อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๓๘๕

๑. อธิมุตตเถรคาถา

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๘๕พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 1 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 1 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 21 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

เถรคาถาย วีสตินิปาโต

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา เถรคาถา วีสตินิบาต ๑. อธิมุตตเถรคาถา คาถาสุภาษิตของพระอธิมุตตเถระ

ข้อ ๓๘๕

|๓๘๕.๗๐๕| ๑ ยญฺญตฺถํ วา ธนตฺถํ วา เย หนาม มยํ ปุเร อวเสสํ ภยํ โหติ เวธนฺติ วิลปนฺติ จ ฯ |๓๘๕.๗๐๖| ตสฺส เต นตฺถิ ภีตตฺตํ ภิยฺโย วณฺโณ ปสีทติ กสฺมา น ปริเทเวสิ เอวรูเป มหพฺภเย ฯ |๓๘๕.๗๐๗| นตฺถิ เจตสิกํ ทุกฺขํ อนเปกฺขสฺส คามณิ อติกฺกนฺตา ภยา สพฺเพ ขีณสํโยชนสฺส เว ฯ |๓๘๕.๗๐๘| ขีณาย ภวเนตฺติยา ทิฏฺเฐ ธมฺเม ยถาตถา น ภยํ มรเณ โหติ ภารนิกฺเขปเน ยถา ฯ |๓๘๕.๗๐๙| สุจิณฺณํ พฺรหฺมจริยํ เม มคฺโค จาปิ สุภาวิโต มรเณ เม ภยํ นตฺถิ โรคานมิว สงฺขเย ฯ |๓๘๕.๗๑๐| สุจิณฺณํ พฺรหฺมจริยํ เม มคฺโค จาปิ สุภาวิโต นิรสฺสาทา ภวา ทิฏฺฐา วิสํ ปิตฺวาน ฉฑฺฑิตํ ฯ |๓๘๕.๗๑๑| ปารคู อนุปาทาโน กตกิจฺโจ อนาสโว ตุฏฺโฐ อายุกฺขยา โหติ มุตฺโต อาฆาตนา ยถา ฯ |๓๘๕.๗๑๒| อุตฺตมํ ธมฺมตํ ปตฺโต สพฺพโลเก อนตฺถิโก อาทิตฺตาว ฆรา มุตฺโต มรณสฺมึ น โสจติ ฯ |๓๘๕.๗๑๓| ยทตฺถิ สงฺขตํ กิญฺจิ ภโว จ ยตฺถ ลพฺภติ สพฺพํ อนิสฺสรํ เอตํ อิทํ วุตฺตํ มเหสินา ฯ |๓๘๕.๗๑๔| โย ตํ ตถา ปชานาติ ยถา พุทฺเธน เทสิตํ น คณฺหาติ ภวํ กิญฺจิ สุตตฺตํว อโยคุฬํ ฯ |๓๘๕.๗๑๕| น เม โหติ อโหสินฺติ ภวิสฺสนฺติ น โหติ เม สงฺขารา วิภวิสฺสนฺติ ตตฺถ กา ปริเทวนา ฯ |๓๘๕.๗๑๖| สุทฺธํ ธมฺมสมุปฺปาทํ สุทฺธํ สงฺขารสนฺตตึ ปสฺสนฺตสฺส ยถาภูตํ น ภยํ โหติ คามณิ ฯ |๓๘๕.๗๑๗| ติณกฏฺฐสมํ โลกํ ยทา ปญฺญาย ปสฺสติ มมตฺตํ โส อสํวินฺทํ นตฺถิ เมติ น โสจติ ฯ |๓๘๕.๗๑๘| อุกฺกณฺฐามิ สรีเรน ภเวนมฺหิ อนตฺถิโก โสยํ ภิชฺชิสฺสติ กาโย อญฺโญ จ น ภวิสฺสติ ฯ |๓๘๕.๗๑๙| ยํ โว กิจฺจํ สรีเรน ตํ กโรถ ยทิจฺฉถ น เม ตปฺปจฺจยา ตตฺถ โทโส เปมํ จ เหหิติ ฯ |๓๘๕.๗๒๐| ตสฺส ตํ วจนํ สุตฺวา อพฺภูตํ โลมหํสนํ สตฺถานิ นิกฺขิปิตฺวาน มาณวา เอตทพฺรวุํ ฯ |๓๘๕.๗๒๑| กึ ภทนฺเต กริตฺวาน โก วา อาจริโย ตว กสฺส สาสนมาคมฺม ลพฺภเต ตํ อโสกตา ฯ |๓๘๕.๗๒๒| สพฺพญฺญู สพฺพทสฺสาวี ชิโน อาจริโย มม มหาการุณิโก สตฺถา สพฺพโลกติกิจฺฉโก ฯ |๓๘๕.๗๒๓| เตนายํ เทสิโต ธมฺโม ขยคามี อนุตฺตโร ตสฺส สาสนมาคมฺม ลพฺภเต ตํ อโสกตา ฯ |๓๘๕.๗๒๔| สุตฺวาน โจรา อิสิโน สุภาสิตํ นิกฺขิปฺป สตฺถานิ จ อาวุธานิ จ ตมฺหา จ กมฺมา วิรมึสุ เอเก เอเก จ ปพฺพชฺชมโรจยึสุ ฯ |๓๘๕.๗๒๕| เต ปพฺพชิตฺวา สุคตสฺส สาสเน ภาเวตฺวา โพชฺฌงฺคพลานิ ปณฺฑิตา อุทคฺคจิตฺตา สุมนา กตินฺทฺริยา ผุสึสุ นิพฺพานปทํ อสงฺขตนฺติ ฯ อธิมุตฺโต เถโร ฯ

พระอธิมุตตเถระถูกพวกโจรจับไว้ มิได้มีความกลัวหวาดเสียว มีหน้าผ่องใส เมื่อหัวหน้าโจรเห็นดังนั้น เกิดความอัศจรรย์ใจ จึงได้กล่าวคาถาสรรเสริญ ๒ คาถาว่า เมื่อก่อน เราจะฆ่าสัตว์เหล่าใดเพื่อบูชายัญ หรือเพื่อทรัพย์ ความกลัว ก็ย่อมเกิดแก่สัตว์เหล่านั้นทั้งสิ้น สัตว์เหล่านั้นย่อมพากันหวาดหวั่น และบ่นเพ้อ แต่ความกลัวมิได้มีแก่ท่านเลย สีหน้าของท่านผ่องใสยิ่ง นัก เมื่อภัยใหญ่เห็นปานนี้ปรากฏแล้ว เหตุไรท่านจึงไม่คร่ำครวญเล่า. พระเถระเมื่อจะแสดงธรรม โดยมุ่งการตอบคำถามของนายโจรนั้น จึงได้กล่าวคาถา เหล่านี้ความว่า ดูกรนายโจร ทุกข์ทางใจย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่ห่วงใยในชีวิต ความกลัวทั้ง ปวงอันเราผู้สิ้นสังโยชน์ล่วงพ้นได้แล้ว เมื่อตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพสิ้น ไปแล้ว ความกลัวตายในปัจจุบันมิได้มีด้วยประการใดประการหนึ่งเลย ดุจบุรุษไม่กลัวความหนัก เพราะวางภาระแล้วฉะนั้น พรหมจรรย์เรา ประพฤติดีแล้ว แม้มรรคเราก็อบรมดีแล้ว เราไม่มีความกลัวตายเหมือน บุคคลไม่กลัวโรคเพราะโรคสิ้นไปแล้วฉะนั้น พรหมจรรย์เราประพฤติดี แล้ว แม้มรรคเราก็อบรมดีแล้ว ภพทั้งหลายอันไม่น่ายินดีเราได้เห็นแล้ว เหมือนบุคคลดื่มยาพิษแล้วคายทิ้งฉะนั้น บุคคลผู้ถึงฝั่งแห่งภพ ไม่มี ความถือมั่น เสร็จกิจแล้ว หมดอาสวะ ย่อมยินดีต่อความสิ้นอายุเหมือน บุคคลพ้นแล้วจากการถูกประหารฉะนั้น บุคคลผู้บรรลุธรรมอันสูงสุด แล้ว ไม่มีความต้องการอะไรในโลกทั้งหมด ย่อมไม่เศร้าโศกในเวลา ตาย ดุจบุคคลออกจากเรือนที่ถูกไฟไหม้ฉะนั้น สิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่งมีอยู่ ในโลกนี้ก็ดี ภพที่สัตว์ย่อมได้ในโลกนี้ก็ดี พระพุทธเจ้าแสวงหาคุณ อันใหญ่ยิ่งได้ตรัสไว้ว่า สิ่งทั้งหมดนี้ไม่เป็นอิสระ ผู้ใดรู้แจ้งธรรมข้อนั้น เหมือนดังที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ ผู้นั้นย่อมไม่ยึดถือภพอะไร ดัง บุคคลผู้ไม่จับก้อนเหล็กแดงอันร้อนโชน ฉะนั้น เราไม่มีความคิดว่า ได้เป็นมาแล้ว จักเป็นต่อไป จะไม่เป็น หรือสังขารจักฉิบหายไป จะ คร่ำครวญไปทำไมในเพราะสังขารนั้นเล่า ดูกรนายโจร ความกลัว ย่อมไม่มีแก่ผู้พิจารณาเห็นตามความเป็นจริง ซึ่งความเกิดขึ้นแห่งธรรม อันบริสุทธิ์ และความสืบต่อแห่งสังขารอันบริสุทธิ์ เมื่อใดบุคคล พิจารณาเห็นโลกเสมอด้วยหญ้าและไม้ด้วยปัญญา เมื่อนั้น บุคคลนั้น ย่อมไม่ยึดถือว่าเป็นของเรา ย่อมไม่เศร้าโศกว่า ของเราไม่มี เรากลัด กลุ้มด้วยสรีระ ไม่ต้องการด้วยภพ ร่างกายนี้จักแตกไป และจักไม่มี ร่างกายอื่น ถ้าท่านทั้งหลายปรารถนาจะทำกิจใดด้วยร่างกายของเรา ก็จง ทำกิจนั้นเถิด ความขัดเคืองและความรักใคร่ในสรีระนั้น จักไม่มีแก่เรา เพราะเหตุที่ท่านทั้งหลาย ทำกิจตามปรารถนาด้วยร่างกายของเรานั้น. โจรทั้งหลายได้ฟังคำของท่าน อันอัศจรรย์อันทำให้ขนลุกชูชันดังนั้น แล้ว จึงพากันวางศาตราวุธ แล้วกล่าวดังนี้ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ความ ไม่เศร้าโศกที่ท่านได้นี้ เพราะท่านได้ทำกรรมอะไรไว้ หรือใครเป็น อาจารย์ของท่าน หรือเพราะอาศัยคำสั่งสอนของใคร? พระเถระได้ฟังดังนั้นแล้ว จึงได้กล่าวตอบว่า พระศาสดาผู้เป็นสัพพัญญู รู้เห็นธรรมทั้งปวง ชนะหมู่มารมีพระกรุณา ใหญ่ผู้รักษาพยาบาลชาวโลกทั้งปวง เป็นอาจารย์ของเรา ธรรมเครื่องให้ ถึงความสิ้นอาสวะอันยอดเยี่ยมนี้ พระองค์ทรงแสดงไว้แล้ว ความไม่ เศร้าโศก เราได้เพราะอาศัยคำสั่งสอนของพระองค์ พวกโจรฟังถ้อยคำ อันเป็นสุภาษิตของพระเถระผู้เป็นฤาษีแล้ว พากันวางศาตราและอาวุธ บางพวกก็งดเว้นจากโจรกรรม บางพวกก็ขอบรรพชา โจรเหล่านั้นครั้นได้ บรรพาในศาสนาของพระสุคตแล้ว ได้เจริญโพชฌงค์และพลธรรมเป็น บัณฑิต มีจิตเฟื่องฟูเบิกบาน มีอินทรีย์อันอบรมดีแล้ว ได้บรรลุสันตบท คือ นิพพานอันหาปัจจัยปรุงแต่งมิได้.

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา [๑๖. วีสตินิบาต] ๑. อธิมุตตเถรคาถา ๑๖. วีสตินิบาต ๑. อธิมุตตเถรคาถา ภาษิตของพระอธิมุตตเถระ (หัวหน้าโจร เมื่อจะสรรเสริญพระเถระ ได้กล่าว ๒ ภาษิตเหล่านี้ว่า)

ข้อ ๗๐๕

เมื่อก่อน เหล่าสัตว์ที่พวกเราฆ่าเพื่อบูชายัญหรือเพื่อทรัพย์ ย่อมเกิดความกลัวทั้งนั้น ย่อมพากันหวาดหวั่นและบ่นเพ้อรำพัน

ข้อ ๗๐๖

ท่านนั้นไม่มีความกลัว สีหน้าผ่องใสยิ่งนัก เพราะเหตุไร ท่านจึงไม่คร่ำครวญ ในเมื่อเกิดภัยใหญ่เช่นนี้ (พระเถระ เมื่อจะแสดงธรรมโปรดหัวหน้าโจร จึงได้กล่าวภาษิตเหล่านี้ว่า)

ข้อ ๗๐๗

ท่านหัวหน้า สำหรับผู้ที่ไม่เยื่อใยในชีวิตย่อมไม่มีทุกข์ทางใจ ภัยทุกอย่างผู้ที่สิ้นสังโยชน์ล่วงพ้นภัยทุกอย่างได้แล้ว

ข้อ ๗๐๘

เมื่อสิ้นตัณหาที่นำไปสู่ภพก็ย่อมไม่มีความกลัวตายโดยประการ ใดประการหนึ่งในปัจจุบันนั้น เหมือนคนที่ไม่กลัวความหนัก ในเมื่อ วางของหนักลงแล้ว

ข้อ ๗๐๙

พรหมจรรย์อาตมาประพฤติดีแล้ว และแม้มรรคอาตมาก็อบรมดีแล้ว อาตมาจึงไม่มีความกลัวตาย เหมือนคนไม่กลัวโรคในเมื่อหายโรค

ข้อ ๗๑๐

พรหมจรรย์อาตมาประพฤติดีแล้ว และแม้มรรคอาตมาก็อบรมดีแล้ว อาตมาได้เห็นภพว่าเป็นสิ่งที่ไม่น่ายินดี เหมือนคนดื่มยาพิษแล้วสำรอกออกมา

ข้อ ๗๑๑

ผู้ที่ถึงฝั่ง ไม่ยึดมั่น เสร็จกิจ หมดอาสวะ ย่อมพอใจเพราะความสิ้นอายุ เหมือนผู้ร้ายพ้นจากการถูกประหารชีวิต ก็ร่าเริงยินดีอยู่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๔๖๐}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา [๑๖. วีสตินิบาต] ๑. อธิมุตตเถรคาถา

ข้อ ๗๑๒

ผู้บรรลุสภาวธรรมชั้นสูงสุด ไม่มีความเยื่อใยในโลกทั้งมวล เมื่อจะตายก็ไม่เศร้าโศก เหมือนคนที่พ้นจากเรือนที่ถูกไฟไหม้

ข้อ ๗๑๓

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงแสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ตรัสว่า ความเกี่ยวข้องกันอย่างใดอย่างหนึ่งก็ดี ภพที่ได้ในหมู่สัตว์ก็ดี พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ตรัสว่า สิ่งนี้ทั้งหมดไม่มีอิสระ

ข้อ ๗๑๔

พระอริยสาวกผู้รู้แจ้งภพ ๓ นั้นตามที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้แล้ว ไม่ยึดภพไรๆ เหมือนคนไม่จับก้อนเหล็กแดงลุกโชน

ข้อ ๗๑๕

อาตมาไม่มีความคิดว่า เราได้เป็น เราจะเป็น เราจักไม่เป็นเช่นนี้อีก สังขารทั้งหลายจักดับไป อาตมาจะคร่ำครวญถึงสังขารนั้นไปทำไม

ข้อ ๗๑๖

ท่านหัวหน้า สำหรับผู้พิจารณาเห็นความเกิดขึ้นแห่งธรรม ล้วนๆ ความสืบเนื่องแห่งสังขารล้วนๆ ตามที่เป็นจริง ย่อมไม่มีความกลัว

ข้อ ๗๑๗

เมื่อใด บุคคลพิจารณาเห็นโลกว่า เสมอด้วยหญ้าและไม้ด้วยปัญญา เมื่อนั้น เขาซึ่งไม่ยึดถือว่าเป็นของเรา ย่อมไม่เศร้าโศกว่า ของเราไม่มี

ข้อ ๗๑๘

อาตมาเบื่อหน่ายร่างกาย ไม่ต้องการภพ กายนี้จะแตก และจะไม่มีกายอื่นอีก

ข้อ ๗๑๙

หากพวกท่านปรารถนาจะทำกิจใดด้วยร่างกาย ขอเชิญทำกิจนั้นได้ตามความปรารถนาเถิด ในการทำหรือไม่ทำนั้น อาตมาจะไม่มีทั้งความเคียดแค้นและพอใจ เพราะการทำนั้นเป็นเหตุ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๔๖๑}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา [๑๖. วีสตินิบาต] ๑. อธิมุตตเถรคาถา

ข้อ ๗๒๐

พวกโจรฟังคำของพระอธิมุตตเถระนั้นซึ่งน่าอัศจรรย์ ทำให้ขนชูชันนั้นแล้ว วางศัสตราวุธแล้ว ได้กล่าวเนื้อความนี้ว่า

ข้อ ๗๒๑

ท่านผู้เจริญ ท่านไม่มีความเศร้าโศกนี้ เพราะท่านทำกรรมอะไรไว้ หรือใครเป็นอาจารย์ของท่าน หรือเพราะอาศัยคำสอนของใคร พระอธิมุตตเถระ (ได้ฟังดังนั้นแล้ว เมื่อจะให้คำตอบ จึงได้กล่าวภาษิตเหล่านี้ว่า)

ข้อ ๗๒๒

พระศาสดาผู้เป็นสัพพัญญู ทรงรู้เห็นธรรมทั้งปวง ทรงชนะหมู่มาร มีพระกรุณาอย่างใหญ่หลวง ทรงเยียวยารักษาสัตว์โลกทั้งมวล เป็นอาจารย์ของอาตมา

ข้อ ๗๒๓

พระองค์ได้ทรงแสดงธรรม ที่ให้ถึงความสิ้นอาสวะอย่างยอดเยี่ยมนี้ไว้ เพราะอาศัยคำสั่งสอนของพระองค์ อาตมาจึงได้ความไม่เศร้าโศกนี้แล

ข้อ ๗๒๔

พวกโจรฟังคำสุภาษิตของพระอธิมุตตเถระผู้เป็นฤๅษี จึงพากันวางศัสตราและอาวุธ บางพวกก็ได้งดเว้นกรรมนั้น และบางพวกก็ได้ขอบวช

ข้อ ๗๒๕

พวกเขา ครั้นบวชในพระศาสนาของพระสุคต เจริญโพชฌงค์ ๗ และพละ ๕ แล้ว เป็นบัณฑิต มีจิตเบิกบาน ยินดี อบรมอินทรีย์แล้ว ได้บรรลุสันตบทคือนิพพาน อันไม่มีปัจจัยอะไรๆ ปรุงแต่ง

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๔๖๒}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาเถรคาถา วีสตินิบาต อรรถกถาอธิมุตตเถรคาถาที่ ๑

ในวีสตินิบาต คาถาของท่านพระอธิมุตตเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ยญฺญตฺถํ วา ธนตฺถํ วา ดังนี้.

เรื่องนี้มีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร?

แม้พระเถระนี้ก็ได้บำเพ็ญบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าแต่ปางก่อน สั่งสมบุญไว้ในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าอัตถทัสสี บังเกิดในตระกูลที่มั่งคั่งด้วยทรัพย์สมบัติ รู้เดียงสาแล้ว เมื่อพระศาสดาปรินิพพานไป ได้อุปัฏฐากภิกษุสงฆ์ ยังมหาทานให้เป็นไปแล้ว.

ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในท้องของน้องสาวท่านพระสังกิจจเถระ ได้มีชื่อว่าอธิมุตตะ.

ท่านเจริญวัยแล้ว ได้บวชในสำนักของพระเถระผู้เป็นลุง บำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐาน ทั้งๆ ที่ดำรงอยู่ในภูมิของสามเณรก็ได้บรรลุพระอรหัตแล้ว.

ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในอปทานว่า

เมื่อพระโลกนาถนามว่าอัตถทัสสี ผู้เป็นอุดมบุคคล เสด็จนิพพานแล้ว เรามีจิตเลื่อมใส บำรุงภิกษุสงฆ์ เรานิมนต์ภิกษุสงฆ์ผู้ซื่อตรง มีจิตตั้งมั่น แล้วเอาอ้อยมากระทำมณฑป นิมนต์ให้พระสงฆ์ผู้เป็นรัตนะอันสูงสุดฉันอ้อย เราเข้าถึงกำเนิดใดๆ จะเป็นเทวดาหรือมนุษย์ก็ตาม ในกำเนิดนั้นๆ เราย่อมครอบงำสัตว์ทั้งปวง นี้เป็นผลแห่งบุญกรรม.

ในกัปที่ ๑๑๘ เราได้ให้ทานใดไว้ในกาลนั้น ด้วยผลแห่งทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายอ้อย. คุณวิเศษเหล่านี้คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราได้ทำให้แจ้งแล้ว พระพุทธศาสนา เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.

____________________________

ขุ. อ. เล่ม ๓๒/ข้อ ๓๘

ก็ครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว ให้กาลเวลาล่วงไปด้วยความสุขในสมาบัติ มีความประสงค์จะอุปสมบท คิดว่าจะบอกลามารดา จึงไปหามารดา ในระหว่างทางได้พบโจร ๕๐๐ คนผู้เที่ยวหาเนื้อเพื่อจะทำพลีกรรมแก่เทวดา. ฝ่ายพวกโจรได้จับตัวท่านด้วยหวังว่า จักทำเป็นพลีแก่เทวดา.

ท่านอธิมุตตะนั้นแม้จะถูกพวกโจรจับก็ไม่กลัว ไม่หวาดหวั่น ได้มีสีหน้าผ่องใสยืนอยู่. หัวหน้าโจรเห็นดังนั้นเกิดอัศจรรย์จิตอย่างไม่เคยเป็น เมื่อจะสรรเสริญจึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า

เมื่อก่อน เราได้ฆ่าสัตว์เหล่าใดเพื่อบูชายัญ หรือ

เพื่อปล้นทรัพย์ สัตว์เหล่านั้นหมดอำนาจ เกิดความกลัว

ตัวสั่นและพร่ำเพ้ออยู่ แต่ความกลัวมิได้มีแก่ท่านเลย

ซ้ำยังมีสีหน้าผ่องใสยิ่งนัก เมื่อภัยใหญ่เห็นปานนี้ปรากฏ

แล้ว เหตุไรท่านจึงไม่คร่ำครวญ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยญฺญตฺถํ ได้แก่ เพื่อบูชา หรือเพื่อกระทำพลีกรรมแก่เทวดาทั้งหลาย.

วา ศัพท์ เป็นอรรถวิกัปปะ กำหนดหมายเอา.

บทว่า ธนตฺถํ แปลว่า เพื่อปล้นทรัพย์สมบัติ.

บทว่า เย หนาม มยํ ปุเร ความว่า เมื่อก่อนพวกเราได้ฆ่าสัตว์เหล่าใด.

จริงอยู่ บทว่า หนาม นี้ เป็นคำบอกปัจจุบันกาล ใช้ในอรรถเป็นอดีตกาล.

บทว่า อวเส ได้แก่ กระทำให้หมดอำนาจ คือไม่ให้เสรีภาพ.

บทว่า ตํ ได้แก่ เตสํ คือแก่สัตว์เหล่านั้น.

บางอาจารย์กล่าวว่า อวเสสํ หมดสิ้น ดังนี้ก็มี.

(ความแห่งบาลีนั้นว่า) แก่สัตว์ทั้งหมดเว้นท่านไว้ผู้หนึ่ง ในบรรดาสัตว์ที่พวกเราจับมา. อีกอย่างหนึ่ง บาลีก็อย่างนี้เหมือนกัน.

บทว่า ภยํ โหติ ความว่า ย่อมมีความกลัวแต่ความตาย อันเป็นเหตุให้สัตว์เหล่านั้นตัวสั่น บ่นเพ้อ คือตัวสั่นเพราะจิตสะดุ้งกลัว บ่น เพ้อพูดคำมีอาทิว่า ข้าแต่นาย พวกฉันจักให้สิ่งนี้และสิ่งนี้แก่ท่านทั้งหลาย พวกฉันจักยอมเป็นทาสของท่านทั้งหลาย.

บทว่า ตสฺส เต ความว่า แก่ท่านผู้ใด อันเราทั้งหลายประสงค์จะปลงชีวิตเพื่อทำพลีกรรมแก่เทวดา เงื้อดาบคุกคามอยู่นั้น.

บทว่า ภีตตฺตํ แปลว่า ความเป็นคนกลัว. อธิบายว่า ความกลัว.

บทว่า ภิยฺโย วณฺโณ ปสีทติ ความว่า สีหน้าของท่านย่อมผ่องใสแม้ยิ่งกว่าสีตามปกติ.

ได้ยินว่า ในคราวนั้น พระเถระเกิดความปิติโสมนัสเป็นอย่างยิ่งว่า ถ้าพวกโจรเหล่านี้จักฆ่าเรา. เราก็จักปรินิพพานโดยหมดเชื้อในบัดนี้แหละ ภาระคือทุกข์จักปราศจากไป.

บทว่า เอวรูโป มหพฺภเย ความว่า เมื่อปรากฏมรณภัยอันใหญ่หลวงเช่นนี้.

อีกอย่างหนึ่ง บทว่า เอวรูเป มหพฺภเย นี้เป็นสัตตมีวิภัตติ ใช้ในอรรถว่า เหตุบัดนี้ พระเถระเมื่อจะแสดงธรรมโดยมุ่งให้คำตอบแก่หัวหน้าโจร จึงได้กล่าวคาถาเหล่านี้ความว่า

ดูก่อนนายโจร ทุกข์ทางใจย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่ห่วงใย

ในชีวิต ความกลัวทั้งปวง อันเราผู้สิ้นสังโยชน์ล่วงพ้นได้

แล้ว เมื่อตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพสิ้นไปแล้ว ความกลัวตาย

ในปัจจุบัน มิได้มีด้วยประการใดประการหนึ่งเลย ดุจบุรุษ

ไม่กลัวความหนัก เพราะวางภาระแล้วฉะนั้น

พรหมจรรย์เราประพฤติดีแล้ว แม้ธรรมเราก็อบรมดี

แล้ว เราไม่มีความกลัวตาย เหมือนบุคคลไม่กลัวโรค เพราะ

โรคสิ้นไปแล้วฉะนั้น

พรหมจรรย์เราประพฤติดีแล้ว แม้มรรคเราก็อบรมดี

แล้ว ภพทั้งหลายอันไม่น่ายินดี เราได้เห็นแล้ว เหมือนคน

ดื่มยาพิษแล้วบ้วนทิ้งฉะนั้น

บุคคลผู้ถึงฝั่งแห่งภพ ไม่มีความถือมั่น ทำกิจเสร็จ

แล้ว หมดอาสวะ ย่อมยินดี เพราะเหตุความสิ้นอายุ เหมือน

บุคคลพ้นจากการถูกประหารฉะนั้น

บุคคลผู้บรรลุธรรมอันสูงสุดแล้ว ไม่มีความต้องการ

อะไรในโลกทั้งปวง ย่อมไม่เศร้าโศกในเวลาตาย ดุจบุคคล

ออกจากเรือนที่ถูกไฟไหม้ฉะนั้น

สิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่งมีอยู่ในโลกนี้ก็ดี ภพที่สัตว์ได้อยู่ใน

โลกนี้ก็ดี พระพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณใหญ่ได้ตรัสไว้ว่า

สิ่งทั้งหมดนี้ไม่เป็นอิสระ ผู้ใดรู้แจ้งธรรมข้อนั้น เหมือนดัง

ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ ผู้นั้นย่อมไม่ยึดถือภพไรๆ ดัง

บุคคลไม่จับก้อนเหล็กแดงอันร้อนโชนฉะนั้น.

เราไม่มีความคิดว่าได้มีมาแล้ว จักมีต่อไป สังขารทั้ง

หลายจักปราศจากไป จะคร่ำครวญไปทำไมใน เพราะสังขาร

เหล่านั้นเล่า.

ดูก่อนนายโจร ความกลัวย่อมไม่มีแก่ผู้พิจารณาเห็น

ตามความเป็นจริง ซึ่งความเกิดขึ้นแห่งธรรมอันบริสุทธิ์และ

ความสืบต่อสังขารอันบริสุทธิ์. เมื่อใดบุคคลพิจารณาเห็น

โลกเสมอด้วยหญ้าและไม้ด้วยปัญญา เมื่อนั้นบุคคลนั้นย่อม

ไม่ยึดถือว่าเป็นของเรา ย่อมไม่เศร้าโศกว่า ของเราไม่มี.

เรารำคาญด้วยสรีระ เราไม่ต้องการภพ ร่างกายนี้จัก

แตกไป และจักไม่มีร่างกายอื่น ถ้าท่านทั้งหลายจะทำกิจใด

ด้วยร่างกายของเรา ก็จงทำกิจนั้นเถิด.

ความขัดเคืองและความรักใคร่ในร่างกายนั้น จักไม่มี

แก่เรา เพราะเหตุที่ท่านทั้งหลายทำกิจ ตามปรารถนาด้วย

ร่างกายของเรานั้น.

พระสังคีติกาจารย์ได้กล่าวคาถานี้ไว้ว่า

โจรทั้งหลายได้ฟังคำนั้นของท่านอันน่าอัศจรรย์

ทำให้ขนลุกชูชัน ดังนั้นแล้ว จึงพากันวางศัสตราวุธแล้ว

กล่าวคำนี้.

เบื้องหน้าแต่นี้ไป ๓ คาถาเป็นคาถาถามพวกโจร และคาถาตอบของพระเถระ พระสังคีติกาจารย์ทั้งหลายได้กล่าวเป็นคาถาไว้ดังนี้ว่า

ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ความไม่เศร้าโศกที่ท่านได้นี้

เพราะท่านได้ทำกรรมอะไรไว้ หรือใครเป็นอาจารย์ของ

ท่าน หรือเพราะอาศัยคำสั่งสอนของใคร.

พระศาสดาผู้เป็นสัพพัญญูรู้เห็นธรรมทั้งปวง ชนะ

หมู่มาร มีพระกรุณาใหญ่ ผู้รักษาพยาบาลชาวโลกทั้ง

ปวง เป็นอาจารย์ของเรา ธรรมเครื่องให้ถึงความสิ้น

อาสวะอันยอดเยี่ยมนี้ พระองค์ทรงแสดงไว้แล้ว ความ

ไม่เศร้าโศก เราได้เพราะอาศัยคำสั่งสอนของพระองค์.

พวกโจรฟังถ้อยคำอันเป็นสุภาษิตของพระเถระ

ผู้เป็นฤาษีแล้ว พากันวางศัสตราและอาวุธ บางพวกงด

เว้นจากโจรกรรม บางพวกก็ขอบรรพชา

โจรเหล่านั้น ครั้นได้บรรพชาในศาสนาของพระ

สุคตแล้ว ได้เจริญโพชฌงค์และพลธรรม เป็นบัณฑิต

มีจิตเฟื่องฟู เบิกบาน มีอินทรีย์อันอบรมดีแล้ว ได้บรรลุ

สันตบท คือพระนิพพานอันหาปัจจัยปรุงแต่งมิได้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นตฺถิ เจตสิกํ ทุกฺขํ อนเปกฺขสฺส คามณิ ความว่า ดูก่อนนายโจร ทุกข์ทางใจคือความโทมนัส ดุจน้ำเหลืองมีโลหิตเป็นสภาวะ ย่อมไม่มีแก่คนเช่นเรา ชื่อว่าผู้ไม่มีความห่วงใย เพราะไม่มีความห่วงใยคือตัณหา.

พระเถระกล่าวถึงความไม่มีความกลัวโดยอ้างถึงความไม่มีโทมนัส ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ความกลัวทั้งปวงเราล่วงพ้นได้แล้ว

บทว่า อติกฺกนฺตา ภยา สพฺเพ ความว่า มหาภัย ๒๕ ประการและภัยอื่นแม้ทั้งหมด พระอรหันต์ผู้สิ้นสังโยชน์ก้าวล่วงแล้ว คือล่วงพ้นแล้วเด็ดขาด. อธิบายว่า ไปปราศแล้ว.

บทว่า ทิฏฺเฐ ธมฺเม ยถาตเถ ความว่า ธรรมคือสัจจะทั้ง ๔ เราเห็นตามความเป็นจริงด้วยปัญญาอันสัมปยุตด้วยมรรค โดยการกำหนดรู้การละ การทำให้แจ้งและการอบรม.

บทว่า มรเณ ได้แก่ เพราะความตายเป็นเหตุ.

บทว่า ภารนิกฺเขปเน ยถา ความว่า บุรุษไรๆ ปลดเปลื้องภาระหนักมากที่เทินไว้บนศีรษะ ย่อมไม่กลัว เพราะปลงคือวางภาระนั้นเสียฉันใด ข้ออุปไมยนี้ก็ฉันนั้น.

สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า

เบญจขันธ์เป็นภาระหนัก ก็บุคคลเป็นผู้นำภาระไป

การยึดถือเอาภาระไว้เป็นทุกข์ในโลก การปลงภาระเสีย

ได้เป็นสุข ดังนี้.

____________________________

สํ. ขนฺธ. เล่ม ๑๗/ข้อ ๕๓ ภารสุตฺต

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุจิณฺณํ ได้แก่ ประพฤติดีอีกแล้ว.

บทว่า พฺรหฺมจริยํ ได้แก่ ศาสนพรหมจรรย์อันสงเคราะห์ในสิกขา ๓ เพราะเหตุนั้นแหละ แม้มรรคเราก็อบรมดีแล้ว คือ แม้อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เราก็อบรมไว้โดยชอบทีเดียว.

บทว่า โรคานมิว สงฺขเย ความว่า คนเช่นเราย่อมไม่มีความกลัวตายอันเป็นที่สิ้นโรคคือขันธ์ เหมือนคนถูกโรคมากหลายครอบงำ กระสับกระส่าย เมื่อโรคทั้งหลายหายไป ย่อมมีแต่ปิติและโสมนัสเท่านั้น.

บทว่า นิรสฺสาทา ภวา ทิฏฺฐา ความว่า เราเห็นภพทั้ง ๓ ถูกสามัญญลักษณะ ๓ มีความเป็นทุกข์เป็นต้นครอบงำไว้ ถูกไฟ ๑๑ กองติดโชนแล้ว ไม่น่ายินดี คือหมดความชื่นใจ.

บทว่า วิสํ ปิตฺวาว ฉฑฺฑิตํ ความว่า เราย่อมไม่กลัวความตาย เหมือนคนดื่มยาพิษด้วยความพลั้งเผลอแล้วทิ้งไป ด้วยประโยค (คือการกระทำ) เช่นนั้น.

บทว่า มุตฺโต อาฆาตนา ยถา ความว่า บุคคลถูกพวกโจรนำไปยังที่ฆ่าเพื่อจะฆ่า รอดพ้นมาจากที่นั้นได้ด้วยอุบายบางอย่าง ย่อมร่าเริงยินดีฉันใด บุคคลผู้ชื่อว่าถึงฝั่ง เพราะได้พระนิพพานอันเป็นฝั่งแห่งสงสารก็ฉันนั้น เป็นผู้ไม่ถือมั่นด้วยอุปาทานทั้ง ๔ ชื่อว่าผู้กระทำกิจเสร็จแล้ว เพราะทำกิจ ๑๖ ประการมีปริญญากิจเป็นต้นเสร็จแล้ว ไม่มีอาสวะด้วยกามาสวะเป็นต้น เพราะความสิ้นอายุ คือเพราะเหตุสิ้นอายุ จึงเป็นผู้ยินดี คือเป็นผู้มีความโสมนัส.

บทว่า อุตฺตมํ แปลว่า ประเสริฐสุด.

บทว่า ธมฺมตํ ได้แก่ สภาวะแห่งธรรม คือความเป็นผู้คงที่ในอิฏฐารมณ์เป็นต้น มีความสำเร็จเป็นเหตุ ในเมื่อได้สำเร็จพระอรหัต.

บทว่า สพฺพโลเก ได้แก่ แม้ในโลกทั้งปวง คือในโลกแม้ที่ประกอบไปด้วยความเป็นผู้มีอายุยืน และความเป็นผู้พร้อมมูลด้วยความสุข เป็นต้น.

บทว่า อนตฺถิโก ได้แก่ เป็นผู้ไม่ห่วงใย.

บทว่า อาทิตฺตาว ฆรา มุตฺโต ความว่า บุคคลไรๆ ออกจากเรือนที่ถูกไฟไหม้รอบด้าน กำลังลุกโชติช่วง จากนั้นย่อมไม่เศร้าโศก เพราะออกไปได้ฉันใด ท่านผู้มีอาสวะสิ้นแล้วย่อมไม่เศร้าโศก เพราะการตายเป็นเหตุก็ฉันนั้น.

บทว่า ยทตฺถํ สงฺคตํ กิญฺจิ ความว่า ความเกี่ยวข้องอย่างใดอย่างหนึ่ง คือการสมาคมกัน การประชุมร่วมกันกับสัตว์หรือสังขารทั้งหลายมีอยู่ คือหาได้อยู่ในโลกนี้.

บาลีว่า สงฺขตํ ดังนี้ก็มี, ความแห่งบาลีนั้นว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งอันปัจจัยอาศัยกันเกิดขึ้นสร้างไว้ คืออาศัยกันเกิดขึ้น.

บทว่า ภโววา ยตฺถ ลพฺภติ ความว่า ย่อมได้อุปบัติภพใด ในหมู่สัตว์ใด.

บทว่า สพฺพํ อนิสฺสรํ เอตํ ความว่า สิ่งทั้งหมดนั้นเว้นจากความเป็นอิสระ คือใครๆ ไม่อาจแผ่ความเป็นใหญ่ไปในโลกนี้ว่า จงเป็นอย่างนั้น.

บทว่า อิติ วุตฺตํ มเหสินา ความว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณอันใหญ่ ตรัสไว้อย่างนี้ว่า ธรรมทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนัตตา. เพราะฉะนั้น จึงมีวาจาประกอบความว่า ผู้รู้แจ้งว่า สิ่งนั้นไม่เป็นใหญ่ดังนี้ จึงไม่เศร้าโศกเพราะความตาย.

บทว่า น คณฺหาติ ภวํ กิญฺจิ ความว่า พระอริยสาวกใดรู้ชัดภพทั้ง ๓ นั้นโดยประการที่พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงแสดงไว้โดยนัยมีอาทิว่า สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง ดังนี้ ด้วยมรรคปัญญาอันประกอบด้วยวิปัสสนาปัญญา พระอริยสาวกนั้นย่อมไม่ยึดถือภพไรๆ จะเป็นภพน้อยหรือภพใหญ่ก็ตาม.

อธิบายว่า ไม่กระทำความอยากในภพนั้น เหมือนบุรุษไรๆ ผู้ต้องการความสุข ย่อมไม่เอามือจับก้อนเหล็กที่ร้อนโชนอยู่ตลอดทั้งวันฉะนั้น.

บทว่า น เม โหติ อโหสึ ความว่า ความเป็นไปแห่งจิตของเราย่อมไม่มี ด้วยอำนาจความเห็นว่าเป็นตัวตนว่า ในอดีตกาลอันนาน เราได้เป็นผู้เช่นนี้ ดังนี้ เพราะเราถอนทิฏฐิเสียหมดสิ้นแล้ว และเพราะเราเห็นสภาพแห่งธรรมได้ถ่องแท้แล้ว.

บทว่า ภวิสฺสนฺติ น โหติ เม ความว่า เพราะเหตุนั่นแล เราย่อมไม่มีแม้ความคิดอย่างนี้ว่า ในอนาคตกาลอันนาน เราจักเป็น คือพึงเป็นผู้เช่นนี้ คือเป็นอย่างไรหนอแล.

บทว่า สงฺขารา วิคมิสฺสนฺติ ความว่า แต่เรามีความคิดอย่างนี้ว่า สังขารทั้งหลายแลเป็นไปตามปัจจัย, อะไรจะเป็นตนหรือสิ่งที่มีอยู่ในตนก็ตาม ย่อมไม่มีในสังขารนี้ และสังขารเหล่านั้นแลจักปราศจากไป คือพินาศไปได้ จักแตกไปทุกๆ ขณะ.

บทว่า ตตฺถ กา ปริเทวนา ความว่า เมื่อเราเห็นอยู่อย่างนี้ ชื่อว่าความร่ำไรอะไรเล่าจักมีในสังขารนั้น.

บทว่า สุทฺธํ ได้แก่ ล้วนไม่เจือปนด้วยสาระในตน.

บทว่า ธมฺมสมุปฺปาทํ ได้แก่ การเกิดขึ้นแห่งปัจจัยและธรรมที่อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น คือความดำเนินไปเพียงสักว่าธรรมมีสังขารเป็นต้น เพราะปัจจัยมีอวิชชาเป็นต้น.

บทว่า สงฺขารสนฺตตึ ได้แก่ ความเกี่ยวเนื่องกันแห่งสังขารมีประเภทแห่งกิเลสกรรมและวิบาก.

บทว่า ปสฺสนฺตสฺส ยถาภูตํ ได้แก่ ผู้รู้ตามความเป็นจริง ด้วยมรรคปัญญา พร้อมกับวิปัสสนาปัญญา.

บทว่า ติณกฏฺฐสมํ โลกํ ความว่า เมื่อใครๆ ถือเอาหญ้าและไม้ที่เขาไม่หวงแหนในป่า คนอื่นย่อมไม่มีความคิดว่า ผู้นี้ถือเอาสิ่งของของเราฉันใด บุคคลนั้นก็ฉันนั้น ในกาลใด ย่อมเห็นด้วยปัญญาซึ่งสังขารโลกอันเสมอด้วยหญ้าและไม้ เพราะความเป็นของไม่มีเจ้าของ ในกาลนั้น บุคคลนั้นเมื่อไม่รู้คือไม่ประสบ ไม่ได้คือไม่กระทำความเป็นของเราในสังขารโลกนั้น.

บทว่า นตฺถิ เม ความว่า ย่อมไม่เศร้าโศกว่า นั้นเป็นเราหนอ สิ่งนั้นไม่มีแก่เรา.

บทว่า อุกฺกณฺฐามิ สรีเรน ความว่า เรารำคาญกายนี้อันไม่มีสาระ บรรเทาได้ยากเป็นทุกข์อันรู้อะไรไม่ได้ มีสภาพไม่สะอาด มีกลิ่นเหม็น น่าเกลียดและปฏิกูล คือเราเบื่อหน่ายกายนี้ดำรงอยู่อย่างนี้.

บทว่า ภเวนมฺหิ อนตฺถิโก ความว่า เราไม่ต้องการภพแม้ทุกอย่าง คือเราไม่ปรารถนาภพไรๆ.

บทว่า โสยํ ภิชฺชิสฺสติ กาโย ความว่า บัดนี้ กายของเรานี้จักแตกด้วยประโยค คือการกระทำของท่าน หรือจักแตกไปในที่อื่นโดยประการอื่น.

บทว่า อญฺโญ จ น ภวิสฺสติ ความว่า กายอื่นจักไม่มีแก่เราต่อไป เพราะไม่มีภพใหม่.

บทว่า ยํ โว กิจฺจํ สรีเรน ความว่า ถ้าท่านทั้งหลายมีประโยชน์ใดด้วยสรีระนี้ จงทำประโยชน์นั้นตามที่ท่านทั้งหลายปรารถนา.

บทว่า น เม ตปฺปจฺจยา ความว่า มีสรีระนั้นเป็นนิมิต คือมีการกระทำกิจตามที่พวกท่านปรารถนาด้วยสรีระนี้เป็นเหตุ.

บทว่า ตตฺถ ได้แก่ ในโจรเหล่านั้น ทั้งผู้ที่กระทำและผู้ไม่ได้กระทำ.

บทว่า โทโส เปมญฺจ เหหิติ อธิบายว่า ความขัดเคืองและความยินดีโดยลำดับจักไม่มี เพราะเราละความอาลัยในภพของตนเสียโดยประการทั้งปวงแล้ว.

แม้เมื่อไม่มีความขัดเคืองและความรักใคร่ในคนอื่น เพราะมีคนอื่นเป็นเหตุ ก็เพราะพวกท่านทำกิจตามปรารถนาด้วยร่างกายของเรานั้นเป็นเหตุ ท่านจึงกล่าวคำว่า ตตฺถ ในโจรเหล่านั้นด้วยอำนาจตามที่ได้บรรลุ (ธรรม).

บทว่า ตสฺส ได้แก่ ของพระอธิมุตตเถระ.

บทว่า ตํ วจนํ ความว่า ได้ฟังคำมีอาทิว่า ทุกข์ทางใจย่อมไม่มี อันแสดงถึงความไม่กลัวตาย ต่อแต่นั้นแหละ เป็นเหตุให้ขนลุกชูชันอันไม่เคยเป็น.

บทว่า มาณวา ได้แก่ พวกโจร.

จริงอยู่ พวกโจรเขาเรียกกันว่า มาณวะ ดุจในประโยคมีอาทิว่า ไปกับพวกโจรผู้ที่โจรกรรม และที่ไม่ได้ทำโจรกรรม.

บทว่า กึ ภทนฺเต กริตฺวาน ความว่า ท่านผู้เจริญ เพราะกระทำกรรมคือตบะ ชื่อไร. พวกโจรได้กล่าวความนั่น คือกล่าวด้วยการถามว่า หรือใครเป็นอาจารย์ของท่าน หรือเพราะอาศัยคำสั่งสอนคือโอวาทของใคร ท่านจึงได้ความไม่เศร้าโศกนี้ คือไม่มีความเศร้าโศกในเวลาจะตาย.

พระเถระได้ฟังดังนั้น เมื่อจะตอบคำถามของพวกโจรนั้น จึงได้กล่าวคำมีอาทิว่า สพฺพพฺญู ผู้ทรงรู้ทุกอย่าง.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สพฺพญฺญู ความว่า ชื่อว่าพระสัพพัญญู เพราะทรงรู้สิ่งทั้งปวงอันต่างด้วยเรื่องอดีตเป็นต้น เพราะทรงบรรลุอนาวรณญาณอันเป็นไป แนบเนื่องด้วยความจำนงหวัง (คือเมื่อทรงต้องการก็ใช้ได้ทันที) สามารถตรัสรู้ธรรมทั้งปวง โดยประการทั้งปวง โดยไม่ต้องอ้างถึงผู้อื่น.

ด้วยเหตุนั้นนั่นแหละ จึงทรงชื่อว่าเห็นธรรมทั้งปวง เพราะทรงเห็นธรรมทั้งปวงด้วยสมันตจักษุ. พระสัพพัญญุตญาณก็คือพระอนาวรณญาณของเราตถาคตนั้นนั่นเอง, ย่อมไม่ผิดจากบาลีที่ว่าด้วยอสาธารณญาณ เพราะพระญาณเดียวนั่นแหละตรัสไว้ ๒ ประการ เพื่อจะทรงแสดงว่าเป็นพระญาณที่ไม่ทั่วไปกับพระสาวกอื่นๆ โดยมุ่งถึงอารมณ์ที่เกิดขึ้น.

ก็คำใดที่ควรกล่าวในที่นี้ คำนั้นได้กล่าวไว้พิสดารแล้วในอรรถกถาอิติวุตตกะ เพราะเหตุนั้น พึงทราบความนัยที่กล่าวไว้ในอรรถกถาอิติวุตตกะนั้นเถิด.

มีวาจาประกอบความว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ชื่อว่าพระชินะเพราะทรงชนะมารทั้ง ๕ ชื่อว่าทรงประกอบด้วยมหากรุณา เพราะทรงประกอบด้วยพระกรุณาอันใหญ่หลวงที่ทรงน้อมให้เป็นไปในสัตว์ทุกหมู่เหล่าที่ต่างกันโดยจำแนกว่าเป็นผู้ต่ำทรามเป็นต้น.

ชื่อว่าพระศาสดา เพราะทรงพร่ำสอนเวไนยสัตว์ตามสมควรด้วยทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ สัมปรายิกัตถประโยชน์และปรมัตถประโยชน์ แต่นั้นแหละชื่อว่ารักษาพยาบาลสัตวโลกทั้งปวง เพราะทรงเยียวยาโรค คือกิเลสของสัตวโลกทั้งมวล พระองค์เป็นอาจารย์ของเรา.

บทว่า ขยคามี แปลว่า เป็นเครื่องดำเนินไปสู่พระนิพพาน.

เมื่อพระเถระประกาศคุณของพระศาสดาและของพระศาสนาอย่างนี้แล้ว โจรบางพวกกลับได้ศรัทธาบวช บางพวกประกาศความเป็นอุบาสก.

พระธรรมสังคาหกาจารย์เมื่อจะแสดงความนั้น จึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถาโดยนัยมีอาทิว่า สุตฺวาน โจรา ดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิสิโน ได้แก่ พระอธิมุตตเถระชื่อว่าฤาษี เพราะอรรถว่าแสวงหาคุณมีอธิศีลสิกขาเป็นต้น.

บทว่า นิกฺขิปฺป แปลว่า ละแล้ว.

บทว่า สตฺถานิ จ อาวุธานิ จ ได้แก่ ศาสตรามีมีดเป็นต้น และอาวุธมีแล่งธนูเป็นต้น.

บทว่า ตมฺหา จ กมฺมา ได้แก่ จากโจรกรรมนั้น.

บทว่า เต ปพฺพชิตฺวา สุคตสฺส สาสเน ความว่า โจรเหล่านั้นเข้าถึงการบรรพชาในศาสนาของพระผู้มีพระภาคสุคตเจ้า ด้วยอาการมีการดำเนินไปอันงามเป็นต้น. ชื่อว่ามีจิตเฟื่องฟู เพราะประกอบด้วยความปิติอันมีความเฟื่องฟูเป็นลักษณะ ซึ่งได้บรรลุแล้วด้วยภาวนาพิเศษ.

บทว่า สุมนา แปลว่า ผู้ถึงความโสมนัส.

บทว่า กตินฺทฺริยา ได้แก่ ผู้มีอินทรีย์อันอบรมแล้ว.

บทว่า ผุสึสุ ได้แก่ บรรลุพระนิพพานอันปัจจัยอะไรๆ ปรุงแต่งไม่ได้ เพราะได้บรรลุพระอรหัตมรรค.

ได้ยินว่า ท่านอธิมุตตะกระทำพวกโจรให้หมดพยศแล้ว พักพวกโจรเหล่านั้นไว้ในที่นั้นเอง (ส่วนตน) ไปหามารดา บอกลามารดาแล้วกลับมา พากันไปยังสำนักของพระอุปัชฌาย์ พร้อมกับโจรเหล่านั้นแล้ว ให้บรรพชาอุปสมบท.

ลำดับนั้น จึงบอกกรรมฐานแก่ท่านเหล่านั้น ไม่นานนัก ท่านเหล่านั้นก็ดำรงอยู่ในพระอรหัต.

ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ครั้นได้บรรพชาแล้ว ... ฯลฯ ... ได้บรรลุสันตบทอันหาปัจจัยปรุงแต่งมิได้.

จบอรรถกถาอธิมุตตเถรคาถาที่ ๑ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา