๙. รามเณยยกเถรคาถา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา ๙. รามเณยยกเถรคาถา สุภาษิตเกี่ยวกับพลังจิต
|๑๘๖.๔๙| ๙ วิหวิหาภินทิเต สิปฺปิกาภิรุเตหิ จ น เม ตํ ผนฺทติ จิตฺตํ เอกตฺตํ นิรตํ หิ เมติ ฯ รามเณยฺยโก เถโร ฯ
ดูกรมาร บุคคลบางจำพวก ย่อมสะดุ้งกลัวเพราะเสียงคำรามของ ท่าน และเสียงร้องคำรามแห่งเทวดา แต่จิตของเราไม่หวั่นไหว เพราะเสียงเหล่านั้น เพราะจิตของเรายินดีในความเป็นผู้เดียว.
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา [๑. เอกกนิบาต] รวมเรื่องพระเถระที่มีในวรรค ๙. รามเณยยกเถรคาถา ภาษิตของรามเณยยกเถระ ทราบว่า ท่านพระรามเณยยกเถระได้กล่าวคาถาไว้ดังนี้ว่า
เจ้ามารร้ายเอ๋ย จิตของเรานั้นไม่หวั่นไหว ในเพราะเสียงจ้อกแจ้กของฝูงนกกระจาบและเสียงกู่ก้องของฝูงลิง เพราะจิตของเรายินดีในเอกัคคตารมณ์ ๑๐. วิมลเถรคาถา ภาษิตของพระวิมลเถระ ทราบว่า ท่านพระวิมลเถระได้กล่าวคาถาไว้ดังนี้ว่า
พื้นปฐพีฉ่ำชื่นด้วยน้ำฝน ลมเจือละอองฝนก็โชยพัด ทั้งสายฟ้าก็แลบอยู่ทั่วท้องฟ้า (แต่)วิตก ทั้งหลายระงับไป จิตของเราตั้งมั่นดีแล้ว ปัญจมวรรค จบ รวมเรื่องพระเถระที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. พระสิริวัฑฒเถระ ๒. พระขทิรวนิยเรวตเถระ ๓. พระสุมังคลเถระ ๔. พระสานุเถระ ๕. พระรมณียวิหารีเถระ ๖. พระสมิทธิเถระ ๗. พระอุชชยเถระ ๘. พระสัญชยเถระ ๙. พระรามเณยยกเถระ ๑๐. พระวิมลเถระ @เชิงอรรถ : @ มีอารมณ์เดียว (ขุ.เถร.อ. ๑/๔๙/๑๘๘) @ การตรึกถึงกามคุณเป็นต้น (ขุ.เถร.อ. ๑/๕๐/๑๙๑)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๓๒๑}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถารามเณยยกเถรคาถา
คาถาของท่านพระรามเณยยกเถระ เริ่มต้นว่า จิหจิหาภินทิเต.
เรื่องราวของท่านเป็นมาอย่างไร?
แม้พระเถระนี้ก็มีอธิการอันกระทำไว้แล้วในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญไว้ในภพนั้นๆ เป็นอันมาก เกิดในเรือนแห่งตระกูลในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าสิขี. บรรลุถึงความเป็นผู้รู้แล้ว เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นผู้เลื่อมใสแล้ว ได้ทำการบูชาด้วยดอกไม้ทั้งหลาย.
ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านบังเกิดแล้วในเทวโลก กระทำบุญแล้ว เกิดหมุนเวียนไปๆ มาๆ อยู่แต่ในสุคติภพเท่านั้น.
ในพุทธุปบาทกาลนี้ เกิดในตระกูลอันมั่งคั่งในพระนครสาวัตถี เจริญวัยแล้ว เป็นผู้มีความเลื่อมใสเกิดแล้วบรรพชาในกาลที่ทรงรับมอบพระวิหารชื่อว่าเชตวัน เรียนกรรมฐานอันสมควรแก่จริต แล้วอยู่ในป่า. ท่านได้มีชื่อว่ารามเณยยกะ เพราะสมบัติของตน และข้อปฏิบัติอันสมควรแก่บรรพชิตของท่านเป็นเหตุนำมาซึ่งความเลื่อมใส.
วันหนึ่ง มารประสงค์จะหลอกให้พระเถระสะดุ้ง จึงได้ส่งเสียงร้องน่ากลัว.
พระเถระฟังเสียงนั้นแล้วไม่สะดุ้งกลัว เพราะเสียงนั้น รู้ทันว่า นี้เป็นมาร.
เมื่อจะแสดงความไม่อาทรในเสียงนั้น ได้กล่าวคาถาว่า
ดูก่อนมารผู้ลามก จิตของเรานั้นย่อมไม่หวั่นไหวดิ้นรน
เพราะเสียงร้องของนกกระจาบ และเพราะเสียงร้องของลิง
ทั้งหลาย เพราะจิตของเรายินดียิ่งแล้วนพระนิพพาน ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จิหจิหาภินทิเต ความว่า เพราะเหตุแห่งการส่งเสียงร้องของนกกระจาบ ที่ได้นามว่า จิหะ จิหะ เพราะส่งเสียงร้องอยู่เนืองๆ ว่า จิหะ จิหะ. อธิบายว่า มีเสียงร้องเป็นเหตุ.
บทว่า สิปฺปิกาภิรุเต จ ความว่า ลิงที่มีอาการเหมือนเด็กผอมโซอมโรค มีชื่ออย่างอื่นคือขี้เล่น ท่านเรียกว่า สิปปิกะ. บางอาจารย์เรียกว่า มหากลันทกรเพราะลิงทั้งหลายอ้าปากกว้าง ร้องตัวสั่น. ก็บทนี้เป็นตติยาวิภัตติลงในอรรถแห่งเหตุ. อธิบายว่า การร้องของลิงนั่นเป็นเหตุ.
บทว่า น เม ตํ ผนฺทติ จิตฺตํ ความว่า จิตของเราย่อมไม่ดิ้นรน คือไม่หวั่นไหว.
ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า ดูก่อนมารผู้ลามก จิตของเราย่อมไม่ตกไปจากกรรมฐาน เพราะเหตุแห่งการส่งเสียงร้องของท่าน ดุจเพราะเหตุแห่งการร้อง คือเพราะเหตุแห่งการส่งเสียงร้องของลิงในป่า.
พระเถระกล่าวถึงเหตุในการที่จิตไม่ตกไปจากกรรมฐานว่า เอกตฺตํ นิรตํ หิ เม เพราะจิตของเรายินดียิ่งแล้วในพระนิพพาน.
หิ ศัพท์ มีเหตุเป็นอรรถ ได้แก่เพราะเหตุที่จิตของเรา ละการคลุกคลีด้วยหมู่ อยู่ในความเป็นผู้ๆ เดียว คือในเอกีภาพ หรือเพราะเหตุที่จิตของเราละความฟุ้งซ่านในภายนอก แล้วถึงความเป็นหนึ่งในเอกัคคตารมณ์ หรือเพราะเหตุที่จิตของเรายินดียิ่งแล้ว คืออภิรมย์แล้วใน เอกัคคตารมณ์คือในเอกีภาพ ได้แก่ในพระนิพพาน ฉะนั้น จิตของเราจึงไม่ดิ้นรน คือไม่ขาดจากกรรมฐาน.
ได้ยินว่า พระเถระเมื่อกล่าวคาถานี้อยู่นั่นแล เจริญวิปัสสนา บรรลุพระอรหัตแล้ว.
สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าสิขี มีพระฉวีวรรณดังทอง มีพระรัศมีอันประเสริฐดังพระอาทิตย์ มีพระหฤทัยเมตตา มีพระสติ เสด็จขึ้นที่จงกรม เรามีจิตเลื่อมใส มีใจโสมนัส ชมเชยพระญาณอันอุดมแล้ว ถือดอกเทียนขาวไปบูชาแด่พระพุทธเจ้า ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกไม้ใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา
ในกัปที่ ๒๙ แต่ภัทรกัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดินามว่าสุเมฆฆนะ สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพลมาก. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เราทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
ก็แลคาถานี้นั่นแหละ ได้เป็นคาถาพยากรณ์พระอรหัตผลของพระเถระ.
จบอรรถกถารามเณยยกเถรคาถา -----------------------------------------------------