๓. จาปาเถรีคาถา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๓. จาปาเถรีคาถา ภาษิตของพระจาปาเถรี (พระจาปาเถรีได้รวบรวมคาถาที่อุปกาชีวกและตนกล่าวด้วยการเปล่งอุทาน ได้กล่าวภาษิตเหล่านี้ว่า) (อุปกาชีวกกล่าวว่า)
เมื่อก่อน ตัวเรา(เป็นปริพาชก)ถือไม้เท้า เดี๋ยวนี้ เรานั้นกลายเป็นพรานล่าเนื้อไปเสียแล้ว ไม่อาจข้ามจากตัณหาและเปือกตมอันร้ายกาจ ไปสู่ฝั่งโน้นได้เลย
เมื่อก่อน นางจาปาดูหมิ่นเราว่าเป็นคนมัวเมานัก จึงกล่อมลูกเย้ยหยันเสียดสี เราจะตัดความเกี่ยวข้องด้วยจาปาไปบวชเสีย (เรากล่าวว่า)
อย่าโกรธเลย ท่านมหาวีระ อย่าโกรธเลย ท่านมหามุนี เพราะว่า ผู้ถูกความโกรธครอบงำแล้ว ไม่มีความบริสุทธิ์ดอก แล้วตบะจะมีแต่ที่ไหนเล่า @เชิงอรรถ : @ กาม (ความใคร่, ความกำหนัด) ทิฏฐิ (ความเห็นผิด) (ขุ.เถรี.อ. ๒๙๒/๒๘๕)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๖๐๓}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา [๑๓. วีสตินิบาต] ๓. จาปาเถรีคาถา (อุปกาชีวกกล่าวว่า)
เราจะออกจากบ้านนาลา ใครจะอยู่ในบ้านนาลานี้ได้ เจ้าจะผูกเหล่าสมณะผู้เลี้ยงชีพโดยธรรมด้วยมารยาหญิงอยู่หรือ (เรากล่าวว่า)
มาสิ ท่านกาฬะ กลับมาเถิด เชิญบริโภคกามเหมือนแต่ก่อน ดิฉันและพวกญาติยอมอยู่ในอำนาจของท่าน (อุปกาชีวกกล่าวว่า)
จาปา เจ้ากล่าวคำอ่อนหวานเช่นใดแก่เรา พึงเปล่งคำอ่อนหวานให้ยิ่งไปกว่านี้อีก ๔ เท่า คำอ่อนหวานนั้นจะพึงเป็นคำจับใจบุรุษ ผู้ยินดีในเธอเท่านั้นดอกนะ (เรากล่าวว่า)
ท่านกาฬะ ดิฉันซึ่งสะสวย มีเรือนร่างงามดังต้นคนทามีดอกบานสะพรั่งอยู่บนยอดเขา ดังเครือทับทิมมีดอกบานแล้ว ดังต้นแคฝอยมีดอกบานสะพรั่งภายในเกาะ
มีร่างกายลูบไล้ด้วยจุรณแก่นจันทน์ นุ่งห่มผ้าแคว้นกาสีมีค่ามาก เพราะเหตุไร ท่านจึงละทิ้งไปเสียเล่า (อุปกาชีวกกล่าวว่า)
เจ้าจะตามเบียดเบียนเราด้วยรูปที่ตกแต่ง เหมือนอย่างพรานนกประสงค์จะตามเบียดเบียนนก ไม่ได้ดอกนะ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๖๐๔}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา [๑๓. วีสตินิบาต] ๓. จาปาเถรีคาถา (เรากล่าวว่า)
ท่านกาฬะ ก็ผลคือลูกของเรานี้ท่านทำให้เกิดมาแล้ว ท่านจะละทิ้งดิฉันซึ่งมีลูกไปเพื่ออะไรเล่า (อุปกาชีวกกล่าวว่า)
ท่านผู้มีปัญญาทั้งหลาย มีความเพียรมาก ย่อมละพวกลูก จากนั้นก็ละพวกญาติ ต่อจากนั้นก็ละทรัพย์ ตัดเครื่องผูกพันได้ขาด แล้วออกบวช เหมือนพญาช้างทำเครื่องผูกให้ขาดแล้วหนีไป (เรากล่าวว่า)
บัดนี้ ดิฉันจะเอาท่อนไม้ทุบ หรือเอากริชแทงลูกคนนี้ของท่านให้ล้มลงเหนือพื้นดิน เพราะความเศร้าโศกถึงลูก ท่านจะไปไม่ได้แน่ (อุปกาชีวกกล่าวว่า)
ถึงเจ้าจักยอมมอบลูกให้ฝูงสุนัขจิ้งจอก(กินเป็นอาหาร) แน่ะหญิงเลว เพราะลูกเป็นต้นเหตุ เจ้าจักทำเราให้หวนกลับมาอีกไม่ได้ดอก (เรากล่าวว่า)
ท่านกาฬะผู้เจริญ บัดนี้ ท่านจักไปที่ไหน จะเป็นหมู่บ้าน นิคม นคร ราชธานีไหน ก็เชิญเถิด (อุปกาชีวกกล่าวว่า)
เมื่อก่อน เราเป็นเจ้าคณะ ไม่เป็นสมณะ แต่สำคัญตัวว่าเป็นสมณะ ได้เที่ยวไปตามหมู่บ้านทุกหมู่บ้าน ทุกนคร ทุกราชธานี
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๖๐๕}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา [๑๓. วีสตินิบาต] ๓. จาปาเถรีคาถา
พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นตรัสรู้ ณ ที่ใกล้ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ทรงแสดงธรรมโปรดหมู่สัตว์เพื่อให้ละทุกข์ทั้งปวง เราควรจักไปเฝ้าพระองค์ พระองค์จักเป็นศาสดาของเรา (เรากล่าวว่า)
บัดนี้ ขอท่านพึงกราบทูลพระโลกนาถผู้ยอดเยี่ยม ถึงการถวายอภิวาทของดิฉัน และพึงทำประทักษิณ แล้วอุทิศส่วนบุญให้ดิฉันด้วย (อุปกาชีวกกล่าวว่า)
แม่จาปา ข้อที่เจ้าพูดกับเรา เรารับได้ บัดนี้เราจักกราบทูลพระโลกนาถผู้ยอดเยี่ยม ถึงการถวายอภิวาทของเจ้า และจักทำประทักษิณ แล้วอุทิศส่วนบุญให้แก่เจ้าแน่
ต่อแต่นั้น ท่านกาฬะได้เดินทางไปใกล้ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ได้พบพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้กำลังทรงแสดงอมตบท
คือ ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ความดับทุกข์ และอริยมรรคมีองค์ ๘ เป็นข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์
ถวายอภิวาทพระยุคลบาทของพระองค์ ทำประทักษิณพระองค์ แล้วอุทิศส่วนบุญให้จาปา บวชเป็นบรรพชิต บรรลุวิชชา ๓ ได้ทำตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๖๐๖}
ฉบับหลวง
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา ๓. จาปาเถรีคาถา คาถาสุภาษิตของนางจาปาเถรี ท่านอุปกะกล่าวว่า
|๔๖๙.๒๙๑| ๓ ลฏฺฐิหตฺโถ ปุเร อาสึ โส ทานิ มิคลุทฺทโก อาสาย ปลิปา โฆรา นาสกฺขึ ปารเมตเส ฯ |๔๖๙.๒๙๒| สุมตฺตํ มํ มญฺญมานา จาปา ปุตฺตมโตสยิ จาปาย พนฺธนํ เฉตฺวา ปพฺพชิสฺสํ ปุเร อหํ ฯ |๔๖๙.๒๙๓| มา เม กุชฺฌ มหาวีร มา เม กุชฺฌ มหามุนิ น หิ โกธปเรตสฺส สุทฺธิ อตฺถิ กุโต ตโป ฯ |๔๖๙.๒๙๔| ปกฺกมิสฺสญฺจ นาลาโต โกธ นาลาย วจฺฉติ พนฺธนฺตี อิตฺถิรูเปน สมเณ ธมฺมชีวิโน ฯ |๔๖๙.๒๙๕| เอหิ กาฬ นิวตฺตสฺสุ ภุญฺช กาเม ยถา ปุเร อหํ จ เต วสีกตา เย จ เม สนฺติ ญาตกา ฯ |๔๖๙.๒๙๖| เอตฺโต เจว จตุพฺภาคํ ยถา ภาสสิ ตํ จาเป ตยิ รตฺตสฺส โปสสฺส อุฬารํ วต ตํ สิยา ฯ |๔๖๙.๒๙๗| กาฬงฺคินึว ตกฺการึ ปุปฺผิตํ คิริมุทฺธนิ ผุลฺลํ ทาลิมลฏฺฐึว อนฺโตทีเปว ปาฏลึ |๔๖๙.๒๙๘| หริจนฺทนลิตฺตงฺคึ กาสิกุตฺตมธารินึ ตํ มํ รูปวตึ สนฺตึ กสฺส โอหาย คจฺฉสิ ฯ |๔๖๙.๒๙๙| สากุณิโกว สกุณํ ยถา พนฺธิตุมิจฺฉติ อาหริเมน รูเปน น มํ ตฺวํ พาธยิสฺสสิ ฯ |๔๖๙.๓๐๐| อิมญฺจ เม ปุตฺตผลํ กาฬ อุปฺปาทิตํ ตยา ตํ มํ ปุตฺตวตึ สนฺตึ กสฺส โอหาย คจฺฉสิ ฯ |๔๖๙.๓๐๑| ชหนฺติ ปุตฺเต สปฺปญฺญา ตโต ญาตี ตโต ธนํ ปพฺพชนฺติ มหาวีรา นาโค เฉตฺวาว พนฺธนํ ฯ |๔๖๙.๓๐๒| อิทานิ เต อิมํ ปุตฺตํ ทณฺเฑน ฉุริกาย วา ภูมิยํ ว นิสุมฺเภยฺยํ ปุตฺตโสกา น คจฺฉสิ ฯ |๔๖๙.๓๐๓| สเจ ปุตฺตํปิ สิคาลานํ กุกฺกุรานํ ปทาหิสิ น มํ ปุตฺตกเต ชมฺมิ ปุนราวตฺตยิสฺสสิ ฯ |๔๖๙.๓๐๔| หนฺท โข ทานิ ภทนฺเต กุหึ กาฬ คมิสฺสสิ กตมํ คามํ นิคมํ นครํ ราชธานิโย ฯ |๔๖๙.๓๐๕| อหุมฺห ปุพฺเพ คณิโน อสมณา สมณมานิโน คาเมน คามํ วิจริมฺห นคเร ราชธานิโย ฯ |๔๖๙.๓๐๖| เอโส หิ ภควา พุทฺโธ นทึ เนรญฺชรํ ปติ สพฺพทุกฺขปฺปหานาย ธมฺมํ เทเสสิ ปาณินํ ตสฺสาหํ สนฺติเก คจฺฉํ โส เม สตฺถา ภวิสฺสติ ฯ |๔๖๙.๓๐๗| วนฺทนํ ทานิ วชฺชาสิ โลกนาถํ อนุตฺตรํ ปทกฺขิณญฺจ กตฺวาน อาทิเสยฺยาสิ ทกฺขิณํ ฯ |๔๖๙.๓๐๘| เอตํ โข ลพฺภมเมฺหหิ ยถา ภาสสิ ตํ จาเป วนฺทนํ ทานิ เต วชฺชํ โลกนาถํ อนุตฺตรํ ปทกฺขิณญฺจ กตฺวาน อาทิสิสฺสามิ ทกฺขิณํ ฯ |๔๖๙.๓๐๙| ตโต จ กาโฬ ปกฺกามิ นทึ เนรญฺชรํ ปติ โส อทฺทสาสิ สมฺพุทฺธํ เทเสนฺตํ อมตํปทํ |๔๖๙.๓๑๐| ทุกฺขํ ทุกฺขสมุปฺปาทํ ทุกฺขสฺส จ อติกฺกมํ อริยฏฺฐงฺคิกํ มคฺคํ ทุกฺขูปสมคามินํ ฯ |๔๖๙.๓๑๑| ตสฺส ปาทานิ วนฺทิตฺวา กตฺวาน นํ ปทกฺขิณํ จาปาย อาทิสิตฺวาน ปพฺพชิ อนคาริยํ ฯ ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ จาปา ฯ
เมื่อก่อนเราถือไม้เท้า เดี๋ยวนี้เราเป็นพรานเนื้อ เราไม่อาจออกจากเปือกตม อันร้ายกาจข้ามไปยังฝั่งโน้นด้วยความหวังได้ เมื่อก่อนนางจาปาดูหมิ่นเรา ว่า เป็นผู้มัวเมา ได้ปลอบบุตรเยาะเย้ยเรา เราจึงตัดเครื่องผูกของนาง จาปาแล้วออกบวช. เรากล่าวว่า ข้าแต่ท่านมหาวีระ ขอท่านจงอย่าโกรธเราเลย ข้าแต่ท่านมหามุนี ขอท่าน จงอย่าโกรธเราเลย เพราะว่าผู้ที่ถูกความโกรธครอบงำย่อมไม่มีความ บริสุทธิ์ตบะจักมีมาแต่ไหน ก็เราจักหลีกไปสู่บ้านนาลา ใครในที่นี้จักไป ยังบ้านนาลาบ้าง ชนทั้งหลายย่อมผูกสมณะ ผู้เลี้ยงชีพโดยชอบธรรม ไว้ด้วยมารยาหญิง ดูกรท่านกาฬะท่านจงกลับมาเถิด จงมาบริโภคกามสุข เหมือนในกาลก่อน เราและพวกญาติของเราทั้งหมดจักยอมอยู่ใต้อำนาจ ของท่าน. ท่านอุปกะกล่าวว่า ดูกรนางจาปา เจ้าพูดคำเช่นใด คำเช่นนั้นจะพึงเป็นถ้อยคำที่ดียิ่งแก่บุรุษ ผู้ที่รักเจ้า ยิ่งไปกว่าที่เจ้าพูดถึง ๔ เท่าทีเดียว. เรากล่าวว่า ดูกรท่านกาฬะ เพราะเหตุไร ท่านจึงละทิ้งเราผู้มีรูปงามผู้เป็นดุจต้นตัณหา มีดอกบานสะพรั่งตั้งอยู่บนยอดเขา เป็นดังต้นการะเกดมีดอกอันบาน และเป็นดุจต้นแคฝอยภายในทวีป ผู้มีร่างกายรูปไล้ด้วยจุรณจันทน์แดง นุ่งห่มผ้าแคว้นกาสีมีค่าอันสูง เป็นผู้สมบูรณ์ไปเสียเล่า. ท่านอุปกะกล่าวว่า พรานนกปรารถนาตามเบียดเบียนนก ฉันใด เจ้าจักตามเบียดเบียนเราด้วย รูปร่างอันมีการตบแต่งต่างๆ ฉันนั้นหาได้ไม่. เรากล่าวว่า ดูกรท่านกาฬะ ก็ผล คือบุตรของเรานี้ ท่านเป็นผู้ทำให้เกิดขึ้นแล้ว ไฉน ท่านจึงมาละทิ้งเราซึ่งเป็นผู้มีบุตรไปเสียเล่า. ท่านอุปกะกล่าวว่า ท่านผู้มีปัญญาทั้งหลาย ผู้เป็นมหาวีรบุรุษ ย่อมละบุตร ละญาติ ละทรัพย์ ตัดเครื่องผูกพันเสียแล้วออกบวช เหมือนช้างสลัดเครื่องผูกไป ฉะนั้น. เรากล่าวว่า บัดนี้ เราพึงเอาท่อนไม้หรือมีดทุบหรือเฉือนบุตรของท่านนี้ให้จมลงใน แผ่นดิน ท่านจักไม่เศร้าโศกถึงบุตรหรือ? ท่านอุปกะกล่าวว่า ดูกรนางชั่วช้า ผู้มีบุตรอันทำแล้ว ถ้าแม้เจ้าจักทิ้งบุตรให้สุนัขจิ้งจอก กินเป็นอาหาร เจ้าก็จักยังเราให้กลับคืนมาอีกไม่ได้. เรากล่าวว่า เอาเถอะท่านกาฬะผู้เจริญ บัดนี้ ท่านจักไปไหน คือจักไปสู่บ้าน นิคม นคร ราชธานีไหน? ท่านอุปกะกล่าวว่า เมื่อก่อนเราเคยเป็นเจ้าหมู่เจ้าคณะ ไม่ใช่สมณะ แต่ถือตัวว่าเป็นสมณะ ได้เที่ยวไปตามบ้านทุกๆ บ้าน ทุกนคร ทุกราชธานีน้อยใหญ่ บัดนี้ พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าพระองค์นี้ประทับอยู่ ณ ที่ใกล้แม่น้ำเนรัญชรา ทรงแสดงธรรมแก่หมู่สัตว์เพื่อให้ละทุกข์ทั้งปวง เราได้ไป ณ สำนัก ของพระองค์ พระองค์ก็จักเป็นศาสดาของเรา. เรากล่าวว่า บัดนี้ ขอท่านจงกราบทูลการกราบไหว้ของฉัน กะพระพุทธเจ้าผู้เป็นที่พึ่ง ของสัตว์โลก ผู้ยอดเยี่ยม พึงทำประทักษิณ ๓ รอบ แล้วอุทิศส่วนบุญมา ให้ฉันบ้าง. ท่านอุปกะกล่าวว่า ดูกรนางจาปา ตามที่เจ้าพูดเราทำได้ บัดนี้เราจักกราบทูลการกราบไหว้ ของเจ้ากะพระพุทธเจ้าผู้เป็นที่พึ่ง ของสัตว์โลก ผู้ยอดเยี่ยม และจักทำ ประทักษิณสิ้น ๓ รอบแล้วอุทิศส่วนบุญมาให้เจ้า. ก็ลำดับนั้น ท่านกาฬะได้หลีกไปถึงแม่น้ำเนรัญชรา ท่านได้พบพระสัม- พุทธเจ้ากำลังทรงแสดงอมตบท คือ ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ความดับทุกข์ และอริยมรรคมีองค์ ๘ อันเป็นทางดำเนินถึงความสงบทุกข์ ถวายบังคม พระยุคลบาทของพระพุทธเจ้าแล้ว ทำประทักษิณ ๓ รอบ อุทิศส่วนบุญ ไปให้นางจาปาแล้วออกบวชในพระธรรมวินัย ได้บรรลุวิชชา ๓ ทำตาม คำสอนของพระพุทธเจ้าเสร็จแล้ว.