๖. ตัณหาสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต ๖. ตัณหาสูตร
๖ จตฺตาโรเม ภิกฺขเว ตณฺหุปฺปาทา ยตฺถ ภิกฺขุโน ตณฺหา อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชติ ฯ กตเม จตฺตาโร จีวรเหตุ วา ภิกฺขเว ภิกฺขุโน ตณฺหา อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชติ ปิณฺฑปาตเหตุ วา ภิกฺขเว ภิกฺขุโน ตณฺหา อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชติ เสนาสนเหตุ วา ภิกฺขเว ภิกฺขุโน ตณฺหา อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชติ อิติ ภวาภวเหตุ วา ภิกฺขเว ภิกฺขุโน ตณฺหา อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชติ ฯ อิเม โข ภิกฺขเว จตฺตาโร ตณฺหุปฺปาทา ยตฺถ ภิกฺขุโน ตณฺหา อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชตีติ ฯ ตณฺหาทุติโย ปุริโส ทีฆมทฺธาน สํสรํ อิตฺถภาวญฺญถาภาวํ สํสารํ นาติวตฺตติ ฯ เอตมาทีนวํ ญตฺวา ตณฺหา ทุกฺขสฺส สมฺภวํ วีตตโณฺห อนาทาโน สโต ภิกฺขุ ปริพฺพเชติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัณหาเมื่อเกิดขึ้นแก่ภิกษุ ย่อมเกิดขึ้นในที่ เกิดแห่งตัณหา ๔ อย่างนี้ ๔ อย่างเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัณหาเมื่อเกิดขึ้นแก่ภิกษุ ย่อมเกิดขึ้นเพราะเหตุแห่งจีวร ๑ เพราะเหตุแห่งบิณฑบาต ๑ เพราะเหตุแห่งเสนาสนะ ๑ หรือเพราะเหตุแห่งสมบัติและวิบัติ ๑ ด้วยประการฉะนี้ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัณหาเมื่อเกิดขึ้นแก่ภิกษุ ย่อมเกิดขึ้นในที่เป็นที่เกิดแห่งตัณหา ๔ อย่างนี้แล ฯ บุรุษผู้มีตัณหาเป็นเพื่อนสอง ท่องเที่ยวไปอยู่สิ้นกาลนาน ย่อมไม่ก้าวล่วงสงสารอันมีความเป็นอย่างนี้ และความเป็น อย่างอื่นไปได้ ภิกษุรู้โทษนี้แล้วว่า ตัณหาเป็นเหตุให้เกิด ทุกข์ เป็นผู้มีตัณหาปราศจากไปแล้ว ไม่ถือมั่น มีสติ พึง เว้นรอบ ฯ จบสูตรที่ ๖
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ [๔. จตุกกนิบาต] ๖. ตัณหุปปาทสูตร ๖. ตัณหุปปาทสูตร ว่าด้วยที่เกิดตัณหา
แท้จริง พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสไว้แล้ว พระสูตรนี้ พระอรหันต์ กล่าวไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ “ภิกษุทั้งหลาย ตัณหาเมื่อเกิดขึ้นแก่ภิกษุ ย่อมเกิดขึ้นในที่เกิดตัณหา ๔ อย่างนี้ ที่เกิดตัณหา ๔ อย่าง อะไรบ้าง คือ ๑. ตัณหาเมื่อเกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้นเพราะจีวรเป็นเหตุ ๒. ตัณหาเมื่อเกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้นเพราะบิณฑบาตเป็นเหตุ ๓. ตัณหาเมื่อเกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้นเพราะเสนาสนะเป็นเหตุ ๔. ตัณหาเมื่อเกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้นเพราะสมบัติและวิบัติเป็นเหตุ ภิกษุทั้งหลาย ตัณหาเมื่อเกิดขึ้นแก่ภิกษุ ย่อมเกิดขึ้นในที่เกิดตัณหา ๔ อย่างนี้แล” พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความดังกล่าวมานี้แล้ว ในพระสูตรนั้น จึงตรัส คาถาประพันธ์ดังนี้ว่า บุคคลผู้มีตัณหาเป็นเพื่อน ท่องเที่ยวไปตลอดกาลยาวนาน ย่อมไม่ล่วงพ้นสังสารวัฏที่มีสภาวะอย่างนี้และสภาวะอย่างอื่น ภิกษุรู้โทษนี้ รู้ตัณหาอันเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ พึงเป็นผู้ไม่มีตัณหา ไม่มีความถือมั่น มีสติสัมปชัญญะอยู่ แม้เนื้อความนี้ พระผู้มีพระภาคก็ตรัสไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้แล ตัณหุปปาทสูตรที่ ๖ จบ @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๙/๑๕, ที.ปา. ๑๑/๓๑๑/๒๐๔, ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๑๙๑/๕๔๙,@ขุ.จู. (แปล) ๓๐/๑๐๗/๓๖๔, อภิ.วิ. (แปล) ๓๕/๙๓๙/๕๘๙ และดู อิติวุตตกะ ข้อ ๑๕ หน้า ๓๕๙ ในเล่มนี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๔๘๔}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาตัณหาสูตร
ในอรรถกถาตัณหาสูตรที่ ๖ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
ในบทว่า ตณฺหุปฺปาทา นี้มีอธิบายว่า ที่ชื่อว่าอุปปาทะ เพราะหมายความว่าเป็นที่เกิดขึ้น.
ถามว่า อะไรเกิดขึ้น?
ตอบว่า ตัณหา. ความเกิดขึ้นแห่งตัณหา ชื่อว่าตัณหุปปาทะ. อธิบายว่า เป็นที่ตั้งแห่งตัณหา คือเป็นเหตุแห่งตัณหา.
บทว่า ยตฺถ ได้แก่ ในอารมณ์เหล่าใดที่เป็นนิมิต.
บทว่า อุปฺปชฺชมานา ได้แก่ มีปกติเกิดขึ้น ในบทว่า จีวรเหตุ นี้ มีอธิบายว่า ตัณหาย่อมเกิดขึ้น เพราะเหตุแห่งจีวรว่า เราจักได้จีวรที่น่าชอบใจ.
____________________________
ที. ปา. เล่ม ๑๑/ข้อ ๒๓๗ องฺ. จตุกฺก. เล่ม ๒๑/ข้อ ๙
แม้ในบทที่เหลือก็มีนัยนี้แล.
อนึ่ง ศัพท์ว่า อิติ ในบทว่า อิติ ภวาภวเหตุ นี้ เป็นนิบาตใช้ในความหมายว่านิทัสสนะ เหมือนอย่างที่มีความหมายว่า แม้เพราะเหตุแห่งจีวรเป็นต้น.
อนึ่ง ในบทว่า ภวาภว นี้ ท่านประสงค์เอาเนยใสและเนยข้นเป็นต้นที่ประณีตๆ เพราะหมายความว่า เป็นเหตุให้มีความไม่มีโรค. บรรดาสมบัติและภพทั้งหลาย สมบัติและภพที่ประณีตและประณีตกว่า ท่านเรียกว่าภวาภวะดังนี้บ้าง.
อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ภโว ได้แก่ สมบัติ. บทว่า อภโว ได้แก่ วิบัติ.
บทว่า ภโว ได้แก่ วุฑฒิ (ความเจริญ).
บทว่า อภโว ได้แก่ หานิ (ความเสื่อม) และตัณหาก็มีภวาภวะนั้นเป็นนิมิตจึงเกิดขึ้น เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ภวาภวเหตุ วา ดังนี้.
คาถาทั้งหลายมีความหมายดังกล่าวแล้วในตอนต้นนั่นแล.
อนึ่ง บทว่า ตณฺหาทุติโย ได้แก่ มีตัณหาเป็นสหาย.
อธิบายว่า สัตว์นี้ เมื่อท่องเที่ยวอยู่ในสังสารวัฏซึ่งมีที่สุดเบื้องต้นอันใครๆ ตามรู้ไม่ได้ ก็มิได้ท่องเที่ยวไปคนเดียว แต่ว่าได้ตัณหาเป็นที่สอง คือเป็นเพื่อนท่องเที่ยวไป.
จริงอย่างนั้น ตัณหานั้นไม่ให้สัตว์ได้คิดถึงการตกไปในเหวนั้น ให้เห็นแต่เฉพาะอานิสงส์ในภพทั้งหลาย แม้อากูลด้วยโทษเป็นอเนก เหมือนพรานตีผึ้งฉะนั้น จึงให้สัตว์หมุนอยู่ในข่ายที่ไร้ประโยชน์.
บทว่า เอตมาทีนวํ ญตฺวา ความว่า รู้โทษนั้น คือที่หมายรู้ว่าเป็นอย่างนี้ และเป็นอย่างอื่นในขันธ์ทั้งหลายทั้งที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน.
บทว่า ตณฺหา ทุกฺขสฺส สมฺภวํ ความว่า รู้ว่าตัณหาเป็นบ่อเกิด คือเป็นแดนเกิด ได้แก่เป็นเหตุแห่งภัยและวัฏฏทุกข์.
ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงการที่ภิกษุรูปหนึ่งเจริญวิปัสสนาแล้ว บรรลุอรหัตผลด้วยคำเพียงเท่านี้ บัดนี้ เมื่อจะทรงชมเชยภิกษุผู้ขีณาสพนั้น จึงตรัสคำว่า วีตตณฺโห เป็นต้น.
ส่วนคำใดที่มิได้กล่าวไว้ในที่นี้ คำนั้นมีนัยดังกล่าวแล้วในตอนต้นนั่นแล.
จบอรรถกถาตัณหาสูตรที่ ๖ -----------------------------------------------------