๗. กัณฐกวิมาน
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ [๒. ปุริสวิมาน] ๗. สุนิกขิตตวรรค ๗. กัณฐกวิมาน ๗. กัณฐกวิมาน ว่าด้วยวิมานที่เกิดขึ้นแก่ม้ากัณฐกะ (พระมหาโมคคัลลานเถระถามเทพบุตรตนหนึ่งว่า)
ในคืนวันเพ็ญ ดวงจันทร์มีรอยรูปกระต่าย เป็นใหญ่กว่าหมู่ดาว มีหมู่ดาวนักษัตรแวดล้อม โคจรไปโดยรอบฉันใด
ทิพยวิมานนี้ก็มีอุปมาฉันนั้น น่าอยู่ มีรัศมีรุ่งโรจน์ในเทพบุรี เหมือนพระอาทิตย์กำลังอุทัย
มีพื้นน่ารื่นรมย์ วิจิตรด้วยแก้วไพฑูรย์ ทองคำ แก้วผลึก เงิน แก้วลาย แก้วมุกดา และทับทิม
ลาดด้วยแก้วไพฑูรย์ ปรางค์ปราสาททั้งหลายของท่าน งามน่ารื่นรมย์ ปราสาทซึ่งเนรมิตไว้ดีแล้ว
สระโบกขรณีของท่านน่ารื่นรมย์ มีหมู่มัจฉาทิพย์อาศัยอยู่เนืองแน่น น้ำใสสะอาด มีพื้นลาดด้วยทรายทองคำ
ดารดาษด้วยบัวหลวงหลากชนิด บัวขาวรายล้อมอยู่รอบ ยามลมพัด ก็โชยกลิ่นหอมระรื่นจรุงใจ
ทั้งสองข้างสระโบกขรณีของท่านนั้น มีพุ่มไม้เนรมิตไว้ดีแล้ว ซึ่งประกอบด้วยไม้ดอกและไม้ผลทั้งสองอย่าง
เทพอัปสรทั้งหลายพากันมาบำรุงท่านผู้นั่งบนบัลลังก์เท้าทองคำ ที่ปูลาดด้วยผ้าขนสัตว์อันอ่อนนุ่ม ดังบำรุงท้าวสักกเทวราช
พวกนางแต่งองค์ด้วยเครื่องประดับทั้งมวล ประดับด้วยพวงดอกไม้ต่างๆ บำเรอท่านผู้มีฤทธิ์มากให้รื่นรมย์ ท่านรื่นเริงบันเทิงใจ ดังท้าววสวัตดีเทวราช
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๑๔๗}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ [๒. ปุริสวิมาน] ๗. สุนิกขิตตวรรค ๗. กัณฐกวิมาน
ท่านมีความยินดีในการฟ้อนรำ ขับร้อง และประโคมดนตรี รื่นรมย์อยู่ด้วยกลอง สังข์ ตะโพน พิณ และบัณเฑาะว์
ท่านมีรูป เสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะหลายอย่าง ล้วนเป็นทิพย์ น่ารื่นรมย์ สมความประสงค์
ในวิมานอันประเสริฐนั้น ท่านเป็นเทพบุตรผู้มีรัศมีรุ่งเรืองมาก มีผิวพรรณรุ่งโรจน์ยิ่ง ดังพระอาทิตย์กำลังอุทัย
นี้เป็นผลของทาน หรือศีล หรือการกราบไหว้ของท่าน อาตมาถามแล้ว ท่านโปรดบอกผลกรรมนั้นแก่อาตมาเถิด
เทพบุตรนั้นดีใจที่พระมหาโมคคัลลานเถระถาม จึงตอบปัญหาผลกรรมไปตามที่พระเถระถามว่า
ข้าพเจ้าคือพญาม้ากัณฐกะ เป็นสหชาต กับพระราชโอรสของ พระเจ้าสุทโธทนะในกรุงกบิลพัสดุ์ราชธานีที่อุดมของกษัตริย์ศากยวงศ์
คราวเมื่อพระราชโอรสพระองค์นั้นเสด็จออก เพื่อพระโพธิญาณในเวลาเที่ยงคืน พระองค์ทรงใช้ฝ่าพระหัตถ์ที่อ่อนนุ่ม มีพระนขาที่แดงปลั่ง
กระตุ้นข้าพเจ้า และได้รับสั่งว่า พาไปซิ สหาย เราบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณอันสูงสุดแล้ว จักช่วยสัตว์โลกให้ข้ามโอฆสงสาร
เมื่อข้าพเจ้าฟังพระดำรัสนั้น มีความหรรษาร่าเริงมาก คราวนั้นข้าพเจ้ามีใจยินดีเบิกบานรับพระดำรัส
พอรู้ว่าพระศากยบุตรผู้ทรงยศใหญ่ประทับนั่งบนหลังข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าก็บันเทิงเบิกบานใจได้นำเสด็จพระมหาบุรุษออกไป @เชิงอรรถ : @ เกิดวันเดียวกัน (ขุ.วิ.อ. ๑๑๘๕/๓๗๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๑๔๘}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ [๒. ปุริสวิมาน] ๗. สุนิกขิตตวรรค ๗. กัณฐกวิมาน
ถึงแคว้นของกษัตริย์เหล่าอื่น เมื่อพระอาทิตย์ขึ้น พระมหาบุรุษนั้นก็ทรงละข้าพเจ้าและฉันนะอำมาตย์ไว้ มิได้ทรงอาลัย แล้วเสด็จหลีกไป
ข้าพเจ้าได้เลียพระบาททั้งสองซึ่งมีพระนขาแดงของพระองค์ และได้ร้องไห้มองดูพระมหาวีระผู้กำลังเสด็จไป
เพราะไม่ได้พบเห็นพระศากยบุตรผู้ทรงสิริพระองค์นั้น ข้าพเจ้าจึงป่วยหนักแล้วตายอย่างฉับพลัน
ด้วยอานุภาพแห่งบุญที่ประกอบด้วยความเลื่อมใสนั้นแหละ ข้าพเจ้าจึงมาอยู่ครอบครองวิมานนี้ ซึ่งประกอบด้วยกามคุณทิพย์ทุกอย่าง ในเทพบุรีนี้เอง
อนึ่ง เพราะมีความยินดีที่ได้ฟังข่าวการบรรลุพระโพธิญาณ เพราะมีกุศลเป็นมูลเหตุนั้นนั้นแหละ ข้าพเจ้าก็จักบรรลุความสิ้นอาสวะได้
ท่านผู้เจริญ ถ้าพระคุณเจ้าจะพึงไป สำนักพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ขอพระคุณเจ้าช่วยกราบทูลพระองค์ถึงการถวายอภิวาท ด้วยเศียรเกล้าตามคำของข้าพเจ้าด้วยเถิด
แม้ข้าพเจ้าก็จักไปเฝ้าพระชินเจ้าซึ่งหาบุคคลอื่นเปรียบมิได้ เพราะว่าการได้เห็นพระโลกนาถผู้คงที่หาได้ยาก (พระสังคีติกาจารย์ได้รจนาคาถาไว้ ๒ คาถา ดังนี้ว่า)
กัณฐกเทพบุตรนั้นเป็นผู้กตัญญูกตเวที เข้าไปเฝ้าพระศาสดา ฟังพระดำรัสของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้มีพระจักษุ แล้วชำระธรรมจักษุให้บริสุทธิ์ @เชิงอรรถ : @ บรรลุโสดาปัตติมรรค (ขุ.วิ.อ. ๑๑๙๗/๓๗๔)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๑๔๙}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ [๒. ปุริสวิมาน] ๗. สุนิกขิตตวรรค ๘. อเนกวัณณวิมาน
ครั้นชำระทิฏฐิ วิจิกิจฉา และสีลัพพตปรามาสให้บริสุทธิ์แล้ว ถวายอภิวาทพระยุคลบาทพระศาสดาแล้วหายไป ณ ที่นั้นนั่นเองกัณฐกวิมานที่ ๗ จบ
ฉบับหลวง
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา ๗. กัณฐกวิมาน ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในกัณฐกวิมาน พระมหาโมคคัลลานเถระ ได้ถามเทพบุตรตนหนึ่งว่า
|๘๑.๘๙๒| ๗ ปุณฺณมาเย ยถา จนฺโท นกฺขตฺตปริวาริโต สมนฺตา อนุปริยาติ ตารกาธิปติ สสี |๘๑.๘๙๓| ตถูปมํ อิทํ พฺยมฺหํ ทิพฺพํ เทวปุรมฺหิ จ อติโรจติ วณฺเณน อุทยนฺโตว รํสิมา |๘๑.๘๙๔| เวฬุริยสุวณฺณสฺส ผลิการูปิยสฺส จ มสารคลฺลมุตฺตาหิ โลหิตงฺคมณีหิ จ |๘๑.๘๙๕| จิตฺรา มโนรมา ภูมิ เวฬุริยสฺส สนฺถตา กูฏาคารา สุภา รมฺมา ปาสาโท เต สุมาปิโต |๘๑.๘๙๖| รมฺมา จ เต โปกฺขรณี ปุถุลา มจฺฉเสวิตา อจฺโฉทกา วิปฺปสนฺนา โสวณฺณวาลุกสนฺถตา |๘๑.๘๙๗| นานาปทุมสญฺฉนฺนา ปุณฺฑรีกสโมคตา สุรภิ สมฺปวายนฺติ มนุญฺญา มาลุเตริตา |๘๑.๘๙๘| ตสฺสา เต อุภโต ปสฺเส วนคุมฺพา สุมาปิตา อุเปตา ปุปฺผรุกฺเขหิ ผลรุกฺเขหิ จูภยํ |๘๑.๘๙๙| โสวณฺณปาเท ปลฺลงฺเก มุทุเก โคณสนฺถเต นิสินฺนํ เทวราชํว อุปติฏฺฐนฺติ อจฺฉรา |๘๑.๙๐๐| สพฺพาภรณสญฺฉนฺนา นานามาลาวิภูสิตา รเมนฺติ ตํ มหิทฺธิกํ วสวตฺตีว โมทสิ |๘๑.๙๐๑| เภริสงฺขมุทิงฺคาหิ วีณาหิ ปณเวหิ จ รมสิ รติสมฺปนฺโน นจฺจคีเตสุ วาทิเต |๘๑.๙๐๒| ทิพฺพา เต วิวิธา รูปา ทิพฺพา สทฺทา อโถ รสา คนฺธา จ เต อธิปฺเปตา โผฏฺฐพฺพา จ มโนรมา |๘๑.๙๐๓| ตสฺมึ วิมาเน ปวเร เทวปุตฺตา มหปฺปภา อภิโรจสิ วณฺเณน อุทยนฺโตว ภาณุมา |๘๑.๙๐๔| ทานสฺส เต อิทํ ผลํ อโถ สีลสฺส วา ปน อโถ อญฺชลิกมฺมสฺส ตํ เม อกฺขาหิ ปุจฺฉิโตติ ฯ |๘๑.๙๐๕| โส เทวปุตฺโต อตฺตมโน โมคฺคลฺลาเนน ปุจฺฉิโต ... เป ... ยสฺส กมฺมสฺสิทํ ผลํ |๘๑.๙๐๖| อหํ กปิลวตฺถุสฺมึ สากิยานํ ปุรุตฺตเม สุทฺโธทนสฺส ปุตฺตสฺส กณฺฐโก สหโช อหุํ |๘๑.๙๐๗| ยทา โส อฑฺฒรตฺตายํ สมฺโพธาย อภินิกฺขมิ โส มํ มุทูหิ ปาณีหิ ชาลิตมฺพนเขหิ จ |๘๑.๙๐๘| สฏฺฐึ อาโกฏยิตฺวาน วห สมฺมาติมพฺรวิ อหํ โลกํ ตารยิสฺสํ ปตฺโต สมฺโพธิมุตฺตมํ |๘๑.๙๐๙| ตํ เม คิรํ สุณนฺตสฺส หาโส เม วิปุโล อหุ อุทคฺคจิตฺโต สุมโน อภิสึสึ ตทา อหํ |๘๑.๙๑๐| อภิรูฬฺหญฺจ มํ ญตฺวา สากฺยปุตฺตํ มหายสํ อุทคฺคจิตฺโต มุทิโต วาหิสฺสํ ปุริสุตฺตมํ |๘๑.๙๑๑| ปเรสํ วิชิตํ คนฺตฺวา อุคฺคตสฺมึ ทิวงฺกเร มมํ ฉนฺนญฺจ โอหาย อนาเปกฺโข อปกฺกมิ |๘๑.๙๑๒| ตสฺส ตมฺพนเข ปาเท ชิวฺหาย ปริเลหิสํ คจฺฉนฺตญฺจ มหาวีรํ รุทมาโน อุทิกฺขิสฺสํ |๘๑.๙๑๓| อทสฺสเนนหํ ตสฺส สากฺยปุตฺตสฺส สิรีมโต อลตฺถํ ครุกาพาธํ ขิปฺปํ เม มรณํ อหุ |๘๑.๙๑๔| ตสฺเสว อานุภาเวน วิมานํ อาวสามิทํ สพฺพกามคุณูเปตํ ทิพฺพํ เทวปุรมฺหิ จ |๘๑.๙๑๕| ยญฺจ เม อหุ วาหาโส สทฺทํ สุตฺวาน โพธิยา เตเนว กุสลมูเลน ผุสิสฺสํ อาสวกฺขยํ |๘๑.๙๑๖| สเจ หิ ภนฺเต คจฺเฉยฺยาสิ สตฺถุ พุทฺธสฺส สนฺติเก มมาปิ ตํ วจเนน สิรสา วชฺชาสิ วนฺทนํ |๘๑.๙๑๗| อหมฺปิ ทฏฺฐุํ คจฺฉิสฺสํ ชินํ อปฺปฏิปุคฺคลํ ทุลฺลภํ ทสฺสนํ โหติ โลกนาถาน ตาทินนฺติ ฯ |๘๑.๙๑๘| โส จ กตญฺญู กตเวที สตฺถารํ อุปสงฺกมิ สุตฺวา คิรํ จกฺขุมโต ธมฺมจกฺขุํ วิโสธยิ |๘๑.๙๑๙| วิโสธยิตฺวา ทิฏฺฐิคตํ วิจิกิจฺฉา วตานิ จ วนฺทิตฺวา สตฺถุโน ปาเท ตตฺเถวนฺตรธายถาติ ฯ กณฺฐกวิมานํ สตฺตมํ ฯ
พระจันทร์ในวันเพ็ญ อันหมู่ดาวนักษัตรแวดล้อมแล้ว เป็นใหญ่กว่า หมู่ดาว มีรูปกระต่าย ย่อมหมุนเวียนไปโดยรอบฉันใด วิมานของท่าน นี้ก็มีอุปไมยฉันนั้น ย่อมไพโรจน์ยิ่งด้วยรัศมี อยู่ในเทพบุรี ดุจพระ- อาทิตย์อุทัยฉะนั้น พื้นวิมานของท่านน่ารื่นรมย์ใจ วิจิตรแล้วด้วยไพฑูรย์ ทองคำ แก้วผลึก รูปียะ มรกต มุกดา และแก้วทับทิม ลาดด้วยแก้ว ไพฑูรย์ ปราสาททั้งหลายของท่านงามน่ารื่นรมย์ ปราสาทของท่าน อันบุญกรรมเนรมิตดีแล้ว อนึ่ง สระโบกขรณีของท่าน เป็นสถานน่า รื่นรมย์กว้างขวาง อันหมู่ปลาเป็นอันมาก อาศัยแล้ว มีน้ำใสสะอาด พื้นลาดด้วยทรายทอง ดารดาษด้วยปทุมชาตินานา เป็นที่รวมอยู่แห่ง- บัวขาบ ครั้นลมรำเพยพัด กลิ่นหอมฟุ้งชื่นใจ ที่สองข้างแห่งสระโบก ขรณีของท่านนั้น มีพุ่มไม้อันบุญกรรมเนรมิตไว้ให้เป็นอย่างดี ประกอบ ด้วยหมู่ไม้ดอกและไม้ผล หมู่นางเทพอัปสรปกคลุมด้วยสรรพาภรณ์ ทัดทรงมาลาต่างๆ พากันมาบำรุง ท่านผู้มีฤทธิ์มาก ผู้นั่งบนบัลลังก์ เชิงทองคำ อ่อนนุ่ม อันบุญกรรมลาดแล้วด้วยผ้าโกเชาว์ ให้รื่นรมย์ใจ ดุจท้าววสวดีเทวราช ท่านสมบูรณ์ด้วยความยินดีในการฟ้อนรำ ขับร้อง และการประโคม รื่นเริงด้วยกลอง สังข์ ตะโพน พิณ และบัณเฑาะว์ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อันเป็นทิพย์อันท่านประสงค์แล้ว น่ารื่นรมย์ใจ มีอยู่พร้อมในวิมานของท่าน ท่านมีรัศมีรุ่งเรืองยิ่งกว่า เทพบุตรผู้มีรัศมีรุ่งเรืองในวิมาน อันประเสริฐนั้น ดุจพระอาทิตย์อุทัย นี้เป็นผลแห่งทาน ศีลหรืออัญชลีกรรมของท่าน อาตมาถามแล้ว ขอจง บอกผลนั้น แก่อาตมา? เทพบุตรนั้น อันพระมหาโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบปลื้มใจ จึงพยากรณ์ปัญญาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า ข้าพเจ้าเป็นพญาม้าชื่อ กัณฐกะ เป็นสหชาติของพระโอรส ของพระเจ้าสุทโธทนะ ผู้เป็นใหญ่ กว่าเจ้าศากยะทั้งหลายในกรุงกบิลพัสดุ์ เมื่อพระราชโอรสนั้น เสด็จออก มหาภิเนษกรมณ์ในมัชฌิมยามเพื่อความตรัสรู้ เอาฝ่าพระหัตถ์อันอ่อน เล็บแดงจางสุกใส ตบอกข้าพเจ้าเบาๆ แล้วตรัสกะข้าพเจ้าว่า จงพา ฉันไปเถิดสหาย ฉันได้บรรลุพระโพธิญาณอันอุดมแล้ว จักยังโลกให้ ข้ามพ้นจากห้วงน้ำใหญ่คือสงสาร เมื่อข้าพเจ้าฟังพระดำรัสนั้นแล้ว ได้ มีความร่าเริงยินดีเบิกบาน บันเทิงใจเป็นอันมาก ข้าพเจ้าจึงได้รับคำของ ท่านโดยความเคารพ ครั้นข้าพเจ้ารู้ว่า พระมหาบุรุษผู้เป็นพระโอรสแห่ง ศากยราชผู้เรืองยศ ประทับนั่งบนหลังของข้าพเจ้าแล้ว มีจิตเบิกบาน บันเทิงใจ นำพระมหาบุรุษออกไปจากพระนคร ไปจนถึงแว่นแคว้นของ กษัตริย์เหล่าอื่น เมื่อพระอาทิตย์ขึ้นแล้ว พระมหาบุรุษมิได้มีความอาลัย ละทิ้งข้าพเจ้ากับฉันนะอำมาตย์ไว้ ทรงหลีกไป ข้าพเจ้าได้เลียพระบาท ทั้ง ๒ ของพระองค์ ซึ่งมีเล็บอันแดง ด้วยลิ้น ร้องไห้ แลดูพระลูกเจ้า ผู้มีความเพียรอันยิ่งใหญ่เสด็จไปอยู่ ข้าพเจ้าป่วยอย่างหนักเพราะมิได้เห็น พระมหาบุรุษศากโยรส ผู้มีศิริพระองค์นั้น ข้าพเจ้าได้ตายลงอย่างรวดเร็ว ด้วยอานุภาพแห่งปีติและโสมนัสนั้น ข้าพเจ้าจึงได้มาอยู่ยังวิมานนี้ อัน ประกอบด้วยกามคุณอันเป็นทิพย์ ดุจท้าวสักกเทวราชผู้เป็นใหญ่ในเทพบุรี ฉะนั้น ความยินดีและความร่าเริงได้เกิดมีแก่ข้าพเจ้า เพราะได้ฟังเสียง ว่า เพื่อพระโพธิญาณก่อนกว่าสิ่งอื่นๆ ฉันจักบรรลุความสิ้นไปแห่ง อาสวะ เพราะกุศลกรรมนั้นนั่นแล ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ ถ้าพระคุณ เจ้าพึงไปในสำนักของพระพุทธเจ้าผู้ศาสดาไซร้ ขอพระคุณเจ้าจงทูลถึง การถวายบังคมด้วยเศียรเกล้ากะพระองค์ตามคำของข้าพเจ้า แม้ข้าพเจ้า ก็จักไปเฝ้าพระชินเจ้าผู้หาบุคคลอื่นเปรียบมิได้ การได้เห็นพระโลก- นาถเจ้าเช่นนั้น หาได้ยาก. พระสังคีติกาจารย์ได้รจนาคาถาไว้ ๒ คาถา ความว่า ก็กัณฐกเทพบุตรนั้น เป็นผู้กตัญญูกตเวที ได้เข้าเฝ้าพระศาสดาฟังพระ- ดำรัสของพระศาสดาผู้มีพระจักษุแล้ว ได้บรรลุธรรมจักษุกล่าวคือโสดา ปัตติผล ได้ชำระทิฏฐิและวิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาสของตนให้บริสุทธิ์ ถวายบังคมพระบาททั้งสองของพระศาสดา แล้วอันตรธานไปในที่นั้น นั่นเอง. จบ กัณฐกวิมานที่ ๗.