๖. ขัณฑสุมนเถรคาถา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา ๖. ขัณฑสุมนเถรคาถา สุภาษิตสรรเสริญความเสียสละ
|๒๓๓.๙๖| ๖ เอกํ ปุปฺผํ จชิตฺวาน อสีติวสฺสโกฏิโย สคฺเคสุ ปริจาเรตฺวา เสสเกนมฺหิ นิพฺพุโตติ ฯ ขณฺฑสุมโน เถโร ฯ
เพราะเสียสละดอกไม้เพียงดอกเดียว เราได้รับการบำเรออยู่ในสวรรค์ ถึง ๘๐ โกฏิปี ที่สุดได้บรรลุนิพพาน เพราะผลกรรมที่เหลือ.
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๖. ขัณฑสุมนเถรคาถา ภาษิตของพระขัณฑสุมนเถระ ทราบว่า ท่านพระขัณฑสุมนเถระได้กล่าวคาถาไว้ดังนี้ว่า
เพราะบริจาคดอกไม้ดอกเดียวแท้ๆ เราจึงรับการบำเรออยู่ในแดนสวรรค์ถึง ๘๐๐ ล้านปี ด้วยเศษกุศลธรรมแห่งการบริจาคนั้น ได้บรรลุนิพพานแล้ว
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาขัณฑสุมนเถรคาถา
คาถาของท่านพระขัณฑสุมนเถระ เริ่มต้นว่า เอกปุปฺผํ จชิตฺวาน.
เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร?
ได้ยินว่า ท่านเกิดในเรือนแห่งตระกูล ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าปทุมุตตระ ถึงความเป็นผู้รู้แล้ว เมื่อพระศาสดาปรินิพพานแล้ว สร้างไพทีสำเร็จด้วยไม้จันทน์ล้อมรอบพระสถูปนั้นแล้วได้ทำการบูชาใหญ่.
ด้วยบุญกรรมนั้น เขาเสวยสมบัติอันโอฬารในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เกิดในตระกูลกุฏุมพี ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่ากัสสปะ เมื่อพระศาสดาปรินิพพานแล้ว เมื่อพระราชาทรงกระทำการบูชาด้วยดอกไม้ อุทิศถวายพระสถูปทอง เขาหาดอกไม้ไม่ได้ เห็นดอกมะลิกิ่งหนึ่งจึงซื้อมะลิกิ่งนั้นด้วยราคาแพง ถือไปทำการบูชาที่พระเจดีย์ เกิดปีติโสมนัสอย่างมโหฬารหาที่เปรียบมิได้
ด้วยบุญกรรมนั้น เขาบังเกิดในเทวโลก เสวยความสุขในสวรรค์อยู่ ๘๐ โกฏิปีแล้วเกิดในตระกูลแห่งเจ้ามัลละ ณ เมืองปาวา ในพุทธุปบาทกาลนี้. ในเวลาที่เขาเกิด น้ำอ้อยและน้ำตาลกรวดและดอกมะลิทั้งหลาย ได้เกิดแล้วในเรือน ด้วยเหตุนั้น คนทั้งหลายจึงขนานนามเขาว่า ขัณฑสุมนะ.
เขาถึงความเป็นผู้รู้แล้ว เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในสวนอัมพวันของนายจุนทะ ณ เมืองปาวา เข้าไปเฝ้าแล้วฟังธรรม ได้มีศรัทธาจิตบวชแล้ว บำเพ็ญวิปัสสนา ได้เป็นผู้มีอภิญญา ๖ ต่อกาลไม่นานนัก.
สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า
พระชินสีห์สัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่าปทุมุตตระ เชษฐบุรุษของโลก ประเสริฐกว่านระ รุ่งเรืองดังกองอัคคี ปรินิพพานแล้ว เมื่อพระมหาวีระปรินิพพานแล้ว ได้มีพระสถูปอันกว้างใหญ่ ชนทั้งหลายเอาสิ่งของที่จะพึงถวายเข้าไปตั้งไว้ที่สถูปในห้องพระธาตุอันประเสริฐสุด.
ในกาลนั้น เรามีจิตเลื่อมใส มีใจโสมนัสได้ทำไพทีไม้จันทน์อันหนึ่งอันสมบูรณ์แก่พระสถูป และถวายธูปและของหอม ในภพที่เราเกิด คือในความเป็นเทวดาหรือมนุษย์ เราไม่เห็นความที่เราเป็นผู้ต่ำทรามเลย นี้เป็นผลแห่งบุรพกรรม.
ในกัปที่ ๑,๕๐๐ แต่ภัทรกัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๘ พระองค์มีนามว่าสมัตตะ ทุกพระองค์ มีพลมาก. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้
____________________________
ขุ. อ. เล่ม๓๒/ข้อ ๑๔๖
ก็พระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว เมื่อระลึกถึงชาติก่อนของตน เห็นการบริจาคดอกมะลิของตน ในชาติก่อนนั้น เป็นนิมิตแห่งสวรรค์สมบัติและเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพาน เมื่อจะประกาศความนั้นด้วยสามารถแห่งอุทาน ได้กล่าวคาถาว่า
เพราะสละดอกไม้เพียงดอกเดียว เราได้รับการบำเรอ
อยู่ในสวรรค์ ถึง ๘๐ โกฏิปี ที่สุดได้บรรลุพระนิพพาน
เพราะผลกรรมที่เหลือ ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอกปุปฺผํ ได้แก่ ดอกโกสุมดอกหนึ่ง. แต่บทว่า เอกปุปฺผํ นั้นในคาถานี้ ท่านหมายเอาดอกมะลิ.
บทว่า จชิตฺวาน ความว่า เพราะสละ คือเพราะเหตุแห่งการบริจาคดอกไม้ดอกเดียว โดยกระทำเป็นเครื่องบูชาพระสถูปของพระศาสดา.
บทว่า อสีติ วสฺสโกฏิโย ความว่า สิ้น ๘๐ โกฏิปี โดยนับปีแบบของมนุษย์. ก็บทว่า อสีติวสฺสโกฏิโย นี้ เป็นทุติยาวิภัตติลงในอัจจันตสังโยคะ.
ก็แลบทนี้ พึงทราบว่าท่านกล่าวไว้ ด้วยสามารถแห่งการอุปบัติแล้วๆ เล่าๆ ในสวรรค์กามาวจรชั้นที่ ๒ เพราะเหตุนั้น บทว่า สคฺเคสุ จึงได้แก่ในโลกสวรรค์ชั้นดาวดึงส์.
ก็ในคาถานี้ บทนี้เป็นพหุพจน์ โดยที่เป็นการบังเกิดขึ้นบ่อยๆ ครั้ง.
บทว่า ปริจาเรตฺวา ความว่า บำรุงบำเรออินทรีย์ในอารมณ์ทั้งหลายมีรูปารมณ์เป็นต้น แล้วเสวยความสุข. อีกอย่างหนึ่ง ได้แก่ให้นางเทพอัปสรบำเรอบำรุงตน.
ด้วยบทว่า เสสเกนมฺหิ นิพฺพุโต นี้ พระเถระกล่าวหมายถึงกุศลกรรมอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพาน ในอัตภาพนั้น ด้วยกรรมที่เหลือจากกรรมที่ให้ภวสมบัติ ในกุศลเจตนาอันเป็นไปแล้ว ด้วยสามารถแห่งการบูชาด้วยดอกไม้.
อธิบายว่า ได้แก่ เจตนามากหลายที่เป็นไปแล้วด้วยสามารถแห่งบุรพเจตนา และอปรเจตนาในกุศลกรรมนั้น.
อีกอย่างหนึ่ง บทว่า เสสเกน ความว่า เมื่อกรรมวิบากนั้นยังไม่ทันสิ้นไป ด้วยวิบากที่ยังเหลืออยู่ของกรรมนั้นนั่นแหละ เราก็เป็นผู้ดับแล้ว คือเราปรินิพพานแล้ว ด้วยกิเลสปรินิพพาน.
ด้วยบทว่า เสสเกน นี้ พระเถระแสดงว่า พระอรหัตอันตนตั้งอยู่แล้วในอัตภาพใด กระทำให้แจ้งแล้ว อัตภาพครั้งสุดท้ายแม้นั้น เป็นกรรมวิบากของกุศลกรรมอันนั้น.
คำว่า ด้วยวิบากที่ยังเหลืออยู่ของกรรมนั้นนั่นแหละ ดังนี้ที่ท่านกล่าวไว้แม้ในที่อื่น ก็หมายถึงอัตภาพสุดท้ายเช่นนั้น.
จบอรรถกถาขัณฑสุมนเถรคาถา -----------------------------------------------------