อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๔๖๔

กีสาโคตมีเถรีคาถา

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๔๖๔พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 1 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 1 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 11 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

เถรีคาถาย เอกาทสกนิปาโต

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา เถรีคาถา เอกาทสกนิบาต ว่าด้วยคาถาสุภาษิต ในเอกาทสกนิบาต กีสาโคตมีเถรีคาถา คาถาสุภาษิตของนางกีสาโคตมีเถรี

ข้อ ๔๖๔

|๔๖๔.๒๑๓| ๑ กลฺยาณมิตฺตตา มุนินา โลกํ อาทิสฺส วณฺณิตา กลฺยาณมิตฺเต ภชมาโน อปิ พาโล ปณฺฑิโต อสฺส ฯ |๔๖๔.๒๑๔| ภชิตพฺพา สปฺปุริสา ปญฺญา ตถาปิ วฑฺฒติ ภชนฺตานํ ภชมาโน โย โกจิ ขตฺติยาทิโก สปฺปุริเส สพฺเพหิปิ ทุกฺเขหิ เจว โมจเย |๔๖๔.๒๑๕| ทุกฺขญฺเจว วิชาเนยฺย ทุกฺขสฺส จ สมุทยํ นิโรธฏฺฐงฺคิกมคฺคํ จตฺตาริ อริยสจฺจานิ จ ฯ |๔๖๔.๒๑๖| ทุกฺโข อิตฺถิภาโว อกฺขาโต ปุริสทมฺมสารถินา ฯ สปตฺติกมฺปิ หิ ทุกฺขํ อปฺเปกจฺจา สกึ วิชาตาโย |๔๖๔.๒๑๗| คลเก อปกนฺตนฺติ สุขุมาลินิโย วิสานิ ขาทนฺติ ชนมารกมชฺฌคตา อุโภปิ พฺยสนานิ อนุโภนฺติ |๔๖๔.๒๑๘| อุปวิชญฺญา คจฺฉนฺตี อทฺทสาหํ ปตึ มตํ ปนฺเถ วิชายิตฺวาน อปฺปตฺตาหํ สกํ เคหํ ฯ |๔๖๔.๒๑๙| เทฺว ปุตฺตา กาลกตา ปติ จ ปนฺเถ มโต กปณิกาย มาตา ปิตา จ ภาตา จ ฑยฺหนฺติ เอกจิตกายํ ฯ |๔๖๔.๒๒๐| ขีณกุลมฺหิ กปเณ อนุภูตํ เต ทุกฺขํ อปริมาณํ อสฺสุ จ เต ปวตฺตํ หิ พหูนิ ชาติสหสฺสานิ ฯ |๔๖๔.๒๒๑| ปสฺสึ ตํ สุสานมชฺเฌ อโถปิ ขาทิตานิ ปุตฺตมํสานิ หตกุลิกา สพฺพครหิตา มตปติกา อมตํ อธิคจฺฉึ ฯ |๔๖๔.๒๒๒| ภาวิโต เม อยํ มคฺโค อริโยฏฺฐงฺคิโก อมตคามี นิพฺพานํปิ สจฺฉิกตํ ธมฺมาทาสํ อเวกฺขิหํ ฯ |๔๖๔.๒๒๓| อหมฺหิ กนฺตสลฺลา โอหิตภารา กตํ เม กรณียํ กีสาโคตมี เถรี สุวิมุตฺตจิตฺตา อิมํ ภณีติ ฯ กีสาโคตมี ฯ เอกาทสกนิปาโต สมตฺโต ฯ ------------------

นักปราชญ์กล่าวสรรเสริญ ความเป็นผู้มีกัลยาณมิตรไว้เฉพาะในโลกว่า บุคคลผู้คบกัลยาณมิตร ถึงแม้จะเป็นพาลก็พึงเป็นบัณฑิตได้บ้าง ควร คบสัตบุรุษ เพราะปัญญาย่อมเจริญแก่บุคคลผู้คบสัตบุรุษโดยแท้ คน ทุกคนมีกษัตริย์เป็นต้น เมื่อคบสัตบุรุษทั้งหลาย พึงพ้นจากทุกข์แม้ ทั้งปวงได้ และพึงรู้แจ้งอริยสัจ ๔ คือ ทุกข์ ๑ เหตุให้เกิดทุกข์ ๑ ความดับทุกข์ ๑ อัฏฐังคิกมรรค ๑ พระพุทธเจ้าผู้เป็นสารถี ฝึกบุรุษผู้ ควรฝึก ได้ตรัสไว้ว่า ความเป็นหญิง เป็นเหตุนำมาซึ่งทุกข์ เพราะว่า การอยู่ร่วมกับหญิงร่วมสามีกันก็ดี การคลอดบุตรก็มี เป็นทุกข์ทั้งนั้น หญิงบางพวกคลอดบุตรครั้งแรก อดกลั้นทุกข์อันเกิดขึ้นเพราะการคลอด บุตรไม่ไหวจึงตัดคอตนเองเสียก็มี พวกหญิงที่เจริญด้วยความสุขพากัน กินยาพิษก็มี เด็กตายในครรภ์ก็มี คนทั้งสองคือเด็กอยู่ในครรภ์และ มารดาผู้มีครรภ์ ย่อมได้รับความพินาศ เราเดินทางในเวลาจวนคลอด ได้เห็นสามีตายแล้ว ยังไม่ทันถึงเรือนของตน ก็คลอดบุตรกลางทาง บุตรทั้งสองคนก็ตาย และสามีก็ตายในหนทาง มารดาบิดาและพี่ชาย ของเราผู้กำพร้า อันเขาเผาอยู่บนเชิงตะกอนเดียวกัน เมื่อสิ้นสกุลแล้ว เป็นกำพร้า ท่านเสวยทุกข์ หาประมาณมิได้ ก็น้ำตาของท่านไหลออก แล้ว หลายพันชาติ เราเห็นท่านและเนื้อบุตรของท่าน อันสัตว์มีสุนัข เป็นต้นกัดกินแล้ว ที่กลางป่าช้า เรามีวงศ์สกุลอันฉิบหายแล้ว เป็นผู้อัน ชนทั้งปวงติเตียน สามีตายแล้ว ได้บรรลุอมตธรรม อริยมรรคอัน ประกอบด้วยองค์ ๘ เป็นที่ให้ถึงอมตธรรม เราได้เจริญแล้ว แม้นิพพาน เราก็ได้ทำให้แจ้งแล้ว เราได้เห็นแว่นธรรมแล้ว เราเป็นผู้มีลูกศรอันตัด แล้ว ปลงภาระลงแล้ว กิจที่ควรทำเราได้ทำเสร็จแล้ว พระกีสาโคตมี เถรีเป็นผู้มีจิตหลุดพ้นดีแล้ว ได้กล่าวเนื้อความนี้ ดังนี้แล. จบ เอกาทสกนิบาต. -----------------------------------------------------

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา [๑๐. เอกาทสกนิบาต] ๑. กีสาโคตมีเถรีคาถา ๑๐. เอกาทสกนิบาต ๑. กีสาโคตมีเถรีคาถา ภาษิตของพระกีสาโคตมีเถรี (พระกีสาโคตมีเถรีได้กล่าวภาษิตเหล่านี้ว่า)

ข้อ ๒๑๓

พระมุนีกล่าวสรรเสริญความเป็นผู้มีกัลยาณมิตร ไว้เฉพาะชาวโลกว่า ผู้คบกัลยาณมิตร ถึงแม้จะเป็นพาล ก็จะพึงเป็นบัณฑิตได้บ้าง

ข้อ ๒๑๔

สัตบุรุษเป็นคนที่ควรคบ ผู้คบสัตบุรุษ ปัญญาย่อมเจริญได้แน่นอน ผู้คบสัตบุรุษ พึงพ้นจากทุกข์ทั้งมวลได้

ข้อ ๒๑๕

และพึงรู้แจ้งอริยสัจ ๔ คือ ทุกข์ ๑ เหตุให้เกิดทุกข์ ๑ ความดับทุกข์ ๑ อริยมรรคมีองค์แปด ๑ (ยักษิณีกล่าวว่า)

ข้อ ๒๑๖

พระผู้มีพระภาคเป็นสารถีผู้ทรงฝึกคนที่ควรฝึก ตรัสว่า ความเป็นหญิงเป็นทุกข์ เพราะแม้ความเป็นหญิงมีสามีร่วมกันก็เป็นทุกข์ หญิงบางพวกคลอดครั้งเดียว

ข้อ ๒๑๗

อดกลั้นความทุกข์ที่เกิดขึ้นเพราะการคลอดบุตรไม่ไหว จึงเชือดคอตนเองเสียก็มี บางพวกมีร่างกายอ่อนแอ ทนความลำบากไม่ได้ กินยาพิษเสียก็มี เด็กอยู่ในครรภ์ และมารดาผู้มีครรภ์ ย่อมประสบความย่อยยับทั้งสองคนก็มี

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๕๙๐}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา [๑๐. เอกาทสกนิบาต] ๑. กีสาโคตมีเถรีคาถา (พระปฏาจาราเถรีกล่าวว่า)

ข้อ ๒๑๘

เราเวลามีครรภ์แก่ใกล้คลอด เดินทางไปยังไม่ทันถึงเรือนตน ก็คลอดบุตรที่ระหว่างทาง พบสามีตาย

ข้อ ๒๑๙

บุตรทั้งสองก็ตาย สามีก็ตายเสียที่ระหว่างทาง มารดาบิดา และพี่ชายของเราผู้กำพร้า ถูกเผาอยู่บนเชิงตะกอนเดียวกัน (พระกีสาโคตมีเถรีกล่าวว่า)

ข้อ ๒๒๐

เจ้า เมื่อสิ้นตระกูลแล้ว ตกเป็นคนกำพร้า เสวยทุกข์หาประมาณมิได้ ก็แลน้ำตาของเจ้าไหลตลอดมาหลายพันชาติ

ข้อ ๒๒๑

เราเห็นเจ้าและเนื้อบุตรของเจ้า ถูกสุนัขเป็นต้นกัดกินที่ท่ามกลางป่าช้า เราพร้อมกับสามีมีตระกูลฉิบหายแล้ว ถูกชนทั้งปวงติเตียนแล้วได้บรรลุอมตธรรม

ข้อ ๒๒๒

อริยมรรคมีองค์ ๘ เป็นข้อปฏิบัติให้ถึงอมตธรรม เราได้เจริญแล้ว แม้นิพพานเราก็ทำให้แจ้งแล้ว เราได้พบกระจกคือธรรมแล้ว

ข้อ ๒๒๓

ตัดลูกศรเสียได้ ปลงภาระได้แล้ว กระทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว กีสาโคตมีเถรีผู้มีจิตหลุดพ้นดีแล้ว ได้กล่าวเนื้อความนี้ไว้ เอกาทสกนิบาต จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๕๙๑}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาเถรีคาถา เอกาทสกนิบาต ๑. อรรถกถากิสาโคตมีเถรีคาถา

ในเอกาทสกนิบาต คาถาว่า กลฺยาณมิตฺตตา เป็นต้นเป็นคาถาของพระกิสาโคตมีเถรี มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

ได้ยินว่า พระเถรีรูปนี้ ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ก็บังเกิดในเรือนสกุลกรุงหังสวดี รู้เดียงสาแล้ว วันหนึ่งฟังธรรมในสำนักพระศาสดา เห็นพระศาสดาทรงสถาปนาภิกษุณีรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ เป็นเลิศของเหล่าภิกษุณีผู้ทรงจีวรปอน ก็สร้างสมกุศลให้ยิ่งๆ ขึ้นไป ท่องเที่ยวอยู่ในเทวดาและมนุษย์ถึงแสนกัป.

ในพุทธุปบาทกาลนี้ก็บังเกิดในสกุลเข็ญใจ กรุงสาวัตถี ชื่อของนางว่าโคตมี แต่เพราะตัวผอม เขาจึงเรียกว่ากิสาโคตมี นางไปมีสามี บิดามารดาและญาติดูหมิ่นว่า เป็นลูกสาวของสกุลเข็ญใจ. นางคลอดลูกชายออกมาคนหนึ่ง เพราะได้ลูกชาย บิดามารดาและญาติก็ทำสัมมานะยกย่องนาง แต่ลูกชายนางก็ตายเสียขณะที่วิ่งเล่นได้ ด้วยเหตุนั้น นางจึงเกิดบ้าเพราะความเศร้าโศก.

นางคิดว่า เมื่อก่อนเราถูกดูหมิ่น นับตั้งแต่ลูกชายเราเกิดก็ได้รับยกย่อง คนเหล่านี้พยายามจะทิ้งลูกชายเราไว้ข้างนอก จึงอุ้มร่างลูกชายที่ตายแล้วไป โดยความบ้าเพราะความเศร้าโศก ตระเวนไปในนคร ตามลำดับประตูเรือนโดยกล่าวขอร้องว่า ขอท่านโปรดให้ยาแก่ลูกชายของข้าด้วยเถิด.

ผู้คนทั้งหลายบริภาษด่าว่า จะเอายาแก้ตายมาแต่ไหน นางก็ไม่เชื่อคำของคนเหล่านั้น.

ครั้งนั้น ชายบัณฑิตผู้หนึ่งคิดว่า หญิงคนนี้จิตฟุ้งซ่านเป็นบ้า เพราะโศกเศร้าถึงลูกชาย พระทศพลเท่านั้นคงจักทรงรู้จักยาสำหรับหญิงคนนี้ จึงกล่าวว่า แม่คุณไปเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วทูลถามถึงยาสำหรับลูกชายของแม่นางสิ.

นางไปพระวิหาร เวลาพระศาสดาทรงแสดงธรรม ทูลถามว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า โปรดทรงประทานยาสำหรับลูกชายของข้าพระองค์ด้วยเถิด.

พระศาสดาทรงเห็นอุปนิสัยของนาง จึงตรัสว่า ไปสิ เข้าพระนครเรือนหลังใดไม่เคยมีคนตาย จงนำเมล็ดผักกาดจากเรือนหลังนั้นมา.

นางรับพระพุทธดำรัสว่า ดีละพระเจ้าข้า ดีใจก็เข้าพระนครไปในเรือนหลังแรก พูดว่า พระศาสดาโปรดให้ข้านำเมล็ดผักกาดไป เพื่อทำยาสำหรับลูกชายของข้า ถ้าในเรือนหลังนี้ไม่เคยมีใครๆ ตาย โปรดให้เมล็ดผักกาดแก่ข้าด้วยเถิด. คนในเรือนหลังนั้นกล่าวว่า ใครเล่าจะสามารถนับคนที่ตายไปแล้ว ในเรือนหลังนี้ได้.

นางไปเรือนหลังที่สอง-สาม ด้วยพุทธานุภาพ ก็หายบ้า อยู่ในปกติจิตจึงคิดว่า จะประโยชน์อะไรด้วยเมล็ดผักกาดนั้น พอกันที สำหรับเมล็ดผักกาดในที่นี้

นางคิดว่า ธรรมเนียมนี้นี่แหละคงจักมีทั่วพระนคร ความจริงนี้คงจักเป็นข้อที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ทรงอนุเคราะห์ด้วยหวังดี ทรงเห็นแล้ว ก็ได้ความสลดใจ จากที่นั้นก็ออกไปข้างนอก ทิ้งลูกชายที่ป่าช้าผีดิบ กล่าวคาถานี้ว่า

ธรรมคืออนิจจตา ความไม่เที่ยง มิใช่เป็นธรรม

ของชาวบ้าน มิใช่ของชาวนิคมและมิใช่ของตระกูล

หนึ่ง หากแต่เป็นธรรมของชาวโลกทั้งหมด รวมทั้ง

เทวโลกด้วย.

ก็แลนางครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ก็ไปเฝ้าพระศาสดา พระศาสดาตรัสถามนางว่า โคตมี เจ้าได้เมล็ดผักกาดมาแล้วหรือ.

นางกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ กิจกรรมเมล็ดผักกาดเสร็จแล้ว พระเจ้าข้า ขอทรงโปรดเป็นที่พึ่งของข้าพระองค์ด้วยเถิด

ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสคาถาแก่นางว่า

มฤตยู ย่อมพานรชนผู้มัวเมาในบุตรและสัตว์

เลี้ยง มีใจฟุ้งซ่านไป เหมือนกระแสน้ำหลากขนาด

ใหญ่ พัดพาชาวบ้านที่มัวหลับใหลไปฉะนั้น.

จบคาถา นางก็ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล ตามอาการที่ยืนอยู่ ทูลขอบรรพชากะพระศาสดา พระศาสดาทรงอนุญาตให้บรรพชาในสำนักของภิกษุณี นางถวายบังคมพระศาสดา ทำประทักษิณเวียนขวา ๓ รอบ แล้วไปสำนักภิกษุณี บรรพชาอุปสมบทแล้วไม่นานนัก ทำโยนิโสมนสิการเจริญวิปัสสนา.

ครั้งนั้น พระศาสดาตรัสพระคาถาประกอบด้วยโอภาสแก่นางดังนี้ว่า

ผู้เห็นอมตบท มีชีวิตอยู่วันเดียว ยังประเสริฐ

กว่าผู้ไม่เห็นอมตบท มีชีวิตอยู่ถึง ๑๐๐ ปี.

จบพระคาถา นางก็บรรลุพระอรหัต ในการใช้สอยบริขารก็อุกฤษฏ์อย่างยิ่ง ครองแต่จีวรที่ประกอบด้วยความปอน ๓ อย่าง.

ครั้งนั้น พระศาสดาประทับอยู่ ณ พระเชตวันวิหาร กำลังทรงสถาปนาพระภิกษุณีทั้งหลายไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะตามลำดับก็ทรงสถาปนาพระเถรีไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นเลิศของเหล่าภิกษุณีผู้ทรงจีวรปอน.

พระเถรีนั้นพิจารณาการปฏิบัติของตน คิดว่าเราอาศัยพระศาสดาจึงให้คุณวิเศษนี้ ได้กล่าวคาถาเหล่านี้โดยมุข คือการสรรเสริญกัลยาณมิตรว่า

เฉพาะโลก พระมุนีทรงสรรเสริญความเป็นผู้มี

กัลยาณมิตร คนเมื่อคบกัลยาณมิตร แม้เป็นพาลก็พึง

เป็นบัณฑิตได้บ้าง.

ควรคบแต่สัตบุรุษคนดี คนคบสัตบุรุษ ปัญญา

ย่อมเจริญได้เหมือนกัน คนคบสัตบุรุษจะพึงพ้นจาก

ทุกข์ได้ทุกอย่าง.

บุคคลพึงรู้จักอริยสัจแม้ทั้ง ๔ คือทุกข์ ทุกข-

สมุทัย ทุกขนิโรธ และมรรคมีองค์ ๘.

ยักษิณีตนหนึ่งกล่าวตำหนิความเป็นหญิงไว้ว่า

พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ทรงฝึกคนที่ควรฝึก ตรัส

ว่า ความเป็นหญิงเป็นทุกข์ แม้การเป็นหญิงร่วมสามี

ก็เป็นทุกข์ หญิงบางพวก ย่อมคลอดครั้งเดียว บาง

พวกก็เชือดคอตนเอง บางพวกที่เป็นสุขุมาลชาติ ทน

ทุกข์ไม่ได้ก็กินยาพิษ สัตว์ในครรภ์และหญิงผู้มีครรภ์

ย่อมประสบความพินาศก็ย่อยยับทั้งสองคน.

พระปฏาจาราเถรีเล่าว่า

ข้าพเจ้าครรภ์แก่ใกล้คลอด เดินทางไปยังไม่ทัน

ถึงเรือนตน ก็คลอดบุตรระหว่างทาง พบสามีตาย บุตร

ทั้งสองก็ตาย สามีก็ตายเสียที่หนทางเปลี่ยว ข้าพเจ้า

กลายเป็นคนยากไร้ มารดาบิดาและพี่ชายถูกเผาบน

เชิงตะกอนเดียวกัน

เมื่อตระกูลเสื่อมตกเป็นคนยากไร้ ข้าพเจ้าต้อง

เสวยทุกข์หาประมาณมิได้ น้ำตาของข้าพเจ้าไหลตลอด

มาหลายพันชาติ.

ข้าพเจ้าอยู่ท่ามกลางสุสาน แม้เนื้อบุตรก็ต้องกิน

ข้าพเจ้ามีตระกูลเสื่อมแล้ว สามีตายแล้ว คนทั้งปวง

ติเตียนแล้ว ก็ได้บรรลุอมตธรรม.

อริยมรรคมีองค์ ๘ อันให้ถึงอมตธรรม ข้าพเจ้า

ก็อบรมแล้ว แม้พระนิพพานก็กระทำให้แจ้งแล้ว ข้าพเจ้า

ได้พบกระจกธรรมแล้ว.

ข้าพเจ้าตัดความโศกศัลย์ได้แล้ว ปลงภาระแล้ว

กระทำกรณียะเสร็จแล้ว ข้าพเจ้าชื่อกิสาโคตมีเถรีผู้มีจิต

หลุดพ้นแล้ว กล่าวคำนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กลฺยาณมิตฺตตา ความว่า ชื่อว่ากัลยาณมิตร เพราะมีมิตรงาม เจริญ ดี ผู้สมบูรณ์ด้วยความมีศีลเป็นต้น. กำลังมีทุกข์ ถูกกำจัดประโยชน์เกื้อกูลอันใด บุคคลใดเป็นมิตรมีอุปการะช่วยเขาโดยอาการทุกอย่าง อย่างนั้น บุคคลนั้น ชื่อว่ากัลยาณมิตร. ความเป็นแห่งกัลยาณมิตรนั้น ชื่อว่ากัลยาณมิตตตา คือความเป็นผู้มีกัลยาณมิตร มิตรดี.

บทว่า มุนินา ได้แก่ พระศาสดา.

บทว่า อุทฺทิสฺส วณฺณิตา ได้แก่ เฉพาะสัตวโลกว่า บุคคลควรดำเนินตามกัลยาณมิตร ทรงสรรเสริญไว้โดยนัยเป็นต้นว่า

ดูก่อนอานนท์ ความมีมิตรดี ความมีสหายดี ความมีเพื่อนดี เป็นตัวพรหมจรรย์ทั้งหมดเลย

ข้อที่ภิกษุจักเป็นผู้มีศีล สำรวมในปาติโมกขสังวรอยู่ ก็พึงหวังได้ สำหรับเมฆิยภิกษุ ผู้มีมิตรดี ผู้มีสหายดี ผู้มีเพื่อนดี ดังนี้.

____________________________

สํ. ม. เล่ม ๑๙/ข้อ ๕ ขุ. อุ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๘๘

คำว่า กลฺยาณมิตฺเต ภชมาโน เป็นต้น เป็นคำแสดงอานิสงส์ของความเป็นผู้มีมิตรดี.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปิ พาโล ปณฺฑิโต อสฺส ความว่า บุคคลผู้คบกัลยาณมิตร แม้เป็นพาลมาก่อน เพราะเว้นข้อที่สดับฟังเป็นต้น ก็พึงเป็นบัณฑิตได้บ้าง เพราะสดับฟังข้อที่ยังไม่ได้สดับฟังเป็นต้น.

บทว่า ภชิตพฺพา สปฺปุริสา ความว่า เพราะเหตุที่บุคคลแม้เป็นพาลก็เป็นบัณฑิตได้ สัตบุรุษทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น บุคคลก็พึงซ่องเสพด้วยการเข้าไปหาตามเวลาสมควรเป็นอาทิ.

บทว่า ปญฺญา ตถา ปวฑฺฒติ ภชนฺตานํ ประกอบความว่า สำหรับบุคคลผู้คบกัลยาณมิตร ปัญญาย่อมเจริญเพิ่มพูน บริบูรณ์ เหมือนอย่างบรรดาบุคคลเหล่านั้น บุคคลผู้ใดผู้หนึ่ง เมื่อคบสัตบุรุษ จะพึงพ้นจากทุกข์มีชาติเป็นต้นได้หมดฉะนั้น.

พระเถรี เมื่อแสดงวิธีพ้นทุกข์ด้วยวิธีคบกัลยาณมิตร จึงกล่าวคำว่า ทุกฺขญฺเจว วิชาเนยฺย เป็นอาทิ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จตฺตาริ อริยสจฺจานิ ประกอบความว่า พึงรู้แจ้งแทงตลอดอริยสัจ ๔ เหล่านี้ คือทุกข์ ทุกขสมุทัย นิโรธและมรรคมีองค์ ๘.

สองคาถาว่า ทุกฺโข อิตฺถิภาโว เป็นต้น ยักษิณีตนหนึ่งเมื่อติเตียนความเป็นหญิงกล่าวไว้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทุกฺโข อิตฺถิภาโว อกฺขาโต ความว่า ความเป็นหญิง พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงฝึกคนที่ควรฝึกตรัสว่าเป็นทุกข์ เพราะโทษทั้งหลายมีเป็นต้นอย่างนี้ว่า ความอ่อนแอ การตั้งท้อง ความเป็นอยู่ที่ต้องอาศัยคนอื่นทุกเวลา.

บทว่า สปตฺติกมฺปิ ทุกฺขํ ได้แก่ การอยู่ที่มีศัตรู แม้การอยู่ร่วมกับหญิงร่วมสามีก็เป็นทุกข์. อธิบายว่า แม้อันนี้ก็เป็นโทษในความเป็นหญิง.

บทว่า อปฺเปกจฺจา สกึ วิชาตาโย ได้แก่ หญิงบางพวกคลอดคราวเดียวเท่านั้น ก็ทนทุกข์ในการคลอดท้องแรกไม่ได้.

บทว่า คลเก อปิ กนฺตนฺติ ได้แก่ เชือดคอตนเองบ้าง.

บทว่า สุขุมาลินิโย วิสานิ ขาทนฺติ ได้แก่ หญิงที่มีร่างกายละเอียดอ่อน [สุขุมาลชาติ] ทนความลำบาก เพราะความที่ตนเป็นคนละเอียดอ่อนไม่ได้ก็กินยาพิษบ้าง.

ในคำว่า ชนมารกมชฺฌคตา สัตว์เกิดในครรภ์ผู้หลง ท่านเรียกว่า ชนมารกะ คือทารกผู้ฆ่าชนคือมารดา.

อธิบายว่า ทารกผู้ฆ่ามารดา ที่อยู่ตรงกลางคืออยู่ในท้อง ได้แก่สัตว์ในท้องผู้หลง.

บทว่า อุโภปิ พฺยสนานิ อนุโภนฺติ ความว่า ชนแม้ทั้งสอง คือสัตว์เกิดในท้องและมารดาผู้มีครรภ์ ย่อมประสบความตายและความพินาศย่อยยับ.

ส่วนอาจารย์อื่นอีกกล่าวว่า กิเลสทั้งหลายชื่อว่าผู้ฆ่าชน. ภริยาและสามีแม้ทั้งสองซึ่งอยู่ท่ามกลางแห่งกิเลสเหล่านั้น คือตกอยู่ในสันดานกิเลส ย่อมประสบความพินาศโดยอำนาจความเร่าร้อนแห่งกิเลสในปัจจุบันนี้ ย่อมประสบความพินาศโดยอำนาจความเศร้าหมองแห่งทุคติในอนาคต.

เขาว่า ยักษิณีนั้นรำลึกถึงทุกข์ที่ตนประสบในอัตภาพก่อน จึงกล่าวสองคาถานี้.

ส่วนพระเถรีได้กล่าวย้ำเพื่อชี้แจงโทษในความเป็นหญิง.

สองคาถาว่า อุปวิชญฺญา คฺจฉนฺตี เป็นต้น พระเถรีกล่าวปรารภประวัติของพระปฏาจาราเถรี.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุปวิชญฺญา คจฺฉนฺตี ประกอบความว่า ข้าพเจ้ามีครรภ์แก่ใกล้คลอดเดินทางไปยังไม่ทันถึงเรือนตนเอง ก็คลอดบุตรเสียที่หนทาง ได้พบสามีตาย.

บทว่า กปณิกายา แปลว่า ผู้ยากไร้ เขาว่าสองคาถานี้ พระเถรีกล่าวเพื่อชี้แจงโทษในความเป็นหญิง โดยกระทำตามอาการที่นางปฏาจาราผู้ประสบความบ้า เพราะความเศร้าโศกในครั้งนั้น กล่าวไว้.

พระเถรีครั้นนำเอาเรื่องแม้ทั้งสองนี้มาเป็นอุทาหรณ์แล้ว บัดนี้ เมื่อจะชี้แจงทุกข์ที่ตนประสบจึงกล่าวว่า ขีณกุลิเน เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ขีณกุลิเน ได้แก่ มีตระกูลต้องประสบความเสื่อมโภคะเป็นต้น.

บทว่า กปเณ ได้แก่ ผู้ถึงความตกต่ำอย่างยิ่ง. ก็คำทั้งสองนี้เป็นคำกล่าวปรึกษาตนเท่านั้น.

บทว่า อนุภูตํ เต ทุกฺขํ อปริมาณํ ความว่า ท่านเสวยทุกข์มิใช่น้อยในอัตภาพนี้ หรือในอัตภาพก่อนแต่อัตภาพนี้

บัดนี้ พระเถรีเพื่อจะแจกแสดงทุกข์นั้น โดยเอกเทศ จึงกล่าวว่า อสฺสู จ เต ปวตฺตํ เป็นต้น

คำนั้นมีความว่า นางผู้หมุนเวียนอยู่ในสังสารวัฏ ซึ่งมีเงื่อนต้นเงื่อนปลายตามไปไม่รู้แล้วนี้ น้ำตาไหลนอง เพราะถูกความเศร้าโศกครอบงำมาหลายพันชาติ.

ก็คำนี้พระเถรีกล่าวไม่แปลก น้ำตาพึงมีจำนวนมากกว่าน้ำแห่งมหาสมุทร.

บทว่า วสิตา สุสานมชฺเฌ ความว่า เป็นนางสุนัขบ้าน นางสุนัขจิ้งจอก คอยกินเนื้อมนุษย์อยู่กลางป่าช้า.

บทว่า ขาทิตานิ ปุตฺตมํสานิ ได้แก่ กินแม้แต่เนื้อบุตร ครั้งที่เป็นเสือโคร่ง เสือเหลืองและเสือปลา เป็นต้น.

บทว่า หตกุลิกา ได้แก่ มีวงศ์สกุลพินาศแล้ว.

บทว่า สพฺพครหิตา ได้แก่ ถูกผู้ครองเรือนทุกคนติเตียน คือถึงความตำหนิ.

บทว่า มตปติกา แปลว่า หญิงหม้าย.

ก็พระเถรีกล่าวยึดทั้งสามประการนี้ที่มาถึงตนตามลำดับในอัตภาพก่อน แม้เป็นอย่างนี้ก็ยังบรรลุอมตธรรม คือบรรลุพระนิพพาน ที่มีการเสพกัลยาณมิตรที่ได้มาเอง.

บัดนี้ พระเถรีเพื่อแสดงการบรรลุอมตะนั้นนั่นแลให้ปรากฏ จึงกล่าวว่า ภาวิโต เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภาวิโต ได้แก่ ให้มีแล้ว ให้เกิดแล้ว ให้เจริญแล้ว โดยการอบรมและตรัสรู้.

บทว่า ธมฺมาทาสํ อเวกฺขึหํ ได้แก่ ข้าพเจ้าได้พบได้เห็นกระจกทำด้วยธรรม.

บทว่า อหมมฺหิ กนฺตสลฺลา ความว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้มีกิเลสดุจลูกศรมีราคะเป็นต้นอันถอนได้แล้วด้วยอริยมรรค.

บทว่า โอหิตภารา ได้แก่ มีภาระคือกามขันธ์ กิเลสและอภิสังขารอันปลงลงแล้ว.

บทว่า กตํ หิ กรณียํ ได้แก่ กิจ ๑๖ มีต่างโดยปริญญากิจเป็นต้น ข้าพเจ้าก็กระทำเสร็จแล้ว.

ด้วยบทว่า สุวิมุตฺตจิตฺตา อิมํ ภณิ พระเถรีกล่าวถึงตนเองเหมือนคนอื่นว่า พระกิสาโคตมีเถรีผู้มีจิตหลุดพ้นแล้วโดยประการทั้งปวง ได้กล่าวความนี้โดยการผูกเป็นคาถา ด้วยคำว่า กลฺยาณมิตฺตตา เป็นต้น

ในอปทานของพระเถรีนี้ ในข้อนั้นมีดังนี้

พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ผู้ทรงถึงฝั่งแห่งธรรมทั้งปวง ทรงเป็นผู้นำ ทรงอุบัติในแสนกัปนับแต่กัปนี้

ครั้งนั้น ข้าพเจ้าเกิดในตระกูลหนึ่งในกรุงหังสวดี เข้าเฝ้าพระผู้ประเสริฐกว่านรชน ถึงพระองค์เป็นสรณะ.

ข้าพเจ้าได้ฟังธรรมของพระองค์ ซึ่งประกอบด้วยสัจจะ ๔ ที่ไพเราะจับใจอย่างยิ่ง นำมาซึ่งสันติสุขในวัฏฏะ.

ครั้งนั้น พระพุทธธีระยอดบุรุษ เมื่อทรงสถาปนา ทรงยกย่องภิกษุณีผู้ทรงจีวรปอนไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ.

ข้าพเจ้าฟังคุณของพระภิกษุณีแล้วเกิดปีติไม่ใช่น้อย ถวายสักการะแด่พระพุทธเจ้าตามกำลังสามารถ เคารพพระธีรมุนีพระองค์นั้น ปรารถนาตำแหน่งนั้น.

ครั้งนั้น พระสัมพุทธเจ้าผู้นำทรงอนุโมทนาเพื่อได้ตำแหน่งว่า ในแสนกัปนับแต่กัปนี้ไป พระพุทธเจ้าพระนามว่าโคดม ทรงสมภพในราชสกุลพระเจ้าโอกกากราช จักเป็นศาสดาในโลก ท่านจักมีชื่อว่ากิสาโคตมี จักเป็นทายาท เป็นโอรสในธรรมของพระองค์ ถูกเนรมิตโดยธรรม จักเป็นสาวิกาของพระศาสดา.

ครั้งนั้น ข้าพเจ้าฟังพระพุทธดำรัสนั้นแล้วก็ยินดี มีจิตมีเมตตา บำรุงพระชินพุทธเจ้าผู้เป็นนายกพิเศษด้วยปัจจัย ๔ ตลอดชีวิต.

ด้วยกรรมที่ทำมาดีเหล่านั้นและด้วยการตั้งใจไว้ชอบ ข้าพเจ้าละกายมนุษย์แล้วก็ไปสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์.

พระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสป เป็นพราหมณ์ผู้มียศมาก เป็นยอดของศาสดาทั้งหลาย ทรงอุบัติในภัทรกัปนี้.

ครั้งนั้น พระเจ้ากาสีพระนามว่ากิกิ เป็นจอมนรชนในกรุงพาราณสีราชธานี ทรงเป็นอุปฐากพระพุทธเจ้าผู้ทรงแสวงคุณยิ่งใหญ่.

ข้าพเจ้าเป็นพระราชธิดาองค์ที่ ๕ ของพระเจ้ากาสีพระองค์นั้น ปรากฏพระนามว่าธัมมา ฟังธรรมของพระชินเจ้าผู้เลิศ ชอบใจการบรรพชา.

ครั้งนั้น พระชนกของพวกข้าพเจ้าไม่ทรงอนุญาต พวกข้าพเจ้าจึงอยู่ในพระราชมณเฑียร ไม่เกียจคร้าน บำเพ็ญโกมาริพรหมจรรย์มา ๒๐,๐๐๐ ปี เป็นพระราชธิดาผู้อยู่ในความสุข บันเทิงยินดีเป็นนิตย์ในการบำรุงพระพุทธเจ้า เป็นพระราชธิดา ๗ พระองค์คือ สมณี สมณคุตตา ภิกขุณี ภิกขุทาสิกา ธัมมา สุธัมมาและสังฆทาสิกาที่ครบ ๗.

บัดนี้ ก็คือ เขมา อุบลวรรณา ปฏาจารา กุณฑลา [กุณฑลเกสา] ข้าพระองค์ ธรรมทินนา วิสาขาที่ครบ ๗.

ด้วยกรรมที่ทำดีเหล่านั้นและด้วยการตั้งใจไว้ชอบ ข้าพเจ้าละกายมนุษย์ ก็ไปสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์.

บัดนี้ ภพสุดท้าย ข้าพเจ้าเกิดในตระกูลเศรษฐี เมื่อตระกูลยากจนไม่มีทรัพย์ ต่ำต้อยลงก็ไปสู่ตระกูลมีทรัพย์ [มีสามี] เว้นสามีคนเดียว คนนอกนั้นก็เกลียดข้าพเจ้าว่าเป็นคนไม่มีทรัพย์.

คราวใดข้าพเจ้าคลอดบุตร คราวนั้นก็แสดงแก่คนทั้งปวง คราวใดบุตรนั้นยังอ่อนเจริญวัยก็เป็นดังดวงใจ ประสบสุขเป็นที่รักของข้าพเจ้าดังชีวิตตนเอง คราวนั้นบุตรนั้นไปสู่อำนาจพระยายม [ตาย] ข้าพเจ้ามีดวงหน้าเศร้าหมองอัสสุชลคลอตา มีหน้าร่ำไห้ พาศพบุตรที่ตายเดินครวญคร่ำรำพัน.

ครั้งนั้น ข้าพเจ้าถูกบัณฑิตผู้หนึ่งชี้แนะ จึงไปเฝ้าพระผู้ทรงเป็นหมอยอดเยี่ยม กราบทูลว่า พระเจ้าข้า ขอโปรดประทานยาสำหรับทำบุตรให้ฟื้นคืนชีพ.

พระชินเจ้าผู้ทรงฉลาดในอุบาย บำบัดทุกข์ ตรัสว่า เจ้าจงนำเมล็ดผักกาดจากเรือนที่ไม่มีคนตาย มาสิ.

ครั้งนั้น ข้าพเจ้าไปกรุงสาวัตถีก็ไม่พบเรือนเช่นนั้น จะได้เมล็ดผักกาดมาแต่ไหนเล่า เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงได้สติ ทิ้งศพบุตร เข้าไปเฝ้าพระผู้ทรงเป็นผู้นำโลก

พระผู้มีพระสุรเสียงไพเราะเห็นข้าพเจ้าแต่ไกล จึงตรัสว่า

ผู้เห็นความเกิดและความเสื่อมสิ้น มีชีวิตเป็นอยู่วันเดียว

ประเสริฐกว่าผู้ไม่เห็นความเกิดและความเสื่อมสิ้น มีชีวิตเป็นอยู่

ตั้ง ๑๐๐ ปี.

ธรรมคืออนิจจตา ความไม่เที่ยง มิใช่ธรรมของชาวบ้าน

มิใช่ธรรมของชาวนิคม และมิใช่ธรรมของตระกูลหนึ่ง หากเป็น

ธรรมของชาวโลกทั้งหมด รวมทั้งเทวโลก.

ข้าพเจ้านั้นฟังพระคาถานี้แล้ว ทำธรรมจักษุให้บริสุทธิ์แล้ว แต่นั้น ก็รู้แจ้งสัทธรรมออกบวช ไม่มีเรือน.

ข้าพเจ้าบวชอย่างนั้นแล้ว ก็พยายามอยู่ในคำสอนของพระชินเจ้า ไม่นานนักก็บรรลุพระอรหัต.

ข้าพเจ้าชำนาญในฤทธิ์ ในทิพโสตธาตุ รู้จิตผู้อื่น กระทำตามคำสอนของของพระศาสดา. ข้าพเจ้ารู้ปุพเพนิวาสญาณ ชำระทิพยจักษุ ทำอาสวะให้สิ้นไปหมด เป็นผู้บริสุทธิ์ไร้มลทิน.

พระศาสดา ข้าพเจ้าบำรุงแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ทำเสร็จแล้ว ภาระหนักข้าพเจ้าก็ปลงลงแล้ว ตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพข้าพเจ้าก็ถอนเสียแล้ว.

ข้าพเจ้าออกจากเรือนบวชไม่มีเรือน เพื่อประโยชน์อันใด ประโยชน์อันนั้น ข้าพเจ้าก็บรรลุแล้วตามลำดับ ธรรมเครื่องสิ้นสังโยชน์ทุกอย่าง ข้าพเจ้าก็บรรลุแล้ว. ญาณในอรรถ ธรรม นิรุตติและปฏิภาณของข้าพเจ้าบริสุทธิ์ ไร้มลทิน เพราะอานุภาพของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด.

ข้าพเจ้านำผ้ามาแต่กองขยะ จากป่าช้าและจากทางรก ทำเป็นผ้าสังฆาฏิจากผ้านั้น ทรงแต่จีวรที่ปอน.

พระชินเจ้าผู้นำพิเศษในบริษัททั้งหลาย ทรงยินดีในคุณ คือการทรงจีวรปอนนั้น จึงทรงสถาปนาข้าพเจ้าไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ.

กิเลสทั้งหลาย ข้าพเจ้าก็เผาเสียแล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ทำเสร็จแล้ว.

____________________________

ขุ. อ. เล่ม ๓๓/ข้อ ๑๖๒ กิสาโคตมีเถรีอปทาน

จบอรรถกถากิสาโคตมีเถรีคาถาที่ ๑ จบอรรถกถาเอกาทสกนิบาต -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา