๘. อเนกวัณณวิมาน
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา ๘. อเนกวัณณวิมาน ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในอเนกวัณณวิมาน พระมหาโมคคัลลานเถระ ได้ถามเทพบุตรตนหนึ่งว่า
|๘๒.๙๒๐| ๘ อเนกวณฺณํ ทรโสกนาสนํ วิมานมารุยฺห อเนกจิตฺตํ ปริวาริโต อจฺฉรานํ คเณน สุนิมฺมิโต ภูตปตีว โมทสิ |๘๒.๙๒๑| สมสฺสโม นตฺถิ กุโตปนุตฺตโร ยเสน ปุญฺเญน จ อิทฺธิยา จ สพฺเพ จ เทวา ติทสา คณา สเมจฺจ ตํ ตํ นมสฺสนฺติ สสึว เทวา อิมา จ เต อจฺฉราโย สมนฺตโต นจฺจนฺติ คายนฺติ ปโมทยนฺติ |๘๒.๙๒๒| เทวิทฺธิปตฺโตสิ มหานุภาโว มนุสฺสภูโต กิมกาสิ ปุญฺญํ เกนาสิ เอวญฺชลิตานุภาโว วณฺโณ จ เต สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ |๘๒.๙๒๓| โส เทวปุตฺโต อตฺตมโน โมคฺคลฺลาเนน ปุจฺฉิโต ... เป ... ยสฺส กมฺมสฺสิทํ ผลํ |๘๒.๙๒๔| โสหํปิ ภนฺเต อหุวาสิ ปุพฺเพ สุเมธนามสฺส ชินสฺส สาวโก ปุถุชฺชโน อนุโพโธหมสฺมิ โส สตฺตวสฺสานิ ปพฺพชิสฺสหํ |๘๒.๙๒๕| โสหํ สุเมธสฺส ชินสฺส สตฺถุโน ปรินิพฺพุตสฺโสโฆติณฺณสฺส ตาทิโน รตนุจฺจยํ เหมชาเลน ฉนฺนํ วนฺทิตฺวา ถูปสฺมึ มนํ ปสาทยึ |๘๒.๙๒๖| น มาสิ ทานํ น จ ปน มตฺถิ ทาตุํ ปเร จ โข ตตฺถ สมาทเปสึ ปูเชถ นํ ปูชเนยฺยสฺส ธาตุํ เอวํ กิร สคฺคมิโต คมิสฺสถ |๘๒.๙๒๗| ตเทว กมฺมํ กุสลํ กตํ มยา สุขญฺจ ทิพฺพํ อนุโภมิ อตฺตนา โมทามหํ ติทสคณสฺส มชฺเฌ น ตสฺส ปุญฺญสฺส ขยมฺหิ อชฺฌคาติ ฯ อเนกวณฺณวิมานํ อฏฺฐมํ ฯ
ท่านอันหมู่นางเทพอัปสรแวดล้อมแล้ว ขึ้นสู่วิมานอันมีรัศมีต่างๆ เป็น ที่ระงับความกระวนกระวาย และความเศร้าโศกมีรูปอันวิจิตรต่างๆ อัน บุญกรรมตบแต่งดีแล้ว บันเทิงอยู่ดุจท้าวสุนิมมิตเทวราชผู้เป็นใหญ่กว่า เทวดา ไม่มีผู้จะเสมอเหมือนท่าน ไม่มีใครแม้ที่ไหนยิ่งไปกว่าท่านด้วยยศ บุญและฤทธิ์ เทพเจ้าทั้งหมด และเทพเจ้าชั้นไตรทศก็พากันมาประชุม ไหว้ท่าน ดุจมนุษย์และเทวดาไหว้พระจันทร์ ซึ่งปรากฏในวันเพ็ญ ฉะนั้น เทพบุตรและนางเทพอัปสรเหล่านี้ พากันมาฟ้อนรำขับร้องอยู่ โดยรอบเพื่อให้ท่านเบิกบานใจ ท่านเป็นผู้ถึงความเป็นเทพเจ้าผู้มีฤทธิ์ ท่านมีอานุภาพมาก เมื่อท่านเป็นมนุษย์ได้ทำบุญอะไรไว้ ท่านมีอานุภาพ อันรุ่งเรือง และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศอย่างนี้ เพราะบุญอะไร? เทพบุตรนั้น อันพระมหาโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบปลื้มใจ จึงพยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เมื่อก่อน ข้าพเจ้าเป็นสาวกของพระชินเจ้าทรงพระนามว่าสุเมธ เป็นปุถุชนยังไม่ได้ ตรัสรู้มรรคผล บวชอยู่ ๗ พรรษา เมื่อพระศาสดาทรงพระนามว่าสุเมธ ผู้ชนะมาร มีโอฆะอันข้ามได้แล้ว ผู้คงที่ ปรินิพพานแล้ว ข้าพเจ้านั้นได้ ไหว้รัตนเจดีย์อันหุ้มด้วยข่ายทองคำ ยังใจให้เลื่อมใสในพระสถูปนั้น ข้าพเจ้าไม่มีการให้ทาน เพราะข้าพเจ้าไม่มีไทยวัตถุให้ แต่ได้ชักชวนชน เหล่าอื่นในการให้ทานนั้นว่า ท่านทั้งหลายจงบูชาพระธาตุของพระพุทธ- เจ้าผู้ควรบูชาเถิด ได้ยินว่าพวกท่านจักไปสู่สวรรค์ เพราะการบูชา พระบรมธาตุอย่างนี้ กุศลกรรมเท่านั้นอันข้าพเจ้าได้กระทำแล้ว ข้าพเจ้า จึงได้เสวยสุขอันเป็นทิพย์ด้วยตนเอง บันเทิงใจอยู่ในท่ามกลางหมู่เทพ- เจ้าชาวไตรทศ ข้าพเจ้ายังไม่ถึงความสิ้นไปแห่งบุญนั้น. จบ อเนกวัณณวิมานที่ ๘.
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๘. อเนกวัณณวิมาน ว่าด้วยวิมานที่เกิดขึ้นแก่เทพบุตรผู้มีรัศมีหลากสี (พระมหาโมคคัลลานเถระถามเทพบุตรตนหนึ่งว่า)
ท่านมีหมู่เทพอัปสรแวดล้อม ขึ้นวิมานมีรัศมีต่างๆ วิจิตรมากมาย เป็นที่ระงับความกระวนกระวายและความเศร้าโศก บันเทิงอยู่ ดังท้าวสุนิมมิตเทวราชผู้เป็นใหญ่กว่าเทวดา
ไม่มีผู้เสมอเหมือนท่าน อนึ่ง ไม่มีใครที่ไหนยิ่งไปกว่าท่าน ทั้งด้านบริวารยศ ด้านบุญ และด้านฤทธิ์ ทวยเทพทั้งมวลและหมู่เทพชั้นดาวดึงส์พากันมาประชุม นอบน้อมท่าน ดังเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายนอบน้อมดวงจันทร์ และเทพอัปสรเหล่านี้พากันมาฟ้อนรำขับร้อง ให้ความบันเทิงใจรอบๆ ท่าน
ท่านได้บรรลุเทวฤทธิ์ มีอานุภาพมาก เมื่อท่านเกิดเป็นมนุษย์ได้ทำบุญอะไรไว้ เพราะบุญอะไรท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรือง และมีรัศมีกายสว่างไสวไปทั่วทุกทิศอย่างนี้
เทพบุตรนั้นดีใจที่พระมหาโมคคัลลานเถระถาม จึงตอบปัญหาผลกรรมไปตามที่พระเถระถามว่า
ท่านผู้เจริญ เมื่อก่อนข้าพเจ้านั้นเป็นพระสาวก ของพระชินเจ้าทรงพระนามว่าสุเมธ ยังเป็นปุถุชน มิได้ตรัสรู้ บวชอยู่ ๗ พรรษา
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๑๕๐}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ [๒. ปุริสวิมาน] ๗. สุนิกขิตตวรรค ๙. มัฏฐกุณฑลีวิมาน
เมื่อพระชินเจ้าทรงพระนามว่าสุเมธผู้เป็นพระศาสดา ทรงข้ามโอฆะ ได้แล้ว ผู้คงที่ เสด็จปรินิพพานแล้ว ข้าพเจ้านั้นไหว้รัตนเจดีย์ซึ่งคลุมด้วยข่ายทองคำ แล้วได้ทำใจให้เลื่อมใสในพระสถูป
ข้าพเจ้ามิได้ให้ทาน ก็เพราะข้าพเจ้าไม่มีวัตถุสิ่งของที่จะให้ แต่ได้ชักชวนคนอื่นๆ ในการให้ทานนั้นว่า ขอเชิญท่านทั้งหลายบูชาพระบรมสารีริกธาตุ ของพระพุทธเจ้าผู้ควรบูชานั้น ว่ากันว่า ด้วยการบูชาพระบรมสารีริกธาตุอย่างนี้ ท่านทั้งหลายละจากอัตภาพนี้แล้วจักไปสู่สวรรค์
ข้าพเจ้าได้ทำกุศลกรรมนั้นไว้เท่านี้ ตนเองจึงเสวยสุขอันเป็นทิพย์ บันเทิงอยู่ในท่ามกลางหมู่เทวดาชั้นดาวดึงส์ ทั้งยังไม่หมดบุญอเนกวัณณวิมานที่ ๘ จบ ๙. มัฏฐกุณฑลีวิมาน ว่าด้วยวิมานที่เกิดขึ้นแก่มัฏฐกุณฑลีมาณพ ผู้ทำใจให้เลื่อมใสในพระพุทธเจ้าก่อนสิ้นใจ (พราหมณ์ถามเทพบุตรตนนั้นว่า)
เจ้าประดับตกแต่งร่างกาย ใส่ต่างหูเกลี้ยง ทัดทรงดอกไม้ มีกายลูบไล้ด้วยจุรณแก่นจันทน์แดง ประคองแขนคร่ำครวญอยู่กลางป่า เจ้าเป็นทุกข์เรื่องอะไร @เชิงอรรถ : @ ห้วงน้ำคือกิเลส
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๑๕๑}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาอเนกวัณณวิมาน
อเนกวัณณวิมาน มีคาถาว่า อเนกวณฺณํ ทรโสกนาสนํ เป็นต้น.
อเนกวัณณวิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร?
พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน กรุงสาวัตถี.
สมัยนั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานะเที่ยวจาริกไปในเทวโลก ตามนัยที่กล่าวแล้วในหนหลัง ได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์.
ครั้งนั้น เทพบุตรผู้มีรัศมีมิใช่น้อย เห็นท่านพระมหาโมคคัลลานะนั้น เกิดความเคารพนับถือมาก เข้าไปหาแล้วยืนประคองอัญชลีอยู่.
พระเถระถามถึงกรรมที่เทพบุตรกระทำ ด้วยมุข คือมุ่งประกาศสมบัติที่ได้แล้วว่า
ท่านอันหมู่อัปสรแวดล้อม ขึ้นวิมานอันมีวรรณะมิใช่น้อย เป็นที่ระงับความกระวนกระวายและความโศก วิจิตรมาก บันเทิงอยู่ ดุจท้าวสุนิมมิตเทวราชผู้เป็นใหญ่ในเทวดา ไม่มีใครเสมอเหมือน จะมีใครที่ไหนที่ยิ่งกว่าท่านทางยศ ทางบุญ และทางฤทธิ์. หมู่ทวยเทพชั้นไตรทศทั้งหลายชุมนุมกันก็ไหว้ท่าน ดุจเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายไหว้พระจันทร์ฉะนั้น และเทพอัปสรเหล่านี้ก็ฟ้อนรำ ขับร้อง บันเทิงอยู่รอบๆ ท่าน.
ท่านเป็นผู้บรรลุเทพฤทธิ์ มีอานุภาพมาก ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ท่านได้ทำบุญอะไรไว้ เพราะบุญอะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และรัศมีของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
เพื่อแสดงกรรมนั้น ท่านจึงกล่าวว่า
เทพบุตรนั้นถูกพระโมคคัลลานะถามแล้ว ดีใจ ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้.
เทพบุตรแม้นั้นได้กล่าวว่า
ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เมื่อก่อนข้าพเจ้าได้เป็นสาวกของพระชินพุทธเจ้าพระนามว่าสุเมธ ข้าพเจ้าเป็นปุถุชนยังมิได้ตรัสรู้ บวชอยู่ ๗ พรรษา เมื่อพระสุเมธชินพุทธเจ้าผู้ศาสดา ผู้ข้ามโอฆะได้แล้ว เป็นผู้คงที่ เสด็จปรินิพพานแล้วข้าพเจ้านั้นได้ไหว้รัตนเจดีย์ที่คลุมด้วยข่ายทอง ทำใจให้เลื่อมใสในพระสถูป ข้าพเจ้ามิได้ให้ทาน เพราะไม่มีวัตถุทานที่จะให้ แต่ข้าพเจ้าได้ชักชวนคนอื่นๆ ให้ให้ทานนั้นว่า ท่านทั้งหลายจงบูชาพระธาตุของพระพุทธเจ้าผู้ควรบูชานั้นเถิดได้ยินว่า ท่านทั้งหลายละอัตภาพนี้แล้ว จักไปสวรรค์ด้วยอาการอย่างนี้ ข้าพเจ้าได้กระทำกุศลกรรมอย่างนั้นแล จึงได้เสวยสุขอันเป็นทิพย์ด้วยตน และบันเทิงอยู่ในท่ามกลางหมู่เทพชั้นไตรทศ ทั้งข้าพเจ้าก็ยังไม่สิ้นบุญนั้น.
เล่ากันมาว่า นับจากนี้ถอยหลังไปสามหมื่นกัป พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าสุเมธ เสด็จอุบัติขึ้นในโลก ทรงทำโลกนี้กับเทวโลกให้สว่างเป็นอย่างเดียวกัน ทรงบำเพ็ญพุทธกิจแล้วเสด็จปรินิพพาน. เมื่อมนุษย์ทั้งหลายเก็บพระบรมธาตุของพระผู้มีพระภาคเจ้า สร้างรัตนเจดีย์. บุรุษคนหนึ่งบวชในศาสนาของพระศาสดา ประพฤติพรหมจรรย์อยู่ ๗ พรรษา มีความรำคาญเพราะจิตไม่ตั้งมั่นจึงสึก.
ครั้นสึกแล้ว โดยที่เป็นผู้มีความสังเวชมากและมีฉันทะในธรรม จึงทำการปัดกวาดและดูแลของใช้เป็นต้นที่ลานพระเจดีย์ รักษานิจศีลและอุโบสถศีลฟังธรรมและเที่ยวชักชวนคนอื่นๆ ให้ทำบุญ เขาทำกาละตายในเมื่อสิ้นอายุ บังเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพราะความยิ่งใหญ่แห่งบุญกรรมเขาเป็นเทพบุตรมีศักดิ์ใหญ่ มีอานุภาพมาก เป็นผู้ที่เทวดาทั้งหลายมีท้าวสักกะเป็นต้นสักการบูชา ดำรงอยู่ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์นั้นชั่วอายุจุติจากดาวดึงส์นั้นท่องเที่ยวไปๆ มาๆ อยู่ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ด้วยเศษวิบากแห่งกรรมนั้นแหละ เทวดาทั้งหลายรู้จักเทพนั้นว่าเป็นผู้มีวรรณะมิใช่น้อย หมายเอาเทพบุตรองค์นั้น.
มหาสังคีติกาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวว่า อถ นํ อเนกวณฺโณ เทวปุตฺโต ฯเปฯ น ตสฺส ปุญฺญสฺส ขยมฺปิ อชฺฌคนฺติ กเถสิ ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อเนกวณฺณํ ความว่า มีวรรณะหลายอย่าง เพราะมีสีหลายอย่างมีสีเขียวและสีเหลืองเป็นต้น และเพราะวิมานติดๆ กันเป็นต้นมีสัณฐานหลายอย่าง.
บทว่า ทรโสกนาสนํ ความว่า ชื่อว่าเป็นที่ระงับความกระวนกระวายและความโศก เพราะบรรเทาความกระวนกระวายและความเร่าร้อนเพราะเป็นวิมานที่เยือกเย็น และเพราะไม่เป็นโอกาสแห่งความโศกเพราะเป็นวิมานที่น่าปลื้มใจ เพราะเป็นวิมานที่น่าชม.
บทว่า อเนกจิตฺตํ ได้แก่ มีรูปวิจิตรหลายอย่าง.
บทว่า สุนิมฺมิโต ภูตปตีว ความว่า ท่านแม้เป็นหมู่เทพชั้นดาวดึงส์ก็บันเทิง ยินดี รื่นรมย์ยิ่งเหมือนท้าวสุนิมมิตเทวราช เพราะเป็นผู้มีทิพยสมบัติอย่างโอฬาร.
บทว่า สมสฺสโม ได้แก่ ผู้เสมอเหมือนนั่นเอง พูดตรงๆ ก็คือ ไม่มีเทพที่เหมือนท่าน. จะมีใครที่ไหน คือด้วยเหตุไร ที่เหนือกว่าคือยิ่งกว่าเล่า เพื่อจะเฉลยปัญหาว่า เสมอยิ่งกว่าทางไหน ท่านจึงกล่าวว่า ยเสน ปุญฺเญน จ อิทฺธิยา จ ทางยศ ทางบุญและทางฤทธิ์ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยเสน ได้แก่ บริวารยศ.
บทว่า อิทฺธิยา ได้แก่ อานุภาพ.
อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ยเสน ได้แก่ อิสริยยศ ความเป็นใหญ่.
บทว่า อิทฺธิยา ได้แก่ เทวฤทธิ์ ฤทธิ์ของเทวดา.
อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ยเสน ได้แก่ ความสมบูรณ์แห่งสมบัติ.
บทว่า อิทฺธิยา ได้แก่ ความสำเร็จแห่งกามคุณตามที่ต้องการ.
อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ยเสน ได้แก่ เกียรติยศ ชื่อเสียงที่งาม.
บทว่า อิทฺธิยา ได้แก่ ความสำเร็จพร้อม.
บทว่า ปุญฺเญน ได้แก่ ผลบุญที่เหลือลงซึ่งกล่าวไว้ในที่นั้นๆ หรือบุญกรรมนั่นเอง.
บทว่า สพฺเพ จ เทวา ท่านกล่าวทำเนื้อความที่ถือตามสามัญให้วิเศษด้วยบทนี้ว่า ติทสคณา. เทวดาทั้งหลายเมื่อจะกระทำความเคารพเฉพาะตนแก่ท่านที่ควรเคารพ บางท่านย่อมไม่กระทำทั้งที่กำลังบันเทิงกันสำหรับเทพบุตรนี้ไม่อย่างนั้น ที่ท่านกล่าวว่า สเมจฺจ ชุมนุมกันเพื่อแสดงว่า เทวดาทั้งหลายแม้กำลังบันเทิงกัน ก็กระทำความเคารพแก่เทพบุตรนี้โดยแท้.
บทว่า ตํ ตํ คือ ตํ ตฺวํ ท่านนั้น.
บทว่า สสึว เทวา ความว่า มนุษย์และเทวดาทั้งหลายเกิดอาทรเอื้อเฟื้อขึ้นมาก็นอบน้อมสสิสิ่งที่มีตรากระต่าย คือพระจันทร์ที่ปรากฏในวันเพ็ญและวันแรมหนึ่งค่ำฉันใด หมู่เทพชั้นไตรทศแม้ทั้งหมดย่อมนอบน้อมท่านนั้นก็ฉันนั้น เทพบุตรเรียกพระเถระด้วยความเคารพนับถือมากว่า ภทนฺเต.
บทว่า อหุวาสึ แปลว่า ได้เป็นแล้ว.
บทว่า ปุพฺเพ ได้แก่ ในชาติก่อน.
บทว่า สุเมธนามสฺส ชินสฺส สาวโก ความว่า เป็นสาวกเพราะบวชในศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้มีพระนามปรากฏอย่างนี้ว่า สุเมธ.
บทว่า ปุถุชฺชโน ได้แก่ ไม่ใช่พระอริยะ ชื่อว่ายังมิได้ตรัสรู้ เพราะไม่มีแม้เพียงการตรัสรู้สัจจะทั้งหลายแม้ในศาสนานั้น.
บทว่า โส สตฺต วสฺสานิ ปริพฺพชิสฺสหํ ความว่า ข้าพเจ้านั้นเที่ยวไปโดยเพียงคุณคือบวช ๗ ปี. อธิบายว่า ไม่ได้บรรลุอุตริมนุสธรรม คุณอันยิ่งของมนุษย์.
บทว่า รตนุจฺจยํ ได้แก่ รัตนเจดีย์ที่ยกขึ้นซึ่งสร้างด้วยรัตนะมีแก้วและทองเป็นต้น.
บทว่า เหมชาเลน ฉนฺนํ ความว่า คลุมด้วยข่ายทองทั้งรอบข้างและชั้นบน.
บทว่า วนฺหิตฺวา ความว่า กระทำการนอบน้อมในที่นั้นๆ ด้วยเบญจางคประดิษฐ์.
บทว่า ถูปสฺมึ มนํ ปสาทยึ ความว่า ข้าพเจ้ายังจิตให้เลื่อมใสในพระสถูปว่า นี้เป็นพระสถูปบรรจุพระธาตุ ซึ่งเป็นที่ตั้งมั่นแห่งคุณของพระสัพพัญญูหนอ.
บทว่า น มาสิ ทานํ ความว่า มิได้มีทานที่ข้าพเจ้ากระทำเลย เพราะเหตุไร เพราะไม่มีวัตถุที่จะถวาย.
บทว่า น จ มตฺถิ ทาตุํ ความว่า วัตถุทานที่กำหนดไว้ของข้าพเจ้าไม่มีที่จะให้ คือสิ่งของที่ควรจะให้อะไรๆ ไม่มี แต่ข้าพเจ้าได้ชักชวนสัตว์อื่นๆ ในการให้ทานนั้น. บางท่านกล่าวว่า ปเรสญฺจ ตตฺถ สมาทเปสึ ได้ชักชวนคนอื่นๆ ในการให้ทานนั้นดังนี้ก็มี.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปเรสํ พึงทราบว่าเป็นฉัฏฐีวิภัตติ ลงในอรรถทุติยาวิภัตติ.
บทว่า ปูเชถ นํ เป็นต้นเป็นบทแสดงอาการชักชวน. ประกอบความว่า ซึ่งพระธาตุนั้น.
กิรศัพท์ในบทว่า เอวํ กิร มีอรรถความว่าฟังตามๆ กันมา.
ด้วยบทว่า น ตสฺส ปุญฺญสฺส ขยมฺปิ อชฺฌคํ เทพบุตรแสดงว่า ข้าพเจ้าไม่ถึงความหมดสิ้นแห่งบุญนั้น คือบุญกรรมที่กระทำอุทิศพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสุเมธในครั้งนั้น ข้าพเจ้ายังเสวยเศษวิบากแห่งกรรมนั้นแหละ ดังนี้.
ข้อใดมิได้กล่าวไว้ในที่นี้ ข้อนั้นพึงทราบว่า เข้าใจง่ายทั้งนั้น เพราะมีนัยดังกล่าวมาแล้วในหนหลัง.
จบอรรถกถาอเนกวัณณวิมาน -----------------------------------------------------