อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๑๑๒

๒. สานุวาสีเถรเปตวัตถุ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๑๒พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 1 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 1 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 31 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา ๒. สานุวาสีเถรเปตวัตถุ ว่าด้วยเปรตญาติพระสานุวาสีเถระ

ข้อ ๑๑๒

|๑๑๒.๓๙๑| ๒ กุณฺฑินคริโย เถโร สานวาสินิวาสิโก โปฏฺฐปาโทติ นาเมน สมโณ ภาวิตินฺทฺริโย ฯ |๑๑๒.๓๙๒| ตสฺส มาตา ปิตา ภาตา ทุคฺคตา ยมโลกิกา ปาปกมฺมํ กริตฺวาน เปตโลกํ อิโต คตา ฯ |๑๑๒.๓๙๓| เต ทุคฺคตา สูจิกฏฺฐา กิลนฺตา นคฺคิโน กิสา โอตฺตปฺปนฺตา มหตฺตาสา น เทสฺสนฺติ กุรูริโน ฯ |๑๑๒.๓๙๔| ตสฺส ภาตา วิตริตฺวา นคฺโค เอกปเถกโก จตุกุณฺฑิโก ภวิตฺวาน เถรสฺส ทสฺสยิตุมํ ฯ |๑๑๒.๓๙๕| เถโร จามนสิกตฺวา ตุณฺหีภูโต อติกฺกมิ โส จ วิญฺญาปยิ เถรํ ภาตา เปตํ คโต อหํ ฯ |๑๑๒.๓๙๖| มาตา ปิตา จ เต ภนฺเต ทุคฺคตา ยมโลกิกา ปาปกมฺมํ กริตฺวาน เปตโลกํ อิโต คตา |๑๑๒.๓๙๗| เต ทุคฺคตา สูจิกฏฺฐา กิลนฺตา นคฺคิโน กิสา โอตฺตปฺปนฺตา มหตฺตาสา น เทสฺสนฺติ กุรูริโน ฯ |๑๑๒.๓๙๘| อนุกมฺปสฺสุ การุณิโก ทตฺวา อนฺวาทิสาหิ โน ตว ทินฺเนน ทาเนน ยาเปสฺสนฺติ กุรูริโนติ ฯ |๑๑๒.๓๙๙| เถโร จริตฺวา ปิณฺฑาย ภิกฺขู อญฺเญ จ ทฺวาทส เอกชฺฌํ สนฺนิปตึสุ ภตฺตวิสฺสคฺคการณา ฯ |๑๑๒.๔๐๐| เถโร สพฺเพปิ เต อาห ยถา ลทฺธํ ททาถ เม สงฺฆภตฺตํ กริสฺสามิ อนุกมฺปาย ญาตีนํ ฯ |๑๑๒.๔๐๑| นิยฺยาทยึสุ เถรสฺส เถโร สงฺฆํ นิมนฺตยิ ทตฺวา อนฺวาทิสิ เถโร ปิตุ มาตุ จ ภาตุโน อิทํ เม ญาตีนํ โหตุ สุขิตา โหนฺตุ ญาตโย ฯ |๑๑๒.๔๐๒| สมนนฺตรานุทิฏฺเฐ โภชนํ อุปปชฺชถ สุจึ ปณีตํ สมฺปนฺนํ อเนกรสพฺยญฺชนํ |๑๑๒.๔๐๓| ตโต อุทฺทิสฺสติ ภาตา วณฺณวา พลวา สุขี ฯ ปหูตํ โภชนํ ภนฺเต ปสฺส นคฺคมฺหเส มยํ ตถา ภนฺเต ปรกฺกมฺม ยถา วตฺถํ ลภามฺหเส ฯ |๑๑๒.๔๐๔| เถโร สงฺการกูฏโต อุจฺจินิตฺวาน นนฺตเก ปิโลติกํ ปฏํ กตฺวา สงฺเฆ จาตุทฺทิเส อทา ฯ |๑๑๒.๔๐๕| ทตฺวา อนฺวาทิสิ เถโร ปิตุ มาตุ จ ภาตุโน อิทํ เม ญาตีนํ โหตุ สุขิตา โหนฺตุ ญาตโย ฯ |๑๑๒.๔๐๖| สมนนฺตรานุทิฏฺเฐ วตฺถานิ อุปปชฺชึสุ ตโต สุวตฺถวสโน เถรสฺส ทสฺสยีตุมํ ฯ |๑๑๒.๔๐๗| วณฺณวา พลวา สุขี ยาวตา นนฺทราชสฺส วิชิตสฺมึ ปฏิจฺฉาทา ตโต พหุตฺตรา ภนฺเต ฯ |๑๑๒.๔๐๘| วตฺถานิจฺฉาทนานิ โน โกเสยฺยกมฺพลียานิ โขมกปฺปาสิกานิ จ วิปุลา จ มหคฺฆา จ |๑๑๒.๔๐๙| เต จากาเสวลมฺพเร เต มยํ ปริทหาม ยํ ยํ หิ มนโส ปิยํ ตถา ภนฺเต ปรกฺกาม ยถา เคหํ ลภามเส ฯ |๑๑๒.๔๑๐| เถโร ปณฺณกุฏึ กตฺวา สงฺเฆ จาตุทฺทิเส อทา ฯ ทตฺวา จ อุทฺทิสิ เถโร ปิตุ มาตุ จ ภาตุโน อิทํ เม ญาตีนํ โหตุ สุขิตา โหนฺตุ ญาตโย ฯ |๑๑๒.๔๑๑| สมนนฺตรานุทิฏฺเฐ ฆรานิ อุปปชฺชึสุ กูฏาคารา นิเวสนา วิภตฺตา ภาคโส มิตา ฯ |๑๑๒.๔๑๒| น มนุสฺเสสุ อีทิสา ยาทิสา โน ฆรา อิธ อปิ ทิพฺเพสุ ยาทิสา ตาทิสา โน ฆรา อิธ |๑๑๒.๔๑๓| ททฺทลฺลมานา อาเภนฺติ สมนฺตา จตุโร ทิสา ฯ ตถา ภนฺเต ปรกฺกม ยถา ปานํ ลภามเส ฯ |๑๑๒.๔๑๔| เถโร กรกํ ปูเรตฺวา สงฺเฆ จาตุทฺทิเส อทา ฯ ทตฺวา อนฺวาทิสิ เถโร ปิตุ มาตุ จ ภาตุโน อิทํ เม ญาตีนํ โหตุ สุขิตา โหนฺตุ ญาตโย ฯ |๑๑๒.๔๑๕| สมนนฺตรานุทิฏฺเฐ ปานียํ อุปปชฺชถ คมฺภีรา จตุรสฺสา จ โปกฺขรญฺญา สุนิมฺมิตา |๑๑๒.๔๑๖| สีตุทกา สุปติตฺถา จ สีตา อปฺปฏิคนฺธิยา ปทุมุปฺปลสญฺฉนฺนา วาริกิญฺชกฺขปูริตา ฯ |๑๑๒.๔๑๗| ตตฺถ นหาตฺวา ปิวิตฺวา เถรสฺส ปฏิทสฺสยุํ ปหูตํ ปานียํ ภนฺเต ปาปา ทุกฺขผลนฺติ โน |๑๑๒.๔๑๘| อาหิณฺฑมานา ขญฺชาม สกฺขเร กุสกณฺฏเก ตถา ภนฺเต ปรกฺกม ยถา ยานํ ลภามเส ฯ |๑๑๒.๔๑๙| เถโร สิปาฏิกํ ลทฺธา สงฺเฆ จาตุทฺทิเส อทา ฯ ทตฺวา อนฺวาทิสิ เถโร ปิตุ มาตุ จ ภาตุโน อิทํ เม ญาตีนํ โหตุ สุขิตา โหนฺตุ ญาตโย ฯ |๑๑๒.๔๒๐| สมนนฺตรานุทิฏฺเฐ เปตา รเถน มาคมุํ อนุกมฺปิตมฺห ภทนฺเต ภตฺเตน ฉาทเนน จ |๑๑๒.๔๒๑| ฆเรน ปานียทาเนน ยานทาเนน จูภยํ มุนึ การุณิกํ โลเก ตํ ภนฺเต วนฺทิตุมาคตาติ ฯ สานุวาสิตฺเถรเปตวตฺถุ ทุติยํ ฯ

พระเถระชาวกุณฑินครรูปหนึ่ง อยู่ที่ภูเขาสานุวาสี มีนามว่า โปฏฐ ปาทะ เป็นสมณะผู้มีอินทรีย์ อันอบรมดีแล้ว มารดาบิดาและพี่ชายของ ท่านเกิดในยมโลก เสวยทุกขเวทนาเพราะทำกรรมลามก จึงไปจาก โลกนี้สู่เปตโลก เปรตเหล่านั้นถึงทุคติ มีช่องปากเท่ารูเข็ม ลำบากยิ่ง นัก เปลือยกายซูบผอม มีความเกรงกลัวสะดุ้งหวาดเสียวมาก มีการ งานทารุณ ไม่อาจแสดงตนแก่พระเถระได้ เปรตผู้เป็นพี่ชายของท่าน ตนเดียว เปลือยกายรีบไปนั่งคุกเข่าประนมมือแสดงตนแก่พระเถระ พระเถระไม่ใส่ใจถึง เป็นผู้นิ่งเดินเลยไป เปรตนั้นจึงบอกให้พระเถระ รู้ว่า ข้าพเจ้าพี่ชายของท่านไปแล้วสู่เปตโลก ข้าแต่ท่านผู้เจริญ มารดา บิดาของท่านเกิดในยมโลกเสวยทุกข์ เพราะทำบาปกรรม จึงไปจาก โลกนี้สู่เปตโลก เปรตผู้เป็นมารดาบิดาของท่านทั้งสองนั้น มีช่องปาก เท่ารูเข็ม ลำบากมาก เปลือยกาย ซูบผอม มีความเกรงกลัวสะดุ้ง หวาดเสียวมาก มีการงานทารุณ ไม่อาจแสดงตนแก่ท่าน ขอท่านจง เป็นผู้มีความกรุณา อนุเคราะห์แก่มารดาบิดา จงให้ทานแล้วอุทิศส่วน กุศลไปให้พวกเรา พวกเราผู้มีการงานอันทารุณ จักยังอัตภาพให้ เป็นไปได้เพราะทานอันท่านให้แล้ว พระเถระกับภิกษุอื่นอีก ๑๒ รูป เที่ยวไปบิณฑบาตแล้ว กลับมาประชุมในที่เดียวกัน เพราะเหตุแห่ง ภัตกิจ พระเถระจึงกล่าวกะภิกษุทั้งหมดนั้นว่า ขอท่านทั้งหลายจงให้ ภัตตาหารที่ท่านได้แล้วแก่ผมเถิด ผมจักทำสังฆทานเพื่ออนุเคราะห์ญาติ ทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นจึงมอบถวายพระเถระ พระเถระนิมนต์สงฆ์ ถวายสังฆทานแล้วอุทิศส่วนกุศลไปให้มารดาบิดาและพี่ชาย ด้วยอุทิศ เจตนาว่า ขอทานนี้จงสำเร็จแก่ญาติทั้งหลายของเรา ขอญาติทั้งหลาย จงมีความสุขเถิด ในลำดับที่อุทิศให้นั่นเอง โภชนะอันประณีต สมบูรณ์ มีแกงและกับหลายอย่าง เกิดขึ้นแก่เปรตเหล่านั้น ภายหลัง เปรต ผู้เป็นพี่ชายมีผิวพรรณดี มีกำลัง มีความสุข ได้ไปแสดงตนแก่พระเถระ แล้วกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ โภชนะอันมากมายที่พวกข้าพเจ้าได้แล้ว แต่ขอท่านจงดูข้าพเจ้าทั้งหลายยังเป็นคนเปลือยกายอยู่ ขอท่านจง พยายามให้ข้าพเจ้าทั้งหลายได้ผ้านุ่งผ้าห่มด้วยเถิด พระเถระเลือกเก็บ ผ้าจากกองหยากเยื่อเอามาทำจีวรแล้ว ถวายสงฆ์อันมาแล้วจากจาตุรทิศ ครั้นถวายแล้วได้อุทิศส่วนกุศลให้มารดาบิดาและพี่ชาย ด้วยอุทิศเจตนา ว่า ขอทานนี้จงสำเร็จแก่ญาติทั้งหลาย ขอพวกญาติของเราจงมีความ สุขเถิด ในลำดับแห่งการอุทิศนั่นเอง ผ้าทั้งหลายได้เกิดขึ้นแก่เปรตเหล่า นั้น ภายหลัง เปรตเหล่านั้นนุ่งห่มผ้าเรียบร้อยแล้วได้มาแสดงตนแก่ พระเถระกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลายมีผิวพรรณดี มีกำลัง มีความสุข มีผ้านุ่งผ้าห่มมากกว่าผ้าที่มีในแคว้นของพระเจ้านันทราช ผ้านุ่งผ้าห่มทั้งหลายของพวกเรา ไพบูลย์และมีค่ามาก คือ ผ้าไหม ผ้า ขนสัตว์ ผ้าเปลือกไม้ ผ้าฝ้าย ผ้าป่าน ผ้าด้ายแกมไหม ผ้าเหล่านั้น แขวนอยู่ในอากาศ ข้าพเจ้าทั้งหลายเลือกนุ่งห่มแต่ผืนที่พอใจ (แต่ว่า พวกข้าพเจ้ายังไม่มีบ้านเรือนอยู่) ขอท่านจงพยายามให้พวกข้าพเจ้าได้ บ้านเรือนเถิด พระเถระสร้างกุฎีอันมุงด้วยใบไม้ แล้วได้ถวายสงฆ์ซึ่ง มาแต่จาตุรทิศครั้นแล้วได้อุทิศส่วนกุศลให้มารดาบิดาและพี่ชาย ด้วย อุทิศเจตนาว่า ขอผลแห่งการถวายกุฎีนี้ จงสำเร็จแก่พวกญาติของเรา ขอพวกญาติของเราจงมีความสุขเถิด ในลำดับแห่งการอุทิศนั่นเอง เรือน ทั้งหลาย คือ ปราสาทและเรือนอย่างอื่นๆ อันบุญกรรมกำหนด แบ่งไว้เป็นส่วนๆ เกิดขึ้นแล้วแก่เปรตเหล่านั้น เรือนของพวกเรา ในเปตโลกนี้ ไม่เป็นเช่นกับเรือนในมนุษยโลก เรือนของพวกเราใน เปตโลกนี้งามรุ่งเรืองสว่างไสวไปทั่วทั้ง ๘ ทิศ เหมือนเรือนในเทว โลกแต่พวกเรายังไม่มีน้ำดื่ม ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอท่านจงพยายามให้ พวกข้าพเจ้าได้ดื่มน้ำด้วยเถิด พระเถระจึงตักน้ำเต็มธรรมกรก แล้ว ถวายสงฆ์ซึ่งมาแต่จาตุรทิศ ครั้นแล้วได้อุทิศส่วนกุศลให้มารดาบิดาและ พี่ชาย ด้วยอุทิศเจตนาว่า ขอผลทานนี้จงสำเร็จแก่พวกญาติของเรา ขอพวกญาติของเราจงมีความสุขเถิด ในลำดับแห่งการอุทิศนั่นเอง น้ำ ดื่มคือสระโบกขรณี กว้าง ๔ เหลี่ยม ลึก มีน้ำเย็น มีท่าราบเรียบดี น้ำเย็นมีกลิ่นหอมหาที่เปรียบมิได้ ดารดาษด้วยกอปทุมและอุบล เต็ม ด้วยละอองเกสรบัวอันล่วงบนวารี ได้เกิดขึ้น เปรตเหล่านั้นอาบและ ดื่มกินในสระนั้นแล้ว ไปแสดงตนแก่พระเถระแล้วกล่าวว่า ข้าแต่ท่าน ผู้เจริญ น้ำดื่มของพวกข้าพเจ้ามากเพียงพอแล้ว บาปย่อมเผล็ดผลเป็น ทุกข์แก่พวกข้าพเจ้า พวกข้าพเจ้าพากันเที่ยวไปลำบากในภูมิภาคอันมี ก้อนกรวดและหน่อหญ้าคา ขอท่านพยายามให้พวกข้าพเจ้าได้ยานอย่าง ใดอย่างหนึ่งเถิด พระเถระได้รองเท้าแล้ว ถวายสงฆ์ซึ่งมาแต่จาตุรทิศ ครั้นแล้วอุทิศส่วนกุศลให้มารดาบิดาและพี่ชาย ด้วยอุทิศเจตนาว่า ขอ ผลทานนี้จงสำเร็จแก่พวกญาติของเรา ขอพวกญาติของเราจงมีความสุข เถิด ในลำดับแห่งการอุทิศนั่นเอง เปรตทั้งหลายได้พากันมาแสดงตน ให้ปรากฏด้วยรถ แล้วกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ พวกข้าพเจ้าเป็นผู้อัน ท่านอนุเคราะห์แล้ว ด้วยการให้ข้าว ผ้านุ่งผ้าห่ม เรือน น้ำดื่ม และ ยาน เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าทั้งหลายจึงมาเพื่อจะไหว้ท่านผู้เป็นมุนีมี ความกรุณาในโลก. จบ สานุวาสีเถรเปตวัตถุที่ ๒.

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ [๓. จูฬวรรค] ๒. สานุวาสีเถรเปตวัตถุ ๒. สานุวาสีเถรเปตวัตถุ เรื่องเปรตญาติของพระสานุวาสีเถระ

ข้อ ๔๐๘

พระเถระชาวกุณฑินครรูปหนึ่งซึ่งอยู่ประจำที่ภูเขาสานะ มีชื่อว่า โปฏฐปาทะ เป็นผู้สงบ อบรมอินทรีย์แล้ว

ข้อ ๔๐๙

มารดา บิดา พี่ชายของท่านตกยาก เกิดในยมโลก เพราะทำกรรมชั่วไว้จึงไปเกิดในเปตโลก

ข้อ ๔๑๐

เปรตเหล่านั้นตกยาก มีร่างกายเศร้าหมอง อึดอัดด้วยของบูดเน่า ลำบากยิ่งนัก เปลือยกาย ซูบผอม สะดุ้งหวาดเสียวมาก ทำงานหนัก ไม่กล้าปรากฏตัว

ข้อ ๔๑๑

เปรตพี่ชายของท่านเพียงคนเดียวกล้าเปลือยกาย คลานไปแสดงตนแก่พระเถระในทางเปลี่ยว

ข้อ ๔๑๒

ฝ่ายพระเถระก็ไม่ได้ใส่ใจถึง เดินผ่านไปอย่างสงบ เปรตนั้นจึงบอกให้พระเถระรู้ว่า ข้าพเจ้าคือพี่ชายของท่าน ซึ่งไปเกิดในเปตโลก

ข้อ ๔๑๓

ท่านผู้เจริญ มารดาบิดาของท่านตกยาก เกิดในยมโลก เพราะทำกรรมชั่วไว้จึงต้องไปเกิดในเปตโลก

ข้อ ๔๑๔

เปรตมารดาบิดาของท่านเหล่านั้นตกยาก มีร่างกายเศร้าหมอง อึดอัดด้วยของบูดเน่า ลำบากยิ่งนัก เปลือยกาย ซูบผอม สะดุ้ง หวาดเสียวมาก ทำงานหนัก ไม่กล้าปรากฏตัว

ข้อ ๔๑๕

ขอท่านกรุณาอนุเคราะห์ให้ทานอุทิศส่วนกุศลให้พวกเรา พวกเปรตที่ทำงานหนักจักเป็นอยู่ได้ด้วยทานที่ท่านให้แล้ว

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๒๓๒}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ [๓. จูฬวรรค] ๒. สานุวาสีเถรเปตวัตถุ

ข้อ ๔๑๖

พระเถระและภิกษุอื่นอีก ๑๒ รูป เที่ยวบิณฑบาตแล้ว กลับมาประชุมกัน เพราะต้องทำภัตกิจ ร่วมกัน

ข้อ ๔๑๗

พระเถระกล่าวกับภิกษุเหล่านั้นแม้ทั้งหมดว่า ขอท่านทั้งหลายจงให้ภัตตาหารตามที่ได้มาแก่ผมเถิด ผมจักทำสังฆภัต เพื่ออนุเคราะห์ญาติทั้งหลาย

ข้อ ๔๑๘

ภิกษุเหล่านั้นจึงมอบถวายพระเถระ พระเถระจึงนิมนต์สงฆ์มาแล้วถวายทาน ครั้นถวายแล้วอุทิศส่วนกุศลให้ว่า ขอผลทานนี้จงสำเร็จแก่ญาติทั้งหลาย คือ มารดา บิดา และพี่ชายของเรา ขอญาติทั้งหลายจงมีความสุขเถิด

ข้อ ๔๑๙

ในลำดับที่พระเถระอุทิศส่วนบุญให้นั้นเอง โภชนะสะอาด ประณีต สมบูรณ์ พร้อมด้วยกับมีรสต่างๆ ก็เกิดขึ้นแก่เปรตเหล่านั้น

ข้อ ๔๒๐

หลังจากที่ได้ของกินนั้น เปรตผู้เป็นพี่ชายมีผิวพรรณดี มีกำลัง มีความสุข ก็มาแสดงตนกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ ดูเอาเถิด โภชนะมีมากมาย แต่พวกเรายังเปลือยกายอยู่ ขอท่านจงพยายามที่จะให้พวกเราได้ผ้านุ่งผ้าห่มเถิด

ข้อ ๔๒๑

พระเถระเลือกเก็บผ้าเก่าจากกองขยะ เย็บผ้าเก่าให้เป็นจีวร แล้วได้ถวายสงฆ์ผู้มาจากทิศทั้ง ๔ @เชิงอรรถ : @ การฉันภัตตาหารร่วมกัน @ ถวายอาหารแก่สงฆ์

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๒๓๓}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ [๓. จูฬวรรค] ๒. สานุวาสีเถรเปตวัตถุ

ข้อ ๔๒๒

ครั้นถวายแล้ว ได้อุทิศส่วนกุศลให้ว่า ขอผลทานนี้จงสำเร็จแก่ญาติทั้งหลาย คือ มารดา บิดา และพี่ชายของเรา ขอญาติทั้งหลายจงมีความสุขเถิด

ข้อ ๔๒๓

ในขณะที่พระเถระอุทิศส่วนบุญให้นั่นเอง ผ้าทั้งหลายก็เกิดมีแก่เปรตเหล่านั้น หลังจากได้ผ้าแล้ว เปรตผู้เป็นพี่ชายนุ่งห่มผ้าสวยงาม มีผิวพรรณดี มีกำลัง มีความสุข ได้มาแสดงตนแก่พระเถระกล่าวว่า

ข้อ ๔๒๔

ท่านผู้เจริญ ผ้านุ่งผ้าห่มของพวกเรา มีมากกว่าผ้าที่มีในแคว้นของพระเจ้านันทราช

ข้อ ๔๒๕

คือ ผ้าไหม ผ้าขนสัตว์ ผ้าเปลือกไม้ และผ้าฝ้าย ผ้าแม้เหล่านั้นเหลือเฟือและมีค่ามากห้อยอยู่ในอากาศนั่นเอง

ข้อ ๔๒๖

พวกเราเลือกนุ่งห่มเฉพาะผืนที่พอใจ ขอท่านจงพยายามที่จะให้พวกเราได้บ้านเรือนเถิด

ข้อ ๔๒๗

พระเถระสร้างกุฎีใบไม้แล้วได้ถวายสงฆ์ผู้มาจากทิศทั้ง ๔ ครั้นถวายแล้วได้อุทิศส่วนกุศลไปให้ว่า ขอผลแห่งบุญนี้จงสำเร็จแก่ญาติทั้งหลาย คือ มารดา บิดาและพี่ชายของเรา ขอพวกญาติจงมีความสุขเถิด

ข้อ ๔๒๘

ในขณะที่พระเถระอุทิศส่วนบุญให้นั่นเอง เรือนทั้งหลาย คือ ปราสาท และที่อยู่อาศัยอย่างอื่น ซึ่งจัดสร้างไว้เป็นสัดส่วน ก็เกิดขึ้น

ข้อ ๔๒๙

เรือนในหมู่มนุษย์หาเป็นเช่นเรือนของพวกเราในเปตโลกนี้ไม่ เรือนของพวกเราในเปตโลกนี้เหมือนเรือนในหมู่เทพ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๒๓๔}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ [๓. จูฬวรรค] ๒. สานุวาสีเถรเปตวัตถุ

ข้อ ๔๓๐

เปล่งรัศมีรุ่งเรืองไปโดยรอบทั้ง ๔ ทิศ ขอท่านจงพยายามที่จะให้พวกเราได้น้ำดื่มเถิด

ข้อ ๔๓๑

พระเถระจึงตักน้ำเต็มธมกรกแล้ว ได้ถวายสงฆ์ซึ่งมาจากทิศทั้ง ๔ ครั้นถวายแล้วได้อุทิศส่วนกุศลให้ว่า ขอผลทานนี้จงสำเร็จแก่พวกญาติของเรา คือ มารดา บิดา และพี่ชาย ขอพวกญาติของเราจงมีความสุขเถิด

ข้อ ๔๓๒

ในขณะที่พระเถระอุทิศส่วนบุญให้นั่นเอง น้ำดื่มก็เกิดขึ้นเป็นสระโบกขรณีมีรูปสี่เหลี่ยม ลึก ซึ่งบุญกรรมจัดสร้างไว้ดีแล้ว

ข้อ ๔๓๓

มีน้ำเย็น มีท่าราบเรียบ เย็นสบาย มีกลิ่นหอมหาที่เปรียบมิได้ ดารดาษด้วยดอกปทุมและอุบล ผิวน้ำเต็มด้วยละอองเกสร

ข้อ ๔๓๔

เปรตเหล่านั้นอาบและดื่มกินในสระนั้นแล้ว แสดงตนแก่พระเถระ กล่าวว่า ท่านผู้เจริญ น้ำดื่มของพวกเรามีมากเพียงพอแล้ว บาปย่อมเผล็ดผลเป็นทุกข์แก่พวกเรา

ข้อ ๔๓๕

เมื่อพวกเราเที่ยวไป ต้องเดินเขยกไปบนก้อนกรวดและหน่อหญ้าคา ขอท่านจงพยายามที่จะให้พวกเราได้ยานเถิด

ข้อ ๔๓๖

พระเถระได้รองเท้าแล้ว ได้ถวายสงฆ์ผู้มาจากทิศทั้ง ๔ ครั้นถวายแล้วได้อุทิศส่วนกุศลให้ว่า ขอผลทานนี้จงสำเร็จแก่พวกญาติ คือ มารดา บิดา และพี่ชายของเรา ขอพวกญาติของเราจงมีความสุขเถิด

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๒๓๕}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ [๓. จูฬวรรค] ๓. รถการเปติวัตถุ

ข้อ ๔๓๗

ในขณะที่พระเถระอุทิศส่วนบุญให้นั้นเอง เปรตทั้งหลายได้มาปรากฏพร้อมกับรถ แล้วกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ พวกเราได้รับอนุเคราะห์ด้วยอาหาร ผ้านุ่งผ้าห่ม

ข้อ ๔๓๘

บ้านเรือน ด้วยการให้น้ำดื่ม และยานทั้งสอง เพราะฉะนั้น พวกเราจึงมาเพื่อไหว้ท่าน ผู้เป็นมุนีมีความกรุณาในโลก สานุวาสีเถรเปตวัตถุที่ ๒ จบ

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาสานุวาสีเถรเปตวัตถุที่ ๒

เมื่อพระศาสดาประทับอยู่ ในพระเวฬุวันมหาวิหาร ทรงพระปรารภเปรตผู้เป็นญาติของท่านพระสานุวาสีเถระ จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้มีคำเริ่มต้นว่า กุณฺฑินาคริโย เถโร ดังนี้.

ได้ยินว่า ในอดีตกาล ในกรุงพาราณสี พระราชโอรสของพระราชาทรงพระนามกิตวะ ทรงกรีฑาในพระราชอุทยาน เมื่อเสด็จกลับทรงทอดพระเนตรเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งนามว่า สุเนตต์ กำลังเที่ยวบิณฑบาต ออกจากพระนคร.

[พระราชา] เป็นผู้เมาด้วยความเมา เพราะความเป็นใหญ่ มีจิตคิดประทุษร้ายว่า สมณะโล้นนี้ ไม่กระทำอัญชลีอะไรๆ แก่เรา เดินไป เสด็จลงจากคอช้างแล้ว ถามว่า ท่านได้บิณฑบาตบ้างไหม? จึงรับบาตรจากมือแล้ว ทุ่มลงที่พื้นดินให้แตกไป.

ลำดับนั้น พระราชโอรสนั้นมีความอาฆาตในฐานะอันไม่สมควร มีจิตคิดประทุษร้ายพระปัจเจกพุทธเจ้านั้นผู้ไม่แสดงความวิการ เพราะท่านถึงความคงที่ ผู้มีจิตผ่องใส อันตกแต่ง (ประกอบ) ด้วยโสมนัสเวทนา แผ่ไปด้วยอำนาจกรุณา ตรวจดูอยู่ในที่ทุกสถาน จึงตรัสว่า ท่านไม่รู้จักเราผู้เป็นพระราชโอรสของพระเจ้ากิตวะดอกหรือ ท่านมองดูอยู่จะทำอะไรเราได้ เมื่อไม่อาจจึงหลีกไป.

ก็พอพระราชโอรสหลีกไปเท่านั้น ก็เกิดความเร่าร้อนในร่างกายเป็นกำลัง เปรียบเหมือนความเร่าร้อนแห่งไฟในนรก. เพราะวิบากกรรมนั้น พระราชโอรสนั้นจึงมีกายถูกความเร่าร้อนเป็นอันมากครอบงำ ถูกทุกขเวทนาอย่างแรงกล้าเสียดแทง ทำกาละแล้ว บังเกิดในอเวจีมหานรก.

พระราชโอรสนั้นนอนหงายนอนคว่ำกลิ้งเกลือก พลิกขวาพลิกซ้ายโดยประการเป็นอันมากในที่นั้น ไหม้อยู่ ๘๔,๐๐๐ ปี จุติจากอัตตภาพนั้นแล้ว เสวยทุกข์อันเกิดแต่ความหิวกระหายในหมู่เปรตตลอดกาลนับประมาณมิได้ จุติจากอัตตภาพนั้นแล้ว.

ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเกวัฏฏคาม ใกล้กุณฑินคร. เขาเกิดญาณอันระลึกชาติได้ เพราะเหตุนั้น เขาเมื่ออนุสรณ์ถึงทุกข์ที่ตนเคยเสวยในกาลก่อน แม้เจริญวัยแล้วก็ไม่ยอมไปจับปลากับพวกหมู่ญาติ เพราะกลัวบาป. เมื่อพวกญาติเหล่านั้นพากันไป เขาก็แอบเสียไม่ปรารถนาจะฆ่าปลา และเขาก็ไปทำลายข่าย หรือจับปลาเป็นๆ มาปล่อยในน้ำเสีย. พวกญาติเมื่อไม่ชอบใจการกระทำเช่นนั้นของเขา จึงไล่เขาออกจากบ้าน. แต่เธอมีพี่ชายอยู่คนหนึ่ง ซึ่งมีความรักเขามาก.

สมัยนั้น ท่านพระอานนท์อาศัยกุณฑินคร อยู่ในสานุบรรพต.

ลำดับนั้น บุตรชาวประมงนั้นถูกพวกญาติทอดทิ้ง เที่ยวเร่ร่อนไปทุกแห่งที่ถึงสถานที่แห่งนั้นแล้ว เข้าไปหาพระเถระในเวลาฉันภัตตาหาร พระเถระถามเธอแล้วรู้ว่าเธอต้องการอาหาร จึงให้ภัตตาหารแก่เธอ เธอบริโภคภัตตาหารเสร็จแล้ว รู้เรื่องนั้นแล้ว รู้ถึงความเลื่อมใสในธรรมกถา จึงกล่าวว่า จักบวชไหมคุณ?

เธอเรียนถวายว่า จักบวช ขอรับ.

พระเถระ ครั้นให้เธอบรรพชาแล้ว พร้อมกับเธอ ได้ไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า.

ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสกะพระเถระนั้นว่า อานนท์ เธอพึงช่วยอนุเคราะห์สามเณรนี้เถิด. แต่เพราะสามเณรไม่เคยกระทำกุศลไว้ เธอจึงมีลาภน้อย.

ลำดับนั้น พระศาสดาเมื่อจะทรงอนุเคราะห์เธอ จึงแนะให้เธอตักน้ำดื่มให้เต็มหม้อ เพื่อให้ภิกษุบริโภค. อุบาสกและอุบาสิกาทั้งหลายเห็นดังนั้น จึงเริ่มตั้งนิตยภัตเป็นอันมากแก่เธอ.

สมัยต่อมา เธอได้อุปสมบทแล้วบรรลุพระอรหัต เป็นพระเถระ พร้อมกับภิกษุ ๑๒ รูป ได้อยู่ที่สานุบรรพต.

ฝ่ายพวกญาติของเธอประมาณ ๕๐๐ คนมิได้ก่อสร้างกุศลกรรมไว้ สร้างแต่บาปธรรมมีมัจฉริยะเป็นต้น ทำกาละแล้ว บังเกิดในหมู่เปรต. ฝ่ายมารดาบิดาของเขาระลึกอยู่ว่า ในกาลก่อนผู้นี้ถูกพวกเราขับไล่ออกจากเรือน จึงไม่เข้าไปหาเธอ ส่งพี่ชายที่รักใคร่ชอบใจในเธอไป.

ในเวลาที่พระเถระเข้าไปบิณฑบาตยังบ้าน เธอยันเข่าขวาลงที่พื้นดิน กระทำอัญชลีแสดงตน ได้กล่าวคาถามีอาทิว่า มาตา ปิตา จ เต ภนฺเต มารดาบิดาของท่านขอรับ. เพื่อจะแสดงความเกี่ยวพันกันแห่งคาถา ๕ คาถาเบื้องต้น มีอาทิว่า กุณฺฑินาคริโย เถโร ดังนี้

พระธรรมสังคาหกาจารย์จึงยกขึ้นตั้งไว้ว่า :-

พระเถระชาวกุณฑินครรูปหนึ่ง อยู่ที่ภูเขาสานุวาสี มีนามว่าโปฏฐปาทะ เป็นสมณะผู้มีอินทรีย์อันอบรมดีแล้ว มารดาบิดาและพี่ชายของท่านเกิดในยมโลก เสวยทุกขเวทนา ทำกรรมอันลามก จึงจากโลกนี้ไปสู่เปตโลก เปรตเหล่านั้นถึงทุคคติ มีช่องปากเท่ารูเข็ม ลำบากยิ่งนัก เปลือยกาย ซูบผอม มีความเกรงกลัวสะดุ้งหวาดเสียวมาก มีการงานทารุณ ไม่อาจแสดงตนแก่พระเถระได้

เปรตผู้เป็นพี่ชายของท่านตนเดียว เปลือยกายรีบไปนั่งคุกเข่า ประนมมือ แสดงตนแก่พระเถระ. พระเถระไม่ใส่ใจถึง เป็นผู้นิ่งเดินเลยไป.

เปรตนั้นจึงบอกให้พระเถระรู้ว่า

ข้าพเจ้าเป็นพี่ชายของท่านไปสู่เปตโลก ข้าแต่ท่านผู้เจริญ มารดาบิดาของท่านเกิดในยมโลก เสวยทุกขเวทนา เพราะทำบาปกรรมไว้จึงจากโลกนี้ไปสู่เปตโลก เปรตผู้เป็นมารดาบิดาของท่านทั้ง ๒ นั้นมีช่องปากเท่ารูเข็ม ลำบากมาก เปลือยกาย ซูบผอม มีความเกรงกลัว สะดุ้งหวาดเสียวมาก มีการงานทารุณ ไม่อาจแสดงตนแก่ท่านได้ ขอท่านจงเป็นผู้มีความกรุณาอนุเคราะห์แก่มารดาบิดาเถิดจงให้ทานแล้วอุทิศส่วนกุศลไปให้พวกเรา พวกเราผู้มีการงานอันทารุณ จักยังอัตตภาพให้เป็นไปได้ เพราะทานอันท่านให้แล้ว.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กุณฺฑินาคริโย เถโร ได้แก่ พระเถระผู้เกิดเติบโตในนครมีชื่ออย่างนี้.

บาลีว่า กุณฺฑิกนคโร เถโร ดังนี้ก็มี บาลีนั้นความก็อย่างนี้.

บทว่า สานุวาสินิวาสิโก ได้แก่ ผู้มีปกติอยู่ที่สานุบรรพต.

บทว่า โปฏฺฐปาโทติ นาเมน ได้แก่ เขามีชื่อว่าโปฏฐปาทะ.

บทว่า สมโณ แปลว่า เป็นผู้สงบบาป.

บทว่า ภาวิตินฺทฺริโย ความว่า ผู้อบรมสัทธินทรีย์เป็นต้นแล้วด้วยอริยมรรคภาวนาคือเป็นพระอรหันต์.

บทว่า ตสฺส ได้แก่ พระสานุวาสีเถระนั้น.

บทว่า ทุคฺคตา ได้แก่ ผู้ไปสู่ทุกคติ.

บทว่า สูจิกฏฺฏา ได้แก่ ผู้มีช่องปากเท่ารูเข็ม เพราะเป็นผู้เศร้าหมองด้วยของเน่าเปื่อย คืออึดอัดอยู่ ได้แก่ถูกความหิวกระหายอันได้นามว่าสูจิกา บีบคั้นแล้ว. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า สูจิกณฺฐา ดังนี้ก็มี. อธิบายว่า ผู้มีช่องปากเสมือนกับรูเข็ม.

บทว่า กิลนฺตา ได้แก่ ผู้มีกายและจิตลำบาก.

บทว่า นคฺคิโน ได้แก่ เป็นผู้มีรูปร่างเปลือย คือไม่มีท่อนผ้า.

บทว่า กิสา ได้แก่ ผู้มีร่างกายซูบผอม เพราะมีร่างกายเหลือแต่เพียงหนังหุ้มกระดูก.

บทว่า อุตฺตสนฺตา ได้แก่ ถึงความหวาดเสียว เพราะความเกรงกลัวว่า สมณะนี้เป็นบุตรของเรา.

บทว่า มหตฺตาสา ได้แก่ เกิดมหาภัยขึ้น เพราะอาศัยกรรมที่ตนได้ทำไว้ในปางก่อน.

บทว่า น ทสฺเสนฺติ ความว่า ไม่แสดงตน คือไม่ยอมเผชิญหน้ากัน.

บทว่า กุรูริโน แปลว่า ผู้มีการงานทารุณ.

บทว่า ตสฺส ภาตา ได้แก่ เปรตผู้เป็นพี่ชายของสานุวาสีเถระ.

บทว่า วิตริตฺวา แปลว่า เป็นผู้รีบข้ามไปแล้ว. อธิบายว่า มีภัยเกิดแต่ความสะดุ้ง เพราะเกรงกลัว.

อีกอย่างหนึ่งบาลีว่า วิตุริตฺวา ดังนี้ก็มี. อธิบายว่า เป็นผู้รีบด่วนคือรีบไป.

บทว่า เอกปเถ คือ ในหนทางสำหรับเดินได้คนเดียว.

บทว่า เอกโก คือ ไปคนเดียวไม่มีเพื่อน.

บทว่า จตุกุณฺฑิโก ภวิตฺวาน ความว่า ชื่อว่า จตุกุณฺฑิโก เพราะเสวยทุกขเวทนา คือยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยองค์ ๔. อธิบายว่า ใช้เข่าทั้ง ๒ มือทั้ง ๒ เดินและยืน (คลานไป) อธิบายว่า เป็นอย่างนั้น.

จริงอยู่ เปรตนั้นได้กระทำอย่างนั้นว่า การปกปิดอวัยวะอันยังหิริให้กำเริบ ย่อมมีแต่นี้.

บทว่า เถรสฺส ทสฺสยีตุมํ ความว่า อ้างคือแสดงตนแก่พระเถระ.

บทว่า อมนสิกตฺวา ได้แก่ ไม่ทำไว้ในใจ คือไม่นึกถึงอย่างนี้ว่า ผู้นี้ชื่ออย่างนี้.

บทว่า โส จ ได้แก่ เปรตนั้น.

บทว่า ภาตา เปตคโต อหํ มีวาจาประกอบความว่า เปรตนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า เราเป็นพี่ชายในอัตภาพที่เป็นอดีต บัดนี้ เราเป็นเปรตมาในที่นี้ ดังนี้แล้วจึงให้พระเถระรับรู้.

ก็เพื่อจะแสดงประการที่จะให้พระเถระรับรู้ได้ จึงได้กล่าวคาถา ๓ คาถา โดยนัยมีอาทิว่า มาตา ปิตา จ ดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มาตา ปิตา จ เต แปลว่า มารดาและบิดาของท่าน.

บทว่า อนุกมฺปสฺสุ ความว่า จงอนุเคราะห์ คือจงทำความเอ็นดู.

บทว่า อนฺวาทิสาหิ แปลว่า เจาะจง.

บทว่า โน ได้แก่ พวกเรา.

บทว่า ตว ทินฺเนน ได้แก่ ด้วยทานที่ท่านให้แล้ว.

พระเถระ ครั้นได้ฟังดังนั้นแล้ว เพื่อจะแสดงข้อที่เปรตนั้นปฏิบัติ จึงกล่าวคาถาทั้งหลายว่า :-

พระเถระกับภิกษุอื่นอีก ๑๒ รูปเที่ยวไปบิณฑบาตแล้ว กลับมาประชุมกันในที่เดียวกัน เพราะเหตุแห่งภัตกิจ. พระเถระจึงกล่าวกะภิกษุทั้งหมดนั้นว่า ขอท่านทั้งหลายจงให้ภัตตาหารที่ท่านได้แล้วแก่กระผมเถิด กระผมจักทำสังฆทาน เพื่ออนุเคราะห์หมู่ญาติ. ภิกษุเหล่านั้นจึงมอบถวายพระเถระ พระเถระจึงนิมนต์สงฆ์ ถวายสังฆทานแล้ว อุทิศส่วนกุศลไปให้มารดาบิดาและพี่ชาย ด้วยอุทิศเจตนาว่า ขอทานนี้จงสำเร็จแก่ญาติทั้งหลายของเรา ขอญาติทั้งหลายจงมีความสุขเถิด.

ในลำดับที่อุทิศให้นั่นเอง โภชนะอันประณีตสมบูรณ์ มีแกงและกับหลายอย่างเกิดขึ้นแก่เปรตเหล่านั้น. ภายหลัง เปรตผู้เป็นพี่ชายมีผิวพรรณดี มีกำลัง มีความสุข ได้ไปแสดงตนแก่พระเถระ แล้วกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ โภชนะเป็นอันมากที่พวกข้าพเจ้าได้แล้ว แต่ขอท่านจงดู ข้าพเจ้าทั้งหลายยังเป็นคนเปลือยกายอยู่ ขอท่านจงพยายามให้ข้าพเจ้าทั้งหลายได้ผ้านุ่งห่มด้วยเถิด

พระเถระเลือกเก็บผ้าจากกองหยากเยื่อเอามาทำจีวรแล้ว ถวายสงฆ์อันมาจากจาตุรทิศ ครั้นถวายแล้ว ได้อุทิศส่วนกุศลให้มารดาบิดาและพี่ชาย ด้วยอุทิศเจตนาว่า ขอทานนี้จงสำเร็จแก่ญาติทั้งหลายเถิด ขอพวกญาติของเราจงมีความสุขเถิด

ในลำดับแห่งการอุทิศนั้นเอง ผ้าทั้งหลายได้เกิดขึ้นแก่เปรตเหล่านั้น.

ภายหลัง เปรตเหล่านั้นนุ่งห่มผ้าเรียบร้อยแล้วได้มาแสดงตนแก่พระเถระ กล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลายมีผิวพรรณดี มีกำลัง มีความสุข มีผ้านุ่ง ผ้าห่ม มากกว่าผ้าที่มีในแคว้นของพระเจ้านันทราช ผ้านุ่งผ้าห่มทั้งหลายของพวกเราไพบูลย์และมีค่ามาก คือผ้าไหม ผ้าขนสัตว์ ผ้าเปือกไม้ ผ้าฝ้าย ผ้าป่าน ผ้าด้ายแกมไหม ผ้าเหล่านั้นแขวนอยู่ในอากาศ ข้าพเจ้าทั้งหลายเลือกนุ่งห่มแต่ผืนที่พอใจ ขอท่านจงพยายามให้พวกข้าพเจ้าได้บ้านเรือนเถิด.

พระเถระสร้างกุฏีมุงด้วยใบไม้แล้วได้ถวายสงฆ์ซึ่งมาแต่จตุรทิศ ครั้นแล้วได้อุทิศส่วนกุศลให้มารดาบิดาและพี่ชาย ด้วยอุทิศเจตนาว่า ขอผลแห่งการถวายกุฏีนี้จงสำเร็จแก่พวกญาติของเรา ขอพวกญาติของเราจงมีความสุขเถิด.

ในลำดับแห่งการอุทิศนั่นเอง เรือนทั้งหลาย คือปราสาทและเรือนอย่างอื่นๆ อันบุญกรรมกำหนดแบ่งไว้เป็นส่วนๆ เกิดขึ้นแล้วแก่เปรตเหล่านั้น เรือนของพวกเราในเปตโลกนี้ ไม่เหมือนกับเรือนในมนุษยโลก เรือนของพวกเราในเปตโลกนี้ งามรุ่งเรืองสว่างไสวไปทั่วทั้ง ๘ ทิศ เหมือนเรือนในเทวโลก แต่พวกเรายังไม่มีน้ำดื่ม ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอท่านจงพยายามให้พวกข้าพเจ้าได้ดื่มด้วยเถิด.

พระเถระจึงตักน้ำเต็มธรรมกรก แล้วถวายสงฆ์ ซึ่งมาแต่จตุรทิศแล้วได้อุทิศส่วนกุศลให้แก่มารดาบิดาและพี่ชาย ด้วยอุทิศเจตนาว่า ขอผลทานนี้จงสำเร็จแก่พวกญาติของเรา ขอพวกญาติของเราจงมีความสุขเถิด

ในลำดับแห่งการอุทิศนั่นเอง น้ำดื่มคือสระโบกขรณีกว้าง ๔ เหลี่ยม ลึกมีน้ำเย็น มีท่าราบเรียบดี น้ำเย็นมีกลิ่นหอมหาที่เปรียบมิได้ ดารดาษด้วยกอปทุมและอุบลเต็มด้วยละอองเกสรบัวอันร่วงหล่นบนวารี ได้เกิดขึ้น.

เปรตเหล่านั้นอาบและดื่มกินในสระนั้น แล้วไปแสดงตนแก่พระเถระ แล้วกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ น้ำดื่มของพวกข้าพเจ้ามากเพียงพอแล้ว บาปย่อมเผล็ดผลเป็นทุกข์แก่พวกข้าพเจ้าพวกข้าพเจ้าพากันเที่ยวไปลำบากในภูมิภาคอันมีก้อนกรวดและหน่อหญ้าคา ขอท่านพยายามให้พวกข้าพเจ้าได้ยานอย่างใดอย่างหนึ่งเถิด.

พระเถระได้รองเท้าแล้วถวายสงฆ์ ซึ่งมาแต่จตุรทิศ ครั้นแล้วอุทิศส่วนกุศลให้มารดาบิดาและพี่ชาย ด้วยอุทิศเจตนาว่า ขอผลทานนี้จงสำเร็จแก่พวกญาติของเรา ขอพวกญาติของเราจงมีความสุขเถิด.

ในลำดับแห่งการอุทิศนั่นเอง เปรตทั้งหลายได้พากันมาแสดงตนให้ปรากฏด้วยรถแล้วกล่าวว่าข้าแต่ท่านผู้เจริญ พวกข้าพเจ้าเป็นผู้อันท่านอนุเคราะห์แล้วด้วยการให้ข้าว ผ้านุ่งผ้าห่ม เรือน น้ำดื่มและยานเพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าทั้งหลายจึงมาเพื่อจะไหว้ท่านผู้เป็นมุนี มีความกรุณาในโลก.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เถโร จริตฺวา ปิณฺฑาย ความว่า พระเถระเที่ยวจาริกไปบิณฑบาต.

บทว่า ภิกฺขู อญฺเญ จ ทฺวาทส ความว่า ภิกษุผู้อยู่กับพระเถระและภิกษุอื่นอีก ๑๒ รูป ประชุมร่วมในที่เดียวกัน.

หากมีคำถามสอดเข้ามาว่า เพราะเหตุไร?

ตอบว่า เพราะส่วนพิเศษแห่งภัตเป็นเหตุ. อธิบายว่า เพราะภัตกิจเป็นเหตุ คือเพราะการฉันเป็นเหตุ.

บทว่า เต โดยภิกษุเหล่านั้น.

บทว่า ยถา ลทฺธํ แปลว่า ตามที่ได้. บทว่า ททาถ แปลว่า จงให้.

บทว่า นิยฺยาทยึสุ แปลว่า ได้ให้แล้ว.

บทว่า สงฺฆํ นิมนฺตยิ ความว่า นิมนต์ภิกษุ ๑๒ รูปนั่นแหละเพื่อฉันภัตตาหารนั้น โดยสังฆุทเทศ อุทิศสงฆ์.

บทว่า อนฺวาทิสิ ได้แก่ อุทิศให้.

บรรดาญาติเหล่านั้น เพื่อจะแสดงญาติที่ตนเจาะจงเหล่านั้น จึงกล่าวคำว่า ขอผลทานนี้จงสำเร็จแก่มารดาบิดาและพี่ชาย ขอผลทานนี้จงสำเร็จแก่พวกญาติของเรา ขอพวกญาติจงมีความสุขเถิด.

บทว่า สมนนฺตรานุทฺทิฏฺเฐ แปลว่า พร้อมกับการอุทิศนั่นเอง.

บทว่า โภชนํ อุปปชฺชถ ความว่า โภชนะย่อมเกิดแก่เปรตเหล่านั้น. เพื่อจะเลี่ยงคำถามว่า โภชนะเช่นไร? จึงกล่าวว่า โภชนะอันสะอาด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อเนกรสพฺยญฺชนํ ได้แก่ ประกอบด้วยกับข้าวมีรสต่างๆ หรือว่า มีรสหลายอย่างและมีกับข้าวหลายอย่าง.

บทว่า ตโต ได้แก่ ภายหลังแต่การได้โภชนะ.

บทว่า อุทฺทสฺสยี ภาตา ความว่า เปรตผู้เป็นพี่ชายแสดงตนแก่พระเถระ.

บทว่า วณฺณวา พลวา สุขี ความว่า เพราะการได้โภชนะนั้น. ทันใดนั้นเอง เปรตนั้นสมบูรณ์ด้วยรูป สมบูรณ์ด้วยกำลัง มีความสุขทีเดียว.

บทว่า ปหูตํ โภชนํ ภนฺเต ความว่า ท่านผู้เจริญ โภชนะมากมายคือมิใช่น้อยอันเราได้แล้ว เพราะอานุภาพทานของท่าน.

บทว่า ปสฺส นคฺคามฺหเส ความว่า ท่านจงดูแต่พวกเราเป็นคนเปลือยกาย เพราะฉะนั้น ขอท่านจงบากบั่นกระทำความพยายามอย่างนั้นเถิด ขอรับ.

บทว่า ยถา วตฺถํ ลภามเส ความว่า ขอท่านทั้งหลายจงพยายามโดยประการ คือโดยความพยายามที่ข้าพเจ้าทั้งหมดพึงได้ผ้าเถิด.

บทว่า สงฺการกูฏมฺหา ได้แก่ จากกองหยากเยื่อในที่นั้นๆ.

บทว่า อุจฺจินิตฺวาน ได้แก่ ถือเอาโดยการแสวงหา.

บทว่า นนฺตเก ได้แก่ ท่อนผ้าที่เขาทิ้งมีชายขาด.

ก็เพราะผ้าเหล่านั้นชื่อว่าเป็นผ้าท่อนเก่าขาดรุ่งริ่ง พระเถระเอาผ้าเหล่านั้นทำเป็นจีวรถวายสงฆ์ เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ทำผ้าท่อนเก่าให้เป็นผืนผ้า แล้วอุทิศสงฆ์ผู้มาจากจตุรทิศ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สงฺเฆ จาตุทฺทิเส อท ความว่า ได้ถวายแก่สงฆ์ผู้มาจากทิศทั้ง ๔.

ก็บทว่า สงฺเฆ จาตุทฺทิเส นี้เป็นสัตตมีวิภัติลงในอรรถแห่งจตุตถีวิภัติ.

บทว่า สุวตฺถวสโน แปลว่า เป็นผู้นุ่งห่มผ้าดี.

บทว่า เถรสฺส ทสฺสยีตุมํ ความว่า แสดงตนคืออ้างตน ได้แก่ปรากฏตนแก่พระเถระ.

ผ้าชื่อว่าปฏิจฉทา เพราะเป็นที่ปกปิด

บทว่า กูฏาคารนิเวสนา ได้แก่ เรือนที่เป็นปราสาทและที่อยู่อาศัยอื่นจากปราสาทนั้น.

จริงอยู่ บทว่า กูฏาคารนิเวสนา นี้ ท่านกล่าวโดยเป็นลิงควิปลาส.

บทว่า วิภตฺตา ได้แก่ ที่เขาจัดแบ่งโดยสันฐาน ๔ เหลี่ยมเท่ากัน ยาวและกลม.

บทว่า ภาคโส มิตา แปลว่า กำหนดเป็นส่วนๆ.

บทว่า โน ได้แก่ ข้าพเจ้าทั้งหลาย.

บทว่า อิธ ได้แก่ เปตโลกนี้.

ศัพท์ว่า อปิ ในบทว่า อปิ ทิพฺเพสุ นี้ เป็นเพียงนิบาต. อธิบายว่า ในเทวโลก.

บทว่า กรกํ ได้แก่ ธมกรก.

บทว่า ปูเรตฺวา แปลว่า เต็มด้วยน้ำ.

บทว่า วาริกิญฺชกฺขปูริตา ได้แก่ เหนือน้ำในที่นั้นๆ ดารดาษเต็มด้วยเกสรปทุมและอุบลเป็นต้น.

บทว่า ผลนฺติ แปลว่า ย่อมบาน. อธิบายว่า แตกออกที่ส้นเท้าและริมๆ เท้าเป็นต้น.

บทว่า อาหิณฺฑมานา ได้แก่ เที่ยวไปอยู่.

บทว่า ขญฺชาม แปลว่า เขยกไป.

บทว่า สกฺขเร กุสกณฺฏเก ได้แก่ ในภูมิภาคอันมีก้อนกรวดและหน่อหญ้าคา. อธิบายว่า เหยียบลงที่ก้อนกรวดและหน่อหญ้าคา.

บทว่า ยานํ ได้แก่ ยานชนิดใดชนิดหนึ่ง มีรถและล้อเลื่อนเป็นต้น.

บทว่า สิปาฏิกํ ได้แก่ รองเท้าชั้นเดียว.

ม อักษรในบทว่า รเถน มาคมุํ นี้ ทำการเชื่อมบท คือมาด้วยรถ.

บทว่า อุภยํ แปลว่า ด้วยการให้ทั้ง ๒ คือ ด้วยการให้ยานและด้วยการให้ปัจจัย ๔ มีภัตเป็นต้น.

จริงอยู่ ในการให้ ๒ อย่างนั้น แม้การให้เภสัช ท่านก็สงเคราะห์ด้วยการให้น้ำดื่ม

คำที่เหลือง่ายทั้งนั้น เพราะมีนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล

พระเถระกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำเรื่องนั้นให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุ จึงตรัสว่า เปรตเหล่านี้ย่อมเสวยทุกข์อย่างใหญ่ในบัดนี้ฉันใด แม้ท่านก็ฉันนั้น เป็นเปรตในอัตตภาพอันเป็นลำดับอันเป็นอดีต แต่อัตตภาพนี้ย่อมเสวยทุกข์ใหญ่ ดังนี้แล้ว อันพระเถระทูลอาราธนา จึงทรงแสดงเรื่องสุตตเปรตแล้วทรงแสดงธรรมแก่บริษัทผู้ถึงพร้อมแล้ว.

มหาชนได้ฟังเรื่องนั้นแล้ว เกิดความสลดใจ ได้เป็นผู้ยินดีในบุญกรรมมีทานและศีลเป็นต้นแล.

จบอรรถกถาสานุวาสีเถรเปตวัตถุที่ ๒ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา