๑. ราชสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อุทาเน ปญฺจโม โสณตฺเถรวคฺโค
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต อุทาน โสณเถรวรรคที่ ๕ ๑. ราชสูตร
๑ เอวมฺเม สุตํ ฯ เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ เตน โข ปน สมเยน ราชา ปเสนทิ โกสโล มลฺลิกาย เทวิยา สทฺธึ อุปริปาสาทวรคโต โหติ ฯ อถ โข ราชา ปเสนทิ โกสโล มลฺลิกํ เทวึ เอตทโวจ อตฺถิ นุ โข เต มลฺลิเก โกจญฺโญ อตฺตนา ปิยตโรติ ฯ นตฺถิ โข เม มหาราช โกจญฺโญ อตฺตนา ปิยตโร ตุยฺหํ ปน มหาราช อตฺถญฺโญ โกจิ อตฺตนา ปิยตโรติ ฯ มยฺหมฺปิ มลฺลิเก นตฺถญฺโญ โกจิ อตฺตนา ปิยตโรติ ฯ {๑๑๐.๑} อถ โข ราชา ปเสนฺทิ โกสโล ปาสาทา โอโรหิตฺวา เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข ราชา ปเสนทิ โกสโล ภควนฺตํ เอตทโวจ อิธาหํ ภนฺเต มลฺลิกาย เทวิยา สทฺธึ อุปริปาสาทวรคโต มลฺลิกํ เทวึ เอตทโวจํ อตฺถิ นุ โข เต มลฺลิเก โกจญฺโญ อตฺตนา ปิยตโรติ เอวํ วุตฺเต มลฺลิกา เทวี เอตทโวจ นตฺถิ โข เม มหาราช โกจญฺโญ อตฺตนา ปิยตโร ตุยฺหํ ปน มหาราช อตฺถญฺโญ โกจิ อตฺตนา ปิยตโรติ เอวํ วุตฺเตหํ ภนฺเต มลฺลิกํ เทวึ เอตทโวจํ มยฺหมฺปิ โข มลฺลิเก นตฺถญฺโญ โกจิ อตฺตนา ปิยตโรติ ฯ อถ โข ภควา เอตมตฺถํ วิทิตฺวา ตายํ เวลายํ อิมํ อุทานํ อุทาเนสิ สพฺพา ทิสา อนุปริคมฺม เจตสา เนวชฺฌคา ปิยตรมตฺตนา กฺวจิ เอวมฺปิ โส ปุถุ อตฺตา ปเรสํ ตสฺมา น หึเส ปรํ อตฺตกาโมติ ฯ สุตฺตํ ปฐมํ ฯ
ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันอารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล พระเจ้าปเสนทิโกศลประทับอยู่บนปราสาทชั้นบน พร้อมด้วยพระนางมัลลิกาเทวี ลำดับนั้นแลพระเจ้าปเสนทิโกศลตรัสถามพระนางมัลลิกาเทวีว่า ดูกรน้องมัลลิกา มีใครอื่นบ้างไหมที่น้องรักยิ่งกว่าตน พระนางมัลลิกากราบทูลว่า พระพุทธเจ้าข้า หามีใครอื่นที่หม่อมฉันจะรักยิ่งกว่าตนไม่ ก็ทูลกระหม่อมเล่ามีใครอื่นที่รักยิ่งกว่าพระองค์ เพคะ ฯ ป. ดูกรน้องมัลลิกา แม้ฉันก็ไม่รักใครอื่นยิ่งกว่าตน ฯ ลำดับนั้นแล พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จลงจากปราสาทแล้ว เสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ทรงถวายบังคมแล้วประทับนั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญหม่อมฉันอยู่บนปราสาทกับพระนางมัลลิกาเทวี ได้ถามพระนางมัลลิกาเทวีว่ามีใครอื่นที่น้องรักยิ่งกว่าตน เมื่อหม่อมฉันถามอย่างนี้ พระนางมัลลิกาเทวีกล่าวว่าพระพุทธเจ้าข้า หามีใครอื่นที่หม่อมฉันจะรักยิ่งกว่าตนไม่ ก็ทูลกระหม่อมเล่ามีใครอื่นที่รักยิ่งกว่าพระองค์ หม่อมฉันเมื่อถูกถามเข้าอย่างนี้ จึงได้ตอบพระนางมัลลิกาว่า แม้ฉันก็ไม่มีใครอื่นที่จะรักยิ่งกว่าตน ฯ ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว ได้ทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า ใครๆ ตรวจตราด้วยจิตทั่วทุกทิศแล้ว หาได้พบผู้เป็นที่รักยิ่ง กว่าตนในที่ไหนๆ ไม่เลย สัตว์เหล่าอื่นก็รักตนมากเหมือน กัน เพราะฉะนั้น ผู้รักตนจึงไม่ควรเบียดเบียนผู้อื่น ฯ จบสูตรที่ ๑
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน [๕. โสณเถรวรรค] ๑. ปิยตรสูตร ๕. โสณเถรวรรค หมวดว่าด้วยพระโสณเถระ ๑. ปิยตรสูตร ว่าด้วยการไม่มีผู้อื่นเป็นที่รักยิ่งกว่าตน
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถ- บิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี สมัยนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลกับพระนางมัลลิกาเทวีประทับอยู่ที่ปราสาทอันประเสริฐชั้นบน ขณะนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลตรัสกับพระนางมัลลิกาเทวีดังนี้ว่า “มัลลิกา ใครอื่นซึ่งเป็นที่รักยิ่งกว่าตนของเธอมีบ้างไหม” พระนางมัลลิกาเทวีได้ทูลสนองว่า “ขอเดชะใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ใครอื่นซึ่งเป็นที่รักยิ่งกว่าตนของหม่อมฉันไม่มีเลย และใครอื่นซึ่งเป็นที่รักยิ่งกว่าตนของพระองค์มีอยู่หรือ” พระเจ้าปเสนทิโกศลตรัสว่า “มัลลิกา ใครอื่นซึ่งเป็นที่รักยิ่งกว่าตนของเราไม่มีเลย” ต่อมา พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จลงจากปราสาท เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วประทับนั่ง ณ ที่สมควร ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ วันนี้ ข้าพระองค์กับพระนางมัลลิกาเทวีอยู่ที่ปราสาทอันประเสริฐชั้นบน ได้พูดกับพระนางมัลลิกาเทวีดังนี้ว่า ‘มัลลิกา ใครอื่นซึ่งเป็นที่รักยิ่งกว่าตนของเธอมีบ้างไหม’ เมื่อข้าพระองค์ถามแล้วอย่างนี้ พระนางมัลลิกา-เทวีได้ตอบข้าพระองค์ดังนี้ว่า ‘ขอเดชะใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ใครอื่นซึ่งเป็นที่รัก@เชิงอรรถ : @ สํ.สํ. (แปล) ๑๕/๑๑๙/๑๓๗
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๒๕๓}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน [๕. โสณเถรวรรค] ๒. อัปปายุกสูตร ยิ่งกว่าตนของหม่อมฉันไม่มี และใครอื่นซึ่งเป็นที่รักยิ่งกว่าตนของพระองค์มีอยู่หรือ’ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อพระนางมัลลิกาเทวีกล่าวอย่างนี้ข้าพระองค์ได้พูดกับพระนางมัลลิกาเทวี ดังนี้ว่า ‘มัลลิกา ใครอื่นซึ่งเป็นที่รักยิ่งกว่าตนของเราไม่มีเลย” ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า พุทธอุทาน บุคคลตั้งใจค้นหาทั่วทุกทิศ ก็ไม่พบใครซึ่งเป็นที่รักยิ่งกว่าตนในที่ไหนๆ เลย สัตว์ทั้งหลายเหล่าอื่นก็รักตนมากเช่นนั้นเหมือนกัน เพราะฉะนั้น ผู้รักตนจึงไม่ควรเบียดเบียนผู้อื่น ปิยตรสูตรที่ ๑ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
มหาวรรควรรณนาที่ ๕ อรรถกถาราชสูตร
____________________________
บาลีเป็นโสณเถรวรรค
ราชสูตรที่ ๑ แห่งมหาวรรค มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า มลฺลิกาย เทวิยา สทฺธึ ความว่า กับพระมเหสีของพระองค์ทรงพระนามว่า มัลลิกา. บทว่า อุปริปาสาทวรคโต ได้แก่ อยู่ชั้นบนปราสาทอันประเสริฐ. บทว่า โกจญฺโญ อตฺตนา ปิยตโร ความว่า ใครๆ อื่นที่เธอจะพึงรักยิ่งกว่าตนมีอยู่หรือ?
เพราะเหตุไร พระราชาจึงตรัสถาม.
เพราะพระนางมัลลิกานี้เป็นธิดาของนายมาลาการผู้เข็ญใจในกรุงสาวัตถี วันหนึ่ง ซื้อขนมจากตลาด ไปสวนดอกไม้ คิดว่าจักกิน จึงเดินไปพบพระผู้มีพระภาคเจ้าแวดล้อมด้วยภิกษุสงฆ์กำลังเข้าไปภิกษาจารสวนทางมา มีจิตเลื่อมใส ได้ถวายขนมนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า.
พระศาสดาทรงแสดงอาการประทับนั่งในที่เห็นปานนั้น. พระอานนท์เถระได้ปูจีวรถวาย. พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งในที่นั้น ทรงเสวยขนมนั้นแล้วบ้วนพระโอษฐ์ ทรงทำการแย้มให้ปรากฏ. พระเถระทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ วิบากแห่งทานของหญิงนี้จักเป็นเช่นไร.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า อานนท์ วันนี้นางได้ถวายโภชนะแก่ตถาคตเป็นครั้งแรก ในวันนี้แหละ นางจักเป็นอัครมเหสี เป็นที่รัก เป็นที่โปรดปรานของพระเจ้าโกศล.
ก็ในวันนั้นนั่นเอง พระราชารบกับหลานในกาสิคาม พ่ายแพ้หนีมาเข้าเมือง หวังจะรอให้หมู่พลมา จึงเสด็จเข้าไปยังสวนดอกไม้นั้น. นางมัลลิกานั้นเห็นพระราชาเสด็จมา จึงปรนนิบัติท้าวเธอ. พระราชาทรงโปรดปรานในการปรนนิบัติของนางแล้วรับสั่งให้เรียกบิดามา ทรงประทานอิสริยยศเป็นอันมากแล้วให้นำนางเข้ามายังภายในพระราชวัง ทรงสถาปนาไว้ในตำแหน่งอัครมเหสี.
ภายหลังวันหนึ่ง พระราชาทรงดำริว่า เราให้อิสริยยศเป็นอันมากแก่นาง ถ้ากระไร เราพึงถามนางว่า ใครเป็นที่รักของเธอ. นางทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า พระองค์เป็นที่รักของหม่อมฉัน แล้วจักย้อนถามเรา เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจักตอบแก่นางว่า เธอเท่านั้นเป็นที่รักของเรา. ดังนั้น พระราชา เมื่อจะทรงทำสัมโมทนียะเพื่อให้เกิดความสนิทสนมกันและกัน จึงตรัสถาม.
ก็พระเทวีเป็นบัณฑิต เป็นอุปัฏฐายิกาของพระพุทธเจ้า เป็นอุปัฏฐายิกาของสงฆ์ ทรงดำริว่าปัญหานี้ไม่ควรเห็นแก่หน้ากราบทูลพระราชา เมื่อจะทูลตามความเป็นจริงนั้นแหละจึงทูลว่า พระพุทธเจ้าข้า หม่อมฉันไม่มีใครอื่นที่จะเป็นที่รักยิ่งไปกว่าตน.
พระเทวี แม้ตรัสแล้วประสงค์จะกระทำอรรถที่ตนยืนยันให้ประจักษ์แก่พระราชาด้วยอุบาย จึงทูลถามพระราชาเหมือนที่พระราชาตรัสถามเองว่า พระพุทธเจ้าข้า ก็พระองค์มีใครอื่นเป็นที่รักยิ่งกว่าตน. ฝ่ายพระราชาไม่อาจกลับ (ความ) ได้ เพราะพระเทวีตรัสโดยลักษณะพร้อมทั้งกิจ แม้พระองค์เองก็ตรัสโดยลักษณะพร้อมทั้งกิจจึงตรัสยืนยันเหมือนดังพระเทวีตรัสยืนยัน.
ก็ครั้นตรัสยืนยันแล้ว เพราะความที่พระองค์มีปัญญาอ่อน จึงทรงดำริอย่างนี้ว่าเราเป็นพระราชาผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน ครอบครองปกครองปฐพีมณฑลใหญ่การจะยืนยันว่า เราไม่เห็นคนอื่นซึ่งเป็นที่รักยิ่งกว่าตน ดังนี้ ไม่สมควรแก่เราเลยแต่นางนี้เป็นหญิงถ่อย ชาติชั่ว เราตั้งไว้ในตำแหน่งสูง ก็ยังไม่รักเราผู้เป็นสามีอย่างแท้จริงยังกล่าวต่อหน้าเราว่า ตนเท่านั้นเป็นที่รักแก่ตน ดังนี้ แล้วจึงไม่พอพระทัยประท้วงว่า เธอรักพระรัตนตรัยมากกว่าหรือ.
พระเทวีกราบทูลว่า พระพุทธเจ้าข้า หม่อมฉันปรารถนาสุขในสวรรค์ และสุขในมรรคเพื่อตน แม้พระรัตนตรัยหม่อมฉันก็รัก เพราะฉะนั้น ตนนั่นแลจึงเป็นที่รักยิ่งของหม่อมฉัน.
ก็สัตวโลกทั้งหมดนี้ รักคนอื่นก็เพื่อประโยชน์ตนเองเท่านั้นแม้เมื่อปรารถนาบุตร ก็ปรารถนาว่า บุตรนี้จักเลี้ยงดูเราในยามแก่เมื่อปรารถนาธิดา ก็ปรารถนาว่า ตระกูลของเราจักเจริญขึ้นเมื่อปรารถนาภริยา ก็ปรารถนาว่า จักบำเรอเท้าเรา เมื่อปรารถนาแม้คนอื่นจะเป็นญาติมิตรหรือพวกพ้อง ก็ปรารถนาเนื่องด้วยกิจนั้นๆดังนั้น ชาวโลกเป็นผู้เห็นแต่ประโยชน์ตนเท่านั้น จึงรักคนอื่น
รวมความว่า พระเทวีมีความประสงค์อย่างนี้แล.
ลำดับนั้น พระราชาทรงพระดำริว่า นางมัลลิกานี้เป็นผู้ฉลาด เป็นบัณฑิต เฉียบแหลม กล่าวว่า ตนนั่นแล เป็นที่รักยิ่งแก่เรา แม้ตนของเรานั้นแหละ ก็ปรากฏว่าเป็นที่รักเอาเถอะ เราจักกราบทูลเรื่องนี้แด่พระศาสดา และเราจะจำเธอไว้ตามที่พระศาสดาทรงพยากรณ์แก่เราไว้. ก็ครั้นทรงดำริอย่างนี้แล้ว จึงเสด็จไปเฝ้าพระศาสดากราบทูลความนั้น. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อถโข ราชา ปเสนทิโกสโล ฯเปฯ ปิยตโร ดังนี้เป็นต้น.
บทว่า เอตมตฺถํ วิทิตฺวา ความว่า พระศาสดาทรงทราบโดยประการทั้งปวงซึ่งเนื้อความนี้ คือที่พระราชาตรัสว่า สรรพสัตว์ในโลก ซึ่งมีตนเป็นที่รักยิ่งของตนจึงเปล่งอุทานนี้ อันแสดงถึงเนื้อความนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สพฺพา ทิสา อนุปริคมฺม เจตสา ความว่า ส่งจิตไปด้วยอำนาจการแสวงหาทั่วหมดทั้ง ๑๐ ทิศ.
บทว่า เนวชฺฌคา ปิยตรมตฺตนา กฺวจิ ความว่า คนบางคนมีความอุตสาหะอย่างแรง แสวงหาบุคคลอื่น ผู้เป็นที่รักยิ่งแก่ตน ไม่พึงพบ คือไม่พึงประสบในที่ใดที่หนึ่ง คือในทุกทิศ.
บทว่า เอวํ ปิโย ปุถุ อตฺตา ปเรสํ ความว่า สัตว์เหล่านั้นๆ ก็มีตนเป็นที่รักมาก คือเป็นพวกๆ เหมือนอย่างนั้น คือจะหาใครๆ ผู้เป็นที่รักยิ่งกว่าตนไม่ได้.
บทว่า ตสฺมา น หึเส ปรมตฺตกาโม ความว่า เพราะเหตุที่สัตว์ทั้งหมดรักตัวเอง คือรักสุข เกลียดทุกข์อย่างนี้ฉะนั้น ผู้รักตนเมื่อปรารถนาหิตสุขเพื่อตนจึงไม่เบียดเบียน ไม่ฆ่าสัตว์อื่น โดยที่สุดมดดำมดแดง ทั้งไม่เบียดเบียนด้วยปหรณวัตถุ มีฝ่ามือ ก้อนดิน และท้อนไม้เป็นต้น.
จริงอยู่ เมื่อตนทำทุกข์ให้แก่ผู้อื่น ทุกข์นั้นเป็นเหมือนก้าวออกมาจากกรรมที่ตนทำไว้แล้วนั้นจักปรากฏในตนเวลาใกล้ตาย. ก็ข้อนี้ เป็นธรรมดาของกรรมนั่นแล.
จบอรรถกถาราชสูตรที่ ๑ -----------------------------