๒. โรหิณีเถรีคาถา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา ๒. โรหิณีเถรีคาถา คาถาสุภาษิตของนางโรหิณีเถรี บิดาถามเราว่า
|๔๖๘.๒๗๐| ๒ สมณาติ โภติ มํ วิปสฺสิ สมณาติ ปฏิพุชฺฌสิ สมณานเมว กิตฺเตสิ สมณี นูน ภวิสฺสสิ ฯ |๔๖๘.๒๗๑| วิปุลํ อนฺนญฺจ ปานญฺจ สมณานํ ปเวจฺฉสิ โรหิณิ ทานิ ปุจฺฉามิ เกน เต สมณา ปิยา ฯ |๔๖๘.๒๗๒| อกมฺมกามา อลสา ปรทตฺตูปชีวิโน อาสํสุกา สาธุกามา เกน เต สมณา ปิยา ฯ |๔๖๘.๒๗๓| จิรสฺสํ วต มํ ตาต สมณานํ ปริปุจฺฉสิ เตสนฺเต กิตฺตยิสฺสามิ ปญฺญาสีลปรกฺกมํ ฯ |๔๖๘.๒๗๔| กมฺมกามา อนลสา กมฺมเสฏฺฐสฺส การกา ราคโทสํ ปชหนฺติ เตน เม สมณา ปิยา ฯ |๔๖๘.๒๗๕| ตีณิ ปาปสฺส มูลานิ ธุนนฺติ สุจิการิโน สพฺพปาปํ ปหีเนสํ เตน เม สมณา ปิยา ฯ |๔๖๘.๒๗๖| กายกมฺมํ สุจิ เนสํ วจีกมฺมญฺจ ตาทิสํ มโนกมฺมํ สุจิ เนสํ เตน เม สมณา ปิยา ฯ |๔๖๘.๒๗๗| วิมลา สงฺขมุตฺตาว สุทฺธา สนฺตรพาหิรา ปุณฺณา สุกฺเกหิ ธมฺเมหิ เตน เม สมณา ปิยา ฯ |๔๖๘.๒๗๘| พหุสฺสุตา ธมฺมธรา อริยา ธมฺมชีวิโน อตฺถํ ธมฺมญฺจ เทเสนฺติ เตน เม สมณา ปิยา ฯ |๔๖๘.๒๗๙| พหุสฺสุตา ธมฺมธรา อริยา ธมฺมชีวิโน เอกคฺคจิตฺตา สติมนฺโต เตน เม สมณา ปิยา ฯ |๔๖๘.๒๘๐| ทูรงฺคมา สติมนฺโต มนฺตภาณี อนุทฺธตา ทุกฺขสฺสนฺตํ ปชานนฺติ เตน เม สมณา ปิยา ฯ |๔๖๘.๒๘๑| ยมฺหา คามา ปกฺกมนฺติ น วิโลเกนฺติ กิญฺจนํ อนเปกฺขาว คจฺฉนฺติ เตน เม สมณา ปิยา ฯ |๔๖๘.๒๘๒| น เต สํ โกฏฺเฐ โอเสนฺติ น กุมฺภึ น กโฬปิยํ ปรินิฏฺฐิตเมสานา เตน เม สมณา ปิยา ฯ |๔๖๘.๒๘๓| น เต หิรญฺญํ คณฺหนฺติ น สุวณฺณํ น รูปิยํ ปจฺจุปฺปนฺเนน ยาเปนฺติ เตน เม สมณา ปิยา ฯ |๔๖๘.๒๘๔| นานากุลา ปพฺพชิตา นานาชนปเทหิ จ อญฺญมญฺญํ ปิยายนฺติ เตน เม สมณา ปิยา ฯ |๔๖๘.๒๘๕| อตฺถาย วต โน โภติ กุเล ชาตาสิ โรหิณิ สทฺธา พุทฺเธ จ ธมฺเม จ สงฺเฆ จ ติพฺพคารวา ฯ |๔๖๘.๒๘๖| ตุวํ เหตํ ปชานาสิ ปุญฺญกฺเขตฺตํ อนุตฺตรํ อมฺหํปิ เอเต สมณา ปฏิคฺคณฺหนฺติ ทกฺขิณํ |๔๖๘.๒๘๗| ปติฏฺฐิโต เหตฺถ ยญฺโญ วิปุโล โน ภวิสฺสติ ฯ สเจ ภายสิ ทุกฺขสฺส สเจ เต ทุกฺขมปฺปิยํ |๔๖๘.๒๘๘| อุเปหิ พุทฺธํ สรณํ ธมฺมํ สงฺฆญฺจ ตาทินํ สมาทิยาหิ สีลานิ ตนฺเต อตฺถาย เหหิติ ฯ |๔๖๘.๒๘๙| อุเปมิ พุทฺธํ สรณํ ธมฺมํ สงฺฆญฺจ ตาทินํ สมาทิยามิ สีลานิ ตํ เม อตฺถาย เหหิติ ฯ |๔๖๘.๒๙๐| พฺรหฺมพนฺธุ ปุเร อาสึ โส อิทานิมฺหิ พฺราหฺมโณ เตวิชฺโช โสตฺถิโย จมฺหิ เวทคู จมฺหิ นฺหาตโก ฯ โรหิณี ฯ
ดูกรแม่โรหิณีผู้เจริญ เจ้าเห็นสมณะนี้ว่าเป็นสมณะ รู้สึกว่าเป็นสมณะ สรรเสริญสมณะทั้งหลาย เจ้าเห็นจักเป็นสมณะเป็นแน่แท้ เจ้าได้ถวาย ข้าวน้ำอันไพบูลย์แก่สมณะทั้งหลาย ดูกรแม่โรหิณี บัดนี้ เราจักขอถาม เจ้า เพราะเหตุไร สมณะทั้งหลายจึงเป็นที่รักของเจ้า สมณะล้วนแต่ เป็นผู้ไม่ใคร่ต่อการงาน เกียจคร้าน อาศัยสิ่งของที่คนอื่นให้เลี้ยงชีวิต เป็นผู้มีความหวังอาหารและเครื่องนุ่งห่มเป็นต้น แต่คนอื่นใคร่ต่ออาหาร อันอร่อยดี เพราะเหตุไร สมณะทั้งหลาย จึงเป็นที่รักของข้าพเจ้า? เราตอบท่านว่า ข้าแต่คุณพ่อ คุณพ่อถามดิฉันถึงคุณความดีของสมณะทั้งหลายมานาน แล้ว ดิฉันจักชี้แจงคุณความดี คือ ปัญญา ศีล และความบากบั่นของ สมณะเหล่านั้นให้ทราบ สมณะทั้งหลายเป็นผู้ใคร่ต่อการงาน ไม่เกียจ คร้าน ทำแต่การงานงานประเสริฐสุด ย่อมละราคะและโทสะได้ เพราะ เหตุนั้นสมณะทั้งหลายจึงเป็นที่รักของดิฉัน สมณะทั้งหลายย่อมกำจัด รากเหง้าทั้ง ๓ ของบาป มีปกติทำแต่กรรมอันสะอาด ละบาปกรรมทั้งปวง ได้แล้ว เพราะเหตุนั้น สมณะทั้งหลายจึงเป็นที่รักของดิฉัน กายกรรม วจีกรรม และมโนกรรมของสมณะเหล่านั้น ล้วนแต่สะอาด เพราะเหตุ นั้น สมณะทั้งหลายจึงเป็นที่รักของดิฉัน สมณะทั้งหลายล้วนแต่ปราศ- จากมลทิน เหมือนสังข์ที่เขาขัดดีแล้ว เป็นผู้บริสุทธิ์ทั้งภายในและ ภายนอก บริบูรณ์ด้วยธรรมขาว เพราะเหตุนั้นสมณะทั้งหลายจึงเป็นที่รัก ของดิฉัน สมณะทั้งหลายเป็นพหูสูตทรงธรรม เป็นผู้ประเสริฐเลี้ยงชีวิต โดยชอบธรรม แสดงอรรถและธรรมให้ฟัง เพราะเหตุนั้น สมณะทั้งหลาย จึงเป็นที่รักของดิฉัน สมณะทั้งหลายเป็นพหูสูตทรงธรรมเป็นผู้ประเสริฐ เลี้ยงชีวิตโดยชอบธรรม มีจิตแน่วเป็นอารมณ์เดียว มีสติ เพราะเหตุนั้น สมณะทั้งหลายจึงเป็นที่รักของดิฉัน สมณะทั้งหลายเป็นผู้ไปไกล มีสติ พูดพอประมาณ ไม่ฟุ้งซ่าน รู้ทั่วถึงที่สุดแห่งทุกข์ เพราะเหตุนั้นสมณะ ทั้งหลายจึงเป็นที่รักของดิฉัน สมณะทั้งหลายหลีกไปจากบ้านใด ย่อมไม่ กังวลถึงสัตว์หรือสังขารอะไรในบ้านนั้น เป็นผู้ไม่มีความห่วงใยหลีกไป เพราะเหตุนั้น สมณะทั้งหลายจึงเป็นที่รักของดิฉัน สมณะทั้งหลายย่อม ไม่เก็บสะสมข้าวไว้ในฉาง ไม่สะสมไว้ในหม้อ ไม่สะสมไว้ในกระเช้า เที่ยวแสวงหาแต่อาหารที่สำเร็จแล้ว เพราะเหตุนั้น สมณะทั้งหลายจึงเป็น ที่รักของดิฉัน สมณะทั้งหลายท่านไม่รับเงินไม่รับทอง ไม่รับรูปิยะ เยียวยาอัตภาพด้วยอาหารอันเกิดขึ้นเฉพาะหน้า เพราะเหตุนั้น สมณะ ทั้งหลายจึงเป็นที่รักของดิฉัน สมณะทั้งหลายออกบวชจากตระกูลต่างๆ กัน และจากชนบทต่างๆ กัน แต่ย่อมรักใคร่กันและกันดี เพราะเหตุนั้น สมณะทั้งหลายจึงเป็นที่รักของดิฉัน. บิดากล่าวกะเราต่อไปว่า ดูกรลูกโรหิณีผู้เจริญ เจ้าเกิดในตระกูลของเราเพื่อประโยชน์แก่เราหนอ เพราะเจ้าเป็นผู้มีศรัทธา และมีความเคารพอย่างแรงกล้าในพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ และเจ้าย่อมรู้จักพระสงฆ์ว่าเป็นเขตบุญอัน ยอดเยี่ยมของโลก ขอให้สมณะเหล่านั้นรับทักษิณาทานของเราบ้าง เพราะไทยธรรมที่เราตั้งไว้แล้วในสมณะเหล่านั้น จักมีผลไพบูลย์แก่เรา. เรากล่าวกะบิดาอย่างนี้ว่า ถ้าคุณพ่อกลัวต่อทุกข์ ถ้าคุณพ่อเกลียดทุกข์ จงเข้าถึงพระพุทธเจ้ากับทั้ง พระธรรมและพระสงฆ์ผู้คงที่ว่าเป็นสมณะ จงสมาทานศีล ด้วยว่า สรณคมน์ และการสมาทานศีล จักเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่คุณพ่อ. บิดาได้กล่าวกะเราว่า พ่อจะเข้าถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ผู้คงที่ว่าเป็นสรณะ และจะสมาทานศีล เพราะสรณคมน์และการสมาทานศีลนั้น จักเป็นไป เพื่อประโยชน์แก่เรา เมื่อก่อนเราเป็นเผ่าพันธุ์แห่งพรหม แต่เดี๋ยวนี้เรา เป็นพราหมณ์แล้ว เราเป็นผู้มีวิชชา ๓ มีความสวัสดีถึงฝั่งแห่งเวท และ เป็นผู้ล้างบาปได้แล้ว.
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา [๑๓. วีสตินิบาต] ๒. โรหิณีเถรีคาถา ๒. โรหิณีเถรีคาถา ภาษิตของพระโรหิณีเถรี (พระโรหิณีเถรีกล่าวภาษิตที่บิดาและตนเองพูดจาโต้ตอบกันด้วยการเปล่งอุทานว่า) (บิดาถามเราว่า)
แม่โรหิณีผู้เจริญ เจ้าหลับก็พูดว่า“สมณะ” ตื่นก็พูดว่า “สมณะ” สรรเสริญแต่สมณะเท่านั้น เห็นทีลูกจะบวชเป็นสมณะเสียแน่แท้
โรหิณี ลูกถวายข้าวและน้ำอย่างไพบูลย์แก่เหล่าสมณะ พ่อขอถาม เดี๋ยวนี้ เพราะเหตุไรเหล่าสมณะจึงเป็นที่รักของลูก
พวกสมณะไม่ชอบทำการงาน เกียจคร้าน อาศัยแต่ของที่คนอื่นให้เลี้ยงชีพ หวังแต่จะได้ ชอบของอร่อย เพราะเหตุไร เหล่าสมณะจึงเป็นที่รักของลูก (เราตอบท่านว่า)
คุณพ่อขา คุณพ่อสอบถามไล่เลียงกับลูก เรื่องคุณของสมณะเสียตั้งนาน ลูกจะขยายปัญญา ศีล และความบากบั่น ของสมณะเหล่านั้นแก่คุณพ่อดังนี้
สมณะทั้งหลายชอบทำการงาน ไม่เกียจคร้าน ทำแต่การงานที่ประเสริฐสุด จึงละราคะโทสะได้ เพราะเหตุนั้น เหล่าสมณะจึงเป็นที่รักของลูก
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๖๐๐}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา [๑๓. วีสตินิบาต] ๒. โรหิณีเถรีคาถา
สมณะทั้งหลาย กำจัดมูลราก ทั้ง ๓ ของบาป ทำแต่งานสะอาด จึงละบาปได้ทั้งหมด เพราะเหตุนั้น เหล่าสมณะจึงเป็นที่รักของลูก
กายกรรมของสมณะเหล่านั้นสะอาด วจีกรรมก็สะอาด มโนกรรมก็สะอาด เพราะเหตุนั้นเหล่าสมณะจึงเป็นที่รักของลูก
สมณะเหล่านั้น ไร้มลทินดุจสังข์และมุกดาที่ขัดดีแล้ว สะอาดทั้งภายในและภายนอก บริบูรณ์ด้วยธรรมฝ่ายขาว เพราะเหตุนั้น เหล่าสมณะจึงเป็นที่รักของลูก
สมณะเหล่านั้นเป็นพหูสูต ทรงธรรม เป็นพระอริยะ เป็นอยู่โดยธรรม แสดงเหตุและผล เพราะเหตุนั้น เหล่าสมณะจึงเป็นที่รักของลูก
สมณะเหล่านั้นเป็นพหูสูต ทรงธรรม เป็นพระอริยะ เป็นอยู่โดยธรรม มีจิตมีอารมณ์เดียว มีสติ เพราะเหตุนั้น เหล่าสมณะจึงเป็นที่รักของลูก
สมณะเหล่านั้นอยู่ป่าห่างไกลผู้คน มีสติ พูดด้วยปัญญา ไม่ฟุ้งซ่าน รู้ที่สุดทุกข์ เพราะเหตุนั้น เหล่าสมณะจึงเป็นที่รักของลูก
สมณะเหล่านั้น หลีกออกจากหมู่บ้านใดไป ไม่เหลียวแลอย่างกังวลในหมู่บ้านนั้น ไปอย่างไม่มีเยื่อใยเลย เพราะเหตุนั้น เหล่าสมณะจึงเป็นที่รักของลูก @เชิงอรรถ : @ โลภะ (ความอยากได้) โทสะ (ความคิดประทุษร้าย) โมหะ (ความหลง) (ขุ.เถรี.อ. ๒๗๖/๒๗๗)@ จิตมีสมาธิ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๖๐๑}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา [๑๓. วีสตินิบาต] ๒. โรหิณีเถรีคาถา
สมณะเหล่านั้นไม่เก็บสะสมทรัพย์สมบัติไว้ในยุ้งฉาง ในหม้อ และในกระเช้า แสวงหาแต่อาหารที่สำเร็จแล้ว เพราะเหตุนั้น เหล่าสมณะจึงเป็นที่รักของลูก
สมณะเหล่านั้นไม่รับเงิน ทอง และรูปิยะ เลี้ยงชีพด้วยปัจจัยที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า เพราะเหตุนั้น เหล่าสมณะจึงเป็นที่รักของลูก
สมณะเหล่านั้นบวชมาจากต่างสกุลกัน และต่างชนบทกัน ก็รักซึ่งกันและกัน เพราะเหตุนั้น เหล่าสมณะจึงเป็นที่รักของลูก (บิดากล่าวกับเราว่า)
ลูกโรหิณีผู้เจริญ ลูกเกิดมาในสกุล เพื่อประโยชน์แก่พวกเราแท้หนอ ลูกมีศรัทธา มีความเคารพแรงกล้า ในพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์
เพราะลูกรู้จักพระรัตนตรัยนั้นว่า เป็นบุญเขตอันยอดเยี่ยม สมณะเหล่านั้นคงจะรับทักษิณาทานของพ่อบ้างนะ
เพราะว่า ยัญคือบุญที่เราตั้งไว้แล้วในสมณะเหล่านั้น คงจะมีผลไพบูลย์แก่พวกเราแน่ (เรากล่าวกับบิดาว่า) ถ้าคุณพ่อกลัวทุกข์ ถ้าคุณพ่อเกลียดทุกข์
ขอคุณพ่อ โปรดถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ ผู้คงที่ว่าเป็นที่พึ่งที่ระลึกเถิด จงสมาทานศีล ข้อนั้นจะเป็นประโยชน์แก่คุณพ่อ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๖๐๒}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา [๑๓. วีสตินิบาต] ๓. จาปาเถรีคาถา (บิดากล่าวกับเราว่า)
พ่อขอถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ ผู้คงที่ว่าเป็นที่พึ่งที่ระลึก ขอสมาทานศีล ข้อนั้นจะเป็นประโยชน์แก่พ่อ
เมื่อก่อน พ่อเป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระพรหม วันนี้ พ่อเป็นพราหมณ์ พ่อได้วิชชา ๓ มีความสวัสดี จบเวท และเป็นผู้ล้างบาปได้แล้ว
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๒. อรรถกถาโรหิณีเถรีคาถา
คาถาว่า สมณาติ โภติ สุปิ ดังนี้เป็นต้นเป็นคาถาของพระโรหิณีเถรี.
พระเถรีแม้รูปนี้ก็บำเพ็ญบารมีมาในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ สร้างสมกุศลอันเป็นอุปนิสสัยแห่งพระนิพพานมาในภพนั้นๆ นับแต่กัปนี้ไป ๙๑ กัปก็บังเกิดในเรือนสกุล ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี รู้เดียงสาแล้ว เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเที่ยวบิณฑบาตในนครพันธุมวดี ในวันหนึ่ง จึงรับบาตรมาบรรจุขนมแล้วถวายพระผู้มีพระภาคเจ้า เกิดปีติโสมนัส แล้วถวายบังคมด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ด้วยบุญนั้น นางก็เวียนว่ายอยู่ในเทวดาและมนุษย์ สั่งสมธรรมเครื่องปรุงแต่งวิโมกข์ตามลำดับ.
ในพุทธุปบาทกาลนี้ ก็บังเกิดในเรือนพราหมณ์ผู้มีสมบัติมาก กรุงเวสาลี ได้ชื่อว่าโรหิณี รู้เดียงสาแล้ว เมื่อพระศาสดาประทับอยู่ ณ กรุงเวสาลี ก็ไปวิหารฟังธรรม เป็นโสดาบัน แสดงธรรมแก่บิดามารดาทำให้เกิดความเลื่อมใสในพระศาสนา ให้บิดามารดาอนุญาตแล้ว ตัวเองก็บวช ทำกิจกรรมในวิปัสสนา ไม่นานนักก็บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ๔
ด้วยเหตุนั้น ท่านพระสังคีติกาจารย์จึงกล่าวไว้ในคัมภีร์อปทานว่า
ในครั้งนั้น ข้าพเจ้าได้ถวายขนมแด่พระพุทธเจ้าพระนามว่าวิปัสสี ผู้เสด็จเที่ยวไปบิณฑบาตในพระนครพันธุมวดี ด้วยกรรมที่ทำดีนั้นและด้วยความตั้งใจไว้ถูก ข้าพเจ้าทำจิตให้เลื่อมใสในพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้านั้นก็เข้าถึงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ข้าพเจ้าครองความเป็นพระมเหสีของท้าวสักกะเทวราชถึง ๓๖ พระองค์ ครองความเป็นมเหสีของพระเจ้าจักรพรรดิ ๕๐ พระองค์.
ธรรมดาว่าความปรารถนาทางใจ ก็สำเร็จแก่ข้าพเจ้าทุกอย่าง ข้าพเจ้าเสวยสมบัติทั้งในหมู่เทวดา ทั้งในหมู่มนุษย์
เมื่อถึงภพสุดท้าย ข้าพเจ้าเกิดในสกุลพราหมณ์ ชื่อโรหิณี พวกญาติพากันรักนักหนา ข้าพเจ้าไปสำนักภิกษุฟังธรรมตามเป็นจริง เกิดสลดใจ จึงบวชไม่มีเหย้าเรือน ข้าพเจ้าตั้งความเพียรโดยแยบคายจึงบรรลุพระอรหัตนั้น
ในกัปนับแต่กัปที่ ๙๑ ครั้งนั้น ข้าพเจ้าได้ถวายปุวทาน [ถวายขนม] อันใด ข้าพเจ้าไม่รู้จักทุคติ นี้เป็นผลของปุวทานอันนั้น กิเลสทั้งหลาย ข้าพเจ้าก็เผาเสียแล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ทำเสร็จแล้ว.
____________________________
ไม่มีในบาลีอปทาน.
พระโรหิณีเถรี ครั้นบรรลุพระอรหัตแล้วก็พิจารณาทบทวนความเป็นมาของตน แล้วกล่าวเป็นอุทานซึ่งคาถาทั้งหลายที่บิดาและตนเองพูดจาโต้ตอบกันในเวลาที่ตนเป็นพระโสดาบันแต่ก่อน.
บิดาถามข้าพเจ้าว่า
ลูกเอ๋ย ลูกหลับก็พูดว่าสมณะ ตื่นก็พูดว่าสมณะ
ระบุแต่สมณะเท่านั้น เห็นทีลูกจักบวชเป็นสมณะเสีย
แน่แท้ โรหิณีเอ๋ย ลูกถวายข้าวน้ำอย่างสมบูรณ์แก่เหล่า
สมณะ พ่อขอถาม ณ บัดนี้ เพราะเหตุไร เหล่าสมณะจึง
เป็นที่รักของลูก พวกสมณะ ไม่ชอบทำงาน เกียจคร้าน
อาศัยแต่ของที่คนอื่นให้เลี้ยงชีพ หวังแต่จะได้ ชอบของ
อร่อย เพราะเหตุไร เหล่าสมณะจึงเป็นที่รักของลูก.
ข้าพเจ้าตอบว่า
ท่านพ่อขา ท่านพ่อสอบถามไล่เลียงเอากะลูก
เรื่องคุณของสมณะเสียตั้งนาน ลูกจักระบุปัญญา ศีล
และความพากเพียรของสมณะเหล่านั้นแก่ท่านพ่อ
ดังนี้.
สมณะทั้งหลายรักงาน ไม่เกียจคร้าน ทำแต่
งานประเสริฐสุด จึงละราคะโทสะได้ เพราะเหตุนั้น
เหล่าสมณะจึงเป็นที่รักของลูก.
สมณะทั้งหลายกำจัดมูลรากทั้ง ๓ ของบาป
[โลภะโทสะโมหะ] ทำแต่งานสะอาดจึงละบาปนั้นได้
หมด เพราะเหตุนั้น เหล่าสมณะจึงเป็นที่รักของลูก.
กายกรรมของสมณะเหล่านั้นสะอาด วจีกรรม
ก็สะอาด มโนกรรมก็สะอาด เพราะเหตุนั้น เหล่า
สมณะจึงเป็นที่รักของลูก.
สมณะเหล่านั้นไร้มลทิน บริสุทธิ์ทั้งภายในทั้ง
ภายนอก ดุจสังข์และมุกดา ธรรมฝ่ายขาวก็บริบูรณ์
เพราะเหตุนั้น เหล่าสมณะจึงเป็นที่รักของลูก.
สมณะเหล่านั้นเป็นพหูสูตสดับมาก ทรงธรรม
เป็นพระอริยะ เป็นอยู่โดยธรรม ย่อมแสดงอรรถและ
ธรรม เพราะเหตุนั้น เหล่าสมณะจึงเป็นที่รักของลูก.
สมณะเหล่านั้นเป็นพหูสูตสดับมาก ทรงธรรม
เป็นพระอริยะ เป็นอยู่โดยธรรม มีจิตมีอารมณ์เดียว
มีสติ เพราะเหตุนั้น เหล่าสมณะจึงเป็นที่รักของลูก.
สมณะเหล่านั้นอยู่ป่าไกลผู้คน มีสติ พูดด้วย
ปัญญา ไม่ฟุ้งซ่าน รู้ที่สุดทุกข์ เพราะเหตุนั้น เหล่า
สมณะจึงเป็นที่รักของลูก.
สมณะเหล่านั้นหลีกออกจากหมู่บ้านใดไปก็
ไม่เหลียวดูอย่างกังวลในหมู่บ้านนั้น ไม่มีเยื่อใยไป
เลย เพราะเหตุนั้น เหล่าสมณะจึงเป็นที่รักของลูก.
สมณะเหล่านั้นไม่เก็บสะสมข้าวไว้ในฉาง ไม่
เก็บไว้ในหม้อ ไม่เก็บไว้ในกระเช้า แสวงหาแต่อาหาร
สำเร็จรูป เพราะเหตุนั้น เหล่าสมณะจึงเป็นที่รักของลูก.
สมณะเหล่านั้นไม่รับเงิน ไม่รับทอง ไม่รับ
รูปิยะ ยังชีวิตให้เป็นไปด้วยปัจจัยที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า
เพราะเหตุนั้น เหล่าสมณะจึงเป็นที่รักของลูก.
สมณะเหล่านั้นบวชมาแต่สกุลต่างๆ กัน ชนบท
ต่างๆ กันก็รักซึ่งกันและกัน เพราะเหตุนั้น เหล่าสมณะ
จึงเป็นที่รักของลูก.
บิดาพูดกะข้าพเจ้าว่า
โรหิณีลูกพ่อ ลูกมีความเชื่อความเคารพอย่าง
แรงกล้า ในพระพุทธ พระธรรมและพระสงฆ์ ลูกเกิด
มาในสกุล เพื่อประโยชน์แก่พวกเราแท้หนอ
ลูกรู้จักพระรัตนตรัยนั้นว่าเป็นบุญเขตอันยอด
เยี่ยม สมณะเหล่านั้นคงจะรับทักษิณาทานของเรา
บ้างนะลูก เพราะว่ายัญคือบุญที่ตั้งไว้ในสมณะเหล่า
นั้น คงจักมีผลไพบูลย์แก่พวกเราแน่.
ข้าพเจ้าจึงกล่าวกะบิดาว่า
ถ้าพ่อท่านกลัวทุกข์ พ่อท่านไม่รักทุกข์ ก็ขอ
พ่อท่านถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เช่นนั้น
เป็นสรณะ สมาทานศีล ข้อนั้นจงเป็นประโยชน์แก่
พ่อท่านเถิด.
บิดากล่าวว่า
พ่อขอถึงพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์
เช่นนั้นเป็นสรณะ ขอสมาทานศีล ข้อนั้น จงเป็น
ประโยชน์แก่พ่อเถิด.
แต่ก่อน พ่อเป็นพราหมณ์เผ่าพันธุ์แห่งพรหม
แต่มาบัดนี้ พ่อเป็นพราหมณ์โสตถิยะ ผู้มีวิชชา ๓
จบเวท อาบน้ำคือเสร็จกิจแล้ว.
พระโรหิณีเถรีได้กล่าวคาถาดังว่ามานี้.
พราหมณ์ผู้บิดาซึ่งไม่ต้องการสมมติในภิกษุทั้งหลายสำหรับธิดาตนกล่าว ๓ คาถาข้างต้นในคาถาเหล่านั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมณาติ โภติ สุปิ ความว่า ลูกเอ๋ย แม้เวลาลูกหลับ ลูกก็ระบุว่า สมณะ สมณะ หลับก็พูดถ้อยคำที่เกี่ยวกับสมณะเท่านั้น.
บทว่า สมณาติ ปพุชฺฌสิ ความว่า ลูกแม้ลุกขึ้นจากหลับ ตื่นคือลุกจากการนอน ก็กล่าวอย่างนี้ว่าสมณะ.
บทว่า สมณาเนว กิตฺเตสิ ความว่า ลูกประกาศสมณะหรือสรรเสริญคุณของสมณะเท่านั้น ทุกเวลาไปเลย.
บทว่า สมณี นูน ภวิสฺสสิ ความว่า บัดนี้ลูกแม้ตัวยังเป็นคฤหัสถ์ เห็นทีลูกจักมีจิตใจเป็นสมณะเป็นแน่ อีกนัยหนึ่ง.
บทว่า สมณี นูน ภวิสฺสสิ ได้แก่ บัดนี้ ลูกแม้เป็นคฤหัสถ์ ไม่นานนักเห็นทีลูกจักเป็นสมณะอย่างเดียว เพราะจิตใจลูกโน้มน้อมไปในสมณะเท่านั้น.
บทว่า ปเวจฺฉสิ ได้แก่ ให้.
บทว่า โรหิณี ทานิ ปุจฺฉามิ ความว่า พราหมณ์เมื่อจะถามธิดาของตน จึงกล่าวว่า ลูกโรหิณี บัดนี้ พ่อจะถามลูก.
บทว่า เกน เต สมณา ปิยา ความว่า ลูกโรหิณี ทั้งหลับ ทั้งตื่น ทั้งเวลาอื่นๆ ลูกก็ประกาศแต่คุณของสมณะเท่านั้น เพราะเหตุชื่ออะไร สมณะทั้งหลายจึงเกิดเป็นผู้น่ารักสำหรับลูก.
บัดนี้ พราหมณ์เมื่อจะบอกโทษในเหล่าสมณะแก่ธิดา จึงกล่าวคาถาว่า อกมฺมกามา เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อกมฺมกามา แปลว่า ไม่รักงาน ได้แก่ ไม่อยากทำงานอะไรๆ ที่จะนำประโยชน์มาแก่ตนและคนอื่นๆ.
บทว่า อลสา แปลว่า เกียจคร้าน.
บทว่า ปรทตฺตูปชีวิโน ได้แก่ อาศัยของที่คนอื่นเขาให้เลี้ยงชีพเป็นปกติ.
บทว่า อสํสุกา ได้แก่ คอยหวังแต่อาหารและผ้าเป็นต้น จากคนอื่นนั่นแหละ.
บทว่า สาทุกามา ได้แก่ ปรารถนาแต่อาหารที่ดีที่อร่อยเท่านั้น.
พราหมณ์เมื่อไม่รู้จักคุณของเหล่าสมณะ ก็กล่าวโทษนั้นทุกอย่างที่ตนคิดขึ้นมาเอง.
โรหิณีฟังคำบิดานั้นแล้ว ก็ดีใจว่า เราได้โอกาสกล่าวถึงคุณของพระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายแล้ว ประสงค์จะประกาศคุณของภิกษุทั้งหลาย ก่อนอื่นเมื่อจะแจ้งความโสมนัสในการประกาศถึงภิกษุเหล่านั้นในลำดับแรก จึงกล่าวคาถาว่า จิรสฺสํ วต มํ ตาต เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จิรสฺสํ วต แปลว่า โดยกาลนานหนอ.
โรหิณีเรียกบิดาด้วยคำว่า ตาต.
บทว่า สมณานํ ความว่า พ่อท่านไถ่ถามไล่เรียงถึงเหล่าสมณะ หรือคุณของเหล่าสมณะที่พึงรักสำหรับลูก.
บทว่า เตสํ ได้แก่ เหล่าสมณะ.
บทว่า ปญฺญาสีลปรกฺกมํ ได้แก่ ปัญญา ศีลและความอุตสาหะ.
บทว่า กิตฺตยิสฺสามิ ได้แก่ จักกล่าว.
โรหิณี ครั้นปฏิญาณแล้ว เมื่อจะประกาศถึงสมณะเหล่านั้น แต่เพื่อจะปลดเปลื้องโทษ ซึ่งพราหมณ์บิดานั้นกล่าวไว้ว่า เป็นผู้ไม่รักงานเกียจคร้านเสียก่อน แล้วแสดงคุณตรงกันข้ามกับที่พราหมณ์บิดากล่าวนั้น จึงกล่าวคาถาว่า กมฺมกามา เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กมฺมกามา ความว่า สมณะเหล่านั้นประสงค์ คือปรารถนางานต่างโดยวัตรปฏิบัติเป็นต้น คือกิจหน้าที่ของสมณะให้บริบูรณ์ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่าผู้รักงาน.
สมณะเหล่านั้นเป็นผู้ขวนขวายในสมณกิจนั้น ขมักเขม้นพยายามไม่เกียจคร้าน เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่าผู้ไม่เกียจคร้าน.
อนึ่ง สมณะเหล่านั้นกระทำงานนั้นอันประเสริฐ สูงสุด ซึ่งนำมาเพื่อพระนิพพานอย่างเดียว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าผู้ทำงานอันประเสริฐสุด.
อนึ่ง สมณะเหล่านั้นกำลังกระทำอยู่ ชื่อว่ากำลังละราคะโทสะ คือการทำงานโดยวิธีการที่จะละราคะโทสะเสียได้ เพราะการปฏิบัตินั้นไม่มีโทษ.
บทว่า เตน เม สมณา ปิยา ความว่า เพราะการปฏิบัติโดยชอบตามที่กล่าวมานั้น เหล่าสมณะจึงควรเป็นที่รักสำหรับลูก.
บทว่า ตีณิ ปาปสฺส มูลานิ ได้แก่ มูลรากของอกุศลมี ๓ กล่าวคือ โลภะ โทสะ โมหะ.
บทว่า ธุนนฺติ ได้แก่ ทำลาย คือละ.
บทว่า สุจิการิโน ได้แก่ ทำงานที่ไม่มีโทษ.
บทว่า สพฺพปาปํ ปหีเนสํ ได้แก่ ละบาปนั้นได้หมด เพราะบรรลุอรหัตมรรค.
โรหิณีนั้น เพื่อจะแยกแสดงอรรถที่กล่าวโดยย่อว่า สมณา สุจิการิโน อย่างนี้แล้ว จึงกล่าวคาถาว่า กายกมฺมํ เป็นต้น.
คำนี้รู้ง่ายทั้งนั้น.
บทว่า วิมลา สงฺขมุตฺตาว ความว่า ปราศจากมลทิน เว้นจากมลทินมีราคะเป็นต้น ประดุจสังข์ขัดดีแล้ว และประดุจมุกดา.
บทว่า สทฺธา สนฺตรพาหิรา ความว่า ทั้งภายในทั้งภายนอก ชื่อว่าสันตรพาหิระ สะอาดทั้งภายในทั้งภายนอก คือมีอาสยะและประโยคพยายามอันหมดจด.
บทว่า ปุณฺณา สุกฺกาน ธมฺมานํ ความว่า บริบูรณ์ด้วยธรรมฝ่ายขาวส่วนเดียว คือธรรมที่ไม่มีโทษ ได้แก่ประกอบพร้อมด้วยศีลขันธ์เป็นต้นอันเป็นธรรมของพระอเสขะ.
สุตะมีสุตตะเคยยะเป็นต้นของสมณะเหล่านั้นมาก หรือว่าสมณะเหล่านั้นเกิดแล้วด้วยสุตะ เพราะฉะนั้นจึงชื่อพหูสูต.
อธิบายว่า ประกอบพร้อมด้วยพาหุสัจจะทางปริยัติ และพาหุสัจจะทางปฏิเวธ สมณะเหล่านั้นย่อมทรงธรรมแม้ทั้งสองนั้นไว้ได้ เหตุนั้นจึงชื่อว่า ธมฺมธรา ผู้ทรงธรรม.
สมณะเหล่านั้น ย่อมดำเนินไปด้วยสิกขาบทที่เป็นอาจาระและสมาจารแก่สัตว์ทั้งหลาย เหตุนั้นจึงชื่อว่าอริยะ.
สมณะเหล่านั้นย่อมเป็นอยู่โดยธรรม คือชอบธรรม เหตุนั้นจึงชื่อว่า ธมฺมชีวี.
บทว่า อตฺถํ ธมฺมญฺจ เทเสนฺติ ได้แก่ กล่าวประกาศอรรถแห่งภาษิตและเทศนาธรรม ก็หรือว่าย่อมแสดงย่อมสอนธรรมที่ไม่ไปปราศจากอรรถ และอรรถที่ไม่ไปปราศจากธรรม.
บทว่า เอกคฺคจิตฺตา ได้แก่มีจิตมั่นคง.
บทว่า สติมนฺโต ได้แก่ มีสติตั้งมั่น.
บทว่า ทูรงฺคมา ได้แก่ ไปป่า.
สมณะเหล่านั้นละถิ่นที่ใกล้มนุษย์ไปเสียไกล หรือไปยังที่ไกลตามที่ชอบใจด้วยฤทธานุภาพ เหตุนั้นจึงชื่อว่าทูรังคมะ ผู้ไปไกล.
ปัญญา ท่านเรียกว่ามันตา. สมณะเหล่านั้นชื่อว่ามันตภาณี เพราะมีปกติพูดด้วยปัญญานั้น.
บทว่า อนุทฺธตา ได้แก่ ไม่ฟุ้งซ่าน คือเว้นความฟุ้งซ่าน มีจิตสงบ.
บทว่า ทุกฺขสฺสนฺตํ ปชานนฺติ ได้แก่ แทงตลอดพระนิพพาน อันเป็นที่สุดแห่งทุกข์ในวัฏฏะ.
บทว่า น วิโลเกนฺติ กิญฺจนํ ความว่า สมณะเหล่านั้น ออกไปจากบ้านหมู่ใด ก็ไม่เหลียวมองสัตว์หรือสังขารไรๆ ในบ้านหมู่นั้นด้วยความอาลัย ที่แท้ไม่มีความเยื่อใย หลีกไปเลย.
บทว่า น เต สํ โกฏฺเฐ โอเปนฺติ ความว่า สมณะเหล่านั้นไม่สะสม ไม่เก็บรวม ซึ่งสมบัติส่วนตัวไว้ในคลัง [ยุ้ง, ฉาง] เพราะไม่มีความจำเป็นเช่นนั้น.
บทว่า กุมฺภึ ได้แก่ในหม้อ.
บทว่า ขโฬปิยํ ได้แก่ ในกระเช้า.
บทว่า ปรินิฏฺฐิตเมสานํ ได้แก่ แสวงหาอาหารสำเร็จรูปเพื่อประโยชน์ของคนอื่นๆ ในสกุลอื่นๆ.
บทว่า หิรญฺญํ ได้แก่ กหาปณะ.
บทว่า รูปิยะ ได้แก่ เงิน.
บทว่า ปจฺจุปฺปนฺเนน ยาเปนฺติ ได้แก่ ไม่เศร้าโศกถึงอดีตเรื่องที่ล่วงมาแล้ว และไม่มุ่งหวังอนาคตเรื่องที่ยังไม่มาถึง ย่อมดำรงชีพคือยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยปัจจัยปัจจุบัน คือที่เกิดเฉพาะหน้า.
บทว่า อญฺญมญฺญํ ปิหยนฺติ ได้แก่ กระทำไมตรีในกันและกัน.
บาลีว่า ปิหายนฺติ ดังนี้ก็มี ความก็อย่างนั้นเหมือนกัน.
พราหมณ์นั้นฟังคุณของภิกษุทั้งหลายในสำนักธิดาอย่างนี้แล้ว มีใจเลื่อมใส เมื่อจะสรรเสริญธิดา จึงกล่าวคาถาว่า อตฺถาย วต เป็นต้น.
บทว่า อมฺหมฺปิ แปลว่า ของเราบ้าง.
บทว่า ทกฺขิณํ ได้แก่ ไทยธรรม.
บทว่า เอตฺถ ได้แก่ ในสมณะเหล่านั้น.
บทว่า ยญฺโญ ได้แก่ ทานธรรม.
บทว่า วิปุโล ได้แก่ มีผลไพบูลย์.
คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวมาแล้วทั้งนั้น.
พราหมณ์ตั้งอยู่ในสรณะและศีลอย่างนี้แล้ว ต่อมาเกิดความสลดใจก็บวชเจริญวิปัสสนาตั้งอยู่ในพระอรหัต พิจารณาทบทวนความเป็นมาของตนเมื่อจะอุทาน จึงกล่าวคาถาว่า พรฺหฺมพนฺธุ เป็นต้น ความของอุทานนั้นได้กล่าวมาแล้วในหนหลังทั้งนั้น.
จบอรรถกถาโรหิณีเถรีคาถาที่ ๒ -----------------------------------------------------