๙. ภารทวาชเถรคาถา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา ๙. ภารทวาชเถรคาถา สุภาษิตเกี่ยวกับความชนะ
|๒๘๖.๑๗๗| ๙ นทนฺติ เอวํ สปฺปญฺญา สีหาว คิริคพฺภเร ธีรา วิชิตสงฺคามา เชตฺวา มารํ สวาหนํ ฯ |๒๘๖.๑๗๘| สตฺถา จ ปริจิณฺโณ เม ธมฺโม สงฺโฆ จ ปูชิโต อหญฺจ จิตฺโต สุมโน ปุตฺตํ ทิสฺวา อนาสวนฺติ ฯ ภารทฺวาโช เถโร ฯ
ธีรชนผู้มีปัญญา ชนะมารพร้อมทั้งพาหนะแล้ว ชื่อว่าผู้ชนะสงคราม ย่อมบันลือสีหนาท ดังราชสีห์ในถ้ำภูเขา ฉะนั้น เราได้ทำความคุ้นเคย กับพระศาสดาแล้ว พระธรรมกับพระสงฆ์เราได้บูชาแล้ว และเราปลาบ- ปลื้มใจ เพราะเห็นบุตรหมดอาสวกิเลสแล้ว.
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๙. ภารทวาชเถรคาถา ภาษิตของพระภารทวาชเถระ (พระภารทวาชเถระเมื่อจะบอกปริยัติธรรมและปฏิบัติธรรมแก่บุตร จึงได้กล่าว ๒ คาถาไว้ดังนี้ว่า)
ธีรชนผู้มีปัญญา ชนะมารพร้อมทั้งเสนามาร ชื่อว่า ชนะสงคราม ย่อมบันลือเหมือนราชสีห์บันลือที่ซอกเขา
พระศาสดาเราเข้าถึงแล้ว พระธรรมเราก็บูชา และพระสงฆ์เราก็นับถือแล้ว และเพราะได้เห็นลูกผู้ไม่มีอาสวกิเลส พ่อก็ปลาบปลื้มดีใจ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาภารทวาชเถรคาถา
คาถาของท่านพระภารทวาชเถระ เริ่มต้นว่า นทนฺติ เอวํ สปฺปญฺญา.
เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร?
แม้พระเถระนี้ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำไว้แล้วในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญไว้ในภพนั้นๆ เกิดในเรือนแห่งตระกูล ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ บรรลุนิติภาวะแล้ว วันหนึ่งเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้านามว่าสุมนะ เที่ยวไปบิณฑบาต มีใจเลื่อมใส ได้ถวายผลวัลลิการะอันสุกงอม.
ด้วยบุญกรรมนั้น เขาท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เกิดในตระกูลพราหมณ์ กรุงราชคฤห์ ในพุทธุปบาทกาลนี้ มีชื่อตามโคตรปรากฏว่า ภารทวาชะ.
เขาเจริญวัยแล้วอยู่ครองเรือนได้บุตรคนหนึ่ง เขาได้ตั้งชื่อบุตรว่ากัณหทินนะ ในเวลาที่กัณหทินนกุมาร บรรลุนิติภาวะแล้ว เขาส่งเธอไปยังกรุงตักกสิลาด้วยสั่งว่า ลูกเอ๋ย เจ้าจงไปศึกษาศิลปวิทยาในสำนักของอาจารย์ชื่อโน้น แล้วจงกลับมา.
กัณหทินนพราหมณ์เดินทางไปในระหว่างทาง ได้พระมหาเถระรูปหนึ่งซึ่งเป็นสาวกของพระศาสดา เป็นกัลยาณมิตร ฟังธรรมในสำนักของพระมหาเถระแล้ว ได้เป็นผู้มีศรัทธาจิต บวชแล้วกระทำบุรพกิจเสร็จแล้ว กระทำกรรมในวิปัสสนา บรรลุพระอรหัตต่อกาลไม่นานนัก.
สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า
ครั้งนั้น พระสัมพุทธะนามว่า "สุมนะ" อยู่ในพระนครตักกรา เราได้ถือเอาผลวัลลิการะ น้อมถวายแด่พระสยัมภู ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้ถวายผลไม้ใด ในกาลนั้น ด้วยการถวายผลไม้นั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
____________________________
ขุ. อ. เล่ม ๓๓/ข้อ ๖๘
ครั้งนั้น ภารทวาชพราหมณ์ผู้เป็นบิดาของพระกัณหทินนเถระ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ประทับอยู่ในพระเวฬุวันมหาวิหาร ฟังธรรมแล้วบวช กระทำให้แจ้งซึ่งพระอรหัต ต่อกาลไม่นานนัก.
ลำดับนั้น พระกัณหทินนเถระผู้เป็นบุตรมาสู่พระนครราชคฤห์ เพื่อถวายบังคมพระศาสดา เห็นพระภารทวาชะผู้เป็นบิดา นั่งอยู่แล้วในสำนักของพระศาสดา เป็นผู้มีจิตยินดีแล้ว เมื่อจะทดลองว่า แม้บิดาของเราก็บวชแล้ว กิจแห่งบรรพชาอันพระเถระผู้เป็นบิดา ให้ถึงที่สุดแล้วหรือยังหนอดังนี้ ก็รู้ความที่พระเถระเป็นพระขีณาสพแล้ว ประสงค์จะให้พระเถระผู้บิดาบันลือสีหนาท จึงถามว่า เป็นการดีแล้วแลที่ท่านบวชได้ แต่กิจแห่งบรรพชา อันท่านให้ถึงที่สุดแล้วหรือ?
พระภารทวาชเถระเมื่อจะแสดงการบรรลุพระอรหัตแก่พระเถระผู้เป็นบุตร จึงกล่าวคาถา ๒ คาถาความว่า
ธีรชนผู้มีปัญญา ชนะมารพร้อมทั้งพาหนะแล้ว
ชื่อว่าผู้ชนะสงคราม ย่อมบันลือสีหนาทดังราชสีห์
ในถ้ำภูเขาฉะนั้น เราได้ทำความคุ้นเคยกับพระ
ศาสดาแล้ว พระธรรมกับพระสงฆ์ เราได้บูชาแล้ว
และเราปลาบปลื้มใจ เพราะเห็นบุตรหมดอาสว
กิเลสแล้ว ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นทนฺติ ความว่า บันลือ คือแผดเสียงบันลืออย่างไม่เกรงขาม ด้วยสามารถแห่งการประมวลมาซึ่งคุณพิเศษตามความเป็นจริง.
บทว่า เอวํ เป็นบทแสดงอาการของข้อความที่จะพึงกล่าวในบัดนี้.
บทว่า สปฺปญฺญา ความว่า ถึงความไพบูลย์ด้วยปัญญาทั้งปวง เพราะได้บรรลุปัญญาคือมรรคอันเลิศ จึงชื่อว่าบรรลุถึงซึ่งปัญญาทุกประการ.
บทว่า วีรา ความว่า ชื่อว่ามีความเพียร เพราะสมบูรณ์ด้วยความเพียร คือสัมมัปปธาน ๔ อย่าง. เชื่อมความว่า เพราะเหตุนั้นแล ผู้มีปัญญาชนะกิเลสมาร อภิสังขารมารและเทวบุตรมาร พร้อมทั้งพาหนะ ด้วยการทำลายธรรมอันเป็นฝ่ายสังกิเลสได้โดยไม่เหลือ ชื่อว่าเป็นผู้ชนะสงครามแล้วโดยประการทั้งปวง ย่อมบันลือสีหนาท.
พระเถระ ครั้นแสดงสีหนาทด้วยการชนะกิเลสที่จะพึงชนะอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เพื่อจะแสดงสีหนาทนั้นโดยการแสดงความยินดีต่อสิ่งที่ควรยินดี และโดยความสำเร็จเป็นพระอรหันต์ตามที่ตนปรารถนา จึงได้กล่าวคาถาที่ ๒ ว่า สตฺถา จ ปริจิณฺโณ เม และเราได้ทำความคุ้นเคยกับพระศาสดาแล้ว ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สตฺถา จ ปริจิณฺโณ เม ความว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นศาสดาของเรา อันเราคุ้นเคยแล้ว คือเข้าไปใกล้ชิดแล้วโดยการกระทำตามพระโอวาทานุสาสนีตามที่พระองค์ทรงสั่งสอนแล้ว. อธิบายว่า ไม่ใช่บรรลุคุณพิเศษ เพราะเหตุแห่งธรรม.
บทว่า ธมฺโม สงฺโฆ จ ปูชิโต ความว่า โลกุตรธรรมแม้ทั้ง ๙ อันเราบูชาแล้ว นอบนบแล้ว ด้วยการบรรลุซึ่งมรรคอันมาแล้วตามข้อปฏิบัติและพระอริยสงฆ์อันเราบูชาแล้ว นับถือแล้ว ด้วยการถึงความเป็นผู้เสมอโดยศีลและทิฏฐิ.
บทว่า อหญฺจ วิตฺโต สุมโน ปุตฺตํ ทิสฺวา อนาสวํ ความว่า แม้เราก็ปลาบปลื้ม คือยินดีแล้ว ด้วยปีติที่ปราศจากอามิส เพราะเห็น คือเพราะเหตุที่ประสบว่า บุตรของเราหาอาสวะมิได้ คือมีอาสวะสิ้นแล้วโดยประการทั้งปวง.
อธิบายว่า เพราะเหตุนั้นและ เราจึงดีใจด้วยความโสมนัสอันปราศจากอามิส.
จบอรรถกถาภารทวาชเถรคาถา -----------------------------------------------------