อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๔๒๓

๔. อัฑฒกาสีเถรีคาถา

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๔๒๓พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 1 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 1 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 2 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา ๔. อัฑฒกาสีเถรีคาถา สุภาษิตแสดงการปฏิบัติตามคำสอน

ข้อ ๔๒๓

|๔๒๓.๒๕| ๔ ยาว กาสิชนปโท สุงฺโก เม ตตฺตโก อหุ ตํ กตฺวา นิคโม อคฺฆํ อคฺเฆนคฺฆํ ฐเปสิ มํ ฯ |๔๒๓.๒๖| อถ นิพฺพินฺทหํ รูเป นิพฺพินฺทญฺจ วิรชฺชหํ มา ปุน ชาติสํสารํ สนฺธาเวยฺยํ ปุนปฺปุนํ ติสฺโส วิชฺชา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ อฑฺฒกาสี ฯ

กาสีชนบทมีประมาณเท่าใด ส่วนของเราได้มีแล้วประมาณเท่านั้น ชาวนิคมกำหนดราคา แคว้นกาสีไว้แล้ว ตั้งราคาเราไว้ครึ่งราคาแคว้นกาสี ภายหลังเราเบื่อหน่ายในรูป เบื่อหน่ายจึงคลายกำหนัด ไม่พึงแล่นไปสู่ ชาติสงสารอีกบ่อยๆ วิชชา ๓ เราทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของ พระพุทธเจ้าเราก็ทำเสร็จแล้ว.

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๔. อัฑฒกาสีเถรีคาถา ภาษิตของพระอัฑฒกาสีเถรี พระอัฑฒกาสีเถรี(ได้กล่าวภาษิตเหล่านี้ว่า)

ข้อ ๒๕

ส่วยของเรามีประมาณเท่าส่วยในกาสีชนบท ชาวนิคมกำหนดราคาแคว้นกาสีนั้นไว้แล้ว จึงตั้งราคาเราไว้ครึ่งหนึ่ง

ข้อ ๒๖

ภายหลัง เราเบื่อหน่ายในรูป และเมื่อเบื่อหน่ายจึงคลายความกำหนัด เราอย่าพึงแล่นไปสู่ชาติสงสารบ่อยๆ อีกเลย เราบรรลุวิชชา ๓ ได้ทำตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๔. อรรถกถาอัฑฒกาสีเถรีคาถา

คาถาว่า ยาว กาสิชนปโท เป็นต้นเป็นคาถาของพระเถรีชื่ออัฑฒกาสี.

เล่ากันว่า พระเถรีองค์นี้เกิดในเรือนตระกูล ในกาลพระกัสสปทสพล รู้ความแล้วไปฟังธรรมยังสำนักภิกษุณีทั้งหลาย ได้ศรัทธาบรรพชาแล้ว ด่าพระเถรีขีณาสพผู้บรรลุปฏิสัมภิทาองค์หนึ่งซึ่งตั้งอยู่ในศีลของภิกษุณีด้วยวาทะว่า หญิงแพศยา. เคลื่อนจากอัตภาพนั้นแล้วไหม้อยู่ในนรก.

ในพุทธุปปาทกาลนี้ เกิดในตระกูลเศรษฐีมีสมบัติโอฬารในแคว้นกาสี เจริญวัยแล้วตกจากฐานะลงเป็นหญิงแพศยา เพราะผลของวจีทุจริตที่ทำไว้ในก่อน เธอมีชื่อว่าอัฑฒกาสี การบรรพชาและการอุปสมบทโดยทูตของเธอมาแล้วในขันธกะนั่นแล.

สมจริงดังที่กล่าวไว้ว่า

ก็โดยสมัยนั้นแล หญิงแพศยาอัฑฒกาสีบรรพชาในภิกษุณีทั้งหลาย และนางประสงค์จะไปกรุงสาวัตถี เพื่ออุปสมบทในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า. พวกนักเลงรู้ข่าวว่า หญิงแพศยาอัฑฒกาสีประสงค์จะไปกรุงสาวัตถี จึงดักปล้นกลางทาง.

หญิงแพศยาอัฑฒกาสีรู้ว่าพวกนักเลงดักปล้นกลางทาง จึงส่งทูตไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าพระองค์ประสงค์จะอุปสมบท จะพึงปฏิบัติอย่างไรหนอ.

ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำธรรมีกถาในเพราะนิทานนี้ ในเพราะเรื่องนี้ ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้อุปสมบทแม้โดยทูต ดังนี้.

พอได้อุปสมบทอย่างนี้แล้ว เธอเจริญวิปัสสนาไม่นานนักก็ได้บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลาย.

เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในอปทานว่า

ในภัทรกัปนี้มีพระพุทธเจ้าเผ่าพงศ์พรหมมียศมาก พระนามว่ากัสสปะ ประเสริฐกว่าพวกบัณฑิต เสด็จอุบัติแล้ว.

ครั้งนั้น ข้าพเจ้าบวชในศาสนาของพระพุทธเจ้านั้น สำรวมในปาติโมกข์และอินทรีย์ ๕ รู้จักประมาณในอาหาร ประกอบความเพียรเครื่องตื่นอยู่ บำเพ็ญเพียรอยู่ ข้าพเจ้ามีใจชั่วด่าภิกษุณีผู้ปราศจากอาสวะ ได้กล่าวในคราวนั้นว่า อีแพศยา ข้าพเจ้าต้องหมกไหม้อยู่ในนรก เพราะบาปกรรมนั้นและด้วยกรรมที่ยังเหลืออยู่นั้น ข้าพเจ้าได้เกิดในสกุลหญิงแพศยา ต้องอาศัยคนอื่นเขาโดยมากทีเดียว

และในชาติหลัง ข้าพเจ้าเกิดในตระกูลเศรษฐีแคว้นกาสี มีรูปสมบัติเหมือนอัปสรในเทวโลก ด้วยผลแห่งพรหมจรรย์ มหาชนเห็นข้าพเจ้างามน่าทัศนา จึงตั้งไว้ในตำแหน่งหญิงแพศยา ประจำกรุงราชคฤห์อันอุดม เพราะผลที่ข้าพเจ้าด่าภิกษุณี

ข้าพเจ้าได้ฟังพระสัทธรรมที่พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐตรัสแล้ว สมบูรณ์ด้วยบุพวาสนา ได้บวชเป็นพระภิกษุณี เมื่อเดินทางไป เฝ้าพระพิชิตมารนั้นเพื่อจะอุปสมบท ทราบข่าวพวกนักเลงดักอยู่กลางทาง จึงได้อุปสมบทโดยทูต.

กรรมทุกอย่างทั้งบุญและบาปหมดสิ้นไปแล้ว ข้ามพ้นสงสารทั้งปวงแล้ว ความเป็นหญิงแพศยาก็สิ้นไปแล้ว.

ข้าแต่พระมหามุนี ข้าพเจ้ามีความชำนาญในอิทธิฤทธิ์ทั้งหลาย และในทิพโสตธาตุ มีความชำนาญเจโตปริยญาณ ข้าพเจ้ารู้บุพเพนิวาสญาณและทิพยจักษุอันหมดจดวิเศษ มีอาสวะทั้งปวงสิ้นแล้ว บัดนี้ภพใหม่ไม่มี

ข้าแต่พระมหาวีระ ญาณในอรรถ ในธรรม ในนิรุตติและในปฏิภาณของข้าพระองค์เกิดขึ้นในสำนักของพระองค์ ข้าพเจ้าเผากิเลสแล้ว ฯลฯ ปฏิบัติคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว.

____________________________

ขุ. อ. เล่ม ๓๓/ข้อ ๑๒๗

ครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว พระเถรีได้กล่าวคาถาเหล่านี้เป็นอุทานว่า

ชนชาวกาสีมีส่วยประมาณเท่าใด ส่วยของเราก็มี

ประมาณเท่านั้น ชาวนิคมกำหนดราคาแคว้นกาสีแล้ว

ตั้งราคาเราไว้ครึ่งหนึ่งของราคาแคว้นกาสี ภายหลังเรา

เบื่อหน่ายในรูป เมื่อเบื่อหน่ายจึงคลายกำหนัด เราอย่า

พึงแล่นไปสู่ชาติสงสารอีกบ่อยๆ วิชชา ๓ เราทำให้แจ้ง

แล้ว เราได้ปฏิบัติคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยาว กาสีชนปโท สุงฺโก เม ตตฺตโก อหุ ความว่า ส่วยมีในชนบทกาสี ชื่อกาสีชนบท กาสีชนบทนั้นมีส่วยประมาณเท่าใด ส่วยของเราก็มีประมาณเท่านั้น.

ก็ส่วยนั้นประมาณเท่าไร ประมาณพันหนึ่ง

เล่ากันว่า ในแคว้นกาสีครั้งนั้น รายได้ดีเกิดขึ้นแก่พระราชาในวันหนึ่งด้วยอำนาจส่วย ประมาณพันหนึ่ง แม้ทรัพย์ที่นางอัฑฒกาสีได้ในวันหนึ่งจากมือของพวกผู้ชาย ก็ประมาณเท่านั้น เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ยาว กาสิชนปโท สุงฺโก เม ตตฺตโก อหุ ดังนี้.

ก็นางได้ชื่อว่า กาสี เพราะกำหนดด้วยส่วยในกาสีชนบทนั้น.

พวกมนุษย์ส่วนมากเมื่อไม่สามารถจะให้ถึงพันได้ จึงให้ครึ่งหนึ่งจากกำหนดนั้น แล้วไปรื่นรมย์กันตอนกลางวันเท่านั้น. เพราะมนุษย์พวกนั้น นางนี้จึงได้รู้กันทั่วไปว่า อัฑฒกาสี เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ตํ กตฺวา เนคโม อคฺฆํ อฑฺเฒนคฺฆํ ฐเปสิ มํ ซึ่งมีความว่า ชาวนิคมคือชนผู้อยู่ในนิคม ทำทรัพย์ ๕๐๐ นั้นเป็นราคาแล้วตั้งเราแม้เป็นอนัคฆะตีราคาไม่ได้ เพราะเป็นนางแก้วให้มีราคาครึ่งหนึ่ง มีสมัญญาว่าอัฑฒกาสี เป็นนิมิต. อธิบายว่า เรียกเราอย่างนั้น.

บทว่า อถ นิพฺพินฺทหํ รูเป ความว่า เราอาศัยรูปร่างเลี้ยงชีพอยู่อย่างนี้ ต่อมาภายหลังได้อาศัยพระศาสนาจึงเบื่อหน่ายในรูป คือเห็นว่ารูปไม่เที่ยงแม้ด้วยประการนี้ รูปนี้เป็นทุกข์ ไม่งามแม้ด้วยประการนี้ จึงไม่พอใจรูปนั้น.

บทว่า นิพฺพินฺทญฺจ วิรชฺชหํ ความว่า และเมื่อเราเบื่อหน่าย จึงถึงความเป็นอื่น คือความคลายกำหนัดจากรูปนั้น.

ก็ด้วยนิพฺพินฺทศัพท์ในคาถานี้แสดงถึงตรุณวิปัสสนา ด้วยวิราคศัพท์แสดงถึงพลววิปัสสนา. มีอธิบายว่า เมื่อหน่ายย่อมคลายความกำหนัด เพราะคลายกำหนัดย่อมหลุดพ้น

ด้วยบทว่า มา ปุน ชาติสํสารํ สนฺธาเวยฺยํ ปุนปฺปุนํ นี้ ท่านแสดงถึงอาการของความเบื่อหน่ายและความคลายกำหนัด.

ด้วยบทว่า ติสฺโส วิชฺชา เป็นต้น แสดงการถึงที่สุดของอาการเหล่านั้น ข้อนั้นมีนัยดังกล่าวแล้วแล.

จบอรรถกถาอัฑฒกาสีเถรีคาถาที่ ๔ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา