๒. ปัจจยเถรคาถา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา ๒. ปัจจยเถรคาถา สุภาษิตชี้ผลการทำจริง
|๓๐๘.๒๒๒| ๒ ปญฺจาหาหํ ปพฺพชิโต เสกฺโข อปฺปตฺตมานโส วิหารํ เม ปวิฏฺฐสฺส เจตโส ปณิธี อหู |๓๐๘.๒๒๓| นาสิสฺสํ น ปิวิสฺสามิ วิหารโต น นิกฺขเม น ปิ ปสฺสํ นิปาเตสฺสํ ตณฺหาสลฺเล อนูหเต ฯ |๓๐๘.๒๒๔| ตสฺส เมวํ วิหรโต ปสฺส วิริยปรกฺกมํ ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ ปจฺจโย เถโร ฯ
เราบวชแล้วได้ ๕ วัน ยังเป็นเสขบุคคลอยู่ ยังไม่ได้บรรลุอรหัต ความตั้งใจได้มีแล้วแก่เราผู้เข้าไปสู่วิหารว่า เมื่อเรายังถอนลูกศร คือ ตัณหาขึ้นไปไม่ได้ เราจักไม่กิน จักไม่ดื่ม จักไม่ออกไปจากวิหาร จัก ไม่เอนกายลงนอน เชิญท่านดูความเพียร ความบากบั่นของเราผู้ตั้งจิต อธิษฐาน ความเพียรอย่างมั่นคงอยู่อย่างนี้ วิชชา ๓ เราได้บรรลุแล้ว เราทำกิจพระพุทธศาสนาสำเร็จแล้ว.
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๒. ปัจจยเถรคาถา ภาษิตของพระปัจจยเถระ (พระปัจจยเถระเมื่อจะพยากรณ์พระอรหัต จึงได้กล่าว ๓ คาถาไว้ดังนี้ว่า)
เราบวชแล้วได้ ๕ วัน ยังเป็นเสขบุคคลอยู่ ยังไม่ได้บรรลุพระอรหัต เมื่อเราเข้าไปยังวิหารแล้วได้ตั้งใจปรารถนาว่า
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๓๗๓}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา [๓. ติกนิบาต] ๔. ธนิยเถรคาถา
เมื่อเรายังถอนลูกศรคือตัณหาขึ้นไม่ได้ เราจะไม่กิน ไม่ดื่ม ไม่ออกไปจากวิหาร ทั้งจะไม่เอนกายนอน
เชิญท่านดูความเพียร ความบากบั่นของเรานั้นผู้อยู่อย่างนี้ เราบรรลุวิชชา ๓ ได้ทำตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาปัจจยเถรคาถา
คาถาของท่านพระปัจจยเถระมีคำเริ่มต้นว่า ปญฺจาหาหํ ปพฺพชิโต ดังนี้.
มีเรื่องเกิดขึ้นอย่างไร?
แม้ท่านพระปัจจยเถระนี้ก็มีบุญญาธิการที่ทำไว้แล้วในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ เมื่อสั่งสมบุญในภพนั้นๆ ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ ได้ถือกำเนิดในคฤหาสน์ของผู้มีสกุล ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าวิปัสสี รู้เดียงสาแล้ว อยู่มาวันหนึ่งได้เห็นพระศาสดากำลังเสด็จไปที่ฝั่งแม่น้ำชื่อว่าวินตา มีใจเลื่อมใส ได้เลือกเก็บผลมะเดื่อผลใหญ่ๆ มีรสชื่นใจ น้อมเข้าไปถวาย.
ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านท่องเที่ยวไปมาในสุคติเท่านั้น ในภัทรกัปที่มีพระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นนี้ เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสปะ ได้เสด็จอุบัติขึ้นในโลก ทรงประกาศพระธรรมจักร ทรงทำการอนุเคราะห์เวไนยชน ได้บวชในพระศาสนาของพระองค์ เริ่มบำเพ็ญวิปัสสนา ประกอบการภาวนาเนืองๆ
อยู่มาวันหนึ่ง คิดถึงทุกข์ในสงสาร เกิดความสังเวชอย่างยิ่ง นั่งอยู่ในวิหารอธิษฐานจิตว่า เราไม่ได้บรรลุพระอรหัตแล้ว จักไม่ออกไปจากที่นี้ พยายามอยู่ก็ไม่สามารถให้วิปัสสนาเลื่อนสูงขึ้นได้ เพราะญาณยังไม่แก่กล้า.
ท่านมรณภาพแล้ว ท่องเที่ยวไปมาในเทวโลกและมนุษยโลก ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้ถือกำเนิดในขัตติยสกุล ในพระนครโรหินี ได้รับพระนามว่าปัจจยะ ทรงเจริญวัยแล้ว สิ้นรัชสมัยของพระชนก ก็ได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ.
อยู่มาวันหนึ่งได้ทรงปรารภจะทรงประกอบพลีกรรมเพื่อเป็นมหาราช. มหาชนได้มาชุมนุมกัน ณ สถานที่นั้น.
เพื่อจะให้เกิดความเลื่อมใส แก่มหาชนนั้น ในสมาคมนั้น พระศาสดาประทับนั่งบนรัตนสิงหาสน์ในรัตนกูฏาคารที่ท้าวเวสวัณเนรมิตถวายแล้ว ได้ทรงแสดงธรรมแก่มหาชนผู้เฝ้ามองอยู่นั่นแหละ. การบรรลุธรรมได้มีแก่ชุมนุมชนหมู่ใหญ่.
แม้พระเจ้าปัจจยราช ครั้นทรงสดับพระธรรมเทศนาแล้ว ได้ทรงสละราชสมบัติ ถูกเหตุเก่าก่อนกระตุ้นเตือน จึงได้ทรงผนวช. พระองค์ได้ทรงทำปฏิญญาเหมือนที่ได้กระทำไว้แล้วในครั้งกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสปะ เสด็จเข้าพระวิหาร เจริญวิปัสสนา แล้ว ได้ทรงบรรลุพระอรหัตในทันใดนั่นเอง เพราะทรงทำพระญาณให้แก่กล้า.
ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงได้กล่าวไว้ในคัมภีร์อปทานว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใดผู้ทรงเป็นอุดมบุรุษ ข้าพเจ้าได้เห็นพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้ทรงเป็นเอกอัครบุรุษ มีพระทัยตั้งมั่นดีแล้ว ทรงคลายความกำหนัดแล้ว ข้าพเจ้ามีใจเลื่อมใสในพระองค์ ผู้ทรงชำระมลทินคือกิเลส ได้ถือผลมะเดื่อ ขอเป็นทาสพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด.
ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ ข้าพเจ้าได้ถวายผลไม้อันใดไว้ในครั้งนั้น เพราะการถวายผลไม้นั้น ข้าพเจ้าจึงไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็น ผลของการถวายผลไม้.
ในภัทรกัปนี้ ข้าพเจ้าสังเวชสลดใจ ได้บวชในพระศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่ากัสสปะ.
อนึ่ง ข้าพเจ้าบวชแล้วตั้งใจไว้ว่า จักไม่ออกจากวิหาร ได้พร่ำบำเพ็ญภาวนา ไม่ได้บรรลุประโยชน์สูงสุด ถึงจะไม่ได้บรรลุในทันใดนั้น แต่บัดนี้ ข้าพเจ้าก็ดับกิเลสได้แล้ว สัมผัสทางที่ไม่จุติ ได้ลุถึงสถานที่ที่ไม่หวั่นไหวแล้ว. กิเลสทั้งหลายข้าพเจ้าได้เผาแล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติแล้ว.
____________________________
ขุ. อ. เล่ม ๓๒/ข้อ ๓๘๕
อนึ่ง ครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว เมื่อจะพยากรณ์พระอรหัตผลโดยการสรรเสริญข้อปฏิบัติของตนเป็นหลัก จึงได้ภาษิตคาถา ๓ คาถาเหล่านี้ไว้ว่า
ข้าพเจ้าบวชได้ ๕ วันได้เป็นพระเสขะ แต่ยังไม่ได้บรรลุ
พระอรหัตผล ข้าพเจ้าเข้าไปวิหารแล้ว ได้มีความตั้งใจไว้
ว่า ในเมื่อถอนลูกศรคือตัณหาออกยังไม่ได้ ข้าพเจ้าก็จัก
ไม่ฉัน ไม่ดื่ม ไม่ออกไปจากวิหาร จักไม่ให้แม้แต่สีข้าง
ตกถึงพื้น ไม่เอนหลัง เมื่อข้าพเจ้านั้นพักอยู่อย่างนี้ คนจะ
เห็นความเพียร และความก้าวหน้า วิชชา ๓ ข้าพเจ้าได้
บรรลุแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าปฏิบัติแล้ว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปญฺจาหาหํ ปพฺพชิโต ความว่า ข้าพเจ้าเป็นพระเสขะ ๕ วัน. อธิบายว่า บวชแล้ว ๕ วันในวันที่ ๕ นับแต่บวชแล้วก็ได้สำเร็จ.
บทว่า เสโข อปฺปตฺตมานโส ความว่า ชื่อว่าเป็นพระเสขะ เพราะศึกษาอธิสีลสิกขาเป็นต้น. ธรรมใดสิ้นมานะ คือตัดมานะขาดออกไปโดยไม่มีเหลือไว้ เพราะฉะนั้น ธรรมนั้นจึงชื่อว่า มานโส ได้แก่มรรคชั้นยอด (อรหัตมรรค) สิ่งที่มาจากธรรมที่สิ้นมานะ เพราะเกิดจากธรรมนั้นชื่อว่ามานัส ได้แก่พระอรหัตผล. ผู้ยังไม่บรรลุพระอรหัตผลนั้น.
อีกอย่างหนึ่ง มานัส (คืออรหัต) นั้น ข้าพเจ้านี้ยังไม่ได้บรรลุ เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงชื่อว่าอัปปัตตมานสะ (ผู้ยังไม่ได้บรรลุพระอรหัตผล).
บทว่า วิหารํ เม ปวิฏฺฐสฺส เจตโส ปณิธี อหุ (ข้าพเจ้าเข้าวิหารแล้วได้มีความตั้งใจไว้ว่า) ความว่า เมื่อข้าพเจ้าผู้เป็นพระเสขะเข้าไปสู่วิหารอันเป็นที่อยู่คือกระท่อมอย่างนี้ ได้มีความตั้งใจที่มีอาการดังที่กำลังกล่าวอยู่ในบัดนี้. อธิบายว่า ข้าพเจ้าได้ตั้งใจไว้อย่างนี้.
ด้วยบทว่า นาสิสฺสํ เป็นต้นนี้ ท่านแสดงถึงความตั้งใจ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นาสิสฺสํ ความว่า ข้าพเจ้าจักไม่ฉันคือจักไม่บริโภคโภชนะอย่างใดอย่างหนึ่ง ในเมื่อข้าพเจ้าถอนลูกศรคือกิเลสที่ปักใจข้าพเจ้ายังไม่ออก คือถอนยังไม่ได้.
ผู้ศึกษาควรประกอบคำดังที่ว่ามานี้เข้าในทุกๆ บท.
บทว่า น ปิวิสฺสามิ ความว่า เราจักไม่ดื่มน้ำอย่างใดอย่างหนึ่งที่ควรดื่ม.
บทว่า วิหารโต น นิกฺขเม ความว่า ข้าพเจ้าจะไม่ออกไปจากที่นี้ คือจากห้องที่ข้าพเจ้านั่งอยู่แล้วในขณะนี้.
บทว่า นปิ ปสฺสํ นิปาเตสฺสํ ความว่า บรรดาสีข้างทั้ง ๒ ของร่างกายข้าพเจ้า แม้ข้างเดียว ข้าพเจ้าก็จักไม่เอนเพื่อบรรเทาความลำบากกาย. อธิบายว่า จักไม่นอนแม้โดยข้างๆ เดียว.
บทว่า ตสฺส เมวํ วิหรโต ความว่า เมื่อข้าพเจ้านั้นตั้งจิตไว้อย่างนี้แล้ว พักอยู่ด้วยอำนาจแห่งการตั้งวิริยาธิษฐานไว้อย่างมั่นคง แล้วพร่ำบำเพ็ญวิปัสสนา.
บทว่า ปสฺส วิริยปรกฺกมํ ความว่า คนจะเห็น คือจะรู้ความพยายามที่ได้นามว่าวิริยะ เพราะจะต้องให้เคลื่อนไหวไปตามวิธี และได้นามว่าปรักกมะ เพราะก้าวไปสู่ที่ข้างหน้าที่เป็นความอุตสาหะ. แต่ว่า วิชชา ๓ ข้าพเจ้าได้บรรลุแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติแล้วด้วยอานุภาพความเพียรใด เพราะฉะนั้น ความเพียรนั้นมีเนื้อความดังที่ข้าพเจ้าได้กล่าวมาแล้วนั่นแล.
จบอรรถกถาปัจจยเถรคาถา -----------------------------------------------------