๙. วิสาขาสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต ๙. วิสาขาสูตร
๙ เอวมฺเม สุตํ ฯ เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ ปุพฺพาราเม มิคารมาตุ ปาสาเท ฯ เตน โข ปน สมเยน วิสาขาย มิคารมาตุยา โกจิเทว อตฺโถ รญฺเญ ปเสนทิมฺหิ โกสเล ปฏิพทฺโธ โหติ ฯ ตํ ราชา ปเสนทิ โกสโล น ยถาธิปฺปายํ ตีเรติ ฯ อถ โข วิสาขา มิคารมาตา ทิวาทิวสฺเสว เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺนํ โข วิสาขํ มิคารมาตรํ ภควา เอตทโวจ หนฺท กุโต นุ ตฺวํ วิสาเข อาคจฺฉสิ ทิวาทิวสฺสาติ ฯ อิธ เม ภนฺเต โกจิเทว อตฺโถ รญฺเญ ปเสนทิมฺหิ โกสเล ปฏิพทฺโธ โหติ ฯ ตํ ราชา ปเสนทิ โกสโล น ยถาธิปฺปายํ ตีเรตีติ ฯ อถ โข ภควา เอตมตฺถํ วิทิตฺวา ตายํ เวลายํ อิมํ อุทานํ อุทาเนสิ สพฺพํ ปรวสํ ทุกฺขํ สพฺพํ อิสฺสริยํ สุขํ สาธารเณ วิหญฺญนฺติ โยคา หิ ทุรติกฺกมาติ ฯ นวมํ ฯ
ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ บุพพารามปราสาทของวิสาขา-*มิคารมารดา ใกล้พระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล ประโยชน์บางอย่างของนางวิสาขามิคารมารดา เนื่องในพระเจ้าปเสนทิโกศล พระเจ้าปเสนทิโกศลไม่ทรงยังประโยชน์นั้นให้สำเร็จตามความประสงค์ ครั้งนั้นเป็นเวลาเที่ยง นางวิสาขามิคารมารดาเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้ว นั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคตรัสถามนางวิสาขามิคารมารดาว่า ดูกรนางวิสาขาท่านมาแต่ที่ไหนหนอในเวลาเที่ยง นางวิสาขามิคารมารดากราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส ประโยชน์บางอย่างของหม่อมฉันเนื่องในพระเจ้าปเสนทิโกศล พระเจ้าปเสนทิโกศลไม่ทรงยังประโยชน์นั้นให้สำเร็จตามความประสงค์ ฯ ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว ทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า ประโยชน์ทั้งหมดอยู่ในอำนาจของผู้อื่น นำทุกข์มาให้ ความ เป็นใหญ่ทั้งหมดนำสุขมาให้ เมื่อมีสาธารณประโยชน์ที่จะพึง ให้สำเร็จ สัตว์ทั้งหลายย่อมเดือดร้อน เพราะว่ากิเลสเครื่อง ประกอบสัตว์ทั้งหลาย ก้าวล่วงได้โดยยาก ฯ จบสูตรที่ ๙
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๙. วิสาขาสูตร ว่าด้วยนางวิสาขา
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ บุพพาราม ปราสาทของนางวิสาขา มิคารมาตา เขตกรุงสาวัตถี สมัยนั้น นางวิสาขา มิคารมาตามีประโยชน์บางอย่างเกี่ยวข้องในพระเจ้าปเสนทิโกศล แต่พระเจ้าปเสนทิโกศลไม่ทรงยังประโยชน์นั้นให้สำเร็จตามความประสงค์ @เชิงอรรถ : @ พุทธอุทานนี้ ทรงเปล่งแสดงว่าความรักที่ประกอบด้วยตัณหาสามารถทำความฉิบหายใหญ่หลวงแก่@บุคคลผู้ประมาทได้ (ขุ.อุ.อ. ๑๘/๑๖๔) @ ดูเทียบ ขุ.เปต. (แปล) ๒๖/๗๙๙/๒๙๘, ขุ.ชา. (แปล) ๒๗/๑๐๐/๔๑
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๒๐๔}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน [๒. มุจจลินทวรรค] ๙. วิสาขาสูตร ครั้งนั้น ในเวลาเที่ยงวัน นางวิสาขา มิคารมาตาจึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่สมควร ครั้นแล้ว พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสกับนางวิสาขาดังนี้ว่า “วิสาขา เธอมาจากไหน แต่เที่ยงวัน” นางกราบทูลว่า“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานวโรกาส ข้าพระองค์มีประโยชน์บางอย่างที่เกี่ยวข้องในพระเจ้าปเสนทิโกศล แต่พระเจ้าปเสนทิโกศลไม่ทรงยังประโยชน์นั้นให้สำเร็จตามความประสงค์เลย พระพุทธเจ้าข้า” ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงทรงเปล่งอุทานนี้ ในเวลานั้นว่า พุทธอุทาน ประโยชน์ทั้งปวงอยู่ในอำนาจผู้อื่น ก่อให้เกิดทุกข์ ความเป็นอิสระ ทั้งปวง ก่อให้เกิดสุข สัตว์ทั้งหลายเมื่อยังมีประโยชน์ทั่วไปอยู่ ย่อมเดือดร้อน เพราะโยคะทั้งหลาย เป็นสิ่งที่ก้าวล่วงได้ยาก วิสาขาสูตรที่ ๙ จบ @เชิงอรรถ : @ ความเป็นอิสระ มี ๒ อย่าง คือ (๑) ความอิสระอันเป็นโลกิยะ ได้แก่ ความเป็นพระราชา เป็นต้น และ@ความมีจิตอิสระที่เกิดจากฌานและอภิญญา (๒) ความอิสระอันเป็นโลกุตตระ ได้แก่ ความอิสระที่เกิดจาก@นิโรธซึ่งมีเหตุมาจากการบรรลุมรรคและผล ในที่นี้หมายถึงความอิสระที่เกิดจากนิโรธ เป็นความอิสระที่ก่อ@ให้เกิดสุขอย่างแท้จริง เพราะไม่ต้องหวั่นไหวต่อโลกธรรม และเพราะมีสภาวะที่ไม่ต้องกลับเป็นทุกข์ได้อีก@(ขุ.อุ.อ. ๑๘/๑๖๖-๑๖๗) @ ดูเชิงอรรถที่ ๖ หน้า ๓๑ ในเล่มนี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๒๐๕}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาวิสาขาสูตร
วิสาขาสูตรที่ ๙ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ปุพฺพาราเม ได้แก่ ในอารามที่สร้างไว้ในที่ เหมือนอุตตมเทวีวิหารแห่งอนุราธบุรี ด้านทิศตะวันออกของกรุงสาวัตถี.
บทว่า มิคารมาตุ ปาสาเท แปลว่า ในปราสาทของมิคารมารดา.
ในข้อนั้นมีอนุบุพพิกถาดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล ในที่สุดแสนกัป อุบาสิกาคนหนึ่งเห็นพระทศพลพระนามว่า ปทุมุตตระ ทรงสถาปนาอุบาสิกาคนหนึ่งไว้ในตำแหน่งอัครอุปัฏฐายิกาของพระองค์ จึงทูลนิมนต์พระผู้มีพระภาคเจ้า ถวายทานแก่ภิกษุแสนหนึ่ง มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน กระทำความนอบน้อมต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วตั้งความปรารถนาไว้ว่า ในอนาคตขอให้หม่อมฉันเป็นอัครอุปัฏฐายิกาของพระพุทธเจ้าเช่นพระองค์.
เธอท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ถึงแสนกัป ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าของเรา จึงถือปฏิสนธิในครรภ์ของสุมนเทวีในคฤหาสน์ของธนัญชัยเศรษฐีผู้เป็นบุตรของเมณฑกเศรษฐี ในภัททิยนคร. ก็ในเวลาที่นางเกิด ชนทั้งหลายได้ขนานนามของเธอว่า วิสาขา.
ในคราวที่พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จภัททิยนคร เธอพร้อมด้วยทาริกา ๕๐๐ คนไปต้อนรับพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้เป็นพระโสดาบัน เพราะการได้เฝ้าครั้งแรกนั่นเอง.
ครั้นภายหลัง เธอไปยังคฤหาสน์ของปุณณวัฒนกุมาร ผู้เป็นบุตรของมิคารเศรษฐี ในกรุงสาวัตถี มิคารเศรษฐีผู้เป็นพ่อผัวตั้งเธอไว้ในฐานะเป็นมารดา โดยเป็นผู้มีอุปการะในคฤหาสน์นั้น. เพราะฉะนั้น เขาจึงขนานนามว่า มิคารมารดา.
เธอสละเครื่องประดับ ชื่อว่ามหาลดา ของตนโดยใช้ทรัพย์ ๙ โกฏิสร้างปราสาทประดับไว้ ๑,๐๐๐ ห้อง คือพื้นชั้นบน ๕๐๐ ห้อง พื้นชั้นล่าง ๕๐๐ ห้อง ณ พื้นที่ประมาณ ๑ กรีส เพื่อเป็นที่ประทับและเป็นที่อยู่ของพระผู้มีพระภาคเจ้าและภิกษุสงฆ์.
ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ในปราสาทของมิคารมารดา.
บทว่า โกจิเทว อตฺโถ แปลว่า ประโยชน์บางอย่าง.
บทว่า รญฺเญ แปลว่า พระราชา.
บทว่า ปฏิพทฺโธ แปลว่า เนื่องถึงกัน.
พวกญาติของนางวิสาขาส่งสิ่งของเช่นนั้น อันวิจิตรด้วยแก้วมณีและแก้วมุกดาเป็นต้นจากตระกูลญาติไปเพื่อเป็นบรรณาการแก่นาง. สิ่งของนั้นพอถึงประตูเมือง พวกเก็บส่วยจึงเก็บส่วย ณ ที่นั้น แต่ไม่เก็บให้พอควรแก่สิ่งของนั้น เก็บเอาเกินไป.
นางวิสาขาได้ฟังดังนั้น ประสงค์จะทูลความนั้นแก่พระราชา จึงได้ไปยังพระราชนิเวศน์พร้อมด้วยบริวารพอสมควร. ขณะนั้น พระราชาพร้อมด้วยพระนางมัลลิกาเทวีได้เสด็จไปภายในพระตำหนัก นางวิสาขาเมื่อไม่ได้โอกาส จึงคิดว่า เราจักได้ในบัดนี้ เราจักได้ในบัดนี้ เป็นผู้ขาดการบริโภคอาหารเพราะเลยเวลาบริโภค จึงหลีกไป. แม้นางจะไปอย่างนี้ถึง ๒-๓ วันก็ไม่ได้โอกาสเลย. ดังนั้น พระราชาแม้เขาจะไม่กราบทูลให้ทรงทราบ ก็เรียกว่า พระองค์ไม่ยังประโยชน์ให้สำเร็จตามความประสงค์ เพราะไม่ได้โอกาสที่จะทำการวินิจฉัยความนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยถาธิปฺปายํ แปลว่า ตามควรแก่ความประสงค์.
บทว่า น ตีเรติ แปลว่า ยังไม่ตกลง.
จริงอยู่ มหาอุบาสิกามีความประสงค์จะถวายส่วยอันเกี่ยวเนื่องกับพระราชาแก่พระราชาแล้วสละสิ่งของพวกนี้ ความประสงค์นั้น พระราชายังมิได้พิจารณา เพราะพระองค์ยังมิได้เห็นเลย.
ศัพท์ว่า หนฺท เป็นนิบาต ใช้ในอรรถว่าเสียสละ.
บทว่า ทิวา ทิวสฺส แปลว่า ในเวลากลางวัน. อธิบายว่า ในเวลาเที่ยง.
มหาอุบาสิกา เมื่อจะแสดงความนี้ว่า หม่อมฉันไปยังประตูพระราชนิเวศน์ ๒-๓ วัน ในเวลากลางวัน ด้วยกรณียกิจบางอย่าง เข้าไปหาโดยไร้ประโยชน์ทีเดียวเพราะความนั้นยังไม่ตกลง แต่การเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าเท่านั้น มีประโยชน์เพราะเป็นเหตุให้ได้ทัสสนานุตริยะเป็นต้น เพราะเหตุนั้นหม่อมฉันจึงมาในที่นี้ในเวลานี้ พระเจ้าข้า ดังนี้ จึงกราบทูลคำมีอาทิว่า อิธ เม ภนฺเต.
บทว่า เอตมตฺถํ ความว่า ทรงทราบเนื้อความนี้ กล่าวคือ การสำเร็จความประสงค์โดยเนื่องกับผู้อื่น.
ด้วยบทว่า อิมํ อุทานํ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเปล่งอุทานนี้ อันแสดงโทษและอานิสงส์ในความเป็นไปที่อาศัยผู้อื่นกับไม่อาศัยผู้อื่น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สพฺพํ ปรวสํ ทุกฺขํ ความว่า อรรถคือประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่ง อันเป็นไปในอำนาจของคนอื่น คือเนื่องกับคนอื่น จัดว่าเป็นทุกข์ คือนำทุกข์มาให้ เพราะไม่อาจให้สำเร็จตามความปรารถนาของตน.
บทว่า สพฺพํ อิสฺสริยํ สุขํ ความว่า ความเป็นใหญ่มี ๒ อย่าง คือเป็นโลกิยะ ๑ โลกุตตระ ๑.
ในสองอย่างนั้น ความเป็นใหญ่ฝ่ายโลกิยะ มีความเป็นใหญ่แห่งพระราชาเป็นต้น และความเป็นใหญ่แห่งจิต อันเกิดจากฌานและอภิญญาฝ่ายโลกิยะ. ความเป็นใหญ่ฝ่ายโลกุตตระ ได้แก่ความเป็นใหญ่แห่งนิโรธ อันมีการบรรลุมรรคและผลเป็นนิมิต.
ในความเป็นใหญ่เหล่านั้น ความเป็นใหญ่ในมนุษย์อันมีความเป็นพระเจ้าจักรพรรดิเป็นที่สุด ๑ ความเป็นใหญ่เป็นอธิบดีในหมู่เทพนั้นๆ แห่งท้าวสักกะเป็นต้น ๑ ทั้งสองอย่างนั้น แม้ถ้าชื่อว่าเป็นสุข เพราะมีสุขเป็นนิมิต โดยสำเร็จตามความปรารถนาด้วยอานุภาพแห่งกรรม.
แต่ถึงกระนั้น จะชื่อว่าเป็นสุขอย่างแท้จริง โดยประการทั้งปวงก็หาไม่ เพราะเป็นทุกข์โดยมีความแปรปรวนไป. อนึ่ง ความเป็นใหญ่ทางจิตอันเกิดจากโลกิยฌานเป็นต้น ชื่อว่าไม่เป็นสุขอย่างแท้จริง เพราะมีความไม่เที่ยงเป็นที่สุด.
ส่วนความเป็นใหญ่แห่งนิโรธเท่านั้น ชื่อว่ามีความเป็นสุขอย่างแท้จริง เพราะไม่หวั่นไหวด้วยโลกธรรม และเพราะไม่มีการหมุนกลับ (นิโรธ) เป็นสภาวะ.
ก็ในที่นี้ พระศาสดาทรงหมายเอาสุขทางใจที่ได้โดยไม่เนื่องกับสิ่งอื่นในทุกสถานทีเดียว จึงตรัสว่า สพฺพํ อิสฺสริยํ สุขํ ความเป็นใหญ่ทั้งปวงนำมาซึ่งความสุข
บทว่า สาธารเณ วิหญฺญนฺติ นี้ เป็นบทไขความแห่งบทนี้ว่า สพฺพํ ปรวสํ ทุกฺขํ ประโยชน์ทั้งปวงที่อยู่ในอำนาจของผู้อื่น นำความทุกข์มาให้.
ก็ในข้อนี้มีอธิบายดังนี้
เมื่อประโยชน์ทั่วไปที่จะพึงให้สำเร็จมีอยู่ สัตว์เหล่านี้ชื่อว่าเดือดร้อน คือถึงความคับแค้น ลำบาก เพราะไม่สำเร็จตามความประสงค์ เหตุประโยชน์นั้นเนื่องด้วยผู้อื่น.
ถามว่า เพราะเหตุไร?
ตอบว่า เพราะกิเลสเครื่องประกอบล่วงได้โดยยาก.
อธิบายว่า เพราะเหตุที่กามโยคะ ภวโยคะ ทิฏฐิโยคะและอวิชชาโยคะ อันบุคคลให้เกิดมีตลอดกาลหาเบื้องต้นมิได้ ชื่อว่าล่วงได้ยาก เพราะผู้ที่ไม่ได้สั่งสมกุศลสมภารมา ไม่สามารถจะละได้.
ในโยคะเป็นต้นนั้น ทิฏฐิโยคะอันบุคคลพึงล่วงได้ด้วยปฐมมรรค (โสดาปัตติมรรค) กามโยคะอันบุคคลพึงล่วงได้ด้วยมรรคที่ ๓ (อนาคามิมรรค) โยคะนอกนี้อันบุคคลพึงล่วงได้ด้วยมรรคอันเลิศ (อรหัตมรรค) ดังนั้น โยคะเหล่านี้จึงชื่อว่าล่วงได้ยาก เพราะอริยมรรคทั้งหลายบรรลุได้ยาก เพราะฉะนั้น สัตว์ทั้งหลายจึงชื่อว่าเดือดร้อน เพราะเหตุที่ไม่ได้สิ่งที่ปรารถนา ด้วยอำนาจกามโยคะเป็นต้น.
อธิบายว่า ก็เมื่อความเป็นใหญ่แห่งจิต และความเป็นใหญ่แห่งนิโรธมีอยู่ แม้ในกาลไรๆ ความคับแค้นก็เกิดไม่ได้.
อีกอย่างหนึ่ง บทว่า สพฺพํ ปรวสฺสํ ความว่า ประโยชน์กล่าวคือความเป็นไปของตนเนื่องด้วยผู้อื่นและผู้อื่นเนื่องกับตนทั้งหมดนั้น ชื่อว่าเป็นเหตุนำทุกข์มาให้ เพราะมีความไม่เที่ยงเป็นสภาวะ.
สมจริงดังคำที่ท่านกล่าวไว้ว่า สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์.
บทว่า สพฺพํ อิสฺสริยํ ความว่า พระนิพพานอันเป็นที่สลัดออกจากสังขตธรรมทั้งปวง อันได้นามว่าอิสริยะ เพราะเป็นที่ตั้งแห่งความเป็นใหญ่ ทั้งหมดนั้นแยกเป็น สอุปาทิเสสนิพพานเป็นต้น ชื่อว่า นำมาซึ่งความสุข.
สมจริงดังที่ตรัสไว้ว่า นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ พระนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง.
บทว่า สาธารเณ ความว่า เมื่อกำหนดทุกข์และสุขได้อย่างนี้ สัตว์เหล่านี้ย่อมเดือดร้อนจมอยู่ในเหตุแห่งทุกข์อันทั่วไปแก่ทุกข์มากมาย.
ถามว่า เพราะเหตุไร?
ตอบว่า เพราะกิเลสเครื่องประกอบล่วงได้ยาก.
อธิบายว่า เพราะเหตุที่กามโยคะเป็นต้นเหล่านั้นเป็นเหตุให้จมลงในทุกข์ทั้งปวง เป็นอันล่วงได้ยาก ฉะนั้น วิสาขา แม้เธอปรารถนาประโยชน์ที่เนื่องกับผู้อื่น เมื่อไม่ได้ ก็เดือดร้อน.
จบอรรถกถาวิสาขาสูตรที่ ๙ -----------------------------------------------------