๔. สุชาตาเถรีคาถา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา ๔. สุชาตาเถรีคาถา สุภาษิต ชี้ผลการฟังธรรม
|๔๕๔.๑๔๕| ๔ อลงฺกตา สุวสนา มาลินี จนฺทโนกฺขิตา สพฺพาภรณสญฺฉนฺนา ทาสีคณปุรกฺขตา ฯ |๔๕๔.๑๔๖| อนฺนํ ปานํ จ อาทาย ขชฺชํ โภชฺชํ อนปฺปกํ เคหโต นิกฺขมิตฺวาน อุยฺยานมภิหารยึ ฯ |๔๕๔.๑๔๗| ตตฺถ รมิตฺวา กีฬิตฺวา อาคจฺฉนฺตี สกํ ฆรํ วิหารํ ทกฺขึ ปาวิสึ สาเกเต อญฺชนํ วนํ ฯ |๔๕๔.๑๔๘| ทิสฺวาน โลกปชฺโชตํ วนฺทิตฺวาน อุปาวิสึ โส เม ธมฺมมเทเสสิ อนุกมฺปาย จกฺขุมา ฯ |๔๕๔.๑๔๙| สุตฺวา จ โข มเหสิสฺส สจฺจํ สมฺปฏิวิชฺฌหํ ตตฺเถว วิรชํ ธมฺมํ ผุสยึ อมตํ ปทํ ฯ |๔๕๔.๑๕๐| ตโต วิญฺญาตสทฺธมฺมา ปพฺพชึ อนคาริยํ ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา อโมฆํ พุทฺธสาสนํ ฯ สุชาตา ฯ
เมื่อเราเป็นฆราวาส ได้ตกแต่งร่างกาย นุ่งห่มผ้าอันงาม ทัดทรงดอกไม้ ลูบไล้ด้วยจุรณจันทน์ ปกคลุมด้วยอาภรณ์ทั้งปวง ห้อมล้อมด้วยหมู่นาง ทาสี ให้หมู่นางทาสีถือเอาข้าวน้ำ ของเคี้ยว ของบริโภคไม่น้อย ออกจากเรือนไปสู่อุทยาน รื่นรมย์ชมเชยเล่นอยู่ในสวนนั้นแล้ว มาสู่ เรือนของตน เข้าสู่ทักขีวิหาร ในป่าอัญชนวันใกล้เมืองสาเกต ได้พบ พระพุทธเจ้าผู้เป็นแสงสว่างของโลกแล้ว เข้าไปถวายบังคม พระองค์ ผู้มีพระจักษุได้ทรงแสดงธรรมแก่เราด้วยความทรงอนุเคราะห์ และเรา ได้ฟังพระธรรมของพระองค์ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่แล้ว ได้ตรัสรู้ของ จริง ได้บรรลุอมตธรรมอันปราศจากธุลีในที่นั้นนั่นเอง เราได้รู้แจ้ง พระสัทธรรมแล้ว ได้บรรพชาในพระธรรมวินัย ได้บรรลุวิชชา ๓ แล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าไม่เปล่าจากประโยชน์.
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๔. สุชาตาเถรีคาถา ภาษิตของพระสุชาดาเถรี (พระสุชาดาเถรีได้กล่าวภาษิตเหล่านี้ ด้วยการเปล่งอุทานว่า)
เราแต่งตัว นุ่งห่มผ้าอย่างดี สวมมาลัย ลูบไล้ด้วยจุรณแก่นจันทน์ ประดับด้วยอาภรณ์ทุกอย่าง มีหมู่สาวใช้แวดล้อม
ใช้หมู่สาวใช้ให้ถือข้าว น้ำ ของเคี้ยว และของบริโภคมิใช่น้อย นำออกจากเรือนไปยังอุทยาน
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๕๗๘}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา [๖. ฉักกนิบาต] ๕. อโนปมาเถรีคาถา
รื่นรมย์สนุกสนานในอุทยานนั้นแล้ว ขณะเดินกลับเรือนตน แวะเข้าไปในป่าอัญชันใกล้เมืองสาเกตเพื่อชมวิหาร
ได้พบพระพุทธเจ้าผู้เป็นแสงสว่างของโลกแล้วเข้าไปเฝ้า ถวายอภิวาทพระองค์ผู้มีพระจักษุ ได้ทรงพระกรุณาแสดงธรรมโปรดเรา
และเราได้ฟังธรรมเทศนาของพระองค์ ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่แล้ว ก็ได้รู้แจ้งชัดสัจจะ ได้สัมผัสธรรมคืออมตบท ซึ่งปราศจากกิเลสดุจธุลีในที่นั้นนั่นเอง
ต่อแต่นั้น ได้รู้แจ้งพระสัทธรรม แล้วบวชเป็นบรรพชิต ได้บรรลุวิชชา ๓ แล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าไม่เปล่าจากประโยชน์เลย
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๔. อรรถกถาสุชาตาเถรีคาถา
คาถาว่า อลงฺกตา สุวสนา ดังนี้เป็นต้นเป็นคาถาของพระสุชาตาเถรี.
พระเถรีแม้รูปนี้ได้บำเพ็ญบารมีมาในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ สร้างสมกุศล ซึ่งเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพาน มาในภพนั้นๆ มีธรรมเครื่องปรุงแต่งวิโมกข์ที่รวบรวมไว้โดยลำดับ. ในพุทธุปบาทกาลนี้ก็บังเกิดในครอบครัวเศรษฐี ในสาเกตนคร เติบโตเป็นสาวแล้ว มารดาบิดาได้ยกให้บุตรเศรษฐีผู้มีชาติเสมอกัน มีสามีแล้ว อยู่ร่วมกับสามีในครอบครัวนั้นเป็นสุขสบาย
วันหนึ่งไปอุทยานเล่นการเล่นงานนักขัตตฤกษ์ เมื่อมายังเมืองกับคนข้างเคียง ได้พบพระศาสดาในอัญชนวัน มีใจเลื่อมใส เข้าไปเฝ้านั่งในที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. พระศาสดาตรัสอนุปุพพีกถาแก่นางแล้ว ทรงทราบถึงจิตที่สบายแล้ว จึงทรงประกาศธรรมเทศนาชื่อสามุกกังสิกะ [อริยสัจ ๔] ให้สูงขึ้น.
จบพระธรรมเทศนา นางทั้งที่ยังนั่งอยู่ตามเดิมนั่นแหละ ก็บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ๔ เพราะตนได้บำเพ็ญบารมีมาแล้ว เพราะมีญาณแก่กล้าและเพราะความงามแห่งเทศนาของพระศาสดา ถวายบังคมพระศาสดาแล้วไปเรือน ขอให้สามีและมารดาบิดาอนุญาตแล้ว ไปสำนักของนางภิกษุณีโดยพระบัญชาของพระศาสดา บวชแล้วในสำนักของนางภิกษุณีทั้งหลาย
ก็ครั้นบวชแล้ว ก็ได้พิจารณาการปฏิบัติของตนแล้ว จึงได้กล่าวคาถาเหล่านี้เป็นอุทานว่า
ข้าพเจ้าแต่งตัวนุ่งห่มผ้าอย่างดี สวมมาลัย ลูบไล้
ด้วยจุรณจันทน์ ประดับด้วยอาภรณ์ทุกอย่าง ห้อมล้อม
ด้วยหมู่นางทาสี ถือเอาข้าวน้ำของเคี้ยวของบริโภคไม่
น้อย ออกจากเรือนพากันไปยังอุทยาน รื่นเริงละเริงเล่น
อยู่ในอุทยานนั้นแล้ว กำลังเดินจะกลับเรือนของตน ก็
เข้าไปชมอัญชนวันวิหารในนครสาเกต ได้พบพระพุทธ
เจ้าผู้เป็นแสงสว่างของโลก ถวายบังคมแล้วเข้าไปเฝ้า
พระผู้มีพระจักษุพระองค์นั้นได้ทรงแสดงธรรม
โปรดข้าพเจ้าด้วยพระกรุณาอนุเคราะห์ และข้าพเจ้าได้
ฟังพระธรรมเทศนาของพระองค์ผู้แสวงคุณอันยิ่งใหญ่
แล้ว ได้ตรัสรู้สัจจะของจริง ได้สัมผัสธรรมคืออมตบทอัน
ปราศจากกิเลสดุจธุลีในที่นั้นนั่นเอง
ข้าพเจ้ารู้แจ้งพระสัทธรรมแล้ว ก็บวชไม่มีเรือน ได้
บรรลุวิชชา ๓ แล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าไม่เปล่า
จากประโยชน์เลย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อลงฺกตา คือ ประดับ.
ก็คำนั้นท่านกล่าวว่า สุวสนา มาลินี จนฺทโนกฺขิตา เพื่อแสดงอาการตกแต่งนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มาลินี คือ คล้องมาลัย.
บทว่า จนฺทโนกฺขิตา คือ ลูบไล้ด้วยจันทน์.
บทว่า สพฺพาภรณสญฺฉนฺนา ความว่า มีร่างกายปกคลุมด้วยสรรพาภรณ์ มีเครื่องประดับมือเป็นต้นเป็นเครื่องประดับ.
บทว่า อนฺนํ ปานํ จ อาทาย ขชฺชํ โภชฺชํ อนปฺปกํ ความว่า ถือเอาข้าวมีข้าวสุกแห่งข้าวสาลีเป็นต้น น้ำปานะมีน้ำมะม่วงเป็นต้น ของเคี้ยวมีแป้งควรเคี้ยวเป็นต้น นอกนั้นก็ของบริโภคกล่าวคืออาหารเป็นอันมาก.
บทว่า อุยฺยานมภิหารยึ ได้แก่ เรานำเข้าไปโดยการเล่นนักษัตร. อธิบายว่า นำข้าวและน้ำเป็นต้นมาในอุทยานนั้น ละเลิงเล่นบำรุงบำเรอกับคนรอบข้าง.
บาทคาถาว่า สาเกเต อญฺชนํ วนํ ความว่า เราเข้าไปยังวิหารในป่าอัญชนวัน ในนครสาเกต.
บทว่า โลกปชฺโชตํ ได้แก่ เป็นแสงสว่างของโลกโดยแสงสว่างคือญาณ.
บทว่า ผุสยึ คือ ถูกต้องแล้ว อธิบายว่าได้บรรลุอมตธรรมนั้น.
คำที่เหลือมีนัยที่กล่าวมาแล้วทั้งนั้น.
จบอรรถกถาสุชาตาเถรีคาถาที่ ๔ -----------------------------------------------------