๕. ลกุณฐกภัททิยสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต ๕. ลกุณฐกภัททิยสูตร
๕ เอวมฺเม สุตํ ฯ เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ เตน โข ปน สมเยน อายสฺมา ลกุณฺฐกภทฺทิโย สมฺพหุลานํ ภิกฺขูนํ ปิฏฺฐิโต ปิฏฺฐิโต เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ ฯ อทฺทสา โข ภควา อายสฺมนฺตํ ลกุณฺฐกภทฺทิยํ ทูรโตว สมฺพหุลานํ ภิกฺขูนํ ปิฏฺฐิโต ปิฏฺฐิโต อาคจฺฉนฺตํ ทุพฺพณฺณํ ทุทฺทสฺสิกํ โอโกฏิมกํ เยภุยฺเยน ภิกฺขูนํ ปริภูตรูปํ ทิสฺวาน ภิกฺขู อามนฺเตสิ ปสฺสถ โน ตุเมฺห ภิกฺขเว เอตํ ภิกฺขุํ ทูรโตว สมฺพหุลานํ ภิกฺขูนํ ปิฏฺฐิโต ปิฏฺฐิโต อาคจฺฉนฺตํ ทุพฺพณฺณํ ทุทฺทสฺสิกํ โอโกฏิมกํ เยภุยฺเยน ภิกฺขูนํ ปริภูตรูปนฺติ ฯ เอวํ ภนฺเตติ ฯ เอโส ภิกฺขเว ภิกฺขุ มหิทฺธิโก มหานุภาโว น จ สา สมาปตฺติ สุลภรูปา ยา เตน ภิกฺขุนา อสมาปนฺนปุพฺพา ยสฺส จตฺถาย กุลปุตฺตา สมฺมเทว อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชนฺติ ตทนุตฺตรํ พฺรหฺมจริยปริโยสานํ ทิฏฺเฐว ธมฺเม สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา อุปสมฺปชฺช วิหรตีติ ฯ อถ โข ภควา เอตมตฺถํ วิทิตฺวา ตายํ เวลายํ อิมํ อุทานํ อุทาเนสิ เนลงฺโค เสตปจฺฉาโท เอกาโร วตฺตตี รโถ อนีฆํ ปสฺส อายนฺตํ ฉินฺนโสตํ อพนฺธนนฺติ ฯ ปญฺจมํ ฯ
ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถปิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล ท่านพระลกุณฐกภัททิยะกำลังเดินมาข้างหลังของภิกษุเป็นอันมาก เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ พระผู้มีพระภาคได้ทรงเห็นท่านพระลกุณฐกภัททิยะเป็นคนค่อม มีผิวพรรณทราม ไม่น่าดู พวกภิกษุดูหมิ่นโดยมาก เดินมาข้างหลังของภิกษุเป็นอันมากแต่ไกล ครั้นแล้วตรัสถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายเห็นภิกษุนั่น เป็นคนค่อม มีผิวพรรณทราม ไม่น่าดู พวกภิกษุดูหมิ่นโดยมาก กำลังเดินมาข้างหลังๆ ของภิกษุเป็นอันมากแต่ไกลหรือไม่ ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่าเห็นแล้ว พระเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นมีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก ก็สมาบัติที่ภิกษุนั้นไม่เคยเข้าแล้ว ไม่ใช่หาได้ง่าย ภิกษุนั้นทำให้แจ้งซึ่งที่สุดแห่งพรหม-*จรรย์อันยอดเยี่ยม ที่กุลบุตรทั้งหลายออกบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการนั้นด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ ฯ ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว ทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า รถคืออัตภาพ มีศีลอันหาโทษมิได้ หลังคาคือบริขารขาว มีกรรมคือสติอันเดียวแล่นไปอยู่ เชิญดูรถคืออัตภาพนั้นอัน หาทุกข์มิได้ มีกระแสตัณหาอันตัดขาดแล้ว หาเครื่องผูก มิได้ แล่นไปอยู่ ฯ จบสูตรที่ ๕
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๕. อปรลกุณฏกภัททิยสูตร ว่าด้วยพระลกุณฏกภัททิยเถระ อีกสูตรหนึ่ง
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถ- บิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี สมัยนั้น ท่านพระลกุณฏกภัททิยะเดินตามหลังภิกษุทั้งหลาย เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ @เชิงอรรถ : @ ขุ.เถร. (แปล) ๒๖/๒๙๗/๓๘๘
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๓๑๓}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน [๗. จูฬวรรค] ๕. อปรลกุณฏกภัททิยสูตร พระผู้มีพระภาคได้ทอดพระเนตรเห็นท่านพระลกุณฏกภัททิยะมีผิวพรรณ หยาบ ไม่น่าดู มีร่างกายค่อมเตี้ย ถูกภิกษุดูหมิ่น กำลังเดินตามหลังภิกษุทั้งหลายมาแต่ไกล จึงรับสั่งเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายเห็นภิกษุรูปนั้นผู้มีผิวพรรณหยาบ ไม่น่าดู มีร่างกายค่อมเตี้ย ถูกภิกษุดูหมิ่น กำลังเดินตามหลังภิกษุทั้งหลายมาแต่ไกลหรือไม่” ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า “เห็น พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุรูปนั้นมีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากเพราะเธอเคยเข้าสมาบัติมาแล้วแทบทุกชนิด เธอใช้ปัญญาอันยิ่งด้วยตนเอง ทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์ยอดเยี่ยม อันเป็นที่สุดแห่งพรหมจรรย์ ที่กุลบุตรผู้ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการ ด้วยปัญญาอันยิ่งเองเข้าถึงอยู่ในปัจจุบัน” ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงทรงเปล่งอุทานนี้ ในเวลานั้นว่า พุทธอุทาน เธอจงดูรถ ซึ่งมีส่วนประกอบอันไม่มีโทษ มีหลังคาขาว มีเพลาเดียว ไม่มีทุกข์ แล่นไปถึงที่หมาย ตัดกระแส ไม่มีเครื่องผูก อปรลกุณฏกภัททิยสูตรที่ ๕ จบ @เชิงอรรถ : @ ดูเชิงอรรถที่ ๑ หน้า ๒๑๒ ในเล่มนี้ @ รถ หมายถึงร่างกาย (สํ.สฬา.(แปล) ๑๘/๓๔๗/๓๘๐, ขุ.อุ.อ. ๖๕/๓๙๖)@ ส่วนประกอบอันไม่มีโทษ หมายถึงอรหัตตผลศีล (สํ.สฬา.(แปล) ๑๘/๓๔๗/๓๘๐, ขุ.อุ.อ. ๖๕/๓๙๖)@ หลังคาขาว หมายถึงอรหัตตผลวิมุตติ (สํ.สฬา.(แปล) ๑๘/๓๔๗/๓๘๐, ขุ.อุ.อ. ๖๕/๓๙๖)@ เพลาเดียว หมายถึงสติ (สํ.สฬา.(แปล) ๑๘/๓๔๗/๓๘๐, ขุ.อุ.อ. ๖๕/๓๙๖)@ สํ.สฬา. (แปล) ๑๘/๓๔๗/๓๘๐
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๓๑๔}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาลกุณฐกภัททิยสูตร
ลกุณฐกภัททิยสูตรที่ ๕ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า สมฺพหุลานํ ภิกฺขูนํ ปิฏฺฐิโต ปิฏฺฐิโต ความว่า วันหนึ่ง ท่านพระลกุณฐกภัททิยะพร้อมด้วยภิกษุเป็นอันมากเที่ยวบิณฑบาตในละแวกบ้าน ฉันภัตตาหารเสร็จแล้ว ล้างบาตรใส่ถลกคล้องไว้ที่บ่า จีบจีวรพาดจีวรแม้นั้นไว้บ่าซ้าย มีการก้าวไปถอยกลับ แลดูเหลียวดูคู้เหยียด น่าเลื่อมใส มีนัยน์ตาทอดลง สมบูรณ์ด้วยอิริยาบถ เป็นเหมือนประกาศความไพบูลย์ด้วยสติและปัญญาของตนตั้งสติสัมปชัญญะไว้มั่น มีจิตเป็นสมาธิ ทอดเท้าก้าวย่างไป และเมื่อจะไปก็ตามหลังภิกษุทั้งหลายไป ไม่ปะปนด้วยภิกษุเหล่านั้น.
เพราะเหตุไร? เพราะเป็นผู้อยู่ด้วยการไม่คลุกคลี.
อนึ่ง ปุถุชนทั้งหลายย่อมดูหมิ่นรูปของท่านว่า น่าดูหมิ่น เป็นที่ตั้งแห่งความดูหมิ่น. พระเถระทราบดังนั้นจึงเดินไปข้างหลัง ด้วยคิดว่า ภิกษุเหล่านี้อย่าได้ประสบบาป เพราะอาศัยเราเลย.
ภิกษุเหล่านั้นและพระเถระถึงกรุงสาวัตถี เข้าไปยังวิหาร เข้าเฝ้าพระศาสดาถึงที่ประทับด้วยประการฉะนี้. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เตน โข ปน สมเยน อายสฺมา ลกุณฺฏกภทฺทิโย ดังนี้เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทุพฺพณฺณํ ได้แก่ รูปน่าเกลียด. ด้วยคำนั้น ทรงแสดงถึงท่านไม่มีการถึงพร้อมด้วยวรรณะ (รูป) และถึงพร้อมด้วยทรวดทรง.
บทว่า ทุทฺทสิกํ แปลว่า เห็นเข้าไม่น่าเลื่อมใส. ด้วยบทนั้น แสดงถึงท่านไม่มีความสมบูรณ์ด้วยอนุพยัญชนะและความสมบูรณ์ด้วยอาการ.
บทว่า โอโกฏิมกํ แปลว่า เตี้ย. ด้วยคำนี้ ทรงแสดงถึงท่านไม่มีความสมบูรณ์ด้วยส่วนสูง.
บทว่า เยภุยฺเยน ภิกฺขูนํ ปริภูตรูปํ ได้แก่ ผู้มีรูปร่างอันภิกษุปุถุชนทั้งหลาย ดูหมิ่น. ภิกษุปุถุชนบางพวก เช่นพระฉัพพัคคีย์เป็นต้น เมื่อไม่รู้คุณของท่าน จับ ลูบคลำ เล่น ที่มือและใบหูเป็นต้นดูหมิ่นพระอริยเจ้า หรือกัลยาณปุถุชนหาดูหมิ่นไม่.
บทว่า ภิกฺขู อามนฺเตสิ ความว่า ตรัสเรียกภิกษุมาทำไม? เพื่อประกาศคุณของพระเถระ. ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระดำริอย่างนี้ว่า ภิกษุเหล่านี้ไม่รู้ว่าบุตรเรามีอานุภาพมาก เพราะเหตุนั้นจึงพากันดูหมิ่นเธอ ข้อนั้นจักเป็นไปเพื่อสิ่งมิใช่ประโยชน์ เพื่อทุกข์ตลอดกาลนานแก่ภิกษุเหล่านั้นเอาเถอะ เราจักประกาศคุณของภิกษุนี้แก่ภิกษุทั้งหลาย แล้วจักปลดเปลื้องเธอให้พ้นจากความดูหมิ่น.
บทว่า ปสฺสถ โน แปลว่า พวกเธอจงดูนะ.
บทว่า น จ สา สมาปตฺติ สุลภรูปา ยา เตน ภิกฺขุนา อสมาปนฺนปุพฺพา ความว่าชื่อสมาบัติอย่างใดอย่างหนึ่งอันทั่วไปแก่พระสาวกมีประเภทอย่างนี้ คือรูปสมาบัติ อรูปสมาบัติ พรหมวิหารสมาบัตินิโรธสมาบัติ และผลสมาบัติ ในสมาบัติเหล่านั้น สมาบัติแม้อย่างหนึ่ง ไม่ใช่ได้โดยง่าย คือได้โดยยาก. ภิกษุลกุณฐกภัททิยะนั้นไม่เคยเข้าสมาบัตินั้น ไม่มีเลย.
เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงประกาศความที่พระเถระนั้นมีฤทธิ์มากในคำที่ตรัสไว้ว่า มหิทฺธิโก มหานุภาโว บัดนี้ เพื่อจะประกาศความที่ท่านมีอานุภาพมากจึงตรัสคำมีอาทิว่า ยสฺส จตฺถาย ดังนี้.
คำนั้นมีนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล.
ก็ในคำเหล่านั้น ด้วยคำว่า เอโส ภิกฺขเว ภิกฺขุ เป็นต้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนี้ไม่ใช่เป็นภิกษุพอดีพอร้ายใครๆ ไม่ควรดูหมิ่นด้วยเหตุเพียงเท่านี้ว่า เป็นผู้มีรูปน่าเกลียดไม่น่าดู เตี้ย และว่าเดินตามหลังภิกษุทั้งหลาย โดยที่แท้เป็นภิกษุมีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากความจริงสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่พระสาวกพึงถึง สิ่งนั้นทั้งหมดภิกษุนั้นถึงแล้วโดยลำดับเพราะฉะนั้น พึงทำภิกษุนั้นให้เป็นที่หนักแน่นดุจฉัตรหิน แล้วจึงแลดูข้อนั้นจักเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขตลอดกาลนานแก่เธอทั้งหลาย.
บทว่า เอตมตฺถํ วิทิตฺวา ความว่า พระองค์ทรงทราบโดยอาการทั้งปวงซึ่งกองแห่งคุณของท่านลกุณฐกภัททิยะต่างโดยคุณมีความเป็นผู้มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากเป็นต้นนี้จึงทรงเปล่งอุทานนี้ อันแสดงความนั้น.
โทษท่านเรียกว่า เอละ ในบทว่า เนลงฺโค นี้ในพระคาถานั้น. โทษของคำนั้นไม่มี เหตุนั้น คำนั้นจึงชื่อว่า เนลํ.
ก็ เนละ นั้นคืออะไร? คือศีลที่บริสุทธิ์ด้วยดี.
จริงอยู่ ศีลที่บริสุทธิ์ด้วยดีนั้น ท่านประสงค์ว่าเนละ ในพระคาถานี้ เพราะอรรถว่าไม่มีโทษ. ภิกษุชื่อว่า เนลังคะ เพราะมีองค์อันเป็นประธานอันหาโทษมิได้. เชื่อมความด้วยคำที่ท่านกล่าวไว้ด้วยรถ. เพราะฉะนั้น อธิบายว่า ผู้มีองค์คือศีลอันบริสุทธิ์ด้วยดี.
จริงอยู่ ศีลที่สัมปยุตด้วยอรหัตผล ท่านประสงค์เอาในที่นี้. อัตภาพดุจรถ ชื่อว่า เสตปจฺฉาโท เพราะมีหลังคาสีขาว.
บทว่า ปจฺฉาโท ได้แก่ ผ้ากัมพลเป็นต้นที่ลาดไว้บนหลังรถ. ก็รถคืออัตภาพนั้น มีสีขาวก็ดี มีสีแดงและสีเขียวเป็นต้น อย่างใดอย่างหนึ่งก็ดีเพราะมีภาวะขาวหมดจดด้วยดี แต่ในที่นี้ท่านกล่าวว่า เสตปจฺฉาโท มีหลังคาขาว เพราะอาศัยภาวะที่บริสุทธิ์ด้วยดีเหตุประสงค์เอาความหลุดพ้นด้วยอรหัตผล เหมือนอุปมาอย่างใดอย่างหนึ่งว่า รถมีเครื่องบริขารขาว. กำอันหนึ่ง คือสติ ของรถนั้นมีอยู่ เหตุนั้น รถนั้นชื่อว่ามีกำอันเดียว.
บทว่า วตฺตติ แปลว่า ย่อมเป็นไป. ด้วยบทว่า รโถ นี้ พระองค์ตรัสหมายถึงอัตภาพของพระเถระ. บทว่า อนีฆํ แปลว่า ไม่มีทุกข์ อธิบายว่า เว้นจากความกำเริบแห่งกิเลสดุจยานที่เว้นจากความสั่นฉะนั้น. บทว่า อายนฺตํ ได้แก่ มาข้างหลัง ข้างหลังของภิกษุเป็นอันมาก.
บทว่า ฉินฺนโสตํ ได้แก่ ตัดกระแสแล้ว.
จริงอยู่ กระแสแห่งเนยใส และน้ำมันเป็นต้น ที่ฉาบทาที่หัวเพลาและดุม ไหลไปคือบ่าไป เพื่อให้รถตามปกติแล่นไปสะดวก เพราะฉะนั้น รถนั้นจึงชื่อว่ามีกระแสยังไม่ขาด.
แต่รถนี้ เป็นอันชื่อว่าขาดกระแสแล้ว เพราะละกระแสกิเลส ๓๖ ได้เด็ดขาด. ซึ่งรถที่ขาดกระแสแล้วนั้น
ชื่อว่า อพนฺธโน เพราะรถนั้นไม่มีเครื่องผูก.
จริงอยู่ เครื่องผูกทั้งหลายของรถที่มีเครื่องปรุงพร้อมกับเพลา ย่อมมีมากเพื่อทำไม่ให้รถนั้นคลอนแคลนด้วยเหตุนั้น รถนั้นจึงชื่อว่ามีเครื่องผูก. แต่รถนี้ชื่อว่าไม่มีเครื่องผูก เพราะเครื่องผูกคือสังโยชน์ทั้งปวง หมดสิ้นไปโดยไม่เหลือ. ซึ่งรถอันไม่มีเครื่องผูกนั้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงได้รับโสมนัสด้วยคุณของพระเถระ จึงตรัสเรียกพระองค์ด้วยพระดำรัสว่า เชิญดู.
ดังนั้น พระศาสดาทรงแสดงท่านลกุณฐกภัททิยะให้เป็นผู้มีจักรด้วยดีโดยยกอรหัตผลขึ้นเป็นประธาน ให้เป็นผู้มีสิ่งกำบังอันข้ามพ้นด้วยดีด้วยวิมุตติอันสัมปยุตด้วยอรหัตผล ให้เป็นผู้มีกำบังด้วยดี ด้วยสติอันตั้งมั่นด้วยดี ให้เป็นผู้ไม่กำเริบ เพราะกิเลสเครื่องกำเริบไม่มี ให้เป็นผู้ไม่มีกิเลสเครื่องไล้ทา เพราะเครื่องไล้ทาคือตัณหาไม่มีให้เป็นผู้ไม่มีกิเลสเครื่องผูกพัน เพราะไม่มีสังโยชน์เป็นต้นให้เป็นดุจรถเทียมด้วยม้าอาชาไนยอันประกอบด้วยดีแล้ว อันมีเครื่องปรุงดีแล้ว.
จบอรรถกถาลกุณฐกภัททิยสูตรที่ ๕ ------------------------------------------