๖. ปุณณมาสเถรคาถา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา ๖. ปุณณมาสเถรคาถา สุภาษิตเกี่ยวกับแว่นธรรม
|๒๘๓.๑๗๑| ๖ ปญฺจ นีวรเณ หิตฺวา โยคกฺเขมสฺส ปตฺติยา ธมฺมาทาสํ คเหตฺวาน ญาณทสฺสนมตฺตโน |๒๘๓.๑๗๒| ปจฺจเวกฺขึ อิมํ กายํ สพฺพํ สนฺตรพาหิรํ อชฺฌตฺตญฺจ พหิทฺธา จ ตุจฺโฉ กาโย อทิสฺสถาติ ฯ ปุณฺณมาโส เถโร ฯ
เราละนิวรณ์ ๕ เพื่อบรรลุความเกษมจากโยคะ แล้วถือเอาแว่นธรรม คือ ญาณทัสสนะของตน ส่องดูร่างกายนี้ทั่วทั้งหมดทั้งภายในภายนอก ร่างกายของเรานี้ ปรากฏเป็นของว่างเปล่าทั้งภายในและภายนอก.
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๖. ปุณณมาสเถรคาถา ภาษิตของพระปุณณมาสเถระ (พระปุณณเถระเมื่อจะแสดงธรรมแก่ภรรยาเก่า จึงได้กล่าว ๒ คาถาไว้ดังนี้ว่า) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๓๕๙} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา [๒. ทุกนิบาต] ๓. ตติยวรรค ๘. ภารตเถรคาถา
เราละนิวรณ์ ๕ เพื่อบรรลุนิพพาน ซึ่งเป็นแดนเกษมจากโยคะแล้ว ถือเอาแว่นส่องธรรม คือญาณทัสสนะสำหรับตน
พิจารณาดูร่างกายนี้ทั่วทั้งภายในภายนอก ร่างกายของเราได้ปรากฏเป็นสภาพว่างเปล่า ทั้งภายในและภายนอก ๗. นันทกเถรคาถา ภาษิตของพระนันทกเถระ (พระนันทกเถระเมื่อจะพยากรณ์พระอรหัต จึงได้กล่าว ๒ คาถาไว้ดังนี้ว่า)
โคอาชาไนยที่ดี พลาดล้มแล้วลุกขึ้นยืนใหม่ได้ ได้ความสังเวชอย่างยิ่งแล้ว ไม่ท้อถอย นำภาระต่อไปได้ ฉันใด
ท่านทั้งหลายจงทรงจำข้าพเจ้าไว้ว่า เป็นอาชาไนยสมบูรณ์ด้วยทัศนะ เป็นสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นบุตรซึ่งเกิดแต่พระอุระของพระพุทธเจ้า ฉันนั้น ๘. ภารตเถรคาถา ภาษิตของพระภารตเถระ (พระภารตเถระเมื่อจะบอกมิจฉาวิตกที่เกิดแก่พระนันทกเถระ จึงได้กล่าว ๒คาถาไว้ดังนี้ว่า) @เชิงอรรถ : @ นิวรณ์ ๕ สิ่งที่กั้นจิตไม่ให้ก้าวหน้าในคุณธรรม ๕ ประการ คือ (๑) กามฉันทะ ความพอใจในกาม@(๒) พยาบาท ความคิดร้าย (๓) ถีนมิทธะ ความหดหู่และเซื่องซึม (๔) อุทธัจจกุกกุจจะ ความฟุ้งซ่าน@และร้อนใจ (๕) วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัย (องฺ.ปญฺจก. ๒๒/๕๑/๕๙)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๓๖๐}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาปุณณมาสเถรคาถา
คาถาของพระปุณณมาสเถระ เริ่มต้นว่า ปญฺจ นีวรเณ หิตฺวา.
เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร?
แม้พระเถระนี้ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำแล้วในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญไว้ในภพนั้นๆ เกิดในเรือนแห่งตระกูล ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าติสสะ บรรลุนิติภาวะแล้ว วันหนึ่ง เมื่อพระศาสดาประทับอยู่ในป่า คล้องบังสุกุลจีวรไว้ที่กิ่งไม้ แล้วเสด็จเข้าไปสู่พระคันธกุฎี.
เขาถือธนูเข้าไปสู่ชัฏป่า เห็นผ้าบังสุกุลจีวรของพระศาสดาแล้วมีใจเลื่อมใส วางธนูแล้วระลึกถึงพระพุทธคุณไหว้ผ้าบังสุกุล.
ด้วยบุญกรรมนั้น เขาท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย บังเกิดในตระกูลกุฏุมพี ในพระนครสาวัตถี ในพุทธุปบาทกาลนี้.
ได้ยินว่า ในวันที่เขาเกิด ภาชนะทุกอย่างในเรือนนั้นได้เต็มบริบูรณ์ไปด้วยถั่วเขียว อันสำเร็จไปด้วยทองและรัตนะทั้งหลาย เขาเจริญวัยแล้วมีครอบครัว เมื่อบุตรคนที่หนึ่งเกิดแล้ว สละฆราวาสวิสัย บวชอยู่ในอาวาสใกล้บ้าน เพียรพยายามอยู่ ได้เป็นผู้มีอภิญญา ๖ แล้ว.
สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้สยัมภูทรงเป็นบุคคลผู้เลิศพระนามว่าติสสะ ได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว พระพิชิตมารทรงวางบังสุกุลจีวรไว้แล้ว เสด็จเข้าสู่พระวิหาร เราสะพายธนูที่มีสายและกระบอกน้ำ ถือดาบเข้าป่าใหญ่.
ครั้งนั้น เราได้เห็นบังสุกุลจีวรซึ่งแขวนอยู่บนยอดไม้ในป่านั้น จึงวางธนูลง ณ ที่นั้นเอง ประนมกรอัญชลีเหนือเศียรเกล้า. เรามีจิตเลื่อมใส มีใจโสมนัสและมีปีติเป็นอันมาก ระลึกถึงพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุดแล้วได้ไหว้บังสุกุลจีวร.
ในกัปที่ ๙๒ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้ไหว้บังสุกุลจีวรใด ด้วยการไหว้บังสุกุลจีวรนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการไหว้ (บังสุกุล จีวร). เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
____________________________
ขุ. อ. เล่ม ๓๓/ข้อ ๗๑
ก็พระเถระเป็นผู้มีอภิญญา ๖ แล้วเข้าไปสู่พระนครสาวัตถี ถวายบังคมพระศาสดา แล้วอยู่ในป่าช้า.
ก็เมื่อท่านไปได้ไม่นานนัก บุตรของท่านก็ได้ทำกาละ มารดาของทารกสดับข่าวว่า พระเถระมาแล้วมีความประสงค์จะยังพระเถระให้สึกด้วยคิดว่า พระราชาอย่าริบสมบัติของเราผู้หาบุตรมิได้นี้ไปเลย ไปสู่สำนักของพระเถระด้วยบริวารเป็นอันมาก ทำการปฏิสันถารแล้ว เริ่มจะประเล้าประโลม.
พระเถระยืนอยู่ในอากาศ เพื่อจะให้นางรู้ความที่ตนเป็นผู้ปราศจากราคะแล้ว.
เมื่อจะแสดงธรรมแก่นาง ด้วยมุขคือการประกาศข้อปฏิบัติ ได้กล่าวคาถา ๒ คาถาความว่า
เราละนิวรณ์ ๕ เพื่อบรรลุความเกษมจากโยคะแล้ว ถือเอา
แว่นธรรม คือญาณทัสสนะของตน ส่องดูร่างกายนี้ทั่วทั้ง
หมด ทั้งภายในภายนอก ร่างกายของเรานี้ปรากฏเป็นของ
ว่างเปล่าทั้งภายในและภายนอก ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปญฺจ นีวรเณ หิตฺวา ความว่า ละคือกำจัดนิวรณ์ ๕ มีกามฉันทะเป็นต้น ด้วยการบรรลุฌาน.
บทว่า โยคกฺเขมสฺส ปตฺติยา ความว่า เพื่อบรรลุพระนิพพานอันเป็นแดนเกษมจากโยคะทั้งหลาย ๔ มีกามโยคะเป็นต้น คืออันโยคะเหล่านั้นไม่เข้าไปประทุษร้ายแล้ว.
บทว่า ธมฺมาทาสํ ได้แก่ แว่นอันเป็นองค์ธรรม.
อธิบายว่า กระจกย่อมส่องให้เห็นคุณและโทษในรูปกายของผู้มองดูอยู่ฉันใด แว่นธรรมกล่าวคือวิปัสสนาก็ฉันนั้น ชื่อว่าเป็นญาณทัสสนะ เพราะเป็นเหตุให้รู้ความแตกต่างแห่งสามัญญลักษณะของธรรมทั้งหลาย ย่อมส่องให้เห็นคุณในกายที่ชื่อว่าโดยแตกต่างกัน เพราะแจกแจงสังกิเลสธรรมอย่างแจ่มแจ้ง และยังการละสังกิเลสธรรมนั้นให้สำเร็จ สำหรับท่านที่พิจารณาเห็นอยู่.
ด้วยเหตุนั้น พระเถระจึงกล่าวว่า
ธมฺมาทาสํ คเหตฺวาน ญาณทสฺสนมตฺตโน ปจฺจเวกฺขึ อิมํ กายํ สพฺพํ สนฺตรพาหิรํ ถือเอาแว่นธรรม คือญาณทัสสนะของตน ส่องดูร่างกายนี้ทั่วทั้งหมด ทั้งภายในภายนอก. คือถือเอาแว่นธรรมแล้วพิจารณาโดยเฉพาะว่า ไม่เที่ยงบ้าง เป็นทุกข์บ้าง เป็นอนัตตาบ้าง เห็นร่างกายคืออัตภาพของเรานี้อันเป็นที่ประชุมแห่งธรรม ชื่อว่าทั้งภายในภายนอก เพราะความเป็นอายตนะที่เป็นไปในภายในและภายนอก ทั้งหมดคือไม่มีส่วนเหลือ ด้วยญาณจักษุ.
ก็เราผู้เห็นอยู่อย่างนี้ทั้งภายในและภายนอก ได้แก่ ร่างกายคืออัตภาพกล่าวคือขันธปัญจกะ ที่เว้นสาระมีความเที่ยงเป็นต้น จึงชื่อว่าเป็นของว่างเปล่า เราได้เห็นแล้วตามความเป็นจริงด้วยญาณจักษุ.
แท้จริง ขันธปัญจกะแม้ทั้งสิ้น ท่านเรียกว่ากาย ดังในประโยคมีอาทิว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กายนี้เป็นที่มาประชุมของคนเขลาผู้อันอวิชชาครอบงำแล้ว ประกอบแล้วด้วยตัณหาอย่างนี้.
ก็พระเถระเมื่อจะแสดงความที่ตนเป็นผู้มีกิจอันกระทำสำเร็จแล้วว่า ขันธปัญจกะใดแลอันเราพึงเห็นในกายนี้ ขันธปัญจกะนั้นอันเราเห็นแล้ว ไม่มีส่วนใดๆ ของขันธปัญจกะนั้นที่เราจะต้องเห็นอีก ดังนี้พยากรณ์พระอรหัตผลแล้วด้วยบทว่า อทิสฺสถ นี้.
พระเถระแสดงธรรมแก่หญิงผู้เป็นภรรยาเก่าด้วยคาถาเหล่านี้อย่างนี้แล้ว ยังนางให้ตั้งอยู่ในสรณคมน์และศีลทั้งหลายแล้วส่งไป.
จบอรรถกถาปุณณมาสเถรคาถา -----------------------------------------------------