๒. ปธานสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
สุตฺตนิปาเต ตติยสฺส มหาวคฺคสฺส ทุติยํ ปธานสุตฺตํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต ปธานสูตรที่ ๒
|๓๕๕.๘๕๐| ๒ ตํ มํ ปธานปหิตตฺตํ นทึ เนรญฺชรมฺปติ วิปรกฺกมฺม ฌายนฺตํ โยคกฺเขมสฺส ปตฺติยา |๓๕๕.๘๕๑| นมุจี กรุณํ วาจํ ภาสมาโน อุปาคมิ กีโส ตฺวมสิ ทุพฺพณฺโณ สนฺติเก มรณํ ตว ฯ |๓๕๕.๘๕๒| สหสฺสภาโค มรณสฺส เอกํโส ตว ชีวิตํ ชีวโต ชีวิตํ เสยฺโย ชีวํ ปุญฺญานิ กาหสิ ฯ |๓๕๕.๘๕๓| จรโต จ เต พฺรหฺมจริยํ อคฺคิหุตญฺจ ชูหโต ปหูตํ จียเต ปุญฺญํ กึ ปธาเนน กาหสิ ฯ |๓๕๕.๘๕๔| ทุคฺโค มคฺโค ปธานาย ทุกฺกโร ทุรภิสมฺภโว อิมา คาถา ภณํ มาโร อฏฺฐา พุทฺธสฺส สนฺติเก ฯ |๓๕๕.๘๕๕| ตํ ตถาวาทินํ มารํ ภควา เอตทพฺรวิ ปมตฺตพนฺธุ ปาปิม เยนตฺเถน อิธาคโต |๓๕๕.๘๕๖| อณุมตฺโตปิ ปุญฺเญน อตฺโถ มยฺหํ น วิชฺชติ เยสญฺจ อตฺโถ ปุญฺเญน เต มาโร วตฺตุมรหติ ฯ |๓๕๕.๘๕๗| อตฺถิ สทฺธา ตโป วิริยํ ปญฺญา จ มม วิชฺชติ เอวํ มํ ปหิตตฺตํปิ กึ ชีวมนุปุจฺฉสิ ฯ |๓๕๕.๘๕๘| นทีนมฺปิ โสตานิ อยํ วาโต วิโสสเย กิญฺจ เม ปหิตตฺตสฺส โลหิตํ นูปสุสฺสเย ฯ |๓๕๕.๘๕๙| โลหิเต สุสฺสมานมฺหิ ปิตฺตํ เสมฺหญฺจ สุสฺสติ มํเสสุ ขียมาเนสุ ภิยฺโย จิตฺตํ ปสีทติ ภิยฺโย สติ จ ปญฺญา จ สมาธิ มม ติฏฺฐติ ฯ |๓๕๕.๘๖๐| ตสฺส เมวํ วิหรโต ปตฺตสฺสุตฺตมเวทนํ กาเม นาเปกฺขเต จิตฺตํ ปสฺส สตฺตสฺส สุทฺธตํ ฯ |๓๕๕.๘๖๑| กามา เต ปฐมา เสนา ทุติยารติ วุจฺจติ ตติยา ขุปฺปิปาสา เต จตุตฺถี ตณฺหา ปวุจฺจติ |๓๕๕.๘๖๒| ปญฺจมํ ถีนมิทฺธนฺเต ฉฏฺฐา ภีรู ปวุจฺจติ สตฺตมี วิจิกิจฺฉา เต มกฺโข ถมฺโภ เต อฏฺฐโม |๓๕๕.๘๖๓| ลาโภ สิโลโก สกฺกาโร มิจฺฉา ลทฺโธ จ โย ยโส โย จตฺตานํ สมุกฺกํเส ปเร จ อวชานติ |๓๕๕.๘๖๔| เอสา นมุจิ เต เสนา กณฺหสฺสาภิปฺปหารินี น นํ อสูโร ชินาติ เชตฺวา จ ลภเต สุขํ ฯ |๓๕๕.๘๖๕| เอส มุญฺชํ ปริหเร ธิรตฺถุ มม ชีวิตํ สงฺคาเม เม มตํ เสยฺโย ยญฺเจ ชีเว ปราชิโต ฯ |๓๕๕.๘๖๖| ปคาฬฺหา เอตฺถ น ทิสฺสนฺติ เอเก สมณพฺราหฺมณา ตญฺจ มคฺคํ น ชานนฺติ เยน คจฺฉนฺติ สุพฺพตา ฯ |๓๕๕.๘๖๗| สมนฺตา ธชินึ ทิสฺวา ยุตฺตํ มารํ สวาหนํ ยุทฺธาย ปจฺจุคจฺฉามิ มา มํ ฐานา อจาวยิ ฯ |๓๕๕.๘๖๘| ยนฺเต ตํ นปฺปสหติ เสนํ โลโก สเทวโก ตนฺเต ปญฺญาย เวจฺฉามิ อามํ ปกฺกํว อมฺหนา ฯ |๓๕๕.๘๖๙| วสึ กริตฺวา สงฺกปฺปํ สติญฺจ สุปติฏฺฐิตํ รฏฺฐา รฏฺฐํ วิจริสฺสํ สาวเก วินยํ ปุถู ฯ |๓๕๕.๘๗๐| เต อปฺปมตฺตา ปหิตตฺตา มม สาสนการกา อกามสฺส เต คมิสฺสนฺติ ยตฺถ คนฺตฺวา น โสจเร ฯ |๓๕๕.๘๗๑| สตฺต วสฺสานิ ภควนฺตํ อนุพนฺธึ ปทาปทํ โอตารํ นาธิคจฺฉิสฺสํ สมฺพุทฺธสฺส สิรีมโต ฯ |๓๕๕.๘๗๒| เมทวณฺณํว ปาสาณํ วายโส อนุปริยคา อเปตฺถ มุทุํ วินฺเทม อปิ อสฺสาทนา สิยา ฯ |๓๕๕.๘๗๓| อลทฺธา ตตฺถ อสฺสาทํ วายเสตฺโต อปกฺกมิ กาโกว เสลํ อาสชฺช นิพฺพิชฺชาเปม โคตมํ ฯ |๓๕๕.๘๗๔| ตสฺส โสกปเรตสฺส วิณา กจฺฉา อภสฺสถ ตโต โส ทุมฺมโน ยกฺโข ตตฺเถวนฺตรธายถาติ ฯ ปธานสุตฺตํ ทุติยํ ฯ -----------
มารได้เข้ามาหาเราผู้มีตนส่งไปแล้วเพื่อความเพียร บากบั่น อย่างยิ่ง เพ่งอยู่ ที่ใกล้ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา เพื่อบรรลุนิพพาน อันเกษมจากโยคะ กล่าววาจาน่าเอ็นดูว่า ท่านผู้ซูบผอม มีผิว พรรณเศร้าหมอง ความตายของท่านอยู่ในที่ใกล้ เหตุแห่ง ความตายของท่านมีตั้งพันส่วน ความเป็นอยู่ของท่านมีส่วน เดียว ชีวิตของท่านผู้ยังเป็นอยู่ประเสริฐกว่า เพราะว่าท่าน เป็นอยู่จักกระทำบุญได้ ท่านประพฤติพรหมจรรย์ และบูชา ไฟอยู่ ย่อมสั่งสมบุญได้มาก ท่านจักทำประโยชน์อะไรด้วย ความเพียร ทางเพื่อความเพียรพึงดำเนินไปได้ยาก กระทำได้ ยาก ให้เกิดความยินดีได้ยาก มารได้ยืนกล่าวคาถาเหล่านี้ใน สำนักของพระพุทธเจ้า พระผู้มีพระภาคตรัสคาถาประพันธ์ นี้กะมารผู้กล่าวอย่างนั้นว่า แน่ะมารผู้มีบาป ผู้เป็นเผ่าพันธุ์ ของคนประมาท ท่านมาในที่นี้ด้วยความต้องการอันใด ความ ต้องการอันนั้นด้วยบุญ แม้มีประมาณน้อย ก็ไม่มีแก่เรา ส่วน ผู้ใดมีความต้องการบุญ มารควรจะกล่าวกะผู้นั้น เรามีศรัทธา ตบะ วิริยะ และปัญญา ท่านถามเราแม้ผู้มีตนส่งไปแล้ว ผู้เป็นอยู่อย่างนี้เพราะเหตุไร ลมนี้พึงพัดกระแสแม่น้ำทั้ง หลายให้เหือดแห้งไปได้ เลือดน้อยหนึ่งของเราผู้มีใจเด็ด เดี่ยวไม่พึงเหือดแห้ง เมื่อโลหิตเหือดแห้งไปอยู่ ดีและเสลษม์ ย่อมเหือดแห้งไป เมื่อเนื้อสิ้นไปอยู่ จิตย่อมเลื่อมใสโดยยิ่ง สติปัญญา และสมาธิของเรา ย่อมตั้งมั่นโดยยิ่ง เรานั้นถึงจะ ได้รับเวทนาอันแรงกล้าอยู่อย่างนี้ จิตย่อมไม่เพ่งเล็งกาม ทั้งหลาย ท่านจงดูความที่สัตว์เป็นผู้บริสุทธิ์ กามทั้งหลาย เรากล่าวว่าเป็นเสนาที่ ๑ ของท่าน ความไม่ยินดีเรากล่าวว่า เป็นเสนาที่ ๒ ของท่าน ความหิวและความระหาย เรากล่าว ว่าเป็นเสนาที่ ๓ ของท่าน ตัณหา เรากล่าวว่าเป็นเสนา ที่ ๔ ของท่าน ถีนมิทธะ เรากล่าวว่าเป็นเสนาที่ ๕ ของ ท่าน ความขลาดกลัว เรากล่าวว่าเป็นเสนาที่ ๖ ของท่าน ความสงสัย เรากล่าวว่าเป็นเสนาที่ ๗ ของท่าน ความลบหลู่ ความหัวดื้อ เรากล่าวว่าเป็นเสนาที่ ๘ ของท่าน ลาภ สรร- เสริญ สักการะ เรากล่าวว่าเป็นเสนาที่ ๙ ของท่าน และยศ ที่ได้มาผิดซึ่งเป็นเหตุ ให้บุคคลยกตนและดูหมิ่นผู้อื่นเรากล่าว ว่าเป็นเสนาที่ ๑๐ ของท่าน แน่ะมาร เสนาของท่านนี้มีปกติ กำจัดซึ่งคนผู้มีธรรมดำ คนผู้ไม่กล้าย่อมไม่ชนะซึ่งเสนาของ ท่านนั้น ส่วนคนผู้กล้าย่อมชนะได้ ครั้นชนะแล้วย่อมได้ ความสุข ก็เพราะเหตุที่ได้ความสุขนั้น แม้เรานี้ก็พึงรักษา หญ้ามุงกระต่ายไว้ น่าติเตียนชีวิตของเรา เราตายเสียใน สงครามประเสริฐกว่า แพ้แล้วเป็นอยู่จะประเสริฐอะไร สมณพราหมณ์บางพวกหยั่งลงแล้วในเสนาของท่านนี้ ย่อม ไม่ปรากฏ ส่วนผู้ที่มีวัตรงาม ย่อมไปโดยหนทางที่ชนทั้งหลาย ไม่รู้ เราเห็นมารพร้อมด้วยพาหนะยกออกแล้วโดยรอบ จึงมุ่งหน้าไปเพื่อรบ มารอย่าได้ยังเราให้เคลื่อนจากที่ โลก พร้อมด้วยเทวโลกย่อมครอบงำเสนาของท่านไม่ได้ เราจะ ทำลายเสนาของท่านเสียด้วยปัญญา เหมือนบุคคลทำลาย ภาชนะดินทั้งดิบทั้งสุก ด้วยก้อนหิน ฉะนั้น เราจักกระทำ สัมมาสังกัปปะให้ชำนาญและดำรงสติให้ตั้งมั่นเป็นอันดี แล้ว จักเที่ยวจากแคว้นนี้ไปยังแคว้นโน้น แนะนำสาวกเป็นอันมาก สาวกผู้ไม่ประมาทเหล่านั้นมีใจเด็ดเดี่ยว กระทำตามคำสั่ง สอนของเราจักถึงที่ซึ่งไม่มีความใคร่ ที่ชนทั้งหลายไปถึงแล้ว ย่อมไม่เศร้าโศก ฯ มารกล่าวคาถาว่า เราได้ติดตามรอยพระบาทของพระผู้มีพระภาคสิ้น ๗ ปี ไม่ได้ ประสบช่องของพระสัมพุทธเจ้าผู้มีศิริ มารได้ไปตามลม รอบๆ ก้อนหินซึ่งมีสีคล้ายก้อนมันข้น ด้วยคิดว่า เราจะ ประสบความอ่อนโยนในพระโคดมนี้บ้าง ความสำเร็จ ประโยชน์พึงมีบ้าง มารไม่ได้ความพอใจในพระสัมพุทธเจ้า ได้กลายเป็นลมหลีกไปด้วยคิดว่า เราถึงพระโคดมแล้ว จะทำให้ทรงเบื่อพระทัยหลีกไป เหมือนกาถึงไสลบรรพต แล้วบินหลีกไป ฉะนั้น พิณของมารผู้ถูกความโศกครอบงำ แล้ว ได้ตกจากรักแร้ ลำดับนั้น มารนั้นเสียใจ ได้หายไป ในที่นั้นนั่นแล ฯ จบปธานสูตรที่ ๒
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๒. ปธานสูตร ว่าด้วยความเพียรอย่างเด็ดเดี่ยว (พระผู้มีพระภาคตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายดังนี้)
เราตั้งจิตบำเพ็ญเพียร ขะมักเขม้น เพ่งพินิจอยู่ เพื่อบรรลุธรรมอันเป็นแดนเกษมจากโยคะ อยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรานั้น
มารได้เข้ามาหาพร้อมกับกล่าวถ้อยคำแสดงความเอ็นดูว่า ท่านมีร่างกายผ่ายผอม มีผิวพรรณซูบซีด ใกล้จะตายอยู่แล้ว
ท่านมีโอกาสตายถึง ๑,๐๐๐ ส่วน โอกาสรอดชีวิตมีเพียงส่วนเดียวเท่านั้น ท่านเอ๋ย การที่ท่านมีชีวิตอยู่นั้นดีแล้ว เพราะเมื่อมีชีวิตอยู่ ท่านก็จักบำเพ็ญบุญทั้งหลายได้
ท่านประพฤติพรหมจรรย์ และบูชาไฟอยู่ ก็ชื่อว่าสั่งสมบุญไว้มาก ท่านจักบำเพ็ญเพียรไปทำไม
ทางเพื่อความเพียรดำเนินไปถึงยาก ทำได้ยาก ยากยิ่งนักที่จะก่อผลสำเร็จ มารได้ยืนกล่าวคาถาเหล่านี้อยู่ใกล้ๆ เราผู้จะเป็นพุทธะ @เชิงอรรถ : @ พรหมจรรย์ ในที่นี้หมายถึงเมถุนวิรัติ (ขุ.สุ.อ. ๒/๔๓๑/๒๐๘)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๕๙๘}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๓. มหาวรรค] ๒. ปธานสูตร
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสตอบมารผู้กล่าวอย่างนั้นว่า มารผู้มีบาป ผู้เป็นเผ่าพันธุ์ของคนประมาท ท่านมาที่นี้มีความประสงค์ใด
เราไม่มีความต้องการบุญแม้แต่น้อย ความจริง ท่านผู้เป็นมาร ควรไปบอกแก่คนผู้ต้องการบุญ
เพราะเหตุไร ท่านจึงเฝ้าเพียรถามเรา ผู้มีทั้งศรัทธา ตบะ วิริยะ และปัญญา ผู้มีจิตมุ่งมั่น มีความเป็นอยู่อย่างนี้
กระแสแม่น้ำทุกสาย ลมนี้สามารถพัดให้เหือดแห้งได้ แต่ว่าเลือดของเราผู้มีจิตมุ่งมั่นไม่เหือดแห้งไปแม้สักหยดเลย
เมื่อเลือดกำลังเหือดแห้งไป ดี เสลดก็กำลังเหือดแห้งไปด้วย และเมื่อเนื้อกำลังจะหมดสิ้นไป แต่จิตของเราก็ยิ่งผ่องใส สติ และปัญญาก็ผ่องใส สมาธิของเราก็ยิ่งตั้งมั่นขึ้นไปอีก
เรานั้นถึงจะได้รับทุกขเวทนาอันแรงกล้าอยู่อย่างนี้ จิตก็หาได้หวนคนึงถึงกามทั้งหลายไม่ ท่านจงคอยดูภาวะที่เราเป็นสัตว์บริสุทธิ์
กิเลสกามทั้งหลาย เราเรียกว่าเสนากองที่ ๑ ของท่าน ความไม่ยินดี เราเรียกว่าเสนากองที่ ๒ ของท่าน ความหิวกระหาย เราเรียกว่าเสนากองที่ ๓ ของท่าน ตัณหา(ความทะยานอยาก) เราเรียกว่าเสนากองที่ ๔ ของท่าน
ถีนมิทธะ(ความหดหู่และเซื่องซึม) เราเรียกว่าเสนากองที่ ๕ ของท่าน ความกลัว เราเรียกว่าเสนากองที่ ๖ ของท่าน วิจิกิจฉา(ความลังเลสงสัย) เราเรียกว่าเสนากองที่ ๗ ของท่าน มักขะ(ความลบหลู่คุณท่าน) และถัมภะ(ความหัวดื้อ) เราเรียกว่าเสนากองที่ ๘ ของท่าน
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๕๙๙}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๓. มหาวรรค] ๒. ปธานสูตร
ลาภ ความสรรเสริญ สักการะ และยศที่ได้มาที่ผิดๆ เราเรียกว่าเสนากองที่ ๙ ของท่าน การยกตนและข่มผู้อื่น เราเรียกว่าเสนากองที่ ๑๐ ของท่าน
มารเอ๋ย เสนาของท่านผู้มีธรรมดำนี้ มีปกติประหารสมณพราหมณ์ คนขลาดเอาชนะเสนานั้นไม่ได้ แต่คนกล้า เอาชนะเสนามารได้แล้วย่อมได้รับสุข
แม้เรานี้ก็รักษาหญ้ามุงกระต่ายไว้ น่าติเตียน(ถ้า)ชีวิตของเรา(จะพ่ายแพ้) เราตายเสียในสงครามประเสริฐกว่า แพ้แล้วเป็นอยู่จะประเสริฐอะไร
สมณพราหมณ์บางพวกตกอยู่ในอำนาจเสนาของท่านแล้ว ย่อมไม่ปรากฏเกียรติคุณ และย่อมไม่รู้ทางที่เหล่าท่านผู้มีวัตรดีดำเนินไปอยู่
เราได้เห็นมารขี่ช้างเป็นพาหนะ นำเสนาออกมาโดยรอบทิศ จึงเตรียมเผชิญหน้าเพื่อจะต่อสู้ โดยมั่นใจว่า มารอย่าหวังที่จะให้เราลุกจากที่
ชาวโลกพร้อมทั้งเทวโลก ไม่สามารถเอาชนะเสนาของท่านนั้นได้ แต่เราจะใช้ปัญญาเป็นอาวุธ ทำลายเสนาท่านนั้นให้พินาศ เหมือนคนใช้ก้อนหินทุบภาชนะดิน ทั้งที่ยังไม่ได้เผาและที่เผาแล้วให้แตกไป ฉะนั้น @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๒๘/๑๑๖, ๖๘/๒๑๐-๒๑๑, ขุ.จู. (แปล) ๓๐/๔๗/๑๙๘
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๖๐๐}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๓. มหาวรรค] ๒. ปธานสูตร
เราจักเจริญสัมมาสังกัปปะให้เชี่ยวชาญ และตั้งสติไว้อย่างมั่นคงแล้ว เที่ยวจาริกแนะนำพร่ำสอนสาวกจำนวนมากไปทุกแว่นแคว้น
สาวกผู้ไม่ประมาทเหล่านั้น มีจิตมุ่งมั่น ปฏิบัติตามคำสอนของเรา เป็นผู้หมดความปรารถนา ก็จะเข้าถึงสถานที่ซึ่งเหล่าชนผู้ไปแล้ว ไม่เศร้าโศก
(มารกล่าวดังนี้) ข้าพเจ้าได้สะกดรอยตามพระผู้มีพระภาคนานถึง ๗ ปี ก็ยังหาโอกาสที่จะทำลายพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงพระสิริไม่ได้เลย
กาตัวหนึ่งบินอยู่รอบๆ แท่นศิลา ที่มีสีคล้ายมันข้น ด้วยคิดว่า ‘เรากำลังจะได้ของอ่อนนุ่มในสิ่งนี้ ความยินดีพอใจก็จะมีแก่เรา’ (แต่เมื่อไม่ได้ความพอใจ รู้ว่า ‘นี้คือแท่นศิลา’ จึงหลีกไป)
ข้าพเจ้าก็เช่นเดียวกัน ตั้งใจว่า จะมารบกวนก่อความรำคาญพระทัย ให้พระสมณโคดมเบื่อเสด็จลุกหนีไป แต่ข้าพเจ้ากลับไม่ได้รับความยินยอมจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เกิดความท้อแท้จึงหลีกไป
เมื่อมารนั้นกำลังเศร้าโศกมาก พิณที่หนีบอยู่นั้นจึงตกลงจากรักแร้ ลำดับนั้น มารนั้นผู้เสียใจ ได้อันตรธานหายไปในที่นั้นเอง ปธานสูตรที่ ๒ จบ @เชิงอรรถ : @ ข้อความนี้แปลเติมตามนัยอรรถกถา (ขุ.สุ.อ. ๒/๔๔๙-๔๕๑/๒๑๔-๒๑๕)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๖๐๑}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาปธานสูตรที่ ๒
ปธานสูตรมีคำเริ่มต้นว่า ตํ มํ ปธานปหิตตฺตํ มารเข้ามาหาเราผู้มีตนส่งไปแล้วด้วยความเพียร ดังนี้.
ถามว่า เรื่องนี้มีการเกิดขึ้นเป็นอย่างไร?
ตอบว่า มีการเกิดขึ้นดังต่อไปนี้.
ท่านพระอานนท์ยังบรรพชาสูตรให้จบลงด้วยบทว่า ปธานาย คมิสฺสามิ เอตฺถ เม รญฺชติ มโน อาตมภาพจักไปเพื่อความเพียร ใจของอาตมภาพยินดีในความเพียรนี้ ดังนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่ง ณ พระคันธกุฎี ทรงดำริว่า เราปรารถนาความเพียรตลอด ๖ ปี กระทำทุกรกิริยา วันนี้เราจักกล่าวถึงความเพียรนั้นแก่ภิกษุทั้งหลาย.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จออกจากพระคันธกุฎี ประทับนั่ง ณ พุทธาสนะทรงปรารภว่า ตํ มํ ปธานปหิตตฺตํ ดังนี้ แล้วตรัสพระสูตรนี้.
ในบทเหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอ้างถึงพระองค์ ด้วยคำสองคำว่า ตํ มํ ดังนี้.
บทว่า ปธานปหิตตฺตํ ได้แก่ มีจิตส่งไปแล้วหรือสละอัตภาพเพื่อประโยชน์แก่พระนิพพาน.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงชี้แจงลักษณะด้วยบทว่า นทึ เนรญฺชรํ ปติ ความว่า แสดงลักษณะเพราะลักษณะชื่อว่า แม่น้ำเนรัญชรา เพราะมีตนส่งไปแล้วเพื่อความเพียร. โดยเหตุที่ในบทว่า นทึ เนรญฺชรํ เป็นทุติยาวิภัตติ แต่มีความเป็น สัตตมีวิภัตติว่า นทิยา เนรญฺชราย. อธิบายว่า ที่ใกล้ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา.
บทว่า วิปรกฺกมฺม คือ บากบั่นอย่างยิ่ง. บทว่า ฌายนฺตํ คือ บำเพ็ญฌานโดยหายใจแต่น้อย. บทว่า โยคกฺเขมสฺส ปตฺติยา คือ เพื่อบรรลุนิพพานอันเกษมจากโยคะ ๔.
บทว่า นมุจิ ได้แก่ มาร. เพราะมารนั้นไม่ยอมปล่อยเทวดาและมนุษย์ผู้ประสงค์จะออกจากวิสัยของตน จะทำอันตรายแก่พวกเขา ฉะนั้นท่านจึงเรียกว่า นมุจิ.
บทว่า กรุณํ ได้แก่ ประกอบด้วยความเอ็นดู. บทว่า ภาสมาโน อุปาคมิ นี้ง่ายอยู่แล้ว.
เพราะเหตุไร มารจึงเข้าไปใกล้.
ได้ยินว่า วันหนึ่งพระมหาบุรุษดำริว่า ผู้แสวงหาอาหารทุกเมื่อเป็นผู้หวังในความเป็นอยู่อันผู้หวังในความเป็นอยู่ ไม่สามารถบรรลุอมตธรรมได้. แต่นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงปฏิบัติโดยตัดอาหาร ด้วยเหตุนั้น พระองค์จึงทรงซูบผอมมีผิวพรรณเศร้าหมอง.
ครั้งนั้น มารไม่รู้ว่านี้เป็นทางแห่งการตรัสรู้หรือมิใช่ กลัวไปว่าพระองค์บำเพ็ญความเพียรอันแรงกล้าบางครั้งจะพึงพ้นวิสัยของเรา จึงมาด้วยคิดว่า เราพึงกล่าวห้ามอย่างนี้ๆ ดังนี้. ด้วยเหตุนั้น มารจึงกล่าวว่า ท่านซูบผอม มีผิวพรรณเศร้าหมอง ความตายของท่านอยู่ในที่ใกล้.
ก็และครั้นมารกล่าวอย่างนี้แล้ว จึงประกาศความที่พระองค์ใกล้ความตาย กล่าวว่า ส่วนแห่งความตายของท่านมีตั้งพันส่วน ความเป็นอยู่ของท่านมีเพียงส่วนเดียว.
ใจความของบทนั้นมีว่า ชื่อว่า สหสฺสภาโค เพราะมีพันส่วน. ปาฐะที่เหลือว่า อะไรเป็นปัจจัยแห่งความตาย. ส่วนเดียวชื่อว่า เอกํโส.
ท่านอธิบายไว้ว่า พ้นส่วนมีการเพ่งลมหายใจน้อยเป็นต้นนี้ เป็นปัจจัยแห่งความตายของท่าน ความเป็นอยู่ของท่านมีส่วนเดียวเท่านั้นจากที่ท่านทำความเพียร ความตายของท่านอยู่ในที่ใกล้อย่างนี้ ดังนี้. ครั้นมารประกาศความที่พระองค์ใกล้ความตายอย่างนี้แล้ว เมื่อจะเร่งเร้าพระองค์ในความเป็นอยู่จึงกล่าวว่า ชีวิตของท่านผู้เป็นอยู่ประเสริฐกว่า เมื่อเป็นอยู่ท่านจักทำบุญได้.
ลำดับนั้น มารเมื่อจะแสดงบุญที่ตนเห็นด้วย จึงกล่าวว่า จรโต จ เต พฺรหฺมจริยํ ท่านประพฤติพรหมจรรย์ ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า พฺรหฺมจริยํ มารกล่าวหมายถึงการเว้นเมถุนเป็นครั้งคราว.
บทว่า ชูหโต ได้แก่ บูชาไฟ.
บทที่เหลือในที่นี้มีความปรากฏชัดแล้ว.
มารเมื่อจะให้พระองค์เลิกความเพียร จึงกล่าวกึ่งคาถานี้ว่า ทุคฺโค มคฺโค ทางเพื่อความเพียรดำเนินไปได้ยาก.
ในบทนั้นพึงทราบความอย่างนี้ว่า ชื่อว่าดำเนินไปได้ยาก เพราะนำไปสู่การเพ่งลมหายใจน้อยเป็นต้นชื่อว่าทำได้ยาก เพราะต้องทำด้วยกายและจิตที่เป็นทุกข์ ชื่อว่าให้เกิดความยินดีได้ยาก เพราะไม่สามารถจะบรรลุเช่นนั้นได้ด้วยความตายใกล้เข้ามา.
เบื้องหน้าแต่นี้ พระสังคีติกาจารย์กล่าวคาถากึ่งหนึ่งนี้ว่า
อิมา คาถา ภณํ มาโร อฏฺฐา พุทฺธสฺส สนฺติเก มารได้ยืนกล่าวคาถานี้ ในสำนักของพระพุทธเจ้า.
อาจารย์พวกหนึ่งกล่าวว่า คาถาทั้งหมดบ้าง.
ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอ้างพระองค์ดุจคนอื่น ตรัสถึงความเกิดอย่างนี้ ทั้งหมดในบทนี้ เพราะเหตุนั้น นี้คือความอดทนของเรา.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อฏฺฐา แปลว่า ได้ยืนอยู่แล้ว.
บทที่เหลือง่ายทั้งนั้น.
พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๖
ในบทว่า เยนตฺเถน นี้มีอธิบายดังนี้
ดูก่อนมารผู้มีบาป ท่านมาในที่นี้ด้วยประโยชน์ของตนอันจะทำอันตรายแก่ผู้อื่น.
บทที่เหลือง่ายทั้งนั้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงคัดค้านคำนี้ว่า เมื่อเป็นอยู่ท่านจักทำบุญได้ดังนี้ ตรัสคาถานี้ว่า อณุมตฺโตปิ แม้มีประมาณน้อย.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ปญฺเญน พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสหมายถึงบุญอันไปสู่วัฏฏะซึ่งมารกล่าว.
บทที่เหลือง่ายทั้งนั้น.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าคุกคามมารปรารภคำนี้ว่า ความเป็นอยู่ของท่านมีส่วนเดียว ตรัสคาถานี้ว่า อตฺถิ สทฺธา ศรัทธามีอยู่ดังนี้.
ในคาถานั้นมีอธิบายดังนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงคุกคามมารอย่างนี้ว่า ดูก่อนมารใจร้าย ท่านไม่เชื่อในสันติวรบท (ทางแห่งความสงบอันประเสริฐ) อันยอดเยี่ยมหรือแม้มีศรัทธาก็เกียจคร้าน หรือมีศรัทธา แม้ปรารภความเพียร ก็มีปัญญาทรามตามถามความเป็นอยู่ แต่เรามีศรัทธาหยั่งลงในสันติวรบทอันยอดเยี่ยม เรามีความเพียร กล่าวคือความพยายามไม่ย่อหย่อนทางกายและทางจิตและเรามีปัญญาเปรียบดังวชิระ ท่านถามเราผู้มีตนส่งไปแล้ว คือมีอัธยาศัยเลิศ มีความเป็นอยู่อย่างนี้เพราะเหตุไร ท่านจึงถาม.
ควรประกอบสติและสมาธิด้วย จ ศัพท์ในบทนี้ว่า ปญฺญา จ มม ดังนี้. ผู้ประกอบด้วยอินทรีย์ ๕ เหล่าใดย่อมถึงนิพพาน ในอินทรีย์ ๕ เหล่านั้นแม้อย่างเดียวก็เว้นไม่ได้ท่านถามเราผู้มีตนส่งไปแล้ว มีความเป็นอยู่อย่างไรมิใช่หรือ.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงข่มมารอย่างนี้ว่า
เอกาหํ ชีวิตํ เสยฺโย วิริยมารภโต ทฬฺหํ
ปญฺญวนฺตสฺส ฌายิโน ปสฺสโต อุทยพฺพยํ.
เป็นอยู่วันเดียวของผู้ปรารภความเพียรมั่น
มีปัญญา มีความเพ่ง เห็นความเกิดและความเสื่อม
ประเสริฐ ดังนี้.
____________________________
ขุ. ธ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๑๘
เมื่อจะทรงแสดงความเป็นไปของร่างกายและจิตของพระองค์ จึงตรัสสองคาถาว่า นทีนมฺปิ ดังนี้เป็นต้น. สองคาถานั้นโดยความปรากฏชัดดีแล้ว
แต่อรรถกถาอธิบายไว้ว่า
ลมใดที่ตั้งขึ้นจากความเพียรในการเพ่งลมหายใจแต่น้อย ปั่นป่วนในสรีระของเรา ลมนี้พึงพัดกระแสแม่น้ำคงคาและยมุนาเป็นต้นให้เหือดแห้งไปได้เลือดประมาณ ๔ ทะนานของเราผู้มีใจเด็ดเดี่ยว ไม่พึงเหือดแห้งมิใช่เพียงโลหิตของเราเท่านั้นเหือดแห้งไป ก็เมื่อโลหิตเหือดแห้งไปดีที่อยู่ในร่างกายทั้งประเภทที่เกี่ยวพันและไม่เกี่ยวพัน ย่อมเหือดแห้งไปเสมหะประมาณ ๔ ทะนาน ปกปิดการกินการดื่มเป็นต้น ทั้งอะไรอื่นอีก ย่อมเหือดแห้งไปเพราะฉะนั้น น้ำมูตรและอาหารมีรสย่อมเหือดแห้งไป ก็เมื่อน้ำมูตรและอาหารมีรสเหือดแห้งไป แม้เนื้อก็สิ้นไป เมื่อเนื้อของเราสิ้นไปโดยลำดับอย่างนี้ จิตย่อมเลื่อมใสโดยยิ่ง จิตมิได้จมลงเพราะสิ่งนั้นเป็นปัจจัย.
ท่านนั้นไม่รู้จิตเช่นนี้ เห็นเพียงสรีระเท่านั้นก็พูดว่า ท่านซูบผอมมีผิวพรรณเศร้าหมอง ความตายของท่านอยู่ในที่ใกล้ ดังนี้เพราะเหตุนั้น มิใช่จิตของเราอย่างเดียวเท่านั้นเลื่อมใส แม้สติ ปัญญาและสมาธิของเราย่อมตั้งมั่นโดยยิ่งความประมาทก็ดี ความลุ่มหลงก็ดี ความฟุ้งซ่านของจิตก็ดี แม้เพียงน้อยหนึ่งก็มิได้มี เมื่อเราอยู่อย่างนี้ สมณะและพราหมณ์พวกใดพวกหนึ่ง ย่อมเสวยเวทนาอันเจ็บปวดตลอดกาล ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต หรือปัจจุบัน จิตของผู้ได้รับเวทนาอันแรงกล้า อันเป็นตัวอย่างของเวทนาเหล่านั้น ย่อมเพ่งเล็งถึงความสุขของผู้อื่นผู้อันทุกข์ถูกต้องแล้ว เพ่งเล็งถึงความร้อน เมื่อได้รับความหนาว เพ่งเล็งถึงความหนาว เมื่อได้รับความร้อน เพ่งเล็งถึงโภชนะ เมื่อได้รับความหิว เพ่งเล็งถึงน้ำ เมื่อได้รับความกระหายฉันใด จิตย่อมไม่เพ่งเล็งในกามคุณ ๕ แม้กามอย่างหนึ่งฉันนั้น จิตของเราไม่เกิดด้วยอาการเช่นนี้ว่า ไฉนหนอ เราพึงบริโภคอาหารดี ที่นอนสบาย ที่นั่งสบาย. ดูก่อนมาร ท่านจงดูความที่สัตว์เป็นผู้บริสุทธิ์.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงความที่พระองค์เป็นผู้บริสุทธิ์ เพื่อหักร้างความปรารถนาของมารผู้มาแล้วด้วยหวังว่าจักห้ามพระองค์ เมื่อจะทรงประกาศกะมารและเสนามาร แล้วทรงแสดงความที่พระองค์เป็นผู้อันมารและเสนามารให้แพ้ไม่ได้ด้วยอาการอย่างนี้จึงกล่าวคาถา ๖ คาถามีอาทิว่า กามา เต ปฐมา เสนา กามทั้งหลายเป็นเสนาที่หนึ่งของท่าน.
เพราะกิเลสกามทั้งหลายย่อมยังสัตว์ผู้ครองเรือนให้ลุ่มหลงในวัตถุกามทั้งหลายแต่ต้นทีเดียวเมื่อสัตว์ทั้งหลายถูกกิเลสกามครอบงำเข้าไปบวชแล้ว ก็จะเกิดความไม่ยินดีในเสนาสนะอันสงัดหรือในธรรมอันเป็นอธิกุสลอย่างใดอย่างหนึ่ง.
สมดังที่ท่านกล่าวว่า ปพฺพชิเตน โข อาวุโส อภิรติ ทุกฺกรา ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย ความยินดียิ่งอันบรรพชิตทำได้ยาก ดังนี้.
____________________________
สํ. สฬา. เล่ม ๑๘/ข้อ ๕๑๒
แต่นั้น ความหิวกระหายย่อมเบียดเบียน เพราะมีชีวิตเนื่องด้วยผู้อื่น เพราะถูกความหิวกระหายเบียดเบียนความอยากในการแสวงหา ย่อมทำให้จิตเหนื่อยหน่าย เมื่อเป็นเช่นนั้น ถีนมิทธะ (ความง่วงเหงาหาวนอน)ย่อมครอบงำผู้มีจิตเหนื่อยหน่ายเหล่านั้น.
แต่นั้น เมื่อบรรลุคุณวิเศษ อยู่ในเสนาสนะอันสงัดในราวป่าอันยินดีได้ยาก เกิดความกลัวรู้สึกหวาดสะดุ้งเมื่อชนเหล่านั้นเกิดความกลัวความระแวง ไม่พอใจในรสของวิเวกอยู่ตลอดกาลนานเกิดความสงสัยในการปฏิบัติว่า นี้คงไม่ใช่ทางแน่ เมื่อบรรเทาความสงสัยนั้นอยู่เกิดมานะ (ถือตัว) มักขะ (ลบหลู่) ถัมภะ (หัวดื้อ) เพราะบรรลุคุณวิเศษเพียงเล็กน้อยเมื่อบรรเทามานะ มักขะ ถัมภะอยู่ ย่อมเกิดลาภ สักการะและความสรรเสริญเพราะอาศัยการบรรลุคุณวิเศษยิ่งไปกว่านั้น.
ผู้หมกมุ่นอยู่ในลาภ ประกาศธรรมปฏิรูป (ธรรมเทียม) บรรลุทางผิด ตั้งอยู่ในทางผิดนั้น ย่อมยกตนข่มผู้อื่นด้วยชาติเป็นต้น ฉะนั้น พึงทราบความที่กามเป็นต้นเป็นเสนาที่ ๑.
พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงแสดงเสนา ๑๐ อย่างอย่างนี้แล้ว เพราะเสนานั้นย่อมเป็นไปเพื่อความอุปการะมารผู้ใจดำ เพราะประกอบด้วยธรรมดำ ฉะนั้นเมื่อจะทรงอ้างกะมารนั้นว่า ตว เสนา เสนาของท่าน จึงตรัสว่า เอสา นมุจิ เต เสนา กณฺหสฺสาภิปฺปหารินีดูก่อนมาร เสนาของท่าน นี้มีปรกติกำจัดคนผู้มีธรรมดำ ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อภิปฺปหารินี ได้แก่ กำจัด ทำร้าย ทำอันตรายแก่สมณพราหมณ์ทั้งหลาย. บทว่า น นํ อสูโร ชินาติ เชตฺวา จ ลภเต สุขํ คนผู้ไม่กล้าย่อมไม่ชนะเสนาของท่านนั้น ครั้นชนะแล้วย่อมได้ความสุข ดังนี้
ความว่า คนผู้ไม่กล้าคือคนที่ไม่มีความเพ่งเล็งในกายและในชีวิต ย่อมไม่ชนะเสนาของท่าน แต่คนกล้าย่อมชนะได้ ครั้นชนะแล้วย่อมบรรลุมรรคสุข และผลสุข.
ก็เพราะได้ความสุข ฉะนั้นแม้เราปรารถนาความสุขนั้นก็พึงรักษาหญ้ามุงกระต่ายไว้บุรุษผู้เข้าสงครามไม่ยอมถอย เพื่อจะให้รู้ว่าตนไม่ถอย จึงผูกหญ้ามุงกระต่ายไว้บนศีรษะที่ธงหรือที่อาวุธท่านจงจำเราว่า มารนี้ยังนำไปอยู่ น่าติเตียน ชีวิตของเราผู้แพ้เสนาของท่านเพราะฉะนั้น ท่านจงจำไว้อย่างนี้ว่า สงฺคาเม เม มตํ เสยฺโย ยญฺเจ ชีเว ปราชิโตเราตายเสียในสงครามยังดีกว่า แพ้แล้วเป็นอยู่จะดีได้อย่างไร.
อธิบายว่า เราตายเสียในสงครามกับท่านผู้ทำอันตรายแก่ผู้ปฏิบัติชอบ ดีกว่าแพ้แล้วมีชีวิตอยู่.
หากมีคำถามว่า เพราะเหตุไร จึงว่าตายดีกว่า.
ตอบว่า เพราะสมณพราหมณ์บางพวกหยั่งลงไปแล้วในเสนาของท่านย่อมไม่ปรากฏ ส่วนผู้มีวัตรงามย่อมไปโดยหนทางที่ชนทั้งหลายไม่รู้. อธิบายว่า สมณพราหมณ์บางพวกหยั่งลงไปแล้ว คือจมลงไปแล้ว เข้าไปแล้วในเสนาของท่านอันมีวัตถุกามเป็นเบื้องต้นมีการยกตนข่มผู้อื่นเป็นที่สุดย่อมไม่ปรากฏ คือย่อมไม่ประกาศด้วยคุณทั้งหลายมีศีลเป็นต้น ดุจเข้าไปสู่ที่มืดสมณพราหมณ์เหล่านี้หยั่งลงไปแล้วอย่างนี้ บางครั้งก็โผล่ขึ้นโดยนัยมีอาทิว่า สาหุ สทฺธา ดุจบุรุษโผล่ขึ้นในบางครั้งแล้วจมลงฉะนั้น.
อนึ่ง ผู้มีวัตรงามมีพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าเป็นต้นแม้ทั้งปวง ย่อมไปโดยหนทางที่ชนทั้งหลายไม่รู้ เพราะถูกเสนานั้นครอบงำไว้ อันได้แก่ไปสู่พระนิพพานอันเป็นแดนเกษม.
ฝ่ายมารฟังคาถานี้แล้ว ไม่พูดอะไรๆ แล้วก็หลีกไป.
ก็เมื่อมารนั้นหลีกไปแล้ว พระมหาสัตว์ยังไม่บรรลุธรรมวิเศษอย่างใด เพราะบำเพ็ญทุกรกิริยานั้น ทรงดำริต่อไปว่า จะพึงมีทางอื่นเพื่อการตรัสรู้หรือหนอ ทรงให้นำอาหารหยาบมาเพิ่มกำลัง ในวันเพ็ญเดือน ๖ เสวยข้าวปายาสของนางสุชาดาเป็นครั้งแรกประทับนั่งพักกลางวัน ณ ไพรสณฑ์อันเจริญ ยังสมาบัติ ๘ ให้เกิด ณ ที่นั้น กลางวันผ่านไป ในตอนเย็นเสด็จบ่ายพระพักตร์ไปยังควงมหาโพธิ ทรงเกลี่ยกำหญ้า ๘ กำที่โสตถิยพราหมณ์ถวาย ณ โคนโพธิเป็นผู้ที่เทวดาในหมื่นโลกธาตุกระทำการบูชาสักการะมาก
ทรงอธิษฐานความเพียรมีองค์ ๔ ว่า แม้เลือดเนื้อในร่างกายของเราจะเหือดแห้งไป เหลือแต่หนังเอ็นกระดูกก็ตามแล้วทรงทำปฏิญญาว่า บัดนี้เรายังไม่บรรลุความเป็นพุทธะแล้ว จักไม่ทำลายบัลลังก์ ดังนี้.
เสด็จประทับนั่ง ณ อปราชิตบัลลังก์ (บัลลังก์ที่ไม่มีผู้ทำให้แพ้ได้).
มารผู้ใจบาปรู้ดังนั้นแล้วจึงคิดว่า วันนี้สิทธัตถะนั่งทำปฏิญญา วันนี้เดี๋ยวนี้ เราจะต้องห้ามปฏิญญาของสิทธัตถะนั้นจึงประชุมมารเสนาตั้งแต่โพธิมณฑลถึงสุดจักรวาล กว้างยาว ๑๒ โยชน์ เบื้องบน ๙ โยชน์ขี่พญาช้างศิริเมขล์ประมาณ ๑๕๐ โยชน์ เนรมิตแขนพันหนึ่ง ถืออาวุธนานาชนิดประกาศว่า จงจับ จงฆ่า จงประหาร บันดาลฝนดังที่กล่าวแล้วในอาฬวกสูตรให้ตกลงฝนตกถึงพระมหาบุรุษมีประการดังได้กล่าวแล้วในอาฬวกสูตรนั้น. แต่นั้นมารเอาขอวชิระสับที่กระพองช้าง ไสเข้าไปใกล้พระมหาบุรุษแล้วกล่าวว่าดูก่อนสิทธัตถะผู้เจริญ จงลุกขึ้นจากบัลลังก์.
พระมหาบุรุษตรัสว่า ดูก่อนมาร เราไม่ลุก ทรงตรวจดูเสนานั้นโดยรอบ ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า สมนฺตา ธชินึ เสนาโดยรอบ ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ธชินึ คือ เสนา. บทว่า ยุตฺตํ ได้แก่ ขวนขวายแล้ว.
บทว่า สวาหนํ คือ ร่วมกับพญาช้างคิรีเมขล์. บทว่า ปจฺจุคจฺฉามิ คือ มุ่งหน้าไปเบื้องบน.
มารนั้นไปด้วยเดชไม่ใช่ด้วยกาย เพราะเหตุไรเพราะมารไม่ทำให้เราเคลื่อนจากที่ได้. ท่านอธิบายว่า มารอย่าทำให้เราเคลื่อนจากที่อปราชิตบัลลังก์นั้น.
บทว่า นปฺปสหติ คือ ไม่สามารถอดกลั้น หรือครอบงำได้. บทว่า อามปกฺกํ ได้แก่ ภาชนะดินทั้งดิบทั้งสุก. บทว่า อมฺหนา ได้แก่ ด้วยหิน. บทที่เหลือในสูตรนี้ปรากฏชัดแล้ว.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงว่า ดูก่อนมาร เราจักทำลายเสนาของท่านนั้นต่อจากนั้นเราเป็นผู้ชนะสงครามแล้ว บรรลุธรรมราชาภิเษก จักกระทำสัมมาสังกัปปะนี้ ดังนี้จึงตรัสว่า วสึ กริตฺวา ทำสัมมาสังกัปปะให้ชำนาญดังนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า วสึ กริตฺวา สงฺกปฺปํ ความว่า ละมิจฉาสังกัปปะทั้งหมดด้วยมรรคภาวนา แล้วทำสังกัปปะให้ชำนาญโดยให้สัมมาสังกัปปะเท่านั้นเป็นไป.
บทว่า สติญฺจ สุปติฏฺฐิตํ ดำรงสติให้ตั้งมั่นเป็นอันดี ความว่า เราจักทำสติของตนในฐานะ ๔มีกายเป็นต้นให้ตั้งมั่นด้วยดี ทำสังกัปปะให้ชำนาญอย่างนี้แล้ว มีสติตั้งมั่นด้วยดีจักเที่ยวไปจากแคว้นนี้ไปยังแคว้นโน้นแนะนำสาวกเป็นอันมากทั้งที่เป็นเทวดาและมนุษย์ เมื่อเป็นเช่นนั้น สาวกผู้ไม่ประมาทเหล่านั้นอันเราแนะนำแล้ว มีใจเด็ดเดี่ยวกระทำตามคำสั่งสอนของเราจักถึงที่ซึ่งไม่มีความใคร่ ที่ชนทั้งหลายไปถึงแล้วย่อมไม่เศร้าโศก.
อธิบายว่า ที่นั้นได้แก่อมตมหานิพพานนั้นเอง.
ลำดับนั้น มารกล่าวว่า ดูก่อนภิกษุ ท่านเห็นเราเป็นยักษ์ฉะนี้แล้ว ไม่กลัวดอกหรือ. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เออ มารเราไม่กลัวดอก. มารทูลถามว่า ทำไมไม่กลัว. ทรงตอบว่า เพราะเราได้ทำบุญบารมีมีทานบารมีเป็นต้น. มารทูลถามว่า ใครรู้ว่าท่านได้ทำบารมีมีทานบารมีเป็นต้น. ตรัสว่า ดูก่อนมารผู้ใจบาป ประโยชน์อะไรด้วยหาพยานในภพนี้ ก็เมื่อเราเป็นเวสสันดรในภพหนึ่งได้ทำทานอันใดไว้ด้วยอานุภาพของทานนั้น มหาปฐพีนี้แหละเป็นพยานได้เกิดไหวโดยประการ ๖ อย่างถึง ๗ ครั้ง. เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว มหาปฐพีได้ไหวลงไปถึงที่สุดน้ำคำรามเสียงน่ากลัวมารได้ยินดุจสายฟ้า ตกใจกลัว ขับไล่เสนาหนีไปพร้อมด้วยบริษัท.
ลำดับนั้น พระมหาบุรุษทรงตรัสรู้วิชา ๓ โดย ๓ ยาม พออรุณขึ้นทรงเปล่งอุทานนี้ว่า อเนกชาติสํสารํ ฯเปฯ ตณฺหานํ ขยมชฺฌคา
ความว่า เราแสวงหานายช่างเรือนคืออัตภาพ เมื่อไม่พบได้ท่องเที่ยวไปสู่สงสารนับชาติไม่น้อยความเกิดบ่อยๆ เป็นทุกข์ ดูก่อนช่างทำเรือน เราเห็นท่านแล้ว ท่านทำเรือนอีกต่อไปไม่ได้แล้ว ซี่โครงของท่านเราหักเสียแล้วเรือนยอดเรารื้อออกแล้ว จิตของเราถึงวิสังขาร เพราะถึงความสิ้นตัณหาแล้ว ดังนี้.
____________________________
ขุ. ธ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๒๑
มารกลับมาด้วยได้ยินเสียงอุทานว่า สิทธัตถะนี้ปฏิญาณว่า เราเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว จึงคิดว่า เอาเถิด เราจะติดตามเพื่อดูความประพฤติหากพระพุทธเจ้าผู้นี้จักมีความผิดพลาดทางกายก็ดี ทางวาจาก็ดี เราจักทำลายเสีย จึงติดตามไปตลอด ๖ ปี ณ ที่ประทับของพระโพธิสัตว์ในกาลก่อนแล้วติดตามพระองค์ผู้ถึงความเป็นพุทธะแล้วอีก ๑ ปี ถึงกระนั้น มารก็ไม่เห็นความผิดพลาดไรๆ ของพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงได้กล่าวคาถาด้วยความท้อใจว่าสตฺต วสฺสานิ ตลอด ๗ ปี ดังนี้เป็นต้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า โอตารํ ได้ช่อง.
บทว่า นาธิคจฺฉิสฺสํ คือ เราไม่ประสบ.
บทว่า เมทวณฺณํ ได้แก่ คล้ายก้อนมันข้น.
บทว่า อนุปริยคา คือ ได้ไปรอบๆ.
บทว่า มุทุ คือ ความอ่อนโยน.
บทว่า วินฺเทม ได้แก่ เราจะประสบ.
บทว่า อสฺสาทนํ ได้แก่ ความดี.
บทว่า วายเสตฺโต ตัดบทเป็น วายโส เอตฺโต ได้แก่ กาหลีกไปข้างโน้น.
บทที่เหลือในสูตรนี้ปรากฏชัดดีแล้ว.
แต่โยชนาแก้ว่า มารคิดว่า เรามองหาช่องติดตามพระผู้มีพระภาคเจ้าตลอด ๗ ปี ไม่ละทางและมิใช่ทางในที่ไหนๆ แม้ติดตามอย่างนี้แล้ว ก็ไม่ประสบช่องเหมือนกาสำคัญว่าหินมีสีคล้ายมันข้นว่าเป็นมันข้นเอาจะงอยปากจิกที่ข้างหนึ่ง ไม่ประสบความพอใจจึงจิกไปรอบๆ ด้วยหวังว่า ถ้ากระไรเราจะประสบความอ่อนที่ตรงนี้ ความพอใจจะพึงมีข้างนี้บ้าง ดังนี้ จึงจิกไปรอบๆ ก็ไม่ได้ความพอใจตรงไหนเลยท้อแท้ว่า นี้ต้องเป็นหินแน่ๆ แล้วหลีกไปฉันใด
เราก็ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะค่าที่ตนมีปัญญาเล็กน้อยเอาจะงอยปากทิ่มแทงพระผู้มีพระภาคเจ้าในกายกรรมเป็นต้นติดตามไปโดยรอบคิดว่า ไฉนหนอเราจะประสบความอ่อนมีกายสมาจารอันไม่บริสุทธิ์เป็นต้นในที่ไหนๆ บ้างความพอใจจะพึงมีจากที่นั้นบ้าง บัดนี้ เราไม่ได้ความพอใจ เหมือนกามาถึงไศลบรรพตแล้วท้อแท้คือเรามาถึงพระโคดมแล้วหลีกไป.
นัยว่า เมื่อมารกล่าวอย่างนี้เกิดความเศร้าโศกอย่างแรงกล้าอาศัยความดิ้นรนอันไร้ผลมาตลอด ๗ ปี ด้วยเหตุนั้น พิณน้ำเต้าของมารผู้มีอังคาพยพน้อยใหญ่ทรุดลงได้ตกจากรักแร้.
ด้วยว่า พิณนั้นอันผู้ฉลาดดีดครั้งเดียวเปล่งเสียงไพเราะไปถึง ๔ เดือน ท้าวสักกะรับพิณนั้นมอบให้ปัญจสิขเทพบุตร. มารนั้นแม้พิณตกก็ไม่รู้สึก.
ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
ตสฺส โสกปเรตสฺส วีณา กจฺฉา อภสฺสถ
ตโต โส ทุมฺมโน ยกฺโข ตตฺเถว อนฺตรธายถ.
พิณของมารผู้ถูกความโศกครอบงำแล้ว ได้ตกลง
จากรักแร้ ลำดับนั้น มารนั้นเสียใจ ได้หายไปใน
ที่นั้น นั่นแล ดังนี้.
อาจารย์พวกหนึ่งกล่าวว่า พระสังคีติกาจารย์กล่าว. แต่คำนั้นไม่ถูกใจพวกเรา.
จบการพรรณนาปธานสูตรที่ ๒ แห่งอรรถกถาขุททกนิกาย ชื่อ ปรมัตถโชติกา --------------------