป หมด เรามีแต่ส่วนแห่งทุกข์ เราจุติจากเปรตนี้แล้ว จักไปเกิดในตระกูล อันต่ำช้าเลวทราม คือ ตระกูลจักสาน ตระกูลช่างรถ ตระกูลนายพราน ตระกูลคนจัณฑาล ตระกูลคนกำพร้า ตระกูลช่างกัลบก นี้เป็นคติแห่ง ความตระหนี่ ส่วนทายกทั้งหลายผู้มีกุศลอันทำไว้แล้วในชาติก่อน ปราศจากความตระหนี่ ย่อมยังสวรรค์ให้บริบูรณ์ และย่อมยังนันทนวัน ให้สว่างไสวรื่นรมย์แล้วในเวชยันตปราสาทสำเร็จความปรารถนา ครั้น จุติจากเทวโลกแล้ว ย่อมเกิดในตระกูลสูง มีโภคะมาก คือ ในตระกูล แห่งบุคคลมีเรือนยอดและปราสาทราชมนเทียรมีบัลลังก์อันลาดแล้วด้วย ผ้าโกเชาว์ มีเหล่าบุรุษและสตรีถือพัดอันประดับแล้วด้วยแววหางนกยูง คอยพัดอยู่ ในเวลาเป็นทารกก็ทัดทรงดอกไม้ ตบแต่งร่างกาย หมู่ ญาติและพี่เลี้ยงนางนมผลัดกันอุ้ม ไม่ต้องลงสู่พื้นดิน อันชนทั้งหลาย ผู้ปรารถนาความสุขเข้าไปบำรุงอยู่ทั้งเช้าและเย็นตลอดชาติ สวนใหญ่ แห่งเทวดาชาวไตรทศเทพชื่อว่านันทนวัน อันเป็นสถานไม่เศร้าโศก น่ารื่นรมย์นี้ย่อมไม่มีแก่ชนทั้งหลายผู้ไม่ได้ทำบุญไว้ ย่อมมีแต่เฉพาะ เหล่าชนผู้มีบุญอันทำไว้แล้วเท่านั้น ความสุขในโลกนี้และในปรโลก ย่อมไม่มีแก่เหล่าชนผู้ไม่ทำบุญ ความสุขในโลกนี้และโลกหน้า ย่อมมี เฉพาะแก่เหล่าชนผู้ทำบุญไว้ ผู้ปรารถนาความเป็นสหายแห่งเทวดาชาว ไตรทศเทพ พึงทำบุญกุศลไว้ให้มาก เพราะว่าบุคคลผู้ทำบุญไว้แล้ว ย่อมบันเทิงใจอยู่ในสวรรค์เพรียบพร้อมไปด้วยโภคสมบัติ. จบ อภิชชมานเปตวัตถุที่ ๑

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ [๓. จูฬวรรค] ๑. อภิชชมานเปตวัตถุ ๓. จูฬวรรค หมวดเล็ก ๑. อภิชชมานเปตวัตถุ เรื่องเปรตผู้เดินทวนกระแสน้ำอันไหลไม่ขาดสาย (โกลิยมหาอำมาตย์ของพระเจ้าพิมพิสาร ถามเปรตตนหนึ่งว่า)

ข้อ ๓๘๗

ท่านเปลือยกาย เหมือนกับเปรตครึ่งท่อน ทัดทรงดอกไม้ ตกแต่งร่างกาย เดินอยู่ในที่นี้ ซึ่งมีน้ำในแม่น้ำคงคาไหลไม่ขาดสาย ท่านจักไปไหนนะเปรต ท่านอยู่ประจำที่ไหน (พระสังคีติกาจารย์กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า)

ข้อ ๓๘๘

เปรตนั้นกล่าวว่า ข้าพเจ้าจักไปยังบ้านจุนทัฏฐิละ ซึ่งอยู่ในระหว่างวาสภคามกับกรุงพาราณสี

ข้อ ๓๘๙

อนึ่งมหาอำมาตย์ซึ่งปรากฏชื่อว่า โกลิยะ เห็นเปรตนั้นแล้ว จึงได้ให้ข้าวสัตตุ และผ้าสีเหลืองคู่หนึ่งแก่เปรต

ข้อ ๓๙๐

เมื่อเรือหยุด ได้สั่งให้สิ่งของเหล่านั้นแก่อุบาสกผู้เป็นช่างกัลบก ผ้านุ่งผ้าห่มก็ปรากฏแก่เปรตทันที ในขณะที่มหาอำมาตย์ได้ให้ผ้าคู่หนึ่งแก่อุบาสกซึ่งเป็นช่างกัลบก

ข้อ ๓๙๑

ลำดับนั้น เปรตนั้นนุ่งห่มผ้าเรียบร้อย ทัดทรงดอกไม้ ตกแต่งร่างกายอย่างสวยงาม ทักษิณาย่อมสำเร็จแก่เปรตผู้ดำรงอยู่ในฐานะ เพราะฉะนั้นผู้มีปัญญาพึงให้ทานบ่อยๆ เพื่ออนุเคราะห์เปรตทั้งหลาย @เชิงอรรถ : @ ข้าวตู คือข้าวตากคั่วแล้วตำเป็นผงเคล้ากับน้ำตาลและมะพร้าว (ขุ.เป.อ. ๓๘๙/๑๘๑)@ เปรตที่อยู่ในฐานะที่จะรับส่วนบุญที่ผู้อื่นอุทิศให้ เช่น ขุปปิปาสิกเปรต เปรตที่หิวกระหายอยู่เป็นนิตย์@วันตาสเปรต เปรตที่กินน้ำมูกน้ำลายที่เขาบ้วนทิ้งแล้ว ปรทัตตูปชีวิเปรต เปรตที่อาศัยอาหารที่คนอื่น@เขาให้ นิชฌามตัณหิกเปรต เปรตที่ถูกตัณหาแผดเผา เป็นต้น (ขุ.ขุ.อ. ๑๒/๑๙๐)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๒๒๙}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ [๓. จูฬวรรค] ๑. อภิชชมานเปตวัตถุ

ข้อ ๓๙๒

เปรตเหล่าอื่นบางพวกนุ่งผ้าขี้ริ้วขาดรุ่งริ่ง บางพวกนุ่งเส้นผม หลีกไปยังทิศน้อยใหญ่เพื่อหาอาหาร

ข้อ ๓๙๓

บางพวกวิ่งไปแม้ในที่ไกล กลับมาโดยไม่ได้อะไรเลย บางพวกหิวจัดจนเป็นลมล้มสลบกลิ้งไปบนพื้นดิน

ข้อ ๓๙๔

บางพวกไม่ได้ทำความดีไว้ในชาติก่อน ไม่ได้อะไรเลย ล้มกลิ้งบนพื้นดินเหมือนถูกไฟเผาอยู่กลางแดด ประสบความเดือดร้อน คร่ำครวญว่า

ข้อ ๓๙๕

ในชาติก่อน พวกเราเป็นหญิงแม่เรือน เป็นมารดาทารกในตระกูล เป็นคนมีบาป เมื่อไทยธรรมมีอยู่ ไม่ได้ทำที่พึ่งให้แก่ตน

ข้อ ๓๙๖

แม้ข้าวและน้ำมีมากแต่เราไม่ได้แจกจ่ายให้ทาน และไม่ได้ถวายอะไรแก่บรรพชิตผู้ปฏิบัติชอบ

ข้อ ๓๙๗

อยากทำแต่กรรมที่คนดีไม่พึงทำ เป็นคนเกียจคร้าน ใคร่แต่ความสำราญและกินจุ แม้ผู้ที่ให้ก้อนข้าวปฏิคาหกเพียงคำหนึ่ง ตนก็ยังด่า

ข้อ ๓๙๘

เรือน คนรับใช้ชายหญิง และผ้าอาภรณ์เหล่านั้นเป็นของพวกเรา แต่คนเหล่าอื่นเอาไปใช้สอย พวกเราจึงประสบแต่ทุกข์

ข้อ ๓๙๙

ช่างจักสานก็ดี ช่างหนังก็ดี คนประทุษร้ายมิตรก็ดี คนจัณฑาลก็ดี คนกำพร้าก็ดี ช่างกัลบกก็ดี มักถูกดูหมิ่นอยู่ร่ำไป

ข้อ ๔๐๐

เปรตทั้งหลายจุติจากเปตวิสัยแล้ว ย่อมเกิดในตระกูลเหล่านั้น ซึ่งเป็นตระกูลต่ำและขัดสน นี้เป็นที่เกิดสำหรับคนตระหนี่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๒๓๐}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ [๓. จูฬวรรค] ๑. อภิชชมานเปตวัตถุ

ข้อ ๔๐๑

ส่วนคนทั้งหลายทำความดีไว้ในชาติปางก่อน มีปกติให้ ปราศจากความตระหนี่ พวกเขาย่อมทำสวรรค์ให้เต็มบริบูรณ์ และเปล่งรัศมีสว่างไสวทั่วนันทวัน

ข้อ ๔๐๒

บริโภคกามคุณตามความปรารถนา รื่นรมย์ในเวชยันตปราสาท จุติจากเทวโลกนั้นแล้ว ย่อมเกิดในตระกูลสูง มีโภคสมบัติมาก

ข้อ ๔๐๓

คือ เกิดในตระกูลแห่งบุคคลผู้มีบริวารยศ ซึ่งมีคนถือพัดแววหางนกยูง คอยพัดอยู่บนบัลลังก์ที่ปูลาดด้วยผ้าขนสัตว์ ในเรือนยอดและปราสาทราชมนเทียร

ข้อ ๔๐๔

(ในเวลาเป็นทารก) ก็ทัดทรงดอกไม้ ตบแต่งร่างกาย หมู่ญาติและพี่เลี้ยงนางนมผลัดกันอุ้ม เหล่าพี่เลี้ยงนางนมปรารถนาความสุข พากันบำรุงอยู่ทั้งเช้าและเย็น

ข้อ ๔๐๕

ป่าใหญ่ของเหล่าเทพชั้นดาวดึงส์ซึ่งปราศจากความเศร้าโศก น่ารื่นรมย์ยินดี เป็นสถานที่ซึ่งดิฉันได้แล้วนี้ ย่อมไม่มีแก่ผู้ที่ไม่ได้ทำบุญไว้ แต่ย่อมมีแก่ผู้ที่ทำบุญไว้เท่านั้น

ข้อ ๔๐๖

ส่วนผู้ที่ไม่ได้ทำบุญไว้ ย่อมไม่มีความสุขทั้งในโลกนี้ทั้งในโลกหน้า แต่ผู้ที่ได้ทำบุญไว้แล้ว ย่อมมีความสุขทั้งในโลกนี้ทั้งในโลกหน้า

ข้อ ๔๐๗

ผู้ปรารถนาจะอยู่ร่วมกับเทพชั้นดาวดึงส์เหล่านั้น ต้องทำบุญกุศลไว้ให้มาก เพราะว่าเหล่าชนผู้ทำบุญไว้แล้ว ย่อมเพียบพร้อมด้วยโภคสมบัติ ร่าเริงบันเทิงอยู่ในสวรรค์ อภิชชมานเปตวัตถุที่ ๑ จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๒๓๑}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

จูฬวรรคที่ ๓ อรรถกถาอภิชชมานเปตวัตถุที่ ๑

เมื่อพระศาสดาเสด็จประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภเปรตพรานตนหนึ่ง จึงตรัสพระคาถานี้ มีคำเริ่มต้นว่า อภิชฺชมาเน วาริมฺหิ ดังนี้.

ได้ยินว่า ในกรุงพาราณสีได้มีพรานคนหนึ่งอยู่ในบ้านชื่อว่าจุนทัฏฐิละ เลยวาสภคาม ฝั่งแม่น้ำคงคาในด้านอีกทิศหนึ่ง. เขาล่าเนื้อในป่าย่างเนื้อล่ำๆ กิน ที่เหลือเอาห่อใบไม้หามมาเรือน. พวกเด็กเล็กๆ เห็นเขาที่ประตูบ้านจึงวิ่งเหยียดมือร้องขอว่า จงให้เนื้อฉัน จงให้เนื้อฉัน. เขาได้ให้เนื้อแก่เด็กเหล่านั้นคนละน้อยๆ.

ภายหลังวันหนึ่ง พวกเด็กเห็นเขาที่ประตูบ้าน ผู้ไม่ได้เนื้อ ประดับดอกราชพฤกษ์และหอบเอาไปบ้านเป็นจำนวนมาก จึงวิ่งเหยียดมือร้องขอว่า จงให้เนื้อฉัน จงให้เนื้อฉัน เขาได้ให้ดอกนมแมวแก่เด็กเหล่านั้นคนละดอก.

ครั้นสมัยต่อมา เขาทำกาละแล้วบังเกิดในหมู่เปรต เป็นผู้เปลือยกายมีรูปน่าเกลียด เห็นเข้าน่าสะพรึงกลัว ไม่รู้จักข้าวและน้ำแม้แต่ในความฝัน ทัดทรงกำดอกราชพฤกษ์และดอกโกสุมบนศีรษะ คิดว่าเราจักได้อะไรๆ ในสำนักของพวกญาติในจุนทัฏฐิลคาม เมื่อน้ำในแม่น้ำคงคาไหลไม่ขาดสาย จึงเดินทวนกระแสน้ำไป.

ก็สมัยนั้น อำมาตย์ของพระเจ้าพิมพิสาร ชื่อว่าโกลิยะ ปราบปัจจันตนครซึ่งกำเริบเสิบสานให้สงบแล้วก็กลับมา จึงส่งพลบริวารมีพลช้าง และพลม้าเป็นต้นไปทางบก ส่วนตนเองมาทางเรือตามกระแสแม่น้ำคงคา เห็นเปรตนั้นกำลังเดินไปอย่างนั้น.

เมื่อจะถาม จึงกล่าวคาถาว่า :-

ดูก่อนเปรต ท่านเป็นผู้เปลือยกาย มีร่างกายเป็นเปรตกึ่งหนึ่ง ทัดทรงดอกไม้ ตกแต่งร่างกายเดินไปในน้ำที่ไหลไม่ขาดสายในแม่น้ำคงคานี้ ท่านจักไปไหน ที่อยู่ของท่านอยู่ที่ไหน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อภิชฺชมาเน ได้แก่ ไม่แยกกัน คือยังติดกันโดยการย่างเท้า.

บทว่า วาริมฺหิ คงฺคาย ได้แก่ น้ำในแม่น้ำคงคา.

บทว่า อิธ คือ ในที่นี้.

บทว่า ปุพฺพทฺธเปโตว ความว่า มีร่างกายข้างหน้ากึ่งหนึ่ง ไม่เหมือนเปรต คือเหมือนเทพบุตร ไม่นับเนื่องในกำเนิดเปรต. เพื่อจะเลี่ยงคำถามว่า อย่างไร? ท่านจึงกล่าวว่า เป็นผู้ทัดทรงดอกไม้ประดับประดา. อธิบายว่า ประดับประดาด้วยดอกไม้ คล้องไว้ที่ศีรษะ.

บทว่า กสฺส วาโส ภวิสฺสติ ความว่า ที่อยู่ของท่าน อยู่ในบ้านไหน หรือในประเทศไหน ท่านจงบอกเรื่องนั้น.

บัดนี้ เพื่อจะแสดงคำที่เปรตนั้นและโกลิยอำมาตย์กล่าวในกาลไร พระสังคีติกาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวคาถาว่า :-

เปรตนั้นกล่าวว่า ข้าพเจ้าจักไปยังบ้านจุนทัฏฐิละอันอยู่ในระหว่างวาสภคามกับกรุงพาราณสี แต่บ้านนั้นอยู่ใกล้กรุงพาราณสี ก็มหาอำมาตย์อันปรากฏชื่อว่าโกลิยะ เห็นเปรตนั้นแล้ว ได้ให้ข้าวสตูและคู่ผ้าสีเหลืองแก่เปรตนั้น เมื่อเรือหยุดเดินได้ให้ข้าวสตูและคู่ผ้าแก่อุบาสกช่างกัลบก เมื่อคู่ผ้าอันโกลิยะให้ช่างกัลบกแล้ว ผ้านุ่งผ้าห่มก็ปรากฏแก่เปรตทันที ภายหลัง เปรตนั้นนุ่งห่มผ้าดีแล้ว ทัดทรงดอกไม้ตกแต่งร่างกายด้วยอาภรณ์.

ทักษิณาย่อมสำเร็จแก่เปรตนั้นผู้อยู่ในที่นั้น เพราะฉะนั้น บัณฑิตผู้มีปัญญาพึงให้ทักษิณบ่อยๆ เพื่ออนุเคราะห์แก่เปรตทั้งหลาย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จุนฺทฏฺฐิลํ ได้แก่ บ้านอันมีชื่ออย่างนั้น.

บทว่า อนฺตเร วาสภคามํ พาราณสึ จ สนฺติเก ได้แก่ ในระหว่างวาสภคามและกรุงพาราณสี.

จริงอยู่ บทว่า อนฺตเร วาสภคามํ พาราณสึ จ สนฺติเก นี้เป็นทุติยาวิภัติ ใช้ในอรรถแห่งฉัฏฐีวิภัติ เพราะประกอบด้วย อนฺตราศัพท์.

จริงอยู่ บ้านนั้นอยู่ในที่ใกล้กรุงพาราณสีแล.

ก็ในข้อนั้น มีอธิบายดังนี้ว่า

ในระหว่างวาสภคามและกรุงพาราณสี ข้าพเจ้าจักไปบ้านชื่อว่าจุนทัฏฐิลคาม ไม่ไกลแต่กรุงพาราณสี.

บทว่า โกลิโย อิติ วิสฺสุโต ได้แก่ มีชื่อปรากฏอย่างนี้ว่า โกลิยะ.

บทว่า สตฺตุํ ภตฺตญฺจ ได้แก่ ข้าวสตูและภัต.

บทว่า ปีตกญฺจ ยุคํ อทา ความว่า ได้ให้คู่ผ้าคู่หนึ่งสีเหลือง คือสีเหมือนทองคำ.

หากเมื่อเขาถามว่า ได้ให้เมื่อไร? จึงกล่าวตอบว่า ได้ให้เมื่อเรือหยุด.

บทว่า กปฺปกสฺส อทาปยิ มีวาจาประกอบความว่า ได้หยุดเรือซึ่งกำลังแล่น ได้ให้แก่อุบาสกช่างกัลบกคนหนึ่งในที่นั้น เมื่อโกลิยอำมาตย์ให้คู่ผ้านั้น.

บทว่า ฐาเน คือ โดยทันที ได้แก่ในขณะนั้นนั่นเอง.

บทว่า เปตสฺส ทิสฺสถ ความว่า ได้ปรากฏในร่างของเปรต คือผ้านุ่งและผ้าห่มได้สำเร็จแก่เปรตนั้น. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ภายหลังเปรตนั้นนุ่งห่มดีแล้ว ทัดทรงดอกไม้ ตกแต่งร่างกายด้วยเครื่องอาภรณ์. อธิบายว่า นุ่งห่มผ้าดีแล้ว ประดับประดาตกแต่งด้วยอาภรณ์คือดอกไม้.

บทว่า ฐาเน ฐิตสฺส เปตสฺส อุปกปฺปถ ความว่า ก็เพราะทักษิณานั้นตั้งอยู่ในฐานะอันควรแก่พระทักขิไณยบุคคล ย่อมสำเร็จ คือได้ถึงการประกอบเป็นพิเศษแก่เปรตนั้น.

บทว่า ตสฺมา ทชฺเชถ เปตานํ อนุกมฺปาย ปุนปฺปุนํ ความว่า พึงให้ทักษิณาบ่อยๆ เพื่ออนุเคราะห์เปรต คือเพื่ออุทิศเปรต.

ลำดับนั้น โกลิยมหาอำมาตย์นั้น เมื่อจะอนุเคราะห์เปรตนั้นจึงให้สำเร็จทานวิธีมาตามกระแสน้ำ เมื่อพระอาทิตย์อุทัยได้ถึงกรุงพาราณสี.

ฝ่ายพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาทางอากาศ เพื่ออนุเคราะห์เปรตเหล่านั้น ได้ประทับยืนที่ฝั่งแม่น้ำคงคา.

ฝ่ายโกลิยมหาอำมาตย์ลงจากเรือแล้วหรรษาร่าเริง นิมนต์พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญ ขอพระองค์ทรงรับภัตตาหารของข้าพระองค์ในวันพรุ่งนี้ เพื่ออนุเคราะห์ข้าพระองค์.

พระศาสดาทรงรับด้วยดุษณีภาพ.

โกลิยมหาอำมาตย์นั้นได้ทราบว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับแล้ว จึงให้สร้างสาขามณฑปใหญ่ในภูมิภาคอันน่ารื่นรมย์ในขณะนั้นนั่นเอง ให้ประดับประดาด้วยผ้าต่างชนิดอันวิจิตรด้วยสีย้อมต่างๆ ทั้งเบื้องบนและด้านข้างๆ ทั้ง ๔ ด้าน ได้ให้ปูอาสนะถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าในที่นั้น.

พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งบนอาสนะที่ตบแต่งไว้.

ลำดับนั้น มหาอำมาตย์นั้นจึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า บูชาด้วยสักการะมีของหอมและดอกไม้เป็นต้น ถวายบังคมแล้วนั่งอยู่ ณ ที่ควรข้างหนึ่ง แล้วกราบทูลคำที่ตนกล่าวและคำโต้ตอบของเปรตในหนหลังแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระดำริว่า ขอสงฆ์จงมา. พร้อมกับที่พระองค์ทรงพระดำรินั่นแล ภิกษุสงฆ์อันพุทธานุภาพกระตุ้นเตือน จึงพากันแวดล้อมพระธรรมราชา ดุจฝูงหงส์ทองพากันแวดล้อมพญาหงส์ธตรฐ.

ในขณะนั้นนั่นเอง มหาชนพากันประชุมด้วยถ้อยคำ จักมีพระธรรมเทศนาอันยิ่ง.

มหาอำมาตย์เห็นด้วยดังนั้นมีจิตเลื่อมใส จึงอังคาสภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ให้อิ่มหนำด้วยขาทนียะและโภชนียะอันประณีต.

พระผู้มีพระภาคเจ้าเสวยพระกระยาหารเสร็จแล้ว เพื่ออนุเคราะห์มหาชนจึงทรงอธิษฐานว่า ขอคนชาวบ้านใกล้กรุงพาราณสีจงประชุมกันเถิด. ก็มหาชนทั้งหมดนั้นได้ประชุมกันด้วยกำลังพระฤทธิ์. และพระองค์ได้ทรงทำเปรตเป็นอันมากให้ปรากฏแก่มหาอำมาตย์.

บรรดาเปรตเหล่านั้น บางพวกนุ่งผ้าท่อนเก่าขาดวิ่น บางพวกเอาผมของตนเองปิดอวัยวะที่ละอาย บางพวกเปลือยกายมีรูปเหมือนตอนเกิด ถูกความหิวกระหายครอบงำ มีหนังหุ้มห่อไว้ มีร่างกายเพียงแต่กระดูก เที่ยวหมุนเคว้งไปข้างโน้นข้างนี้ ปรากฏแก่มหาชนโดยประจักษ์

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปรุงแต่งอิทธาภิสังขาร คือบันดาลด้วยพระฤทธิ์ โดยประการที่เปรตเหล่านั้นประชุมพร้อมกันประกาศความชั่วที่ตนทำแก่มหาชน.

พระสังคีติกาจารย์ เมื่อจะแสดงเนื้อความนั้นจึงได้กล่าวคาถาทั้งหลายว่า :-

เปรตเหล่าอื่น บางพวกนุ่งผ้าขี้ริ้วขาดรุ่งริ่ง บางพวกนุ่งผม หลีกไปยังทิศน้อยทิศใหญ่เพื่อหาอาหาร บางพวกวิ่งไปแม้ในที่ไกล ไม่ได้ก็กลับมา บางพวกสลบแล้ว เพราะความหิวกระหาย นอนกลิ้งเกลือกบนพื้นดิน บางพวกล้มลงที่แผ่นดินในที่ที่ตนวิ่งไปนั้น ร้องไห้ร่ำไรว่า เราทั้งหลายไม่ได้ทำกุศลไว้ในกาลก่อน จึงได้ถูกไฟคือความหิว ความกระหายเผาอยู่ ดุจถูกไฟเผาในที่ร้อน

เมื่อก่อน พวกเรามีธรรมอันลามก เป็นหญิงแม่เรือนมารดาทารกในตระกูล เมื่อไทยธรรมทั้งหลายมีอยู่ ไม่กระทำที่พึ่งแก่ตน. เออ ก็ข้าวและน้ำมีมาก แต่เราไม่ทำการแจกจ่ายให้ทานและไม่ได้ให้อะไรๆ ในบรรพชิตผู้ปฏิบัติชอบ อยากทำแต่กรรมที่คนดีเขาไม่ทำ เกียจคร้าน ใคร่แต่ความสำราญและกินมาก ให้แต่เพียงโภชนะก้อนหนึ่ง ด่าว่าปฏิคาหกผู้รับโภชนะ.

เรือน ทาส ทาสีและเครื่องอาภรณ์ของเราเหล่านั้น ไม่สำเร็จประโยชน์แก่พวกเรา พวกเขาไปบำเรอคนอื่นหมด พวกเรามีแต่ส่วนของความทุกข์ เราจุติจากเปรตนี้แล้วจักไปเกิดในตระกูลอันต่ำช้าเลวทราม คือตระกูลจักสาน ตระกูลช่างรถ ตระกูลนายพราน ตระกูลคนจัณฑาล ตระกูลคนกำพร้า ตระกูลช่างกัลบก นี่เป็นคติของความตระหนี่.

ส่วนทายกทั้งหลายผู้ได้ทำกุศลไว้ในชาติก่อน ปราศจากความตระหนี่ ย่อมทำสวรรค์ให้บริบูรณ์ และย่อมทำสวนนันทนวันให้สว่างไสว รื่นรมย์อยู่เวชยันตปราสาท สำเร็จความปรารถนาในสิ่งที่น่าใคร่.

ครั้นจุติจากเทวโลกแล้ว ย่อมเกิดในตระกูลสูง มีโภคะมาก คือในตระกูลคนมีเรือนยอด และปราสาทราชมณเฑียร มีบัลลังก์ลาดด้วยผ้าโกเชาว์ มีเหล่าบุรุษและสตรีถือพัดอันประดับด้วยแววหางนกยูง คอยพัดอยู่. ในเวลาเป็นทารกก็ทัดทรงดอกไม้ ตกแต่งร่างกาย หมู่ญาติ พี่เลี้ยงนางนมผลัดกันอุ้ม ไม่ต้องลงสู่พื้นดิน อันชนผู้ปรารถนาความสุขเข้าไปบำรุงอยู่ทั้งเช้าและเย็นตลอดชาติ.

สวนใหญ่ของเทวดาเหล่าไตรทศชื่อว่านันทนวัน เป็นสถานที่ไม่เศร้าโศก น่ารื่นรมย์นี้ ย่อมไม่มีแก่ชนผู้ไม่ได้ทำบุญไว้ ความสุขในโลกนี้และโลกหน้า ย่อมมีเฉพาะแต่คนผู้ทำบุญไว้ ผู้ปรารถนาความเป็นสหายแห่งเทวดาเหล่าไตรทศ พึงทำบุญกุศลไว้ให้มาก เพราะว่าบุคคลผู้ทำบุญไว้ย่อมบันเทิงใจอยู่ในสวรรค์ เพียบพร้อมด้วยโภคสมบัติ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สาตุนฺนวสนา แปลว่า นุ่งผ้าขี้ริ้วรุ่งริ่ง.

บทว่า เอเก แปลว่า บางพวก.

บทว่า เกสนิวาสนา แปลว่า เอาผมนั่นแหละปิดอวัยวะที่น่าอาย.

บทว่า ภตฺตาย คจฺฉนฺติ ความว่า หยุดอยู่เฉพาะที่ไหนๆ ไม่ได้ ย่อมเดินไปเพื่อต้องการอาหารด้วยหวังใจว่า ไฉนพวกเราไปจากนี้แล้ว จะพึงได้อะไรๆ จะเป็นอาหารที่เขาทิ้งก็ตาม อาเจียนก็ตาม ครรภมลทินเป็นต้นก็ตาม ในที่ใดที่หนึ่ง.

บทว่า ปกฺกมนฺติ ทิโสทิสํ ความว่า หลีกจากทิศไปสู่ทิศสิ้นที่มีระยะห่างหลายโยชน์.

บทว่า ทูเร แปลว่า ในที่ไกลมาก.

บทว่า เอเก ได้แก่ เปรตบางพวก.

บทว่า ปธาวิตฺวา ได้แก่ วิ่งเข้าไปเพื่อต้องการอาหาร.

บทว่า อลทฺธาว นิวตฺตเร ความว่า ครั้นไม่ได้ข้าวหรือน้ำดื่มอะไรๆ เลยก็พากันกลับ.

บทว่า ปมุจฺฉิตา ความว่า เกิดสลบเพราะความทุกข์อันเกิดแต่ความหิวและความกระหายเป็นต้น.

บทว่า ภนฺตา แปลว่า กลิ้งเกลือกไป.

บทว่า ภูมิยํ ปฏิสุมฺภิตา ความว่า เมื่อความสลบนั้นนั่นแลเกิดขึ้น ก็ซูบซีดล้มลงบนแผ่นดิน เหมือนบุคคลยืนขว้างก้อนดินลงไปฉะนั้น

บทว่า ตตฺถ คือในที่ที่ตนเดินไป.

บทว่า ภูมิยํ ปฏิสุมฺภิตา ความว่า ล้มลงบนภาคพื้น เพราะไม่สามารถจะทรงตัวอยู่ได้ ด้วยความทุกข์อันเกิดแต่ความหิวเป็นต้น เหมือนตกไปในเหวฉะนั้น. หรือว่าในที่ที่ไปนั้นเป็นผู้หมดหวังเพราะไม่ได้อาหารเป็นต้นก็ล้มลงบนภาคพื้น เหมือนถูกใครๆ โบยตีตรงหน้า.

บทว่า ปุพฺเพ อกตกลฺยาณา แปลว่า ผู้ไม่ได้ทำคุณความดีอะไรไว้ในภพก่อน.

บทว่า อคฺคิทฑฺฒาว อาตเป ความว่า ถูกไฟคือความหิวกระหายแผดเผา ย่อมเสวยทุกข์อย่างมหันต์ เหมือนถูกไฟเผาในที่ร้อนในฤดูแล้ง.

บทว่า ปุพฺเพ คือในอดีตภพ.

บทว่า ปาปธมฺมา ได้แก่ ชื่อว่าผู้มีสภาวะอันลามก เพราะมีความริษยาและความตระหนี่เป็นต้น.

บทว่า ฆรณี ได้แก่ หญิงผู้เป็นแม่เรือน.

บทว่า กุลมาตโร ได้แก่ ผู้เป็นมารดาของทารกในตระกูล หรือเป็นมารดาของบุรุษในตระกูล.

บทว่า ทีปํ แปลว่า ที่พึ่ง. อธิบายว่า บุญ.

จริงอยู่ บุญนั้นท่านเรียกว่า ปติฏฺฐา เพราะเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลายในสุคติ.

บทว่า นากมฺห แปลว่า ไม่ทำไว้แล้ว.

บทว่า ปหูตํ แปลว่า มาก.

บทว่า อนฺนปานมฺปิ ได้แก่ ข้าวและน้ำ.

ศัพท์ว่า สุ ในบทว่า อปิสฺสุ อวกิรียติ เป็นเพียงนิบาต.

เออก็ข้าวแลน้ำเราไม่ได้กระทำ คือทิ้งเสีย.

บทว่า สมฺมคฺคเต ได้แก่ เมื่อเราดำเนินชอบคือปฏิบัติชอบ.

บทว่า ปพฺพชิเต แปลว่า แก่นักบวช.

จริงอยู่ บทว่า ปพฺพชิเต นี้เป็นสัตตมีวิภัติ ใช้ในอรรถจตุตถีวิภัติ. อีกอย่างหนึ่ง อธิบายว่า เมื่อบรรพชิตผู้ดำเนินชอบมีอยู่ คือเมื่อได้บรรพชิต.

บทว่า น จ กิญฺจิ อทมฺหเส ความว่า พวกเปรตผู้ถูกความเดือดร้อนครอบงำกล่าวว่า เราไม่ได้ให้ไทยธรรมแม้เพียงเล็กน้อย.

บทว่า อกมฺมกามา ความว่า ชื่อว่าอกัมมกามะ เพราะปรารถนาอกุศลกรรมที่คนดีทั้งหลายไม่พึงกระทำ หรือชื่อว่ากัมมกามะ เพราะปรารถนากุศลกรรมที่คนดีพึงทำ. ชื่อว่าอกัมมกามะ เพราะไม่ปรารถนากุศลกรรม. อธิบายว่า ไม่มีฉันทะในกุศลกรรม.

บทว่า อลสา ได้แก่ เป็นคนเกียจคร้าน คือไม่มีความเพียรในการกระทำกุศล.

บทว่า สาทุกามา ได้แก่ ปรารถนาสิ่งที่สำราญและอร่อย.

บทว่า มหคฺฆสา แปลว่า ผู้กินจุ.

แม้ด้วยบททั้ง ๒ ท่านแสดงไว้ว่า ได้โภชนะที่ดีและอร่อยแล้วไม่ให้อะไรๆ แก่ผู้ต้องการ บริโภคเองเท่านั้น.

บทว่า อาโลปปิณฺฑทาตาโร ได้แก่ ให้ก้อนข้าวแม้เพียงคำเดียว.

บทว่า ปฏิคฺคเห ได้แก่ ผู้รับก้อนข้าวนั้น.

บทว่า ปริภาสิมฺหเส ได้แก่ กล่าวกดขี่. อธิบายว่า ดูหมิ่นและเย้ยหยัน.

บทว่า เต ฆรา มีอธิบายว่า ในกาลก่อน พวกเราได้กระทำความรักว่าเรือนของเรา เรือนเหล่านั้นตั้งอยู่ตามเดิม บัดนี้ สิ่งอะไรๆ ก็ไม่สำเร็จแก่พวกเรา.

แม้ในบทว่า ตา จ ทาสิโย ตาเนวาภรณานิ โน นี้ก็นัยนี้เหมือนกัน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โน แปลว่า แก่พวกเรา.

บทว่า เต ได้แก่ มีเรือนเป็นต้นเหล่านั้น.

บทว่า อญฺเญ ปริจาเรนฺติ ความว่า กระทำการประกอบให้พิเศษด้วยการบริโภคเป็นต้น.

บทว่า มยํ ทุกฺขสฺส ภาคิโน ความว่า พวกเปรตกล่าวติเตียนตนว่า ก็เมื่อก่อน พวกเราขวนขวายแต่การเล่นอย่างเดียว ละทิ้งสมบัติไม่รู้ที่ทำให้สมบัตินั้นติดตัวไป แต่บัดนี้ เราเป็นผู้มีส่วนแห่งทุกข์อันเกิดแต่ความหิวและความกระหายเป็นต้น.

บัดนี้ เพราะเหตุที่สัตว์ทั้งหลายจุติจากกำเนิดเปรตแล้ว แม้จะเกิดในมนุษย์ก็เป็นคนมีชาติเลว มีความประพฤติเหมือนคนกำพร้าทีเดียว ด้วยเศษแห่งวิบากกรรมนั้นนั่นแล เพราะฉะนั้น เพื่อจะแสดงความนั้น ท่านจึงกล่าว ๒ คาถาโดยนัยมีอาทิว่า เวณี วา ดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เวณี วา ได้แก่ เกิดในตระกูลช่างสาน. อธิบายว่า เป็นช่างสานไม้ไผ่ ช่างสานไม้อ้อ.

วา ศัพท์มีอรรถไม่แน่นอน.

บทว่า อวญฺญา แปลว่า ดูหมิ่น. อธิบายว่า ดูแคลน.

บาลีว่า วมฺภนา ตัดพ้อ ดังนี้ก็มี อธิบายว่า ถูกผู้อื่นเบียดเบียน.

บทว่า รถการี ได้แก่ ช่างหนัง.

บทว่า ทุพฺภิกา ได้แก่ ผู้มักประทุษร้ายมิตร คือผู้เบียดเบียนมิตร.

บทว่า จณฺฑาลี แปลว่า เป็นคนชาติจัณฑาล.

บทว่า กปณา ได้แก่ วณิพก คือผู้ได้รับความสงสารอย่างยิ่ง.

บทว่า กปฺปกา ได้แก่ เกิดในตระกูลช่างกัลบก ในบททั้งปวงมีวาจาประกอบความว่า มีบ่อยๆ. อธิบายว่า ย่อมเกิดในตระกูลต่ำเหล่านี้แล้วๆ เล่าๆ.

บทว่า เตสุ เตเสฺวว ชายนฺติ ความว่า เกิดในเปรตทั้งหลายเพราะมลทินคือความตระหนี่ จุติจากเปรตแล้วบังเกิดในตระกูลคนกำพร้าแม้พวกอื่นมีตระกูลนายพราน และตระกูลคนเทหยากเยื่อซึ่งถูกตัดพ้อมาก และเข็ญใจอย่างยิ่งอันเป็นตระกูลต่ำ.

ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า นี้เป็นคติของคนตระหนี่ ดังนี้.

พระสังคีติกาจารย์ครั้นแสดงคติของสัตว์ผู้ไม่ได้ทำบุญไว้อย่างนี้ บัดนี้เพื่อจะแสดงคติของคนผู้ทำบุญไว้ จึงกล่าวคาถา ๗ คาถาว่า ก็ผู้ได้ทำคุณงามความดีไว้ในปางก่อน ดังนี้เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สคฺคํ เต ปริปูเรนฺติ ความว่า ทายกทั้งหลายได้ทำคุณงามความดีไว้ในชาติก่อน ยินดียิ่งในบุญอันว่าด้วยการให้ทาน ปราศจากความตระหนี่อันเป็นมลทิน ย่อมทำสวรรค์ คือเทวโลกให้บริบูรณ์ ด้วยรูปสมบัติของตนและด้วยบริวารสมบัติ.

บทว่า โอภาเสนฺติ จ นนฺทนํ ความว่า ไม่ใช่ทำนันทนวันให้บริบูรณ์อย่างเดียวเท่านั้น โดยที่แท้ ย่อมครอบงำนันทนวันแม้สว่างไสว อยู่ตามสภาวะด้วยรัศมีแห่งต้นกัลปพฤกษ์เป็นต้น และให้สว่างไสวโชติช่วงด้วยความโชติช่วงแห่งผ้าและอาภรณ์ และด้วยรัศมีแห่งร่างกายของตน.

บทว่า กามกามิโน ความว่า มีเครื่องใช้สอยตามปรารถนาในกามคุณตามที่ต้องการ.

บทว่า อุจฺจากุเลสุ ได้แก่ ตระกูลสูงมีตระกูลกษัตริย์เป็นต้น.

บทว่า สโภเคสุ ได้แก่ มีสมบัติมาก.

บทว่า ตโต จุตา ความว่า ครั้นจุติจากเทวโลกนั้นแล้ว.

บทว่า กูฏาคาเร จ ปาสาเท ได้แก่ ในกูฏาคารและปราสาท.

บทว่า พีชิตงฺคา ได้แก่ มีเรือนร่างที่ถูกเขาพัดวีอยู่.

บทว่า โมราหตฺเถหิ ได้แก่ ถือพัดวีชนีประดับด้วยแววหางนกยูง.

บทว่า ยสสฺสิโน อธิบายว่า มีบริวารรื่นรมย์อยู่.

บทว่า องฺกโต องฺกํ คจฺฉนฺติ ความว่า แม้ในเวลาเป็นทารก พวกญาติและนางนมพากันกะเดียดไป. อธิบายว่า ไม่ไปตามพื้นดิน.

บทว่า อุปติฏฺฐนฺติ แปลว่า คอยบำรุงอยู่.

บทว่า สุเขสิโน ได้แก่ ผู้ปรารถนาความสุข. อธิบายว่า คอยบำบัดทุกข์แม้มีประมาณน้อยว่า ความหนาวหรือความร้อนอย่าได้มี.

บทว่า นยิทํ กตปุญฺญานํ ความว่า สวนใหญ่ของเทวดาดาวดึงส์เหล่าไตรทศ ชื่อว่านันทนวัน ใกล้ป่าใหญ่นี้ ไม่มีความเศร้าโศก น่ารื่นรมย์ใจ ไม่มีแก่ผู้ไม่ได้ทำบุญไว้. อธิบายว่า ผู้ที่ไม่ได้ทำบุญไว้ไม่อาจได้.

ด้วยบทว่า อิธ นี้ ท่านกล่าวหมายเอาผู้ที่ได้ทำบุญไว้เป็นพิเศษในมนุษยโลกนี้.

อีกอย่างหนึ่ง บทว่า อิธ คือ ในปัจจุบัน.

บทว่า ปรตฺถ คือ ในสัมปรายภพ.

บทว่า เตสํ ได้แก่ อันเทพทั้งหลายตามที่กล่าวแล้วนั้น.

บทว่า สหพฺยกามานํ ได้แก่ ปรารถนาความเป็นสหาย.

บทว่า โภคสมงฺคิโน ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยโภคะทั้งหลาย. อธิบายว่า ผู้เพียบพร้อมด้วยกามคุณ ๕ อันเป็นทิพย์ บันเทิงใจอยู่.

คำที่เหลือมีเนื้อความง่ายทั้งนั้น.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมโดยพิสดาร ตามควรแก่อัธยาศัยของมหาชนผู้ประชุมกันในที่นั้น มีโกลิยอำมาตย์เป็นประมุข ผู้มีใจสลด ในเมื่อเปรตเหล่านั้นประกาศถึงคติของกรรมที่ตนทำไว้โดยทั่วไป และคติของบุญกรรมด้วยประการอย่างนี้.

ในเวลาจบเทศนา สัตว์ ๘๔,๐๐๐ ได้ตรัสรู้ธรรมฉะนี้แล.

จบอรรถกถาอภิชชมานเปตวัตถุที่ ๑ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา