๒. จาลาเถรีคาถา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา ๒. จาลาเถรีคาถา คาถาสุภาษิตของนางจาลาเถรี พระจาลาเถรีกล่าว
|๔๖๐.๑๘๒| ๒ สตึ อุปฏฺฐเปตฺวาน ภิกฺขุนี ภาวิตินฺทฺริยา ปฏิวิชฺฌึ ปทํ สนฺตํ สงฺขารูปสมํ สุขํ ฯ |๔๖๐.๑๘๓| กึ นุ อุทฺทิสฺส มุณฺฑาสิ สมณี วิย ทิสฺสสิ น จ โรเจสิ ปาสณฺเฑ กิมิทํ จรสิ โมมุหา ฯ |๔๖๐.๑๘๔| อิโต พหิทฺธา ปาสณฺฑา ทิฏฺฐิโย อุปนิสฺสิตา น เต ธมฺมํ วิชานนฺติ น เต ธมฺมสฺส โกวิทา ฯ |๔๖๐.๑๘๕| อตฺถิ สกฺยกุเล ชาโต พุทฺโธ อปฺปฏิปุคฺคโล โส เม ธมฺมมเทเสสิ ทิฏฺฐีนํ สมติกฺกมํ |๔๖๐.๑๘๖| ทุกฺขํ ทุกฺขสมุปฺปาทํ ทุกฺขสฺส จ อติกฺกมํ อริยฏฺฐงฺคิกํ มคฺคํ ทุกฺขูปสมคามินํ ฯ |๔๖๐.๑๘๗| ตสฺสาหํ วจนํ สุตฺวา วิหรึ สาสเน รตา ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ |๔๖๐.๑๘๘| สพฺพตฺถ วิหตา นนฺทิ ตโมกฺขนฺโธ ปทาลิโต เอวํ ชานาหิ ปาปิม นิหโต ตฺวมสิ อนฺตก ฯ จาลา ฯ
เราเป็นภิกษุณีผู้มีอินทรีย์อันเจริญแล้ว เข้าไปตั้งสติไว้มั่น ได้แทงตลอด สันตบทอันเป็นเครื่องเข้าไประงับสังขารเป็นสุข. มารกล่าวว่า ท่านเป็นผู้มีศีรษะโล้น ปรากฏเหมือนสมณะ เจาะจงใครหนอ ท่านไม่ ชอบใจในลัทธิเดียรถีย์แล้ว ยังจักมาหลงประพฤติทางผิดนี้อยู่ทำไม. พระจาลาเถรีกล่าวว่า เดียรถีย์เหล่าใด ผู้มีลัทธิเป็นภายนอกจากศาสนานี้ เป็นผู้เข้าไปอาศัย ทิฏฐิทั้งหลาย เดียรถีย์เหล่านั้นย่อมไม่รู้แจ้งธรรม ไม่เป็นผู้ฉลาดในธรรม ส่วนพระพุทธเจ้าผู้เสด็จอุบัติในสกุลศากยะ ไม่มีผู้ใดเปรียบปาน พระ- องค์ได้ทรงแสดงธรรมอันเป็นอุบายล่วงเสียซึ่งทิฏฐิทั้งหลาย คือ ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ความดับทุกข์และอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เป็น ทางดำเนินให้ถึงความดับทุกข์แก่เรา เราได้ฟังคำสั่งสอนของพระองค์ แล้วยินดีอยู่ในพระศาสนา เราได้บรรลุวิชชา ๓ แล้ว คำสั่งสอนของ พระพุทธเจ้าได้ทำเสร็จแล้ว เรากำจัดความเพลิดเพลินในสิ่งทั้งปวงได้ แล้ว ทำลายกองแห่งความมืดแล้ว ดูกรมารผู้ใจบาป ท่านจงรู้อย่างนี้เถิด ตัวท่านเรากำจัดได้แล้ว.
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา [๗. สัตตกนิบาต] ๒. จาลาเถรีคาถา ๒. จาลาเถรีคาถา ภาษิตของพระจาลาเถรี พระจาลาเถรี(เมื่อจะกล่าวภาษิตที่มารกล่าวแก่ตน จึงได้กล่าวภาษิตเหล่านี้ว่า)
เราเป็นภิกษุณี อบรมอินทรีย์แล้ว ตั้งสติไว้มั่น รู้แจ้งบทอันสงบเป็นเหตุเข้าไปสงบระงับสังขารเป็นสุข (มารถามว่า)
ท่านมีศีรษะโล้นบวชเจาะจงใครหนอ วางตัวเหมือนสมณะ ท่านไม่ชอบใจลัทธิเดียรถีย์ ทำไมยังมางมงายประพฤติทางผิดนี้อยู่เล่า (พระจาลาเถรีตอบว่า)
เหล่าชนที่ถือลัทธิเดียรถีย์นอกจากศาสนานี้ ยึดมั่นทิฏฐิทั้งหลาย ไม่รู้แจ้งธรรม ไม่ฉลาดในธรรม
ส่วนพระพุทธเจ้า เสด็จอุบัติในตระกูลศากยะ ไม่มีผู้ใด เปรียบปราน พระองค์ได้ทรงแสดงธรรมโปรดเรา อันเป็นอุบายล่วงเสียซึ่งทิฏฐิทั้งหลาย คือ
ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ความดับทุกข์ และอริยมรรคมีองค์ ๘ ซึ่งเป็นข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์
เราฟังคำสอนของพระองค์แล้ว ยินดีอยู่ในคำสอน ได้บรรลุวิชชา ๓ ได้ทำตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว
เรากำจัดความเพลิดเพลินในกามทั้งปวงได้แล้ว ทำลายกองแห่งความมืดได้แล้ว มารผู้ชั่วช้าเลวทราม ท่านจงรู้อย่างนี้ว่า ท่านถูกเรากำจัดแล้ว
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๕๘๕}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๒. อรรถกถาจาลาเถรีคาถา
คาถาว่า สตึ อุปฏฺฐเปตฺวาน ดังนี้เป็นต้นเป็นคาถาของพระจาลาเถรี.
พระเถรีแม้รูปนี้ได้บำเพ็ญบารมีมาในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ สะสมกุศลซึ่งเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานมาในภพนั้นๆ ในพุทธุปบาทกาลนี้ ก็บังเกิดในครรภ์ของพราหมณีชื่อรูปสารี ในนาลกคามแคว้นมคธ ในวันตั้งชื่อคนทั้งหลายได้ตั้งชื่อว่าจาลา.
จาลานั้นมีน้องสาว ชื่อว่าอุปจาลา อุปจาลานั้นมีน้องอีกคนหนึ่ง ชื่อว่าสีสูปจาลา. ทั้ง ๓ คนนี้เป็นน้องสาวของท่านพระธรรมเสนาบดี
คำที่มาในเถรคาถาว่า จาลา อุปจาลา สีสูปจาลา ก็หมายถึงชื่อหญิงทั้งสามคนนี้นี่เอง.
____________________________
ขุ. ๒๖/ข้อ ๑๗๙ ขทิรวนิยเถรคาถา
ก็พี่น้องหญิงทั้ง ๓ คนเหล่านี้ได้ทราบว่า ท่านพระธรรมเสนาบดีบวชแล้ว พากันคิดว่า ธรรมวินัยที่พี่ชายของเราบวช คงไม่ต่ำทรามแน่ บรรพชาก็คงไม่ต่ำทราม ก็เกิดอุตสาหะมีฉันทะแรงกล้าพากันละญาติและคนใกล้เคียงซึ่งกำลังร้องไห้ น้ำตานองหน้า ออกบวชแล้ว.
ครั้นบวชแล้วก็พากเพียรพยายาม ไม่นานนักก็บรรลุพระอรหัต อยู่ด้วยพระนิพพานสุขและผลสุข.
บรรดาภิกษุณีเหล่านั้น จาลาภิกษุณีเท่านั้น วันหนึ่งกลับจากบิณฑบาต หลังจากฉันภัตตาหารแล้ว ก็เข้าไปยังป่าอันธวัน นั่งพักกลางวัน.
ครั้นนั้น มารเข้าไปหา ประเล้าประโลมพระเถรีด้วยกามทั้งหลาย ที่ท่านหมายถึงกล่าวไว้ว่า
ครั้งนั้น เวลาเช้าพระจาลาภิกษุณีนุ่งห่มแล้ว ถือบาตรและจีวรเข้าไปบิณฑบาตในกรุงสาวัตถี ครั้นเที่ยวบิณฑบาตในกรุงสาวัตถี อันเสร็จกลับจากบิณฑบาตภายหลังภัตแล้ว ก็เข้าไปในป่าอันธวันเพื่อพักกลางวัน ครั้นถึงป่าอันธวัน ได้นั่งพักกลางวันที่โคนไม้ต้นหนึ่ง.
ลำดับนั้น มารผู้มีบาปเข้าไปหาพระจาลาภิกษุณี ครั้นเข้าไปหาแล้วจึงกล่าวกะพระจาลาภิกษุณี ดังนี้.
พระเถรีนั้นนั่งพักกลางวันอยู่ ณ ป่าอันธวัน มารเข้าไปหามุ่งหมายจะตัดพระเถรีเสียจากการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ จึงได้ถามเป็นต้นว่า แม่นางศีรษะโล้นบวชเจาะจงใครหนอ.
ลำดับนั้น พระจาลาภิกษุณีประกาศพระคุณของพระศาสดาและธรรมนำสัตว์ออกจากทุกข์แก่มารนั้น ให้มารรู้ถึงการที่ตนล่วงวิสัยของมารได้แล้ว ด้วยการชี้แจงถึงการที่ตนได้ทำกิจเสร็จแล้ว
มารได้ฟังคำนั้นเป็นทุกข์เสียใจ อันตรธานไปในที่นั้นนั่นเอง.
____________________________
สัง. ส. เล่ม ๑๕/ข้อ ๕๓๗
พระจาลาภิกษุณีนั้นเมื่อกล่าวคาถาที่ตนกับมารกล่าวแล้วเป็นอุทาน จึงได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า
ข้าพเจ้าเป็นภิกษุณี ผู้มีอินทรีย์อันอบรมแล้ว
เข้าไปตั้งสติไว้มั่น รู้แจ้งตลอดสันตบท อันเป็นเครื่อง
เข้าไประงับสังขาร เป็นสุข.
มารผู้มีบาปถามว่า
แม่นางศีรษะโล้น ทำตัวเหมือนเป็นสมณะ
แม่นางบวชเจาะจงใครหนอ แม่นางไม่ชอบใจลัทธิ
เดียรถีย์ ทำไมแม่นางจึงยังงมงายประพฤติลัทธินี้เล่า.
พระจาลาเถรีตอบว่า
ผู้ถือลัทธิเดียรถีย์ภายนอกจากพระศาสนานี้
เข้าไปอาศัยแต่ทิฏฐิความเห็นทั้งหลาย เดียรถีย์เหล่า
นั้นไม่รู้แจ้งธรรม ไม่ฉลาดในธรรม
ส่วนพระพุทธเจ้าผู้เลิศอุบัติในตระกูลศากยะ
ไม่มีผู้ใดเปรียบปาน พระองค์ทรงแสดงธรรม อันก้าว
ล่วงเสียซึ่งทิฏฐิทั้งหลาย คือ ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์
ความล่วงทุกข์และอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘
เป็นทางดำเนินให้ถึงความระงับทุกข์โปรดข้าพเจ้า
ข้าพเจ้าฟังคำสั่งสอนของพระองค์แล้ว ยินดี
อยู่ในพระศาสนา ข้าพเจ้าได้บรรลุวิชชา ๓ แล้ว
คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าทำเสร็จแล้ว
ข้าพเจ้ากำจัดความเพลิดเพลินในสิ่งทั้งปวงได้แล้ว
ทำลายกองแห่งความมืดแล้ว
ดูก่อนมารผู้มีบาป ท่านจงรู้อย่างนี้เถิด ดูก่อน
มารผู้กระทำที่สุด ตัวท่านข้าพเจ้าก็กำจัดได้แล้ว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สตึ อุปฏฺฐเปตฺวาน ความว่า ทำสติให้ตั้งมั่นด้วยดี โดยการเจริญสติปัฏฐาน คือโดยความเป็นของไม่งามเป็นทุกข์ ไม่เที่ยงและเป็นอนัตตาในกายเป็นต้น พระเถรีกล่าวหมายถึงตัวเองว่าภิกษุณี.
บทว่า ภาวิตินฺทฺริยา ความว่า มีอินทรีย์ ๕ มีสัทธาเป็นต้นอันอบรมแล้วด้วยการเจริญอริยมรรค.
บทว่า ปฏิวิชฺฌิ ปทํ สนฺตํ ความว่า แทงตลอดคือทำให้แจ้งสันตบทคือนิพพาน ด้วยการทำให้แจ้งและแทงตลอด.
บทว่า สงฺขารูปสมํ ได้แก่ เหตุแห่งความสงบสังขารทั้งปวง.
บทว่า สุขํ คือ เป็นสุขล้วน.
คาถาว่า กํ นุ อุทฺทิสฺส ความว่า คาถาที่มารกล่าวแล้ว.
ในคาถานั้นมีความสังเขปดังต่อไปนี้
ในโลกนี้มีลัทธิและผู้แสดงลัทธิเหล่านั้นเป็นอันมาก คือเจ้าลัทธิมากด้วยกัน บรรดาเจ้าลัทธิเหล่านั้น แม่นางผู้มีศีรษะโล้นคือโกนผมบวชเจาะจงใครหนอ มิใช่ศีรษะโล้นอย่างเดียวที่แท้ยังแสดงตัวเหมือนสมณะ เพราะทรงผ้ากาสาวะอีกด้วย.
บาทคาถาว่า น จ โรเจสิ ปาสณฺเฑ ความว่า ท่านไม่ชอบใจลัทธิเดียรถีย์นั้นๆ อันเป็นกระจกของพวกดาบสและปริพาชกเป็นต้น โดยเป็นลัทธิอื่นเสีย.
บาทคาถาว่า กิมิทํ จรสิ โมมุหา ความว่า แม่นางละทางนิพพานสายตรง อันเป็นวิธีของลัทธิเดียรถีย์ มาเดินทางผิดชั่วกาลในบัดนี้ งมงายประพฤติซมซานอันใด ลัทธินี้ชื่ออะไรเล่า.
พระเถรีฟังคำนั้นแล้ว เมื่อจะขู่มารนั้นโดยมุขคือให้คำตอบ จึงกล่าวว่า อิโต พหิทฺธา เป็นต้น.
ลัทธิมีอุปการะมากที่ชื่อกุฎีสกะเป็นต้น ภายนอกศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี้ ชื่อว่าลัทธิเดียรถีย์นอกศาสนานี้ ในคำว่า อิโต พหิทฺธา นั้น.
จริงอยู่ พวกถือลัทธิเดียรถีย์เหล่านั้นย่อมดักบ่วงคือตัณหาความทะยานอยากและบ่วงคือทิฏฐิความเห็น แก่สัตว์ทั้งหลาย จึงถูกเรียกว่าปาสัณฑะ ลัทธิวางบ่วงดัก.
ด้วยเหตุนั้น พระจาลาเถรีจึงกล่าวว่า ทิฏฺฐิโย อุปนิสฺสิตา ได้แก่ อาศัยสัสสตทิฏฐิ.
อธิบายว่า ถือทิฏฐิ.
อนึ่ง คนทั้งหลายอาศัยทิฏฐิความเห็นโดยส่วนใด ก็อาศัยพวกถือลัทธิเดียรถีย์โดยส่วนนั้น.
บาทคาถาว่า น เต ธมฺมํ วิชานนฺติ ความว่า เดียรถีย์เหล่าใดอาศัยสัสสตทิฏฐิ ย่อมไม่รู้แม้ปวัตติธรรมตามเป็นจริงว่า นี้เป็นปวัตติ.
บาทคาถาว่า น เต ธมฺมสฺส โกวิทา ได้แก่ ไม่ฉลาดแม้ในนิวัตติธรรมว่า นิวัตติเป็นอย่างนี้ เดียรถีย์เหล่านั้นหลงงมงายแม้ในทางปวัตติธรรม ไยเล่าจะไม่หลงในนิวัตติธรรม.
พระจาลาเถรีครั้นแสดงว่าลัทธิเดียรถีย์ไม่นำสัตว์ออกจากทุกข์อย่างนี้แล้ว บัดนี้เพื่อวิสัชนาปัญหาว่า แม่นางศีรษะโล้นแม่นางบวชเจาะจงใครหนอ จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า มีพระพุทธเจ้าผู้เสด็จอุบัติในตระกูลศากยะ.
บรรดาคำเหล่านั้น บาทคาถาว่า ทิฏฺฐีนํ สมติกฺกมํ ได้แก่ เป็นอุบายก้าวล่วงทิฏฐิทั้งปวง คือปลดเปลื้องเสียจากข่าย คือทิฏฐิ.
คำที่เหลือมีนัยที่กล่าวมาแล้วทั้งนั้น.
จบอรรถกถาจาลาเถรีคาถาที่ ๒ -----------------------------------------------------