๒. อุจฉุวิมาน
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา ๒. อุจฉุวิมาน ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในอุจฉุวิมาน
|๓๐.๒๘๐| ๒ โอภาสยิตฺวา ปฐวึ สเทวกํ อติโรจสิ จนฺทิมสุริยา วิย สิริยา จ วณฺเณน ยเสน เตชสา พฺรหฺมาว เทวิ ติทเส สหินฺทเก |๓๐.๒๘๑| ปุจฺฉามิ ตํ อุปฺปลมาลธารินิ อาเวฬินิ กญฺจนสนฺนิภตฺตเจ อลงฺกเต อุตฺตมวตฺถธารินิ กา ตฺวํ สุเภ เทวเต วนฺทเส มมํ |๓๐.๒๘๒| กึ ตฺวํ ปุเร กมฺมํ อกาสิ อตฺตนา มนุสฺสภูตา ปุริมาย ชาติยา ทานํ สุจิณฺณํ อถ สีลสญฺญมํ เกนูปปนฺนา สุคตึ ยสสฺสินี เทวเต ปุจฺฉิตาจิกฺข กิสฺส กมฺมสฺสิทํ ผลนฺติ ฯ |๓๐.๒๘๓| อิทานิ ภนฺเต อิมเมว คามํ ปิณฺฑาย อมฺหากํ ฆรํ อุปาคมิ ตโต เต อุจฺฉุสฺส อทาสึ ขณฺฑิกํ ปสนฺนจิตฺตา อตุลาย ปีติยา |๓๐.๒๘๔| สสฺสู จ ปจฺฉา อนุยุญฺชเต มมํ กหนฺนุ อุจฺฉุํ วธุเก อวากริ น ฉฑฺฑิตํ น จ ขาทิตํ มยา สนฺตสฺส ภิกฺขุสฺส สยํ อทาสิหํ |๓๐.๒๘๕| ตุยฺหํ อิทํ อิสฺสริยํ อโถ มมํ อิติสฺสา สสฺสุ ปริภาสเต มมํ ปีฐํ คเหตฺวา ปหารํ อทาสิ เม ตโต จุตา กาลกตมฺหิ เทวตา |๓๐.๒๘๖| ตเทว กมฺมํ กุสลํ กตํ มยา สุขญฺจ กมฺมํ อนุโภมิ อตฺตนา เทเวหิ สทฺธึ ปริจาริยามหํ โมทามหํ กามคุเณหิ ปญฺจหิ |๓๐.๒๘๗| ตเทว กมฺมํ กุสลํ กตํ มยา สุขญฺจ กมฺมํ อนุโภมิ อตฺตนา เทวินฺทคุตฺตา ติทเสหิ รกฺขิตา สมปฺปิตา กามคุเณหิ ปญฺจหิ |๓๐.๒๘๘| เอตาทิสํ ปุญฺญผลํ อนปฺปกํ มหาวิปากา มม อุจฺฉุทกฺขิณา เทเวหิ สทฺธึ ปริจาริยามหํ โมทามหํ กามคุเณหิ ปญฺจหิ |๓๐.๒๘๙| เอตาทิสํ ปุญฺญผลํ อนปฺปกํ มหาชุติกา มม อุจฺฉุทกฺขิณา เทวินฺทคุตฺตา ติทเสหิ รกฺขิตา สหสฺสเนตฺโตริว นนฺทเน วเน |๓๐.๒๙๐| ตุวญฺจ ภนฺเต อนุกมฺปกํ วิทุํ อุเปจฺจ วนฺทึ กุสลญฺจ ปุจฺฉิยา ตโต เต อุจฺฉุสฺส อทาสึ ขณฺฑิกํ ปสนฺนจิตฺตา อตุลาย ปีติยาติ ฯ อุจฺฉุวิมานํ ทุติยํ ฯ
พระมหาโมคคัลลานเถระ ถามนางเทพธิดานั้นด้วยคาถาความว่า ดูกรนางเทพธิดา ท่านมีศิริ มีผิวพรรณเปล่งปลั่ง มียศและเดช สว่าง ไสวไพโรจน์ทั่วแผ่นดินรวมทั้งเทวโลกเหมือนกับพระจันทร์และพระอาทิตย์ เป็นผู้ ประเสริฐเหมือนท้าวมหาพรหม รุ่งเรืองกว่าเทพเจ้าเหล่าไตรทศพร้อมทั้ง อินทร์ อาตมาขอถามท่านผู้ทัดทรงดอกอุบล ยินดีแต่พวงมาลัยประดับ เศียร มีผิวพรรณเปล่งปลั่งดั่งทองคำ ประดับประดาอาภรณ์สวยงาม นุ่งห่มผ้าอย่างดี ดูกรนางเทพธิดาผู้เลอโฉม ท่านเป็นใครมาไหว้อาตมา อยู่ เมื่อก่อน ครั้งเมื่อเกิดเป็นมนุษย์ในชาติก่อน ท่านได้ทำกรรมอะไร ไว้ด้วยตน ได้ให้ทานหรือรักษาศีลอย่างไรไว้ ท่านได้เข้าถึงสุคติ มี เกียรติยศ เพราะกรรมอะไร ดูกรนางเทพธิดา อาตมาถามแล้วขอจงบอก ผลนี้แห่งกรรมอะไร? นางเทพธิดานั้น อันพระมหาโมคคัลลานเถระถามแล้ว กล่าวตอบด้วยคาถาความว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ พระเถระรูปหนึ่งเข้ามายังบ้านของดิฉันเพื่อบิณฑบาต ในกรุงราชคฤห์นี้ ทันใดนั้น ดิฉันมีจิตเลื่อมใส เพราะปีติสุดที่จะหา สิ่งใดมาเทียมได้ จึงได้ถวายท่อนอ้อยแก่ท่าน ภายหลังแม่ผัวได้ถามถึง ท่อนอ้อยที่หายไปว่า ท่อนอ้อยหายไปไหน จึงตอบว่า ท่อนอ้อยนั้น ดิฉันไม่ได้ทิ้ง ทั้งไม่ได้รับประทาน แต่ดิฉันได้ถวายแก่ภิกษุผู้สงบระงับ ทันใดนั้นแม่ผัวได้บริภาษดิฉันว่า เธอหรือฉันเป็นเจ้าของท่อนอ้อยนั้น ว่าแล้วก็คว้าเอาตั่งฟาดดิฉันจนถึงตาย เมื่อดิฉันจุติจากมนุษยโลกนั้น แล้ว จึงมาเกิดเป็นนางเทพธิดา ดิฉันได้ทำกุศลกรรมนั้นไว้อย่างเดียว เพราะกรรมนั้นเป็นเหตุ ดิฉันจึงมาเสวยความสุขด้วยตนเอง เพียบ พร้อมด้วยเทพเจ้าผู้รับใช้ ร่าเริงบันเทิงใจอยู่ด้วยเบญจกามคุณ อนึ่ง ดิฉันได้ทำกุศลกรรมนั้นเท่านั้น เพราะกรรมนั้นเป็นเหตุ ดิฉันจึงมาเสวย ความสุขด้วยตนเอง เป็นผู้ที่ท้าวสักกะจอมเทพคุ้มครองแล้ว และเป็นผู้ อันเทพเจ้าชาวไตรทศอารักขาด้วย จึงเป็นผู้เพียบพร้อมไปด้วยเบญจ- กามคุณ ผลบุญเช่นนี้มิใช่น้อย การถวายท่อนอ้อยของดิฉันมีผลอัน ยิ่งใหญ่ ดิฉันเพียบพร้อมด้วยเทพเจ้าผู้รับใช้ ร่าเริงบันเทิงใจอยู่ด้วย เบญจกามคุณ ผลบุญเช่นนี้มิใช่น้อย การถวายท่อนอ้อยของดิฉันมีผล รุ่งเรืองมาก ดิฉันเป็นผู้ที่ท้าวสักกะจอมเทพทรงคุ้มครองแล้ว ทั้งเทพเจ้า ชาวไตรทศก็ให้อารักขาด้วย ดังท้าวสหัสสนัยน์ในสวนนันทวันฉะนั้น ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ก็ดิฉันเข้ามานมัสการท่านผู้มีความกรุณา มีปัญญา รู้แจ้งและถามถึงความไม่มีโรคภัยด้วย เพราะฉะนั้น ดิฉันมีใจเลื่อมใส ด้วยปีติสุดที่จะหาสิ่งใดๆ มาเทียบเคียงได้ ได้ถวายท่อนอ้อยแก่ พระคุณเจ้าในครั้งนั้น. จบ อุจฉุวิมานที่ ๒
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๒. อุจฉุทายิกาวิมาน ว่าด้วยวิมานที่เกิดขึ้นแก่หญิงผู้ถวายท่อนอ้อย (พระมหาโมคคัลลานเถระถามเทพธิดานั้นด้วยคาถาเหล่านี้ว่า)
เธอมีสิริรัศมีกาย มีบริวารยศและมีเดช เปล่งรัศมีส่องทั่วแผ่นดินพร้อมทั้งเทวโลกให้สว่างไสว รุ่งเรืองดังพระจันทร์และพระอาทิตย์ และดังท้าวมหาพรหมเปล่งรัศมีงามล้ำกว่า ทวยเทพชาวไตรทศพร้อมทั้งพระอินทร์
อาตมาขอถามเธอ เทพธิดาผู้เลอโฉม ประดับมาลัยดอกอุบล มีมาลัยแก้วประดับเทริด มีผิวพรรณเปล่งปลั่งดั่งทองคำ ประดับประดาอาภรณ์อย่างสวยงาม ทรงพัสตราภรณ์ชั้นเลิศ เธอเป็นใครมาไหว้อาตมา
ชาติก่อนเธอเกิดเป็นมนุษย์ได้ทำกรรมอะไรมาก่อน เธอสั่งสมทานไว้ดีหรือว่ารักษาศีลไว้ดี จึงเกิดในสวรรค์ มีบริวารยศ เพราะกรรมอะไร เทพธิดา อาตมาถามแล้ว ขอเธอจงบอกเถิดว่า นี้เป็นผลของกรรมอันใดเล่า
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๔๗}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ [๑. อิตถีวิมาน] ๓. ปาริจฉัตตวรรค ๒. อุจฉุทายิกาวิมาน (เทพธิดาตอบว่า)
พระคุณเจ้าผู้เจริญ เมื่อไม่นานมานี้ พระเถระรูปหนึ่ง เข้ามาบิณฑบาตยังเรือนของดิฉันในหมู่บ้านนี้แหละ จากนั้นดิฉันมีจิตเลื่อมใส เกิดปีติสุดประมาณ จึงได้ถวายท่อนอ้อยแด่ท่าน
แต่ต่อมาภายหลัง แม่ผัวซักถามดิฉันว่า แม่ตัวดี แกเอาอ้อยไปทิ้งไว้ที่ไหนล่ะ ดิฉันจึงตอบว่า ไม่ได้ทิ้งและก็ไม่ได้กิน แต่ดิฉันได้ถวายแด่ภิกษุผู้สงบระงับไปแล้ว
ทันใดนั้น แม่ผัวได้ด่าดิฉันว่า นี่แกหรือฉันเป็นใหญ่กันแน่ ว่าแล้วก็คว้าตั่งฟาดดิฉัน ดิฉันตายจากมนุษยโลกนั้นแล้วก็มาเกิดเป็นเทพธิดา
ดิฉันทำกุศลกรรมนั้นไว้เท่านี้ ตนเองจึงได้มาเสวยผลกรรมที่นำความสุขมาให้ ได้รับการบำเรอบันเทิงใจอยู่ ด้วยกามคุณ ๕ ร่วมกับหมู่เทพ
ดิฉันทำกุศลกรรมนั้นไว้เท่านี้ ตนเองจึงได้มาเสวยผลกรรมที่นำความสุขมาให้ มีท้าวสักกะจอมเทพคุ้มครอง มีทวยเทพชั้นไตรทศรักษา เพียบพร้อมอยู่ด้วยกามคุณ ๕
ผลบุญดังกล่าวมานี้มิใช่เล็กน้อย บุญที่ดิฉันได้ถวายอ้อยให้ผลมาก ดิฉันจึงได้รับการบำเรอ บันเทิงใจอยู่ ด้วยกามคุณ ๕ ร่วมกับหมู่เทพ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๔๘}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ [๑. อิตถีวิมาน] ๓. ปาริจฉัตตวรรค ๓. ปัลลังกวิมาน
ผลบุญดังกล่าวมานี้มิใช่เล็กน้อย บุญที่ดิฉันได้ถวายอ้อยมีอานุภาพมาก ดิฉันจึงมีท้าวสักกะจอมเทพคุ้มครอง มีทวยเทพชั้นไตรทศรักษา ดังท้าวสหัสนัยน์ในนันทวัน
พระคุณเจ้าผู้เจริญ ดิฉันเข้าไปหาพระคุณเจ้า ผู้อนุเคราะห์ซึ่งมีปัญญา แล้วกราบไหว้และถามถึงความไม่มีโรค จากนั้นก็มีจิตเลื่อมใส เกิดปีติสุดประมาณ จึงได้ถวายท่อนอ้อยแด่พระคุณเจ้า อุจฉุทายิกาวิมานที่ ๒ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาอุจฉุทายิกาวิมาน
อุจฉุทายิกาวิมาน มีคาถาว่า โอภาสยิตฺวา ปฐวึ สเทวกํ ดังนี้เป็นต้น.
อุจฉุทายิกาวิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร?
บทมีอาทิว่า ภควา ราชคเห วิหรติ ทั้งหมดเช่นเดียวกับที่ได้กล่าวมาแล้ว ในวิมานเป็นลำดับไป แต่ในที่นี้ต่างกันที่นางถวายอ้อย.
นางถูกแม่ผัวประหารด้วยตั่งตายในขณะนั้นทันทีแล้ว ไปบังเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ในคืนนั้นเอง นางมาปรนนิบัติพระเถระมีรัศมีรุ่งเรือง ดุจพระจันทร์และพระอาทิตย์ ยังภูเขาคิชฌกูฏ ให้สว่างไสวไปทั่ว ยืนประคองอัญชลีไหว้พระเถระอยู่ ณ ส่วนหนึ่ง.
ลำดับนั้น พระเถระถามนางด้วยคาถาเหล่านี้ว่า
ท่านยังปฐพีพร้อมด้วยเทวโลกให้สว่างไสวรุ่งเรืองยิ่ง ด้วยสิริ ด้วยวรรณะ ด้วยยศ และด้วยเดชดุจพระจันทร์ และพระอาทิตย์ ดุจพระพรหมในไตรทศ เทวโลกพร้อมด้วยพระอินทร์ เราขอถามท่าน
ดูก่อนเทวดาผู้งาม มีหนังสีทอง ตกแต่งงดงาม ท่านคล้องมาลัยดอกบัว สวมดอกไม้ทำด้วยแก้วบนศีรษะ นุ่งผ้าชั้นยอด ท่านเป็นใครจึงไหว้เรา เมื่อก่อนท่านได้ทำกรรมอะไรไว้ด้วยตน ท่านเป็นมนุษย์ในชาติก่อนสะสมทานและสำรวมในศีล เข้าถึงสุคติมียศ ด้วยกรรมอะไร.
ดูก่อนเทพธิดา เราถามท่าน ท่านจงบอกว่านี้เป็นผลของกรรมอะไร.
ในบทเหล่านั้น บทว่า โอภาสยิตฺวา ปฐวึ สเทวกํ ความว่า ยังปฐพีนี้อันเป็นภูมิภาคที่เข้าไปถึงได้ พร้อมกับอากาศเทวโลกให้รุ่งโรจน์ เพราะรุ่งโรจน์ด้วยรัศมีอันซ่านออกจากข้างภูเขาสิเนรุปนกับรัศมีพระจันทร์และพระอาทิตย์.
อธิบายว่า ทำให้มีแสงสว่างเป็นอันเดียวกัน คือให้มีความรุ่งโรจน์เป็นอันเดียวกัน.
โยชนาแก้ว่า ยังปฐพีให้สว่างไสว ดุจพระจันทร์และพระอาทิตย์.
บทว่า อติโรจสิ ได้แก่ รุ่งเรืองยิ่งนัก.
ก็พระเถระกล่าวความรุ่งเรืองยิ่งนักนั้นว่า ด้วยกรรมอะไร ดุจอะไร หรือเพราะอะไร มีคำตอบว่า ด้วยสิริเป็นต้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า สิริยา ได้แก่ ด้วยความวิเศษมีความงามเลิศเป็นต้น.
บทว่า เตชสา ได้แก่ ด้วยอานุภาพของตน.
บทว่า อาเวฬินิ ได้แก่ พวงบุปผาทำด้วยแก้ว.
พระเถระถามอย่างนี้แล้ว เทพธิดาจึงตอบด้วยคาถาเหล่านี้ว่า
ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ บัดนี้พระคุณเจ้าเข้า
ไปยังเรือนของดีฉัน เพื่อบิณฑบาตในบ้านนี้ แต่นั้น
ดีฉันมีจิตเลื่อมใส ได้ถวายท่อนอ้อย มีปีติเป็นล้นพ้น.
ภายหลังแม่ผัวซักไซร้ดีฉันว่า นี่แน่ะแม่หญิงสาว เจ้า
ทิ้งอ้อยไว้ที่ไหน. ดีฉันตอบว่า ฉันไม่ได้ทิ้งและไม่ได้
กิน ฉันได้ถวายแก่ภิกษุผู้สงบด้วยตนเองจ้ะ.
แม่ผัวได้บริภาษดีฉันว่า เอ็งเป็นใหญ่หรือข้า
เป็นใหญ่ แล้วแม่ผัวก็ยกตั่งขึ้นทุบดีฉันจนถึงตาย
ดีฉันจุติจากมนุษยโลกแล้วจึงมาเกิดเป็นเทพธิดา
ดีฉันทำกุศลกรรมนั้น จึงได้เสวยสุขด้วยตน ดีฉัน
รื่นเริงบันเทิงด้วยกามคุณ ๕ ดังเหล่าเทพ.
ดีฉันอันจอมเทพคุ้มครอง ทวยเทพในไตรทศ
รักษา เอิบอิ่มไปด้วยกามคุณ ๕ จึงได้เสวยความสุขด้วย
ตนเอง.
ผลบุญเช่นนี้ไม่ใช่เล็กน้อย การถวายอ้อยของ
ดีฉันเป็นผลบุญยิ่งใหญ่ ดีฉันรื่นเริงบันเทิงด้วยกามคุณ
๕ กับหมู่เทพทั้งหลาย.
ผลบุญเช่นนี้ไม่ใช่เล็กน้อย การถวายอ้อยของ
ดีฉันมีผลรุ่งเรืองมาก จอมเทพคุ้มครอง ทวยเทพใน
ไตรทศรักษา ดุจท้าวสหัสนัยน์ในสวนนันทนวัน
ฉะนั้น.
ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ ดีฉันเข้าไปหาท่านผู้
อนุเคราะห์ผู้มีปัญญาแล้วไหว้และถามถึงกุศล แต่นั้น
ดีฉันมีจิตใจเลื่อมใส มีปีติอันล้นพ้นได้ถวายท่อนอ้อย
แก่พระคุณเจ้า ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อิทานิ ได้แก่ เทพธิดากล่าวเพราะเป็นวันที่ล่วงไปแล้วเป็นลำดับ. อธิบายว่า เดี๋ยวนี้.
บทว่า อิมเมว คามํ ได้แก่ ในบ้านนี้นั่นเอง.
เทวดากล่าวหมายถึงกรุงราชคฤห์. ดังที่ท่านกล่าวว่า บ้านก็ดี นิคมก็ดี เมืองก็ดี ท่านเรียกว่า คาม ทั้งนั้น.
อนึ่ง บทว่า อิมเมว คามํ นี้เป็นทุติยาวิภัตติลงในอรรถแห่งสัตตมีวิภัตติ.
บทว่า อุปาคมิ ได้แก่ เข้าไปแล้ว.
บทว่า อตุลาย ได้แก่ ไม่มีเปรียบ หรือไม่มีประมาณ.
บทว่า อวากิริ ได้แก่ นำออกไป คือทิ้ง หรือทำให้เสียหาย.
บทว่า สนฺตสฺส ได้แก่ เป็นผู้สำรวมดี มีกิเลสสงบหรือไม่ถึงความดิ้นรน.
นุ ศัพท์ในบทว่า ตุยฺหํ นุ เป็นนิบาตลงในอรรถอันส่องถึงความไม่มีตัวตน.
นุ ศัพท์นั้นพึงนำมาประกอบแม้ในบทว่า มม เป็น มม นุ ดังนี้.
บทว่า อิทํ อิสฺสริยํ แม่ผัวกล่าวหมายถึงความเป็นใหญ่ในเรือน.
บทว่า ตโต จุตา ได้แก่ จุติจากมนุษยโลกนั้น. เพราะแม้ไปจากที่ที่ดำรงอยู่ ท่านก็เรียกว่า จุตา ฉะนั้น เพื่อให้ต่างกับจุติ ท่านจึงกล่าวว่า กาลคตา. อนึ่ง แม้ถึงแก่กรรมแล้ว ก็ยังไม่เกิดในที่ใดที่หนึ่ง.
ก็แลเมื่อเทพธิดาแสดงว่า ดีฉันถึงความเป็นเทพธิดา จึงกล่าวว่า อมฺหิ เทวตา ดีฉันเป็นเทพธิดา ดังนี้.
บทว่า ตเทว กมฺมํ กุสลํ กตํ มยา ความว่า ดีฉันทำกรรมเป็นกุศลเพียงถวายท่อนอ้อยนั้นเท่านั้น. อธิบายว่า ดีฉันไม่รู้อย่างอื่น.
บทว่า สุขญฺจ กมฺมํ ได้แก่ ผลของกรรมอันเป็นความสุข.
จริงอยู่ ในที่นี้ท่านกล่าวผลของกรรมว่า กมฺมํ ด้วยลบบทหลังหรือใกล้เคียงกับเหตุ ดุจในประโยคมีอาทิว่า กุสลานํ ภิกฺขเว ธมฺมานํ สมาทานเหตุ เอวมิทํ ปุญฺญํ ปวฑฺฒติ
ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุญนี้ย่อมเจริญอย่างนี้ เพราะเหตุแห่งการสมาทานธรรมเป็นกุศล และในประโยคมีอาทิว่า อนุโภมิ สกํ ปุญฺญํ ความว่า ข้าพเจ้าเสวยบุญของตนดังนี้.
อีกอย่างหนึ่ง บทว่า กมฺมํ เป็นทุติยาวิภัตติลงในอรรถแห่งตติยาวิภัตติ ความว่า กมฺเมน แปลว่า ด้วยกรรม.
อีกอย่างหนึ่ง กรรมเกิดในกรรมชื่อยถากรรม.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่ากรรมเพราะอันบุคคลพึงใคร่ เพราะว่ากรรมนั้นเข้าไปประกอบด้วยกาม เพราะติดในความสุข จึงชื่อว่ากมนียะ เพราะควรใคร่
บทว่า อตฺตนา คือ ด้วยตนเอง. อธิบายว่า ด้วยตนเองโดยความเป็นอิสระ เพราะตนเองมีอำนาจ.
บทว่า ปริจารยามหํ อตฺตานํ ในคาถาก่อนกล่าวว่า อตฺตนา ควรตั้งบทว่า อตฺตานํ เพราะเปลี่ยนวิภัตติ.
บทว่า เทวินฺทคุตฺตา ได้แก่ ท้าวสักกะจอมเทพคุ้มครอง หรือคุ้มครองดุจจอมเทพเพราะมีบริวารมาก.
บทว่า สมปฺปิตา ได้แก่ เอิบอิ่มด้วยดี คือถึงพร้อมด้วยดี.
บทว่า มหาวิปากา คือ มีผลไพบูลย์.
บทว่า มหาชุติกา คือ มีเดชมาก มีอานุภาพมาก.
บทว่า ตุวํ คือ ซึ่งท่าน.
บทว่า อนุกมฺปกํ คือ มีความกรุณา.
บทว่า วิทุํ คือ มีปัญญา. อธิบายว่า ถึงที่สุดแห่งสาวกบารมี.
บทว่า อุเปจฺจ แปลว่า เข้าไปหา.
บทว่า วนฺทึ ได้แก่ กราบด้วยเบญจางคประดิษฐ์.
ข้าพเจ้าได้ถามถึงกุศลคือความไม่มีโรค. อธิบายว่า ข้าพเจ้าระลึกถึงกุศลนี้ด้วยปีติอันล้นพ้น.
บทที่เหลือมีนัยดังได้กล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล.
จบอรรถกถาอุจฉุทายิกาวิมาน -----------------------------------------------------