๒. จัตตาริสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต ๒. จัตตาริสูตร
๒ จตฺตาริมานิ ภิกฺขเว อปฺปานิ เจว สุลภานิ จ ตานิ จ อนวชฺชานิ กตมานิ จตฺตาริ ปํสุกูลํ ภิกฺขเว จีวรานํ อปฺปญฺจ สุลภญฺจ ตญฺจ อนวชฺชํ ฯ ปิณฺฑิยาโลโป ภิกฺขเว โภชนานํ อปฺปญฺจ สุลภญฺจ ตญฺจ อนวชฺชํ ฯ รุกฺขมูลํ ภิกฺขเว เสนาสนานํ อปฺปญฺจ สุลภญฺจ ตญฺจ อนวชฺชํ ฯ ปูติมุตฺตํ ภิกฺขเว เภสชฺชานํ อปฺปญฺจ สุลภญฺจ ตญฺจ อนวชฺชํ ฯ อิมานิ โข ภิกฺขเว จตฺตาริ อปฺปานิ เจว สุลภานิ จ ตานิ จ อนวชฺชานิ ฯ ยโต โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ อปฺเปน จ ตุฏฺโฐ โหติ สุลเภน จ อนวชฺเชน จ อิมสฺสาหํ อญฺญตรํ สามญฺญงฺคนฺติ วทามีติ ฯ อนวชฺเชน ตุฏฺฐสฺส อปฺเปน สุลเภน จ น เสนาสนมารพฺภ จีวรํ ปานโภชนํ วิฆาโต โหติ จิตฺตสฺส ทิสา นปฺปฏิหญฺญติ ฯ เยปสฺส ธมฺมา อกฺขาตา สามญฺญสฺสานุโลมิกา อธิคฺคหิตา ตุฏฺฐสฺส อปฺปมตฺตสฺส ภิกฺขุโนติ ฯ ทุติยํ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัจจัย น้อย หาได้ง่าย และไม่มีโทษ ๔ อย่าง นี้ ๔ อย่างเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาจีวร ผ้าบังสุกุล น้อย หาได้ง่ายและไม่มีโทษ บรรดาโภชนะ คำข้าวที่ได้ด้วยปลีแข็ง น้อย หาได้ง่ายและไม่มีโทษบรรดาเสนาสนะ โคนไม้ น้อย หาได้ง่ายและไม่มีโทษ บรรดาเภสัช มูตรเน่า น้อยหาได้ง่ายและไม่มีโทษ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัจจัย น้อย หาได้ง่ายและไม่มีโทษ๔ อย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ของภิกษุซึ่งเป็นผู้สันโดษด้วยปัจจัยที่น้อย หาได้ง่ายและไม่มีโทษ ว่าเป็นองค์แห่งความเป็นสมณะ ฯ ความคับแค้นแห่งจิต ย่อมไม่มีแก่ภิกษุผู้สันโดษด้วยปัจจัย น้อย หาได้ง่ายและไม่มีโทษ เพราะปรารภเสนาสนะ จีวร ปานะและโภชนะ ทิศของเธอชื่อว่าไม่กระทบกระเทือน ภิกษุ ผู้สันโดษ ไม่ประมาท ยึดเหนี่ยวเอาไว้ได้ซึ่งธรรมอัน สมควรแก่ธรรมเครื่องความเป็นสมณะที่พระตถาคตตรัสบอก แล้วแก่เธอ ฯ จบสูตรที่ ๒
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๒. สุลภสูตร ว่าด้วยปัจจัยที่หาได้ง่าย
แท้จริง พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสไว้แล้ว พระสูตรนี้ พระอรหันต์ กล่าวไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ “ภิกษุทั้งหลาย ปัจจัย ๔ อย่างนี้ มีค่าน้อย หาได้ง่าย และไม่มีโทษ ปัจจัย ๔ อย่าง อะไรบ้าง คือ ๑. บรรดาจีวร บังสุกุลจีวร(ผ้าที่ได้มาจากกองฝุ่น) มีค่าน้อย หาได้ง่ายและไม่มีโทษ ๒. บรรดาโภชนะ ปิณฑิยาโลปโภชนะ(โภชนะคือคำข้าวที่ได้มาด้วยกำลัง ปลีแข้ง) มีค่าน้อย หาได้ง่าย และไม่มีโทษ ๓. บรรดาเสนาสนะ รุกขมูลเสนาสนะ(เสนาสนะคือโคนไม้) มีค่าน้อยหาได้ง่าย และไม่มีโทษ ๔. บรรดายารักษาโรค ปูติมุตตเภสัช(ยาดองน้ำมูตรเน่า) มีค่าน้อย หาได้ง่าย และไม่มีโทษ ปัจจัย ๔ อย่างนี้แล มีค่าน้อย หาได้ง่าย และไม่มีโทษ @เชิงอรรถ : @ องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๒๗/๔๒-๔๓
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๔๗๘}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ [๔. จตุกกนิบาต] ๓. อาสวักขยสูตร ภิกษุทั้งหลาย เพราะภิกษุเป็นผู้สันโดษด้วยปัจจัย ๔ ที่มีค่าน้อย หาได้ง่ายและไม่มีโทษนี้ เราจึงกล่าวว่า “เป็นองค์ประกอบแห่งคุณเครื่องความเป็นสมณะอย่างหนึ่งของภิกษุนี้” พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความดังกล่าวมานี้แล้ว ในพระสูตรนั้น จึงตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า จิตของภิกษุผู้สันโดษด้วยปัจจัย ที่มีค่าน้อย หาได้ง่าย และไม่มีโทษ ย่อมไม่มีความคับแค้น ไม่ติดขัดทั่วทิศ เพราะปรารภจีวร โภชนะ เสนาสนะ (และยารักษาโรค) และธรรมที่เหมาะแก่ความเป็นสมณะที่ภิกษุนั้นกล่าวแล้ว อันภิกษุผู้สันโดษ ไม่ประมาท บรรลุแล้ว แม้เนื้อความนี้ พระผู้มีพระภาคก็ตรัสไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้แลสุลภสูตรที่ ๒ จบ ๓. อาสวักขยสูตร ว่าด้วยความสิ้นอาสวะ
แท้จริง พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสไว้แล้ว พระสูตรนี้ พระอรหันต์ กล่าวไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ “ภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวถึงความสิ้นอาสวะทั้งหลายสำหรับภิกษุผู้รู้อยู่ ผู้เห็นอยู่ หากล่าวถึงความสิ้นอาสวะทั้งหลายสำหรับภิกษุผู้ไม่รู้อยู่ ไม่เห็นอยู่ไม่ @เชิงอรรถ : @ คุณเครื่องความเป็นสมณะ หมายถึงปาริสุทธิศีล ๔ ประการ สมถะ วิปัสสนา หรืออริยมรรค เมื่อว่า@โดยย่อมี ๒ ประการ คือ (๑) คุณเครื่องภายนอก ได้แก่ ธรรมเครื่องอาศัยของสัตบุรุษและการฟัง@สัทธรรม (๒) คุณเครื่องภายใน ได้แก่ โยนิโสมนสิการ(การมนสิการโดยแยบคาย) และธัมมานุธัมมปฏิบัติ@(การปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม) คุณเครื่องความเป็นสมณะนั้น มีธรรมที่เป็นองค์ประกอบเหล่านี้ คือ@ความมักน้อย ความสันโดษ ความสงัด ความไม่คลุกคลีด้วยหมู่ ความปรารภความเพียร เป็นต้น@(ขุ.อิติ.อ. ๑๐๑/๓๖๘)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๔๗๙}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาจัตตาริสูตร
ในจัตตาริสูตรที่ ๒ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อปฺปานิ แปลว่า (ปัจจัย ๔) มีน้อย.
บทว่า สุลภานิ คือ อันบุคคลพึงได้โดยง่าย คือสามารถจะหาได้ในที่ใดที่หนึ่ง.
บทว่า อนวชฺชานิ คือ ชื่อว่าเว้นจากโทษ ได้แก่ ชื่อว่าไม่มีโทษเพราะการมาบริสุทธิ์ และเพราะไม่มีภาวะเป็นที่ตั้งแห่งกิเลสมีการประดับกายเป็นต้น
ในบทว่า อปฺปานิ (มีน้อย) สุลภานิ (หาได้ง่าย) และบทว่า อนวชฺชานิ (ไม่มีโทษ) นั้น.
อธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงความไม่มีทุกข์อันเกิดจากการแสวงหาไว้ เพราะความที่ปัจจัย ๔ หาได้ง่าย.
ทรงแสดงความไม่มีทุกข์อันเกิดจากการรักษาไว้ เพราะความที่ปัจจัย ๔ มีน้อย.
ทรงแสดงความที่ปัจจัย ๔ เป็นของสมควรแก่ภิกษุ เพราะใครๆ ติเตียนไม่ได้ เหตุที่เป็นของไม่มีโทษ.
ทรงแสดงความที่ปัจจัย ๔ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความหวังอันเล็กน้อย เพราะเป็นของมีน้อย.
ทรงแสดงว่าปัจจัย ๔ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด เพราะหาได้ง่าย.
ทรงแสดงว่าปัจจัย ๔ เป็นที่ตั้งแห่งนิสสรณปัญญา ด้วยอำนาจแห่งโทษ เพราะหาโทษมิได้.
ปัจจัย ๔ ไม่ยังโสมนัสให้เกิด เพราะลาภตามที่ได้เนื่องจากมีน้อย ไม่ยังโทมนัสให้เกิด เพราะไม่ได้ เนื่องจากหาได้ง่าย ไม่ยังอัญญาณุเบกขา ซึ่งมีความเดือดร้อนเป็นนิมิตให้เกิด เพราะเป็นที่ตั้งแห่งความไม่เดือดร้อน เนื่องจากไม่มีโทษ.
บทว่า ปํสุกูลํ ความว่า จีวรที่เลือกเก็บเอาเศษผ้าที่หล่นตามถนนเป็นต้นมาทำ ซึ่งได้นามอย่างนี้ว่า บังสุกูล เพราะว่าเป็นเหมือนกองฝุ่น. โดยหมายความว่าอยู่สูง เนื่องจากอยู่บนฝุ่นทั้งหลายในที่แห่งใดแห่งหนึ่งมีถนน ป่าช้าและกองขยะเป็นต้น และเพราะความหมายว่าไป คือถึงความเป็นของน่าเกลียดเหมือนฝุ่น.
บทว่า ปิณฺฑิยาโลโป ความว่า โภชนะที่ตนเที่ยวไปด้วยพลังปลีแข้งแล้วได้มาในเรือน กะประมาณเพียงหลังละคำ.
บทว่า รุกฺขมูลํ แปลว่า ที่ใกล้ต้นไม้แห่งใดแห่งหนึ่ง ซึ่งเหมาะสมแก่วิเวก.
บทว่า ปติมุตฺตํ ได้แก่ น้ำมูตรโคชนิดใดชนิดหนึ่ง.
อธิบายว่า ร่างกายแม้มีผิวพรรณดุจทองคำก็เป็นร่างกายที่เปื่อยเน่าอยู่นั่นเองฉันใด น้ำมูตรแม้จะใหม่ก็เป็นน้ำมูตรเน่าฉันนั้นเหมือนกัน. ในเรื่องนั้น อาจารย์บางพวกเรียกชิ้นสมอที่ดองด้วยมูตรโคว่าน้ำมูตรเน่า. อาจารย์อีกพวกหนึ่งกล่าวว่า เภสัชชนิดใดชนิดหนึ่งที่เขาสละคือทิ้ง ได้แก่นำออกมาจากร้านตลาดเป็นต้น เพราะเป็นของเสีย. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประสงค์เอาว่า เป็นน้ำมูตรเน่า.
บทว่า ยโต โข เป็นปัญจมีวิภัตติลงในปัจจัตตะ.
มีคำอธิบายว่า ยํ โข ด้วยเหตุนั้น บทว่า ยโต โข จึงคลุมถึงกิริยาที่ท่านกล่าวไว้ว่า ตุฏฺโฐ โหติ.
บทว่า ตุฏฺโฐ แปลว่า สันโดษ.
บทว่า อิทมสฺสาหํ ความว่า ความสันโดษด้วยปัจจัย ๔ ตามที่กล่าวแล้วซึ่งมีน้อย (แต่) หาได้ง่ายใด เราตถาคตกล่าวความสันโดษนี้ว่า เป็นองค์ของความเป็นสมณะ คือองค์ที่ทำให้เป็นสมณะองค์ใดองค์หนึ่ง คือองค์หนึ่งในองค์ทั้งหลายมีศีลสังวรเป็นต้นของภิกษุนี้. เพราะว่า จตุปาริสุทธิศีลของภิกษุผู้สันโดษย่อมบริบูรณ์ดี สมถภาวนาและวิปัสสนาภาวนาย่อมถึงความบริบูรณ์.
อีกประการหนึ่ง อริยมรรค ชื่อว่า สามัญญะ (ความเป็นสมณะ) ว่าโดยย่อ สามัญญะนั้นมีองค์ ๒ คือ องค์ภายนอก ๑ องค์ภายใน ๑.
บรรดาองค์ทั้งสองนั้น องค์ภายนอก ได้แก่
สัปปุริสูปัสสยะ (การเข้าไปคบหาสัตบุรุษ) ๑
สัทธัมมัสสวนะ (การฟังธรรมของสัตบุรุษ) ๑.
ส่วนองค์ภายใน ได้แก่
โยนิโสมนสิการ (การทำไว้ในใจโดยแยบคาย) ๑
ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ (การปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม) ๑.
บรรดาธรรมเหล่านั้น เพราะเหตุที่ธรรมเหล่านี้เป็นตัวธัมมานุธัมมปฏิบัติด้วย เป็นมูลรากแห่งธัมมานุธัมมปฏิบัตินั้นด้วยตามสมควร ได้แก่ ธรรมทั้งหลายมีอาทิอย่างนี้ คือ อัปปิจฉตา (ความมักน้อย) สันตุฏฐิตา (ความสันโดษ) ปวิวิตตตา (ความเป็นผู้สงัด) อสังสัฏฐตา (ความเป็นผู้ไม่คลุกคลีด้วยหมู่คณะ) อารัทธวิริยตา (ความเป็นผู้ปรารภความเพียร)ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ตรัสไว้ เราตถาคตกล่าวสันโดษนี้ว่า เป็นองค์แห่งความเป็นสมณะองค์ใดองค์หนึ่งของภิกษุนั้น.
บทว่า เสนาสนมารพภฺ ได้แก่ อาศัยเสนาสนะมีวิหารเป็นต้น และเสนาสนะมีเตียงและตั่งเป็นต้น ในบทว่า จีวรํ ปานโภชนํ มีการเชื่อมความว่าปรารภ สงบจีวรเป็นต้น น้ำดื่มมีน้ำมะม่วงเป็นต้น และวัตถุที่พึงบริโภคมีขาทนียะและโภชนียะเป็นต้น. มีวาจาประกอบความว่า ความคับแค้น คือภาวะที่ใจถูกกระทบกระทั่ง ได้แก่ความทุกข์ใจ ไม่มี.
ก็ในข้อนี้มีความย่อดังนี้ว่า ความเคียดแค้นแห่งจิตอันใด เพราะไม่ได้ปัจจัยที่ต้องการ ย่อมมีแก่ภิกษุผู้ไม่สันโดษผู้แสวงหาปัจจัยมีเสนาสนะเป็นต้น ด้วยการไปสู่ที่ที่จะพึงได้ด้วยหวังว่า ในอาวาสชื่อโน้น ปัจจัยทั้งหลายหาได้ง่ายก็ดีด้วยการโต้เถียงกันว่าปัจจัยนี้ถึงแก่ผม ไม่ถึงแก่ท่านก็ดี ด้วยการทำงานเป็นต้นก็ดี ความเคียดแค้นนั้น ย่อมไม่มีแก่ภิกษุผู้สันโดษในปัจจัยเหล่านั้น.
บทว่า ทิสา นปฺปฏิหญฺญติ ความว่า เพราะสันโดษ ทิศทั้งหลายจึงไม่ถูกกระทบกระทั่ง เนื่องจากภิกษุผู้สันโดษ เป็นผู้ไปได้ทั้ง ๔ ทิศ.
สมด้วยพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดังนี้ว่า
ภิกษุผู้สันโดษด้วยปัจจัยตามมีตามได้
ย่อมเป็นผู้ไปได้ทั้ง ๔ ทิศ และไม่ถูกกระทบ
กระทั่ง.
____________________________
ขุ. สุ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๒๙๖ ขุ. จูฬ. เล่ม ๓๐/ข้อ ๖๘๙
อธิบายว่า ภิกษุใดเกิดความคิดขึ้นว่า เราไปที่โน้นแล้วจักได้ปัจจัยมีจีวรเป็นต้น ทิศของภิกษุนั้น ชื่อว่าถูกกระทบกระทั่ง. ส่วนภิกษุใดไม่เกิดความคิดอย่างนี้ขึ้นมา ทิศของภิกษุนั้น ชื่อว่าไม่ถูกกระทบกระทั่ง.
บทว่า ธมฺมา ได้แก่ ธรรมที่เป็นข้อปฏิบัติทั้งหลาย.
บทว่า สามญฺญสฺสานุโลมิกา ได้แก่ ธรรมทั้งหลายมีความมักน้อยเป็นต้น ซึ่งเหมาะสมแก่สมณธรรม แก่สมถภาวนาและวิปัสสนาภาวนา หรือแก่อริยมรรคนั่นแล.
บทว่า อธิคฺคหิตา ความว่า ธรรมเหล่านั้นทั้งหมดย่อมเป็นอันภิกษุผู้มีจิตยินดีแล้ว คือภิกษุผู้มีจิตสันโดษแล้ว บรรลุแล้ว คือครอบงำธรรมที่เป็นปฏิปักษ์ยึดไว้ได้แล้ว ได้แก่เป็นธรรมมีอยู่ภายใน ไม่ใช่มีอยู่ภายนอก.
จบอรรถกถาจัตตาริสูตรที่ ๒ -----------------------------------------------------