๒. ธรรมปาลเถรคาถา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา ๒. ธรรมปาลเถรคาถา สุภาษิตแสดงชีวิตไม่ไร้ประโยชน์
|๒๙๙.๒๐๓| ๒ โย หเว ทหโร ภิกฺขุ ยุญฺชติ พุทฺธสาสเน ชาคโร ส หิ สุตฺเตสุ อโมฆนฺตสฺส ชีวิตํ ฯ |๒๙๙.๒๐๔| ตสฺมา สทฺธญฺจ สีลญฺจ ปสาทํ ธมฺมทสฺสนํ อนุยุญฺเชถ เมธาวี สรํ พุทฺธาน สาสนนฺติ ฯ ธมฺมปาโล เถโร ฯ
ภิกษุหนุ่มรูปใดแล เพียรพยายามอยู่ในพระพุทธศาสนา ก็เมื่อสัตว์ ทั้งหลายนอกนี้พากันหลับแล้ว ภิกษุหนุ่มนั้นตื่นอยู่ ชีวิตของเธอไม่ไร้ ประโยชน์ เพราะฉะนั้น บุคคลผู้มีปัญญาระลึกถึงคำสอนของพระพุทธ- เจ้าทั้งหลาย พึงประกอบศรัทธา ศีล ความเลื่อมใส และการเห็นธรรม เนืองๆ เถิด
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๒. ธัมมปาลเถรคาถา ภาษิตของพระธัมมปาลเถระ (พระธรรมปาลเถระเมื่อจะแสดงธรรมโปรดพวกสามเณร จึงได้กล่าว ๒ คาถาไว้ดังนี้ว่า)
ภิกษุใดแลยังหนุ่มแน่น ประกอบความขวนขวายในพระพุทธศาสนา ผู้ตื่นอยู่ ในเมื่อคนเหล่าอื่นหลับแล้ว ชื่อว่าไม่ไร้ผล
เพราะฉะนั้น ภิกษุผู้มีปัญญา ระลึกถึงคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย จึงควรประกอบศรัทธา ศีล ความเลื่อมใส และการเห็นธรรมเนืองๆ @เชิงอรรถ : @ หยั่งรู้อุปาทานขันธ์ คือ ขันธ์ที่อาศัยความยึดมั่นถือมั่น (ขุ.เถร.อ. ๑/๒๐๒/๕๐๑)@ มหากัปที่ผ่านไปนานจนไม่สามารถนับได้ (ขุ.เถร.อ. ๑/๒๐๒/๕๐๑)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๓๖๘}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาธรรมปาลเถรคาถา
คาถาของท่านพระธรรมปาลเถระ เริ่มต้นว่า โย หเว ทหโร ภิกฺขุ.
เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร?
แม้พระเถระนี้ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำไว้แล้วในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญไว้ในภพนั้นๆ บังเกิดในเรือนแห่งตระกูล ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าอัตถทัสสี บรรลุนิติภาวะแล้ว เข้าไปสู่ป่าลึกด้วยกรณียกิจบางอย่าง เห็นพระศาสดาแล้ว มีใจเลื่อมใส ได้ถวายผลไม้ปิลักขะ (ผลดีปลี).
ด้วยบุญกรรมนั้น เขาท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เมื่อพระศาสดาในพุทธุปบาทกาลนี้ เสด็จปรินิพพานแล้ว บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ แคว้นอวันตี ได้นามว่าธรรมปาละ เจริญวัยแล้ว ไปสู่เมืองตักกสิลา เรียนศิลปศาสตร์แล้ว เมื่อเวลากลับพบพระเถระรูปหนึ่งในวิหารแห่งหนึ่ง ฟังธรรมในสำนักของพระเถระแล้ว ได้มีจิตศรัทธาบวชแล้ว เจริญวิปัสสนาได้เป็นผู้มีอภิญญา ๖.
สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า
เราได้เห็นพระพุทธเจ้าพระนามว่าอัตถทัสสี มียศใหญ่ ในระหว่างป่า เรามีจิตเลื่อมใส มีใจโสมนัส ได้ถวายผลปิลักขะ (ผลดีปลี).
ในกัปที่ ๑,๘๐๐ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้ถวายผลไม้ใดในกาลนั้น ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
____________________________
ขุ. อ. เล่ม ๓๒/ข้อ ๓๘๖
ก็พระเถระเป็นผู้มีอภิญญา ๖ แล้ว ยังเวลาให้ล่วงไปด้วยความสุขอันเกิดแต่สมาบัติ วันหนึ่งเห็นสามเณร ๒ รูปในวิหารนั้น ขึ้นเก็บดอกไม้อยู่บนยอดไม้ เมื่อกิ่งที่ยืนงอกออกไปหักแล้วก็ตกลงมา จึงยื่นมือออกไปรับด้วยอานุภาพแห่งฤทธิ์ ให้สามเณรทั้งสองยืนอยู่บนพื้นดินได้โดยปลอดภัย.
เมื่อจะแสดงธรรมแก่สามเณรเหล่านั้น ได้กล่าวคาถา ๒ คาถานี้ความว่า
ภิกษุหนุ่มรูปใดแล เพียรพยายามอยู่ในพระพุทธศาสนา
ก็เมื่อสัตว์ทั้งหลายนอกนี้พากันหลับแล้ว ภิกษุหนุ่มนั้น
ตื่นอยู่ ชีวิตของเธอไม่ไร้ประโยชน์ เพราะฉะนั้น บุคคล
ผู้มีปัญญา ระลึกถึงคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย พึง
ประกอบศรัทธา ศีล ความเลื่อมใสและการเห็นธรรมเนืองๆ
เถิด ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โย เป็นคำแสดงความไม่แน่นอน.
บทว่า หเว เป็นนิบาต ลงในอรรถว่ามั่นคง.
บทว่า ทหโร แปลว่า หนุ่ม. ชื่อว่าภิกษุ เพราะอรรถว่าย่อมขอ.
บทว่า ยุญฺชติ ความว่า ย่อมพากเพียรพยายาม.
บทว่า ชาคโรได้แก่ ประกอบไปด้วยธรรมของภิกษุผู้ตื่น.
บทว่า สุตฺเตสุ ความว่า เมื่อสัตว์ทั้งหลายนอนหลับอยู่.
ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า
ภิกษุใดยังหนุ่มอยู่คืออายุยังน้อย ไม่คิดว่า เราจักบำเพ็ญสมณธรรมอย่างนั้น ในภายหลัง เพียรพยายามปฏิบัติด้วยความไม่ประมาท กระทำความเพียรในสมถภาวนาและวิปัสสนาภาวนาในศาสนาของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย เมื่อสัตว์ทั้งหลายนอกนี้หลับแล้ว คือหลับด้วยความหลับคืออวิชชา ได้แก่ประมาทแล้ว ภิกษุนั้นตื่นอยู่ด้วยการประกอบธรรมของผู้ตื่นอยู่มีศรัทธาเป็นต้น ชีวิตของเธอไม่ไร้ประโยชน์คือไม่เป็นหมัน เพราะบริบูรณ์ด้วยประโยชน์ตนและประโยชน์ท่านนั้นแล
ก็เพราะเหตุที่ชีวิตนี้เป็นอย่างนี้ ฉะนั้น บุคคลผู้มีปัญญาคือภิกษุผู้ประกอบด้วยปัญญามีโอชาอันเกิดแต่ธรรม ระลึกถึงคำสอนคือพระโอวาท ได้แก่พระอนุสาสนีของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย มองเห็นศีรษะของตนว่าอันไฟติดทั่วแล้ว พึงประกอบตามซึ่งศรัทธาและความเชื่อ เชื่อกรรมและผลแห่งกรรม อันเป็นไปแล้วโดยนัยมีอาทิว่า กรรมมีอยู่ ผลแห่งกรรมมีอยู่ ดังนี้ ซึ่งจตุปาริสุทธิศีลอันเข้าไปอาศัยซึ่งศรัทธานั้น เพราะความที่แห่งศีลเข้าไปผูกพันกับศรัทธา และซึ่งความเลื่อมใสในพระรัตนตรัย อันเป็นไปแล้วอย่างนี้ว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้ว พระสงฆ์ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ดังนี้ และซึ่งการเห็นจตุราริยสัจจธรรม ด้วยสามารถแห่งการกำหนดรู้ด้วยมรรคปัญญา อันประกอบด้วยวิปัสสนาปัญญาเป็นต้น.
อธิบายว่า พึงกระทำความขวนขวาย คือความเพียรในธรรมมีศรัทธาเป็นต้นนั้น.
จบอรรถกถาธรรมปาลเถรคาถา -----------------------------------------------------