๑๐. ธัมมิกเถรคาถา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา [๔. จตุตกกนิบาต] ๑๐. ธัมมิกเถรคาถา ๑๐. ธัมมิกเถรคาถา ภาษิตของพระธรรมิกเถระ (พระศาสดาได้ตรัส ๓ พระคาถาไว้ดังนี้ว่า)
ธรรมเท่านั้นย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม ธรรมที่ประพฤติดีแล้วย่อมนำสุขมาให้ นี้เป็นอานิสงส์ในธรรมที่ประพฤติดีแล้ว ผู้ประพฤติธรรมย่อมไม่ไปสู่ทุคติ
เพราะธรรมและอธรรมทั้งสองมีผลไม่เหมือนกัน อธรรมนำไปสู่นรก ธรรมให้ถึงสุคติ
เพราะเหตุนั้น บุคคลเมื่อชื่นชมยินดีด้วยโอวาท อันพระตถาคตผู้มั่นคงตรัสไว้ดีแล้วอย่างนี้ พึงทำความพอใจในธรรมทั้งหลาย สาวกทั้งหลายของพระตถาคตผู้ประเสริฐ ตั้งอยู่ในธรรมแล้ว เป็นนักปราชญ์ ถึงธรรมว่าเป็นที่พึ่งอันประเสริฐสุด ย่อมพ้นไปได้ (พระธรรมิกเถระได้พยากรณ์พระอรหัตด้วยคาถาสุดท้ายว่า)
เรากำจัดอวิชชาซึ่งเป็นรากเหง้าดุจหัวฝี ถอนข่ายคือตัณหาได้แล้ว เรานั้นสิ้นสังสารวัฏแล้ว และไม่มีกิเลสเป็นเหตุขัดข้อง เหมือนดวงจันทร์ในวันเพ็ญปราศจากเมฆหมอก
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๓๘๙}
ฉบับหลวง
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา ๑๐. ธรรมิกเถรคาถา สุภาษิตชี้ผลต่างระหว่างธรรมและอธรรม
|๓๓๒.๓๐๓| ๑๐ ธมฺโม หเว รกฺขติ ธมฺมจารึ ธมฺโม สุจิณฺโณ สุขมาวหาติ เอสานิสํโส ธมฺเม สุจิณฺเณ น ทุคฺคตึ คจฺฉติ ธมฺมจารี ฯ |๓๓๒.๓๐๔| น หิ ธมฺโม อธมฺโม จ อุโภ สมวิปากิโน อธมฺโม นิรยํ เนติ ธมฺโม ปาเปติ สุคตึ ฯ |๓๓๒.๓๐๕| ตสฺมา หิ ธมฺเมสุ กเรยฺย ฉนฺทํ อิติ โมทมาโน สุคเตน ตาทินา ธมฺเม ฐิตา สุคตวรสฺส สาวกา นิยฺยนฺติ ธีรา สรณวรคฺคคามิโน ฯ |๓๓๒.๓๐๖| วิปฺโผฏิโต คณฺฑมูโล ตณฺหาชาโล สมูหโต ฯ โส ขีณสํสาโร น จตฺถิ กิญฺจนํ จนฺโท ยถา โทสินาปุณฺณมาสิยาติ ฯ ธมฺมิโก เถโร ฯ
ธรรมแลย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม ธรรมอันบุคคลประพฤติดีแล้ว ย่อมนำสุขมาให้ นี้เป็นอานิสงส์ในธรรมอันบุคคลประพฤติดีแล้ว ผู้ ประพฤติธรรมย่อมไม่ไปสู่ทุคติ สภาพทั้งสองคือ ธรรมและอธรรม ย่อมมีวิบากไม่เสมอกัน อธรรมย่อมนำไปสู่นรก ธรรมย่อมนำให้ถึง สุคติ เพราะฉะนั้นแหละ บุคคลเมื่อบันเทิงอยู่ด้วยการให้โอวาทที่พระ ตถาคตผู้คงที่ตรัสไว้แล้วอย่างนี้ ควรทำความพอใจในธรรมทั้งหลาย เพราะสาวกทั้งหลายของพระตถาคตผู้ประเสริฐ เป็นนักปราชญ์ ตั้ง อยู่แล้วในธรรม นับถือธรรมว่าเป็นที่พึ่งอันประเสริฐสุด ย่อมนำตน ให้พ้นจากทุกข์ได้ ผู้ใดกำจัดรากเหง้าแห่งหัวฝี ถอนข่าย คือ ตัณหาได้แล้ว ผู้นั้นเป็นผู้สิ้นสงสาร ไม่มีกิเลสเครื่องกังวลอีกเหมือนพระจันทร์ใน วันเพ็ญปราศจากโทษ ฉะนั้น.