๑๐. นาควิมาน ที่ ๑
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา นาควิมานที่ ๑ ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในนาควิมานที่ ๑ พระมหาโมคคัลลานเถระได้ถามเทพบุตรตนหนึ่งว่า
|๖๐.๗๐๖| ๑๐ สุสุกฺกขนฺธํ อภิรุยฺห นาคํ อกาจินํ ทนฺติพลึ มหาชวํ อารุยฺห คชํ ปวรํ สุกปฺปิตํ อิธาคมา เวหาสยมนฺตลิกฺเข |๖๐.๗๐๗| นาคสฺส ทนฺเตสุ ทุเวสุ นิมฺมิตา อจฺโฉทกา ปทุมินิโย สุผุลฺลา ปทุเมสุ จ ตุริยคณา ปวชฺชเร อิมา จ นจฺจนฺติ มโนหราโย |๖๐.๗๐๘| เทวิทฺธิปตฺโตสิ มหานุภาโว มนุสฺสภูโต กิมกาสิ ปุญฺญํ เกนาสิ เอวญฺชลิตานุภาโว วณฺโณ จ เต สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ |๖๐.๗๐๙| โส เทวปุตฺโต อตฺตมโน โมคฺคลฺลาเนน ปุจฺฉิโต ... เป ... ยสฺส กมฺมสฺสิทํ ผลํ |๖๐.๗๑๐| อฏฺเฐว มุฏฺฐิปุปฺผานิ กสฺสปสฺส ภควโต ถูปสฺมึ อภิโรปยึ ปสนฺโน สเกหิ ปาณิหิ |๖๐.๗๑๑| เตน เมตาทิโส วณฺโณ ... เป ... วณฺโณ จ เม สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ นาควิมานํ ทสมํ ฯ
ท่านขึ้นนั่งบนคอเทพกุญชรเผือกผ่อง มีงางอนงาม ทั้งกำลังวังชา ว่องไวยิ่ง สมเป็นมิ่งคชสาร ยอดเยี่ยม ผูกสอดไปด้วยสายรัดประคน ทองอันเรียบร้อย เลื่อนลอยมาในอากาศเวหา ที่งาทั้งสองของคชสาร มี สระโบกขรณี ๔ เหลี่ยม เต็มเปี่ยมด้วยน้ำใสสะอาด อันบุญกรรม ธรรมชาติเนรมิตให้ดาดาษไปด้วยปทุมพุ่มสลอน มีดอกอ่อนตูมบาน แย้มเกสร ในดอกปทุมทุกดอกมีหมู่นางเทพอัปสร ออกมาบรรเลง ดนตรี ฟ้อนรำ นำให้เกิดความรื่นเริงใจ ท่านเกิดเป็นเทพบุตร มี ฤทธิ์อานุภาพอันยิ่งใหญ่ เมื่อท่านเกิดเป็นมนุษย์ได้ทำบุญอะไรไว้ ท่านมี อานุภาพอันรุ่งเรือง และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศอย่างนี้ เพราะ บุญกรรมอะไร? เทพบุตรนั้น อันพระโมคคัลลานเถระถามแล้วมีความปลาบปลื้มใจ จึงพยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า เมื่อชาติก่อน ข้าพเจ้า มีจิตเลื่อมใส ได้นำเอาดอกไม้ ๘ กำ ไปบูชาที่พระสถูปของ ของพระผู้มีพระภาคพระนามว่ากัสสป ด้วยมือทั้งสองของตน ฯลฯ ข้าพเจ้ามีวรรณะงามเช่นนี้ เพราะบุญกรรมนั้น. จบ นาควิมานที่ ๑๐
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๑๐. ปฐมนาควิมาน ว่าด้วยวิมานที่มีช้างทิพย์เป็นพาหนะ เรื่องที่ ๑ (พระมหาโมคคัลลานเถระถามเทพบุตรองค์หนึ่งว่า)
ท่านขี่ช้างเผือกผ่อง ไม่มีตำหนิ มีงางอนงาม ทรงพลัง ไปได้เร็วมาก เป็นคชสารประเสริฐ ควรแก่การขับขี่ ผูกสายรัดประคนทองคำไว้เรียบร้อย เหาะมาที่นี้
ที่งาทั้งสองของพญาคชสารล้วนมีสระโบกขรณีเนรมิต มีน้ำใสสะอาด ดารดาษด้วยปทุมชาติมีดอกบานสะพรั่ง ในดอกปทุมทุกๆ ดอกมีหมู่ดุริยเทพบรรเลงเพลง และมีเหล่าเทพอัปสรนี้ฟ้อนรำชวนให้เกิดความรื่นเริงบันเทิงใจ
ท่านได้บรรลุเทวฤทธิ์ มีอานุภาพมาก เมื่อท่านเกิดเป็นมนุษย์ได้ทำบุญอะไรไว้ เพราะบุญอะไรท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรือง และมีรัศมีกายสว่างไสวไปทั่วทุกทิศอย่างนี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๑๑๗}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ [๒. ปุริสวิมาน] ๕. มหารถวรรค ๑๑. ทุติยนาควิมาน
เทพบุตรนั้นดีใจที่พระมหาโมคคัลลานเถระถาม จึงตอบปัญหาผลกรรมไปตามที่พระเถระถามว่า
ข้าพเจ้าเลื่อมใสแล้ว ได้นำดอกไม้แปดกำมือเท่านั้น ไปบูชาที่พระสถูปของพระผู้มีพระภาคทรงพระนามว่ากัสสปะ ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่(คือนิพพาน)ด้วยมือทั้งสองของตน
เพราะบุญนั้นข้าพเจ้าจึงมีผิวพรรณงามเช่นนี้ ผลอันพึงปรารถนาจึงสำเร็จแก่ข้าพเจ้าในวิมานนี้ และโภคะทั้งมวลล้วนน่าพอใจบังเกิดแก่ข้าพเจ้า
ข้าแต่ภิกษุผู้มีอานุภาพมาก ข้าพเจ้าขอกราบเรียนว่า เพราะบุญที่ได้ทำไว้สมัยเมื่อเกิดเป็นมนุษย์ ข้าพเจ้าจึงมีอานุภาพรุ่งเรือง และมีรัศมีกายสว่างไสวไปทั่วทุกทิศอย่างนี้ปฐมนาควิมานที่ ๑๐ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาปฐมนาควิมาน
ปฐมนาควิมาน มีคาถาว่า สุสุกฺกขนฺธํ อภิรุยฺห นาคํ เป็นต้น.
ปฐมนาควิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร?
พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน กรุงสาวัตถี.
สมัยนั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานะเที่ยวเทวจาริก ตามนัยที่กล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล ไปถึงภพดาวดึงส์ ได้เห็นเทพบุตรองค์หนึ่งในดาวดึงส์นั้น ขี่ช้างทิพย์ใหญ่เผือกปลอดไปทางอากาศ ด้วยบริวารเป็นอันมากด้วยทิพยานุภาพยิ่งใหญ่ สว่างไสวไปทุกทิศ เหมือนพระจันทร์และพระอาทิตย์ ครั้นเห็นแล้วจึงเข้าไปหาเทพบุตรนั้น
ครั้งนั้น เทพบุตรนั้นลงจากช้าง กราบท่านพระมหาโมคคัลลานะแล้ว ยืนประคองอัญชลีอยู่.
ลำดับนั้น พระเถระได้ถามถึงกรรมที่ทำไว้ โดยมุ่งประกาศสมบัติของเทพบุตรนั้นว่า
ท่านเมื่อขึ้นช้างตัวเผือกผ่อง ไม่มีตำหนิ มีงามีพลัง เร็วมาก ก็ขับขี่ช้างประเสริฐที่ตกแต่งไว้งาม เหาะเหินในอากาศมา ณ ที่นี้ ที่งาทั้งสองของช้างเนรมิตสระปทุมมีน้ำใส มีดอกปทุมบานสะพรั่ง ในดอกปทุมทั้งหลายมีคณะเทพดนตรีบรรเลงอยู่ และมีเหล่าเทพอัปสรที่งามจับใจฟ้อนรำอยู่ ท่านบรรลุเทพฤทธิ์มีอานุภาพมาก ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ท่านได้ทำบุญอะไรไว้ เพราะบุญอะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และวรรณะของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุสุกฺกขนฺธํ ได้แก่ มีตัวเผือกดี ช้างเชือกนั้นเว้นอวัยวะเพียงเท่านี้ คือ เท้าทั้งสี่ อัณฑะ ปาก หูทั้งสอง ขนหาง มีตัวเผือกหมดก็จริง ถึงอย่างนั้น ท่านก็กล่าวว่า สุสุกฺกขนฺธํ เพราะที่ลำตัวเผือกผ่องอย่างยิ่ง.
บทว่า นาคํ ได้แก่ พระยาช้างทิพย์.
บทว่า อกาจินํ ได้แก่ ไม่มีโทษ. อธิบายว่า เว้นจากโทษของผิวเป็นต้นว่า รอยด่าง รอยแผลและตกกระ. บาลีเป็น อาชานียํ ก็มี. อธิบายว่า ประกอบด้วยลักษณะของอาชาไนย.
บทว่า ทนฺตึ ได้แก่ บรรดาช้างมีงาทั้งหลาย ก็เป็นช้างมีงางามไพบูลย์.
บทว่า พลี แปลว่า มีกำลัง คือกำลังมาก.
บทว่า มหาชวํ แปลว่า มีความเร็วยิ่งคือไปได้เร็ว.
ในบทว่า อภิรุยฺห นี้พึงทราบว่าลบนิคหิตอีก ความว่า กำลังขึ้นอยู่ มีคำอธิบายว่า น่าขับขี่.
คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.
เทพบุตรถูกพระเถระถามอย่างนี้แล้ว เมื่อกล่าวกรรมที่ตนทำ ได้พยากรณ์ด้วยคาถาเหล่านี้ว่า
ข้าพเจ้าเลื่อมใส ยกดอกไม้กำแปดดอกขึ้นบูชาที่พระสถูปของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสปะ ด้วยมือตนเอง เพราะบุญนั้น วรรณะของข้าพเจ้าจึงเป็นเช่นนี้ เพราะบุญนั้น ผลอันนี้จึงสำเร็จแก่ข้าพเจ้า และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ข้าพเจ้า.
ข้าแต่ภิกษุผู้มีอานุภาพมาก ข้าพเจ้าขอบอกแก่ท่าน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ข้าพเจ้าได้ทำบุญใดไว้ เพราะบุญนั้น ข้าพเจ้าจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และวรรณะของข้าพเจ้าจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
คาถานั้นมีความว่า ข้าพเจ้าได้ดอกไม้แปดดอกที่หลุดจากขั้วหล่นที่โคนกอ มีจิตเลื่อมใส จึงยกขึ้นบูชาโดยถือดอกไม้เหล่านั้นบูชาที่พระสถูปทองโยชน์หนึ่ง ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะ ในชาติก่อน.
เล่ากันว่า ในอดีตกาล เมื่อพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพาน และมหาชนได้สร้างพระสถูปทองโยชน์หนึ่งแล้วพระเจ้ากาสีพระนามว่ากิงกิ พร้อมด้วยราชบริพาร ชาวนคร ชาวนิคมและชาวชนบท พากันบูชาด้วยดอกไม้ทุกๆ วันเมื่อคนเหล่านั้นกระทำอย่างนั้น ดอกไม้จึงเป็นของมีค่ามากและหายาก.
ครั้งนั้น อุบาสกคนหนึ่งเที่ยวไปในถนนช่างร้อยดอกไม้ หาซื้อดอกไม้ดอกละหนึ่งกหาปณะก็ไม่ได้ จึงถือเงินแปดกหาปณะไปสวนดอกไม้ กล่าวกะนายมาลาการว่า โปรดมอบดอกไม้แปดดอกแลกกับเงินแปดกหาปณะนี้นะจ๊ะ.
นายมาลาการกล่าวว่า นายจ๋า ดอกไม้ที่จะเลือกคัดเอาแต่ที่ดีๆ ให้ไป ไม่มีเลยจ้ะ. ฉันจะเข้าไปดูแล้วเลือกเอานะจ๊ะ. เชิญเข้าสวนหาเอาเองเถิดจ้ะ.
อุบาสกนั้นเข้าไปหาได้ดอกไม้ร่วงแปดดอก จึงกล่าวกะนายมาลาการว่า โปรดรับแปดกหาปณะไปเถิด พ่อคุณ. นายมาลาการกล่าวว่า ท่านได้ดอกไม้ด้วยบุญของท่าน ฉันรับกหาปณะไม่ได้ดอก. อุบาสกกล่าวว่า ฉันจักไม่รับเอาดอกไม้ทั้งหลายเปล่าๆ ไปบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้า ดอกจ้ะ แล้ววางกหาปณะไว้ตรงหน้าเขา รับเอาดอกไม้ไปลานพระเจดีย์ มีจิตเลื่อมใสบูชาแล้ว.
กาลต่อมา อุบาสกนั้นตายไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ อยู่ในดาวดึงส์นั้นชั่วกำหนดอายุ จากเทวโลกเกิดในเทวโลกสูงขึ้นไปอีก เที่ยวไปเที่ยวมาอยู่ในเทวโลกทั้งหลายอย่างนี้ ในพุทธุปบาทกาลแม้นี้ เกิดในภพดาวดึงส์ด้วยเศษวิบากของกรรมนั้นแล.
คำว่า ตตฺถ อทฺทส อญฺญตรํ เทวปุตฺตํ เป็นต้นที่กล่าวแล้วในหนหลัง หมายถึงเทพบุตรนั้น.
ท่านพระมหาโมคคัลลานะกลับมามนุษยโลก กราบทูลเรื่องนี้นั้นถวายพระผู้มีพระภาคเจ้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำเรื่องนั้นให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุเกิดเรื่อง ทรงแสดงธรรมโปรดบริษัทที่ประชุมกันโดยพิสดาร. เทศนานั้นได้มีประโยชน์แก่มหาชนแล.
จบอรรถกถาปฐมนาควิมาน -----------------------------------------------------