๒. อุทธตสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต ๒. อุทธตสูตร
๒ เอวมฺเม สุตํ ฯ เอกํ สมยํ ภควา กุสินารายํ วิหรติ อุปวตฺตเน มลฺลานํ สาลวเน ฯ เตน โข ปน สมเยน สมฺพหุลา ภิกฺขู ภควโต อวิทูเร อรญฺญกุฏิกายํ วิหรนฺติ อุทฺธตา อุนฺนฬา จปลา มุขรา วิกิณฺณวาจา มุฏฺฐสฺสติโน อสมฺปชานา อสมาหิตา วิพฺภนฺตจิตฺตา ปากตินฺทฺริยา ฯ อทฺทสา โข ภควา เต สมฺพหุเล ภิกฺขู อวิทูเร อรญฺญกุฏิกายํ วิหรนฺเต อุทฺธเต อุนฺนเฬ จปเล มุขเร วิกิณฺณวาเจ มุฏฺฐสฺสติโน อสมฺปชาเน อสมาหิเต วิพฺภนฺตจิตฺเต ปากตินฺทฺริเย ฯ อถ โข ภควา เอตมตฺถํ วิทิตฺวา ตายํ เวลายํ อิมํ อุทานํ อุทาเนสิ อรกฺขิเตน กาเยน มิจฺฉาทิฏฺฐิคเตน จ ถีนมิทฺธาภิภูเตน วสํ มารสฺส คจฺฉติ ฯ ตสฺมา รกฺขิตจิตฺตสฺส สมฺมาสงฺกปฺปโคจโร สมฺมาทิฏฺฐิปุเรกฺขาโร ญตฺวาน อุทยพฺพยํ ถีนมิทฺธาภิภู ภิกฺขุ สพฺพา ทุคฺคติโย ชเหติ ฯ ทุติยํ ฯ
ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่สาลวัน อันเป็นที่เสด็จประพาสของมัลลกษัตริย์ทั้งหลาย ใกล้กรุงกุสินารา ก็สมัยนั้นแล ภิกษุมากรูปด้วยกันเป็นผู้มีจิตฟุ้งซ่าน เย่อหยิ่ง กลับกลอก มีปากกล้า มีวาจาเกลื่อนกล่น มีสติหลงลืม ไม่รู้สำนึกตัว มีจิตไม่ตั้งมั่น มีจิตหมุนไปผิด ไม่สำรวมอินทรีย์ อยู่ในกุฎีที่เขาสร้างไว้ในป่า ในที่ไม่ไกลพระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคได้ทรงเห็นภิกษุเหล่านั้น ผู้มีจิตฟุ้งซ่าน เย่อหยิ่ง ปากกล้า วาจาเกลื่อนกล่น มีสติหลงลืม ไม่รู้สำนึกตัว มีจิตไม่ตั้งมั่น มีจิตหมุนไปผิด ไม่สำรวมอินทรีย์ อยู่ในกุฎีที่เขาสร้างไว้ในป่าในที่ไม่ไกล ฯ ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว ได้ทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า ภิกษุมีกายไม่รักษาแล้ว เป็นมิจฉาทิฐิ และถูกถีนมิทธะ ครอบงำแล้ว ย่อมไปสู่อำนาจแห่งมาร เพราะเหตุนั้น ภิกษุพึงเป็นผู้รักษาจิต มีความดำริชอบเป็นโคจร มุ่งสัมมา- ทิฐิเป็นเบื้องหน้า รู้ความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปแล้ว ครอบงำถีนมิทธะ พึงละทุคติทั้งหมดได้ ฯ จบสูตรที่ ๒
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน [๔. เมฆิยวรรค] ๒. อุทธตสูตร ๒. อุทธตสูตร ว่าด้วยภิกษุผู้มีจิตฟุ้งซ่าน
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ป่าสาลวัน ซึ่งเป็นทางเข้ากรุง กุสินาราของพวกเจ้ามัลละ สมัยนั้น ภิกษุจำนวนมากเป็นผู้ฟุ้งซ่าน ถือตัว โลเลปากกล้า พูดพร่ำเพรื่อ หลงลืมสติ ไม่มีสัมปชัญญะ มีจิตไม่ตั้งมั่น มีจิตกวัดแกว่งไม่สำรวมอินทรีย์อยู่ ณ กระท่อมในป่า ในที่ไม่ไกลจากพระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคได้ทอดพระเนตรเห็นภิกษุเหล่านั้น เป็นผู้ฟุ้งซ่าน ถือตัว โลเลปากกล้า พูดพร่ำเพรื่อ หลงลืมสติ ไม่มีสัมปชัญญะ มีจิตไม่ตั้งมั่น มีจิตกวัดแกว่งไม่สำรวมอินทรีย์อยู่ ณ กระท่อมในป่า ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า พุทธอุทาน ภิกษุผู้ไม่รักษากาย มีความเห็นผิด ถูกถีนมิทธะ ครอบงำ ย่อมไปสู่อำนาจมาร เพราะฉะนั้น ภิกษุควรรักษาจิต มีความดำริชอบเป็นอารมณ์ มุ่งความเห็นถูกต้องเป็นสำคัญ รู้ความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปของเบญจขันธ์ ครอบงำถีนมิทธะได้ ก็สามารถละทุคติได้ทั้งหมด อุทธตสูตรที่ ๒ จบ @เชิงอรรถ : @ พุทธอุทานนี้ ทรงเปล่งแสดงโทษในการอยู่ด้วยความประมาท และอานิสงส์ในการอยู่ด้วยความไม่@ประมาทตามลำดับ (ขุ.อุ.อ. ๓๒/๒๕๔) @ ผู้ไม่รักษากาย หมายถึงผู้ไม่ใช้สติคุ้มครองป้องกันกายวิญญาณ ๖ (ขุ.อุ.อ. ๓๒/๒๕๔)@ ถีนมิทธะ หมายถึงความที่จิตหดหู่และเซื่องซึม (ขุ.อุ.อ. ๓๒/๒๕๔) @ มาร หมายถึงกิเลสมาร เป็นต้น (ขุ.อุ.อ. ๓๒/๒๕๕) @ รักษาจิต หมายถึงปิดกั้นอินทรีย์มีมนินทรีย์เป็นที่ ๖ ด้วยสติสังวร (ขุ.อุ.อ. ๓๒/๒๕๕)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๒๓๗}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาอุทธตสูตร
อุทธตสูตรที่ ๒ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า กุสินารายํ ได้แก่ ใกล้นครของเจ้ามัลละ ชื่อว่ากุสินารา.
บทว่า อุปวตฺตเน มลฺลานํ สาลวเน ความว่า อุทยานแห่งกุสินารานครมีอยู่ในทักษิณทิศและปัจฉิมทิศเหมือนถูปารามแห่งอนุราธบุรี. ทางจากถูปารามเข้าไปยังนคร โดยประตูด้านทักษิณทิศ ตรงไปด้านปาจีนทิศวกกลับทางด้านอุตรทิศ ฉันใด แนวไม้สาละจากอุทยานตรงไปด้านปาจีนทิศวกกลับทางด้านอุตรทิศ ก็ฉันนั้น เพราะฉะนั้น เขาจึงเรียกว่าอุปวัตตนะ เป็นที่แวะเวียน (ทางโค้ง). ในสาลวันของเจ้ามัลละอันเป็นที่แวะเวียนนั้น.
บทว่า อรญฺญกุฏิกายํ ได้แก่ กระท่อมที่สร้างไว้ในที่อันดาดาษไปด้วยต้นไม้และกอไม้ ไม่ไกลจากแถวต้นสาละ ซึ่งท่านหมายกล่าวไว้ว่า อรญฺญกุฏิกายํ วิหรนฺติ.
ก็ภิกษุเหล่านั้นเว้นการพิจารณา มีความเพียรย่อหย่อน อยู่ด้วยความประมาท. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อุทฺธตา ดังนี้เป็นต้น.
ในภิกษุเหล่านั้น ภิกษุผู้ชื่อว่าอุทธตะ เพราะมีจิตไม่สงบ เหตุมากไปด้วยอุทธัจจะ. มานะชื่อว่านฬะ เพราะเป็นเหมือนไม้อ้อ โดยเป็นของเปล่า. ภิกษุชื่อว่าอุนนฬะ เพราะมีนฬะ กล่าวคือมานะสูง อธิบายว่า มีมานะสูงเปล่า. ชื่อว่าจปละ เพราะประกอบหรือมากไปด้วยความกวัดแกว่งมีประดับบาตรและจีวรเป็นต้น. ชื่อว่ามุขระ เพราะมีปากกล้า เหตุมีวาจาหยาบ. ชื่อว่าวิกิณณวาจา เพราะมีวาจาพล่อย คือเหลวไหล เหตุมากไปด้วยดิรัจฉานกถา. ชื่อว่ามุฏฐัสสติ เพราะมีสติหลงลืม. อธิบายว่า เว้นจากสติ คืออยู่ด้วยความประมาท. ชื่อว่าอสัมปชานะ เพราะไม่มีสัมปชัญญะโดยประการทั้งปวง. ชื่อว่าอสมาหิตะ เพราะมีจิตไม่ตั้งมั่น โดยไม่มีความตั้งมั่นแห่งจิตตลอดเวลามีการพูดคุยเป็นประมาณ. ชื่อว่าวิพภันตจิตตะ เพราะมีส่วนเปรียบด้วยมฤคตื่นตูม เหตุมีความโลเลเป็นสภาวะ. ชื่อว่าปากตินทรีย์ เพราะเป็นผู้ไม่สำรวมอินทรีย์ โดยไม่สำรวมอินทรีย์มีมนินทรีย์เป็นที่ ๖.
บทว่า เอตมตฺถํ วิทิตฺวา ความว่า ทรงทราบว่า ภิกษุเหล่านั้นอยู่ด้วยความประมาท ด้วยอำนาจอุทธัจจะเป็นต้นนี้. บทว่า อิมํ อุทานํ ความว่า ทรงเปล่งอุทานนี้อันประกาศโทษและอานิสงส์ตามลำดับ ในการอยู่ด้วยความประมาทและอยู่ด้วยความไม่ประมาท.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อรกฺขิเตน ความว่า ชื่อว่าไม่คุ้มครองเพราะไม่มีสติเป็นอารักขา. บทว่า กาเยน ได้แก่ ด้วยกายวิญญาณ ๖. ก็เพราะเห็นรูปด้วยจักขุวิญญาณ แล้วไม่ใช้สติรักษาทวารแห่งวิญญาณโดยให้อภิชฌาเป็นต้นเกิดด้วยการถือนิมิตและอนุพยัญชนะในรูปนั้น.
แม้ในโสตวิญญาณก็นัยนี้เหมือนกัน.
พระองค์ตรัสว่า อรกฺขิเตน กาเยน หมายถึงความที่ภิกษุไม่รักษาวิญญาณกาย ๖ ด้วยอาการอย่างนี้. แต่อาจารย์บางพวกกล่าวอรรถว่า กาเยน ดังนี้. พึงประกอบสติด้วยอรรถโยชนาของอาจารย์บางพวกแม้เหล่านั้นโดยนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.
อาจารย์อีกพวกหนึ่งกล่าวว่า อรกฺขิเตน จิตฺเตน. อรรถของอาจารย์อีกพวกหนึ่งแม้นั้น ก็นัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า มิจฺฉาทิฏฺฐิหเตน ได้แก่ ถูกความถือผิดว่าเที่ยงเป็นต้นประทุษร้ายแล้ว. บทว่า ถีนมิทฺธาภิภูเตน ความว่า ถูกถีนะอันมีความที่จิตไม่ควรแก่การงานเป็นลักษณะและถูกมิทธะมีความที่กายไม่ควรแก่การงานเป็นลักษณะครอบงำแล้ว เชื่อมความว่าด้วยกายนั้น หรือว่าด้วยจิตนั้น. บทว่า วสํ มารสฺส คจฺฉติ ความว่า เข้าถึงอำนาจคือ ความที่ตนถูกมารทั้งหมดมีกิเลสมารเป็นต้นทำเอาตามปรารถนาอธิบายว่า ไม่ล่วงเลยวิสัยของมารเหล่านั้นไปได้.
จริงอยู่ ด้วยพระคาถานี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงวัฏฏะโดยมุข คือทรงติเตียนภิกษุเหล่านั้นผู้อยู่ด้วยความประมาทว่า ภิกษุเหล่าใดไม่รักษาจิตโดยประการทั้งปวงเพราะไม่มีสติเป็นอารักขา ผู้ยึดถือการแสวงหาผิดโดยนัยมีอาทิว่าเที่ยง โดยอโยนิโสผุดขึ้นเพราะไม่มีปัญญาอันเป็นเหตุแห่งโยนิโสมนสิการ เพราะเหตุนั้นนั่นแหละ ภิกษุเหล่านั้นจึงชื่อว่าถูกโกสัชชะครอบงำ เพราะไม่มีวิริยารัมภะในการบำเพ็ญกุศลจักเงยศีรษะขึ้นจากวัฏฏะไม่ได้
บัดนี้ เพื่อจะทรงแสดงวิวัฏฏะ (คือนิพพาน) จึงตรัสพระคาถาที่ ๒ ว่า ตสฺมา รกฺขิตจิตฺตสฺส ดังนี้เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตสฺมา รกฺขิตจิตฺตสสฺส ความว่า ก็เพราะเหตุที่ภิกษุผู้ไม่รักษาจิต ถูกมารทำเอาตามประสงค์ จึงอยู่ในสงสารเท่านั้น ฉะนั้นภิกษุพึงเป็นผู้รักษาจิตด้วยรักษา คือปิดกั้นอินทรีย์ทั้งหลายมีมนินทรีย์เป็นที่ ๖ ด้วยสติสังวร. เพราะเมื่อเธอรักษาจิตได้แล้ว เป็นอันชื่อว่ารักษาอินทรีย์มีจักขุนทรีย์เป็นต้นได้ด้วยแล.
บทว่า สมฺมาสงฺกปฺปโคจโร ความว่า เพราะเหตุที่ภิกษุมีมิจฉาสังกัปปะเป็นอารมณ์จึงตรึกโดยไม่แยบคาย ยึดถือมิจฉาทัสสนะต่างๆ มีจิตอันมิจฉาทิฎฐิขจัดแล้วเป็นผู้ถูกมารทำเอาตามปรารถนา ฉะนั้นเมื่อจะทำกรรมโดยโยนิโสมนสิการพึงเป็นผู้มีความดำริชอบ มีความดำริในการออกจากกามเป็นต้นเป็นอารมณ์พึงกระทำความดำริชอบอันสัมปยุตด้วยฌานเป็นต้นเท่านั้น ให้เป็นฐานที่เป็นไปแห่งจิตของตน.
บทว่า สมฺมาทิฏฺฐิปุเรกฺขาโร ความว่า ภิกษุผู้กำจัดมิจฉาทัสสนะด้วยความเป็นผู้มีสัมมาสังกัปปะเป็นอารมณ์พึงมุ่งกระทำสัมมาทิฏฐิอันมีความดี ที่สัตว์มีกรรมเป็นของตนเป็นเบื้องหน้าเป็นลักษณะ
และต่อจากนั้นมียถาภูตญาณเป็นลักษณะ จึงขวนขวายประกอบในศีลและสมาธิโดยนัยดังกล่าวแล้วในก่อนนั่นแล เริ่มวิปัสสนาพิจารณาสังขาร รู้ความเกิดและความดับแห่งสังขารกำหนดการเกิดและการดับในอุปาทานขันธ์ ๕ ด้วยอาการ ๕๐ ถ้วนบรรลุอุทยัพพยญาณ
ต่อจากนั้น จึงบำเพ็ญวิปัสสนาด้วยอำนาจภังคานุปัสสนาญาณเป็นต้น ยึดเอาอริยมรรคได้โดยลำดับ ชื่อว่าเป็นภิกษุผู้ครอบงำถีนมิทธะ ละทุคติทั้งปวงได้ด้วยอรหัตมรรคแล.
ด้วยอาการอย่างนี้ เธอชื่อว่าเป็นภิกษุผู้ขีณาสพทำลายกิเลสโดยประการทั้งปวง เพราะละกิเลสอันมรรคเบื้องต่ำ พึงฆ่าได้ก่อน เพราะตัดขาดถีนมิทธะอันเกิดในจิตตุปบาทที่เกิดพร้อมด้วยโลภะที่เป็นทิฎฐิวิปยุตด้วยอรหัตมรรคที่ตนบรรลุ จากนั้นจึงละกิเลสมีมานะเป็นต้น อันรวมอยู่ในฐานเดียวกันกับโลภะนั้นเพราะตัดมูลแห่งภพได้เด็ดขาด จึงชื่อว่าละ คือละขาดคติทั้งปวง กล่าวคือทุคติ เพราะประกอบด้วยความเป็นทุกข์ ๓ ประการ อธิบายว่า พึงตั้งอยู่ในส่วนอื่นของคติเหล่านั้น คือในพระนิพพาน.
จบอรรถกถาอุทธตสูตรที่ ๒ --------------------------------