๑๐. ยสทัตตเถรคาถา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา ๑๐. ยสทัตตเถรคาถา สุภาษิตตำหนิคนปัญญาทราม
|๓๔๔.๓๖๐| ๑๐ อุปารมฺภจิตฺโต ทุมฺเมโธ สุณาติ ชินสาสนํ อารกา โหติ สทฺธมฺมา นภโส ปฐวี ยถา ฯ |๓๔๔.๓๖๑| อุปารมฺภจิตฺโต ทุมฺเมโธ สุณาติ ชินสาสนํ ปริหายติ สทฺธมฺมา กาฬปกฺเขว จนฺทิมา ฯ |๓๔๔.๓๖๒| อุปารมฺภจิตฺโต ทุมฺเมโธ สุณาติ ชินสาสนํ ปริสุสฺสติ สทฺธมฺเม มจฺโฉ อปฺโปทเก ยถา ฯ |๓๔๔.๓๖๓| อุปารมฺภจิตฺโต ทุมฺเมโธ สุณาติ ชินสาสนํ น วิรูหติ สทฺธมฺเม เขตฺเต พีชํว ปูติกํ ฯ |๓๔๔.๓๖๔| โย จ คุตฺเตน จิตฺเตน สุณาติ ชินสาสนํ เขเปตฺวา อาสเว สพฺเพ สจฺฉิกตฺวา อกุปฺปตํ ปปฺปุยฺย ปรมํ สนฺตึ ปรินิพฺพาติ อนาสโวติ ฯ ยสทตฺโต เถโร ฯ
คนมีปัญญาทราม คิดจะยกโทษ ฟังคำสอนของท่านผู้ชนะมาร ย่อม เป็นผู้ไกลจากสัทธรรม เหมือนฟ้ากับดินฉะนั้น คนมีปัญญาทราม คิด จะยกโทษ ฟังคำสอนของท่านผู้ชนะมาร ย่อมเสื่อมจากสัทธรรม เหมือนพระจันทร์ข้างแรม ฉะนั้น คนมีปัญญาทราม คิดจะยกโทษ ฟัง คำสอนของท่านผู้ชนะมาร ย่อมเหี่ยวแห้งในสัทธรรม เหมือนปลาใน น้ำน้อย ฉะนั้น คนมีปัญญาทราม คิดจะยกโทษ ฟังคำสอนของท่าน ผู้ชนะมาร ย่อมไม่งอกงามในสัทธรรม เหมือนพืชเน่าในไร่นา ฉะนั้น ส่วนผู้ใดมีจิตอันคุ้มครองแล้ว ฟังคำสอนของท่านผู้ชนะมาร ผู้นั้นทำ อาสวะทั้งปวงให้สิ้นไป ทำให้แจ้งซึ่งธรรมอันไม่กำเริบ พึงได้บรรลุ ความสงบอย่างยอดเยี่ยม เป็นผู้ไม่มีอาสวะ ย่อมปรินิพพาน.
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๑๐. ยสทัตตเถรคาถา ภาษิตของพระยสทัตตเถระ (พระยสทัตตเถระได้กล่าว ๕ คาถาไว้ดังนี้ว่า)
คนปัญญาทราม คิดแต่จะแข่งดี ถึงฟังคำสอนของพระชินเจ้า ก็ยังไกลจากพระสัทธรรม เหมือนฟ้ากับดิน
คนปัญญาทราม คิดแต่จะแข่งดี ถึงฟังคำสอนของพระชินเจ้า ก็ยังเสื่อมจากพระสัทธรรม เหมือนดวงจันทร์ข้างแรม
คนปัญญาทราม คิดแต่จะแข่งดี ถึงฟังคำสอนของพระชินเจ้า ก็ยังเหี่ยวแห้งในพระสัทธรรม เหมือนปลาในน้ำน้อย
คนปัญญาทราม คิดแต่จะแข่งดี ถึงฟังคำสอนของพระชินเจ้า ก็ไม่งอกงามในพระสัทธรรม เหมือนพืชเน่าในไร่นา
ส่วนผู้ใดมีจิตอันคุ้มครองไว้แล้ว ย่อมฟังคำสอนของพระชินเจ้า ผู้นั้นทำอาสวะทั้งปวงให้สิ้นไป ทำพระอรหัตให้แจ้งแล้ว บรรลุนิพพานอันสงบอย่างยิ่ง เป็นผู้ไม่มีอาสวะ ปรินิพพาน
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๔๐๐}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถายสทัตตเถรคาถาที่ ๑๐
คาถาของท่านพระยสทัตตเถระ มีคำเริ่มต้นว่า อุปารมฺภจิตฺโต ดังนี้.
เรื่องนั้นมีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร?
พระเถระแม้นี้ ได้ทำบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าในปางก่อน ก่อสร้างกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้นๆ.
จริงอย่างนั้น ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ท่านบังเกิดในตระกูลพราหมณ์ ถึงความสำเร็จในศิลปวิชาของพวกพราหมณ์ ละกามทั้งหลายบวชเป็นฤาษีอยู่ในป่า.
วันหนึ่ง ท่านเห็นพระศาสดา มีจิตเลื่อมใสประคองอัญชลีชมเชย. ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในตระกูลแห่งเจ้ามัลละ ในมัลลรัฐ ได้นามว่ายสทัตตะ ไปยังเมืองตักกสิลา ศึกษาศิลปะทั้งปวง เที่ยวจาริกไปกับปริพาชกชื่อว่าสภิยะ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าในกรุงสาวัตถีโดยลำดับ
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแก้ปัญหาที่สภิยปริพาชกถาม ตนเองก็นั่งฟังมุ่งเพ่งโทษว่า เราจักแสดงโทษในวาทะของพระสมณโคดม.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบวาระแห่งจิตของเขา เมื่อจะประทานโอวาทในเวลาจบสภิยสุตตเทศนา จึงได้ตรัส ๕ คาถาเหล่านี้ว่า
คนมีปัญญาทราม มีจิตคิดจะยกโทษ ฟังคำสอน
ของท่านผู้ชนะมาร ย่อมเป็นผู้ไกลจากสัทธรรม เหมือน
ฟ้ากับดินฉะนั้น. คนมีปัญญาทราม มีจิตคิดจะยกโทษ
ฟังคำสอนของท่านผู้ชนะมาร ย่อมเสื่อมจากสัทธรรม
เหมือนพระจันทร์ข้างแรมฉะนั้น.
คนมีปัญญาทราม มีจิตคิดจะยกโทษ ฟังคำสอน
ของท่านผู้ชนะมาร ย่อมเหี่ยวแห้งในสัทธรรม เหมือน
ปลาในน้ำน้อยฉะนั้น. คนมีปัญญาทราม มีจิตคิดจะ
ยกโทษ ฟังคำสอนของท่านผู้ชนะมาร ย่อมไม่งอกงาม
ในสัทธรรม เหมือนพืชเน่าในไร่นาฉะนั้น.
ส่วนผู้ใดมีจิตอันคุ้มครองแล้ว ฟังคำสอนของท่าน
ผู้ชนะมาร ผู้นั้นทำอาสวะทั้งปวงให้สิ้นไป ทำให้แจ้งซึ่ง
ธรรมอันไม่กำเริบ พึงบรรลุความสงบอย่างยอดเยี่ยม เป็น
ผู้ไม่มีอาสวะ ย่อมปรินิพพาน.
____________________________
ขุ. สุ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๓๖๔ ขุ. เถร. เล่ม ๒๖/ข้อ ๓๔๔
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุปารมฺภจิตฺโต ได้แก่ มีจิตคิดจะยกโทษ. อธิบายว่า มีความประสงค์จะยกโทษ.
บทว่า ทุมฺเมโธ แปลว่า ผู้มีปัญญาทราม.
บทว่า อารกา โหติ สทฺธมฺมา ความว่า บุคคลนั้นคือผู้เช่นนั้น ย่อมเป็นผู้อยู่ในที่ไกลจากสัทธรรม คือการปฏิบัติ เหมือนปฐพีไกลจากฟ้าฉะนั้น. จะป่วยกล่าวไปไยถึงปฏิเวธสัทธรรมเล่า เมื่อท่านประกอบถ้อยคำที่ขัดแย้งกัน โดยนัยมีอาทิว่า ท่านไม่รู้ธรรมวินัยนี้ สัทธรรมคือการปฏิบัติอันสงบละเอียด จักมีแต่ที่ไหน?
บทว่า ปริหายติ สทฺธมฺมา ความว่า ท่านเสื่อมจากโลกุตรธรรม ๙ ทั้งจากสัทธรรมมีศรัทธาเป็นต้น.
บทว่า ปริสุสฺสติ ความว่า ย่อมเหี่ยวแห้งจากความไม่มีธรรมอันเป็นกุศล มีปีติและปราโมทย์เป็นต้น ของคนผู้อิ่มกายอิ่มใจ.
บทว่า น วิรูหติ ความว่า ย่อมไม่ถึงความเจริญงอกงาม.
บทว่า ปูติกํ ความว่า ถึงความเป็นของเน่า เพราะไม่มีการให้การฉาบทาด้วยโคมัย.
บทว่า ตุฏฺเฐน จิตฺเต เป็นตติยาวิภัตติใช้ในลักษณะแห่งอิตถัมภูตะ. อธิบายว่า เป็นผู้มีใจยินดี เบิกบาน.
บทว่า เขเปตฺวา ได้แก่ ตัดขาดแล้ว.
บทว่า อกุปฺปตํ แปลว่า ไม่กำเริบ (พระอรหัต).
บทว่า ปปฺปุยฺย แปลว่า ถึงแล้ว.
บทว่า ปรมํ สนฺตึ ได้แก่ อนุปาทิเสสนิพพาน.
ก็การบรรลุอนุปาทิเสสนิพพานนั้น คือการรอกาละ (ตาย) อย่างเดียวเท่านั้น ไม่ใช่กาลไรๆ เพราะฉะนั้น เพื่อจะแสดงอนุปาทิเสสนิพพานนั้น ท่านจึงกล่าวว่าผู้ไม่มีอาสวะย่อมปรินิพพาน.
ท่านอันพระศาสดาทรงโอวาทอย่างนี้แล้ว ก็เกิดความสังเวช บวชเจริญวิปัสสนา ไม่นานนักก็บรรลุพระอรหัต.
เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในอปทานว่า
เราได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้สูงสุดกว่าสัตว์ ผู้รุ่งเรืองเหมือนต้นกรรณิการ์ โชติช่วงดังดวงประทีป ไพโรจน์ดุจทองคำ เราวางคณโฑน้ำ ผ้าเปลือกไม้กรองธมกรก ทำหนังเสือเฉวียงบ่าแล้วก็สดุดีพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุดว่า
ข้าแต่พระมุนี พระองค์ทรงขจัดความมืดมิด ซึ่งอากูลไปด้วยข่ายคือโมหะ ทรงแสดงแสงสว่างแห่งพระญาณแล้ว เสด็จข้ามไป พระองค์ได้ยกโลกนี้ขึ้นได้แล้ว สิ่งที่ยอดเยี่ยมซึ่งมีอยู่ทั้งหมด จะเปรียบปานกับพระญาณเป็นประมาณเครื่องไปจากโลกของพระองค์ไม่มี ด้วยพระญาณนั้น โลกจึงขนานนามพระองค์ว่าสัพพัญญู
ข้าพระองค์ขอถวายบังคมพระองค์ผู้มีเพียรใหญ่ ทรงทราบธรรมทั้งปวง ไม่มีอาสวะ ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ได้ เราสดุดีพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ด้วยการสดุดีนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการสดุดีพระญาณ เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... ฯลฯ ... พระพุทธศาสนา เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
____________________________
ขุ. อ. เล่ม ๓๓/ข้อ ๒๔
ก็พระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว แม้เมื่อพยากรณ์พระอรหัตผลก็ได้กล่าวคาถาเหล่านี้เหมือนกัน.
จบอรรถกถายสทัตตเถรคาถาที่ ๑๐ -----------------------------------------------------