๗. ธรรมสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต ๗. ธรรมสูตร
๗ ธมฺมานุธมฺมปฏิปนฺนสฺส ภิกฺขุโน อยมนุธมฺโม โหติ เวยฺยากรณาย ธมฺมานุธมฺมปฏิปนฺโนยนฺติ ภาสมาโน ธมฺมญฺเญว ภาสติ โน อธมฺมํ วิตกฺกยมาโน ปน ธมฺมวิตกฺกญฺเญว วิตกฺเกติ โน อธมฺมวิตกฺกํ ตทุภยํ อภินิวชฺเชตฺวา อุเปกฺขโก วิหรติ สโต สมฺปชาโนติ ฯ ธมฺมาราโม ธมฺมรโต ธมฺมํ อนุวิจินฺตยํ ธมฺมํ อนุสฺสรํ ภิกฺขุ สทฺธมฺมา น ปริหายติ ฯ จรํ วา ยทิ วา ติฏฺฐํ นิสินฺโน อุท วา สยํ อชฺฌตฺตํ สมยํ จิตฺตํ สนฺติเมวาธิคจฺฉตีติ ฯ สตฺตมํ ฯ
เมื่อภิกษุกล่าวว่า ผู้นี้ปฏิบัติธรรมอันสมควรแก่ธรรม เพื่อ พยากรณ์ด้วยธรรมอันสมควรใด ธรรมอันสมควรนี้ ย่อมมีแก่ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรมอันสมควรแก่ธรรม ดังนี้ ชื่อว่าย่อมกล่าวธรรมอย่างเดียว ย่อมไม่กล่าวอธรรมอนึ่ง เมื่อภิกษุตรึก ย่อมตรึกถึงวิตกที่เป็นธรรมอย่างเดียว ย่อมไม่ตรึกถึงวิตกที่ไม่เป็นธรรม ภิกษุเว้นการกล่าวอธรรมและการตรึกถึงอธรรมทั้ง ๒ นั้น เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่ ฯ ภิกษุมีธรรมเป็นที่มายินดี ยินดีแล้วในธรรม ค้นคว้าธรรมอยู่ ระลึกถึงธรรมอยู่เนืองๆ ย่อมไม่เสื่อมจากพระสัทธรรม ภิกษุเดินอยู่ก็ดี ยืนอยู่ก็ดี นั่งอยู่ก็ดี นอนอยู่ก็ดี ให้จิตของ ตนสงบอยู่ ณ ภายใน ย่อมถึงความสงบอันแท้จริง ฯ จบสูตรที่ ๗
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ [๓. ติกนิบาต] ๔. จตุตถวรรค ๗. ธัมมานุธัมมปฏิปันนสูตร ๗. ธัมมานุธัมมปฏิปันนสูตร ว่าด้วยผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม
แท้จริง พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสไว้แล้ว พระสูตรนี้ พระอรหันต์ กล่าวไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ “ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเมื่อกล่าวว่า ‘สภาวะที่สมควรใดเป็นเหตุให้บุคคลเป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมด้วยการพยากรณ์ สภาวะที่สมควรนี้ชื่อว่าเป็นธรรมที่สมควรแก่ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม’ ชื่อว่ากล่าวแต่เรื่องที่เป็นธรรมเท่านั้นไม่กล่าวเรื่องที่ไม่เป็นธรรม เมื่อตรึก ชื่อว่าตรึกถึงแต่วิตกที่เป็นธรรมเท่านั้น ไม่ตรึกถึงวิตกที่ไม่เป็นธรรม หรือเว้นกิริยาทั้งสองนั้น ชื่อว่าเป็นผู้มีอุเบกขา มีสติมีสัมปชัญญะอยู่” พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความดังกล่าวมานี้แล้ว ในพระสูตรนั้น จึงตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า ภิกษุมีธรรมเป็นที่มายินดี ยินดีแล้วในธรรม พิจารณาใคร่ครวญถึงธรรม ระลึกถึงธรรมอยู่ ย่อมไม่เสื่อมจากสัทธรรม ภิกษุเมื่อยืน เดิน นั่ง หรือนอนก็ตาม ควบคุมจิตให้สงบอยู่ภายในได้ ย่อมบรรลุความสงบแท้จริง แม้เนื้อความนี้ พระผู้มีพระภาคก็ตรัสไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้แลธัมมานุธัมมปฏิปันนสูตรที่ ๗ จบ @เชิงอรรถ : @ ดูธรรมบทข้อ ๓๖๔ หน้า ๑๔๗ ในเล่มนี้ และดู ขุ.เถร. (แปล) ๒๖/๑๐๓๕/๕๐๙
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๔๕๓}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาธรรมสูตร
ในธรรมสูตรที่ ๗ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
โลกุตรธรรม ๙ อย่าง ชื่อว่าธรรม ในบทว่า ธมฺมานุธมฺมปฏิปนฺนสฺส นี้ ธรรมที่สมควรแก่ธรรมนั้น คือธรรมที่เป็นข้อปฏิบัติเบื้องต้นมีศีลวิสุทธิเป็นต้นแก่ผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมนั้น คือกำลังปฏิบัติเพื่อบรรลุ (โลกุตรธรรม) นั้น.
บทว่า อยมนุธมฺโม โหติ ความว่า ธรรมนี้เป็นธรรมมีสภาพสมควร คือมีสภาพเหมาะสม.
บทว่า เวยฺยากรณาย ได้แก่ ด้วยกถาสำหรับพูดกัน.
บทว่า ยํ ในคำว่า ธมฺมานุธมฺมปฏิปนฺโน ยํ เป็นปฐมาวิภัตติใช้ในอรรถตติยาวิภัตติ มีคำอธิบายว่า ภิกษุเมื่อพยากรณ์อยู่ว่า เป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมนั้น ควรชื่อว่าพยากรณ์อยู่โดยชอบทีเดียว ด้วยธรรมอันสมควรใด เธอไม่ควรถูกวิญญูชนตำหนิ เพราะข้อนั้นเป็นเหตุ
อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ยํ เป็นกิริยาปรามาส.
ด้วยบทว่า ยํ นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงถึงการกล่าวธรรมนั่นแหละ และการตรึกถึงธรรมวิตกด้วยเหมือนกัน ซึ่งเป็นเหตุสมควร คือเป็นเหตุเหมาะสมแก่กถา สำหรับพูดกันว่า ธรรมนี้เหมาะสมแก่ผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ธรรมนี้สมควรอย่างนั้น ดังนี้ ด้วยอุเบกขาที่สัมปยุตด้วยญาณ ในเมื่อไม่มีกิจทั้งสองอย่างนั้น.
บทว่า ภาสมาโน ธมฺมํ เยว ภาเสยฺย ความว่า ถ้าหากภิกษุพูดอยู่ ก็พึงชื่อว่าพูดธรรม คือกถาวัตถุ ๑๐ อย่างนั่นเอง ไม่ใช่พูดอธรรมอันมีความมักมากเป็นต้นที่ตรงข้ามกับกถาวัตถุ ๑๐ อย่างนั้น.
สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
กถาอันเป็นไปเพื่อขัดเกลากิเลส เป็นที่สบายในการเปิดจิตนี้ใด ย่อมเป็นไปเพื่อนิพพิทาโดยส่วนเดียว เพื่อสำรอกกิเลส เพื่อดับกิเลส เพื่อความสงบระงับ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้ เพื่อพระนิพพาน
คือ อัปปิจฉกถา สันตุฏฐิกถา ปวิเวกกถา อสัคคกถา วิริยารัมภกถา สีลกถา สมาธิกถา ปัญญากถา วิมุตติกถา วิมุตติญาณทัสสนกถา.
ภิกษุเป็นผู้ได้ตามความปรารถนาได้โดยไม่ยาก ได้โดยไม่ลำบากซึ่งกถาเห็นปานนั้น เพราะผู้มีปกติได้กถาที่มีการขัดเกลาเท่านั้นจึงควรกล่าวธรรมนั้น.
ด้วยคำว่า ภาสมาโน ธมฺมํเยว ภาเสยฺย นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงถึงการถึงพร้อมด้วยกัลยาณมิตร.
____________________________
องฺ. ทสก. เล่ม ๒๓/ข้อ ๒๐๗ ขุ. อุ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๘๘
บทว่า ธมฺมวิตกฺกํ ความว่า เมื่อภิกษุวิตกถึงเนกขัมมวิตกเป็นต้นที่ไม่ปราศไปจากธรรมอยู่ อุตสาหะจักเจริญยิ่งๆ ขึ้นไป ด้วยคิดว่า เราจักบำเพ็ญปฏิปทามีศีลเป็นต้นให้บริบูรณ์.
แต่วิตกนั้น พึงทราบว่ามีมากประเภท เพราะเป็นไปด้วยสามารถแห่งการเว้นธรรมที่เป็นอุปการะ แล้วเพิ่มพูนธรรมที่เป็นอุปการะแก่ศีลเป็นต้น (และ) ด้วยสามารถแห่งการนำความที่ธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความเสื่อมออกไป แต่ไม่ตั้งอยู่แม้ในความเป็นธรรมที่เป็นไปในส่วนแห่งความมั่นคงแล้ว ยังความเป็นธรรมที่เป็นไปในส่วนแห่งคุณพิเศษ และความเป็นธรรมที่เป็นไปในส่วนแห่งความเบื่อหน่าย ให้ถึงพร้อม.
บทว่า โน อธมมฺวิตกฺกํ มีความว่า ไม่พึงตรึกถึงกามวิตก.
บทว่า ตทุภยํ วา ปน ความว่า ภิกษุเว้นการพูดธรรมเพื่ออนุเคราะห์ชนเหล่าอื่น และการตรึกธรรมเพื่ออนุเคราะห์ตนนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แล้ว. ก็อีกอย่างหนึ่ง เว้นขาด คือไม่ปฏิบัติ ได้แก่ไม่ทำทั้งสองอย่างนั้น.
บทว่า อุเปกฺขโก ความว่า เป็นกลางในข้อปฏิบัติอย่างนั้น เพิ่มพูนเฉพาะสมถภาวนาและวิปัสสนาภาวนาเท่านั้นอยู่.
อีกอย่างหนึ่ง เป็นผู้วางเฉยแม้ในการปฏิบัติสมถะ ทำวิปัสสนากัมมัฏฐานอย่างเดียวอยู่ คือยังวิปัสสนาให้ก้าวสูงขึ้น วางเฉยแม้ในวิปัสสนานั้นด้วยสามารถแห่งสังขารูเปกขาญาณ พึงเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะอยู่ โดยที่วิปัสสนานั้นจะเป็นญาณแก่กล้า เข้มแข็ง ผ่องใส ไหลไปจนกว่าวิปัสสนาญาณจะถูกสืบต่อด้วยมรรค.
พึงทราบวินิจฉัยในคาถาทั้งหลายต่อไป
ภิกษุ ชื่อว่าผู้มีธรรมเป็นที่มายินดี เพราะมีธรรมคือสมถะและวิปัสสนาเป็นที่มายินดี ด้วยอรรถว่าควรยินดี. ชื่อว่าผู้ยินดีแล้วในธรรม เพราะยินดีแล้วในธรรมนั่นเอง. ชื่อว่าค้นคว้าธรรม เพราะวิจัยธรรมนั่นแหละบ่อยๆ คือระลึกถึงธรรมนั้น. อธิบายว่า กระทำไว้ในใจ.
บทว่า อนุสฺสรํ ความว่า ระลึกถึงธรรมนั้นนั่นแหละเนืองๆ ด้วยสามารถแห่งภาวนาที่สูงๆ ขึ้นไป.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าผู้มีธรรมเป็นที่มายินดี เพราะมีธรรมมีศีลเป็นต้นเป็นที่มายินดี ด้วยอรรถว่าต้องยินดีด้วยสามารถแห่งการดำรงอยู่ในศีลที่เป็นบ่อเกิดแห่งวิมุตติ แล้วแสดงแก่ผู้อื่น. ชื่อว่าผู้ยินดีแล้วในธรรม เพราะยินดีแล้ว คือยินดียิ่งแล้วในธรรมนั้นอย่างนั้นนั่นแหละ. ภิกษุเมื่อแสวงหาการดำเนินแห่งธรรมทั้งหลายมีศีลเป็นต้นเหล่านั้นนั่นเอง ชื่อว่าค้นคว้าธรรมอยู่ เพราะคิดค้นธรรมมีเนกขัมมสังกัปปะเป็นต้น โดยไม่ให้โอกาสแก่กามวิตกเป็นต้นเลย.
อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุเมื่อเผาวิตกทั้งสองอย่างนั้น (กามวิตก พยาบาทวิตก) โดยเป็นวิตกอย่างหยาบ วางเฉยแล้ว ระลึกถึงเนืองๆ ซึ่งธรรมคือสมถะและวิปัสสนานั่นเอง ด้วยสามารถแห่งภาวนาที่สูงๆ ขึ้นไป คือให้เป็นไปด้วยสามารถแห่งการเพิ่มพูน.
บทว่า สทฺธมฺมา ความว่า ไม่เสื่อมจากโพธิปักขิยธรรมที่แยกประเภทออกไปเป็น ๓๗ ประการและจากโลกุตรธรรม ๙ อย่าง. อธิบายว่า ไม่นานก็จะได้บรรลุโลกุตรธรรมนั้น.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงวิธีแห่งการระลึกถึงธรรมนั้น จึงตรัสคำมีอาทิว่า จรํ วา ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จรํ วา ความว่า เดินไปด้วยสามารถแห่งการเที่ยวภิกษาจารหรือว่าด้วยสามารถแห่งการจงกรม.
บทว่า ยทิ วา ติฏฺฐํ ความว่า เดินอยู่ก็ดี นั่งแล้วก็ดี.
บทว่า อุท วา สยํ ความว่า นอนอยู่ก็ดี ดำรงอยู่ในอิริยาบถแม้ทั้ง ๔ อย่างนี้.
บทว่า อชฺฌตฺตํ สมยํ จิตฺตํ ความว่า ในจิตของตนสงบ คือระงับอยู่ในภายในอารมณ์ กล่าวคือกัมมัฏฐานตามที่กล่าวมาแล้วด้วยสามารถแห่งการระงับ คือด้วยสามารถแห่งการละกิเลสทั้งหลายมีราคะเป็นต้น.
บทว่า สนฺติเมวาธิคจฺฉติ ความว่า ถึงความสงบโดยส่วนเดียว คือพระนิพพานเท่านั้น.
จบอรรถกถาธรรมสูตรที่ ๗ -----------------------------------------------------