อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๒๒๕

๑๐. ชาคริยสูตร

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๒๕1 ข้อ (พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ · พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ)4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต ๑๐. ชาคริยสูตร

ข้อ ๒๒๕

๑๐ วุตฺตํ เหตํ ภควตา วุตฺตมรหตาติ เม สุตํ ชาคโร จสฺส ภิกฺขเว ภิกฺขุ วิหเรยฺย สโต สมฺปชาโน สมาหิโต ปมุทิโต วิปฺปสนฺโน จ ตตฺถ กาลวิปสฺสี จ กุสเลสุ ธมฺเมสุ ฯ ชาครสฺส ภิกฺขเว ภิกฺขุโน วิหรโต สติมโต สมฺปชานสฺส สมาหิตสฺส ปมุทิตสฺส วิปฺปสนฺนสฺส ตตฺถ กาลวิปสฺสิโน กุสเลสุ ธมฺเมสุ ทฺวินฺนํ ผลานํ อญฺญตรํ ผลํ ปาฏิกงฺขํ ทิฏฺเฐว ธมฺเม อญฺญา สติ วา อุปาทิเสเส อนาคามิตาติ ฯ เอตมตฺถํ ภควา อโวจ ฯ ตตฺเถตํ อิติ วุจฺจติ ชาครนฺตา สุณาเถตํ เย สุตฺตา เต ปพุชฺฌถ สุตฺตา ชาคริตํ เสยฺโย นตฺถิ ชาครโต ภยํ ฯ โย ชาคโร จ สติมา สมฺปชาโน สมาหิโต มุทิโต วิปฺปสนฺโน จ กาเลน โส สมฺมา ธมฺมํ ปริวีมํสมาโน เอโกทิภูโต วิหเน ตมํ โส ฯ ตสฺมา หเว ชาคริยํ ภเชถ อาตาปี ภิกฺขุ นิปโก ฌานลาภี สํโยชนํ ชาติชราย เฉตฺวา อิเธว สมฺโพธิมนุตฺตรํ ผุเสติ ฯ อยมฺปิ อตฺโถ วุตฺโต ภควตา อิติ เม สุตนฺติ ฯ ทสมํ ฯ

จริงอยู่ พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคเป็นพระอรหันต์ตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุพึงเป็นผู้มีความเพียรเป็นเครื่องตื่น มีสติสัมปชัญญะมีจิตตั้งมั่น เบิกบาน ผ่องใส และพึงเป็นผู้เห็นแจ้งในกุศลธรรมทั้งหลายสมควรแก่กาลในการประกอบกรรมฐานนั้นเนืองๆ เถิด ดูกรภิกษุทั้งหลายเมื่อภิกษุมีความเพียรเป็นเครื่องตื่น มีสติสัมปชัญญะ มีจิตตั้งมั่น เบิกบานผ่องใส เห็นแจ้งในกุศลธรรมทั้งหลายสมควรแก่กาลในการประกอบกรรมฐานนั้นเนืองๆ พึงหวังผล ๒ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง คือ อรหัตผลในปัจจุบันหรือเมื่อยังมีอุปาทานเหลืออยู่ ความเป็นพระอนาคามี ฯ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว ในพระสูตรนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า เธอทั้งหลายตื่นอยู่ จงฟังคำนี้ เธอเหล่าใดผู้หลับแล้ว เธอเหล่านั้นจงตื่น ความเป็นผู้ตื่นจากความหลับเป็นคุณ ประเสริฐ เพราะภัยย่อมไม่มีแก่ผู้ตื่นอยู่ ผู้ใดตื่นอยู่ มีสติสัมปชัญญะ มีจิตตั้งมั่น เบิกบาน และผ่องใส พิจารณาธรรมอยู่โดยชอบโดยกาลอันควร ผู้นั้นมีสมาธิ เป็นธรรมเอกผุดขึ้นแล้ว พึงกำจัดความมืดเสียได้ เพราะ เหตุนั้นแล ภิกษุพึงคบธรรมเครื่องเป็นผู้ตื่น ภิกษุผู้มีความ เพียร มีปัญญาเป็นเครื่องรักษาตน มีปรกติได้ฌาน ตัด กิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ด้วยชาติและชราได้แล้ว พึงถูก- ต้องญาณอันเป็นเครื่องตรัสรู้อย่างยอดเยี่ยมในอัตภาพนี้แล ฯ เนื้อความแม้นี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้ว ฉะนี้แล ฯ จบสูตรที่ ๑๐

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ [๒. ทุกนิบาต] ๒. ทุติยวรรค ๑๐. ชาคริยสูตร ๑๐. ชาคริยสูตร ว่าด้วยภิกษุผู้ตื่นอยู่

ข้อ ๔๗

แท้จริง พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสไว้แล้ว พระสูตรนี้ พระอรหันต์ กล่าวไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ “ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุควรเป็นผู้ตื่น อยู่อย่างมีสติ มีสัมปชัญญะ มีจิตตั้งมั่น เบิกบาน ผ่องใส และควรเป็นผู้เห็นแจ้งสมควรแก่กาลในกุศลธรรมทั้งหลาย ในการประกอบเนืองๆ ซึ่งกัมมัฏฐานนั้น ภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุเป็นผู้ตื่น อยู่อย่างมีสติ มีสัมปชัญญะ มีจิตตั้งมั่น เบิกบาน ผ่องใส และเป็นผู้เห็นแจ้งสมควรแก่กาลในกุศลธรรมทั้งหลาย ในการประกอบกัมมัฏฐานนั้นอยู่ พึงหวังได้ผลอย่าง ๑ ใน ๒ อย่าง คือ อรหัตตผล ในปัจจุบัน หรือเมื่อยังมีอุปาทานเหลืออยู่ก็จักเป็นอนาคามี” พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความดังกล่าวมานี้แล้ว ในพระสูตรนั้น จึงตรัส คาถาประพันธ์ดังนี้ว่า เธอทั้งหลายที่หลับอยู่ จงรีบตื่น ที่ตื่นอยู่ จงฟังคำของเรานี้ ความเป็นผู้ตื่นจากความหลับเป็นคุณประเสริฐ เพราะภัย ย่อมไม่มีแก่ผู้ตื่นอยู่ @เชิงอรรถ : @ เป็นผู้ตื่น หมายถึงเป็นผู้มีความเพียรเป็นเครื่องตื่น (ขุ.อิติ.อ. ๔๗/๑๙๖)@ ภัย ในที่นี้หมายถึง (๑) อัตตานุวาทภัย (ภัยเกิดจากการติเตียนตนเอง) (๒) ปรานุวาทภัย (ภัยเกิดจาก@การถูกผู้อื่นติเตียน) (๓) ทัณฑภัย (ภัยเกิดจากการถูกลงอาชญา) (๔) ทุคคติภัย (ภัยเกิดจากทุคติ) และ@(๕) วัฏฏภัยมีชาติ เป็นต้น (ขุ.อิติ.อ. ๔๗/๑๙๙)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๓๙๗}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ [๒. ทุกนิบาต] ๒. ทุติยวรรค ๑๑. อาปายิกสูตร ผู้ที่ตื่นอยู่ มีสติสัมปชัญญะ มีจิตตั้งมั่น เบิกบาน ผ่องใส พิจารณาธรรมโดยชอบตามกาลที่เหมาะสม มีสมาธิเป็นธรรมผุดขึ้น พึงกำจัดความมืดได้ เพราะฉะนั้นแล ภิกษุควรประพฤติธรรมเป็นเหตุให้ตื่น มีความเพียร มีปัญญารักษาตน มีปกติได้ฌาน ตัดสังโยชน์ในชาติและชราได้แล้ว ก็จะบรรลุสัมโพธิญาณอันยอดเยี่ยมในอัตภาพนี้แน่นอน แม้เนื้อความนี้ พระผู้มีพระภาคก็ตรัสไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้แล ชาคริยสูตรที่ ๑๐ จบ

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาชาคริยสูตร

ในชาคริยสูตรที่ ๑๐ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-

บทว่า ชาคโร ได้แก่ เป็นผู้มีความเพียรเป็นเครื่องตื่น คือปราศจากความหลับ ประกอบความเพียร ขวนขวายในการมนสิการกรรมฐานตลอดคืนและวัน.

สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า

ภิกษุในศาสนานี้ชำระจิตจากอาวรณียธรรม (ธรรมเครื่องกั้น) ด้วยการนั่งจงกรมตลอดวัน ชำระจิตจากอาวรณียธรรม ด้วยการนั่งจงกรมตลอดปฐมยามของราตรี สำเร็จสีหไสยาโดยข้างเบื้องขวาตลอดมัชฌิมยามของราตรีมีสติสัมปชัญญะด้วยการทับเท้าด้วยเท้า มนสิการถึงอุฏฐานสัญญา (ความสำคัญในการลุกขึ้น) แล้วชำระจิตจากอาวรณียธรรมด้วยการลุกขึ้นนั่งจงกรมตลอดปัจฉิมยามแห่งราตรีอย่างนี้ ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้ประกอบความเพียร เป็นเครื่องตื่นอยู่ตลอดราตรีต้นและราตรีปลาย.

____________________________

อภิ. วิ. เล่ม ๓๕/ข้อ ๖๐๙

จศัพท์เป็นสัมปิณฑนัตถะ (มีอรรถรวบรวม) เมื่อพูดตั้งร้อยเป็นต้น ย่อมประมวลด้วย จศัพท์.

บทว่า อสฺส แปลว่า พึงเป็น. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ชาคโร จ ภิกฺขุ วิหเรยฺย ภิกษุพึงมีความเพียรอยู่. บทว่า สโต ได้แก่ มีสติโดยไม่อยู่ปราศจากสติด้วยไม่ละกรรมฐานในที่ทั้งปวงและโดยกาลทั้งปวง. บทว่า สมฺปชาโน ได้แก่ มีสัมปชัญญะด้วยอำนาจแห่งสัมปชัญญะ ๔ อย่างอันเป็นไปในฐานะของสัตว์. บทว่า สมาหิโต ได้แก่ มีจิตตั้งมั่น คือมีจิตมีอารมณ์เป็นหนึ่งด้วยอุปจารสมาธิและอัปปนาสมาธิ.

บทว่า ปมุทิโต ได้แก่ เบิกบาน คือมากด้วยความปราโมทย์ เพราะเห็นอานิสงส์แห่งการปฏิบัติ และเพราะเห็นการปรารภความเพียรไม่เป็นโมฆะด้วยการบรรลุความวิเศษยิ่งๆ ขึ้นไป.

บทว่า วิปฺปสนฺโน ได้แก่ ผ่องใสด้วยดี เพราะเป็นผู้มากด้วยศรัทธาในสิกขาอันเป็นข้อปฏิบัติจากความเบิกบานนั้น และในพระศาสนาผู้ทรงแสดงข้อปฏิบัติ พึงเชื่อมความว่า สพฺพตฺถ อสฺส พึงมีในที่ทั้งปวง หรือเชื่อม สพฺพตฺถ วิหเรยฺย พึงอยู่ในที่ทั้งปวง.

บทว่า ตตฺถ กาลวิปสฺสี จ กุสเลสุ ธมฺเมสุ ได้แก่ เห็นแจ้งในกาลนั้น หรือเห็นแจ้งสมควรแก่กาลในการประกอบกรรมฐานนั้น.

ถามว่า ท่านอธิบายไว้อย่างไร

ตอบว่า ภิกษุเริ่มตั้งวิปัสสนาแล้วพิจารณา ด้วยการพิจารณาเป็นกลุ่มก้อนเป็นต้น เว้นอสัปปายธรรม ๗ มีอาวาสเป็นต้นแล้วเสพสัปปายธรรม ไม่ถึงความสิ้นสุดลงในระหว่าง มีตนส่งไปแล้ว กำหนดอาการที่จิตตั้งมั่น ประพฤติอนิจจานุปัสสนาเป็นต้นในลำดับโดยเคารพพึงเป็นผู้เห็นแจ้งสมควรแก่กาลในกาลนั้นๆ หรือในการประกอบกรรมฐานนั้นอย่างนี้

คือ ในกาลใดวิปัสสนาจิตหดหู่ ในกาลนั้นพึงเห็นแจ้ง ในโพชฌงค์มีธัมมวิจยสัมโพชฌงค์วิริยสัมโพชฌงค์ และปีติสัมโพชฌงค์. ก็ในกาลใดจิตฟุ้งซ่าน ในกาลนั้นพึงเห็นแจ้งในธรรมคือโพชฌงค์ อันหาโทษมิได้เป็นกุศลได้แก่ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ ดังนี้. แต่สติสัมโพชฌงค์พึงปรารถนาในทุกๆ กาลทีเดียว

สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า

สติญฺจ ขฺวาหํ ภิกฺขเว สพฺพตฺถกํ วทามิ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่าสติจำต้องปรารถนาในที่ทั้งปวง ดังนี้.

ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงถึงความเพียรเป็นเครื่องตื่นด้วยเทศนาอันเป็นบุคลาธิษฐานแล้ว จึงทรงประกาศธรรมอันมีการประกอบความเป็นเครื่องตื่นสมบูรณ์.

พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงวาระแห่งการพิจารณา พร้อมด้วยอุปการกธรรม (ธรรมเกื้อหนุนกัน) ของภิกษุผู้ปรารภวิปัสสนาโดยสังเขปแล้ว.

บัดนี้ เมื่อจะทรงแสดงถึงความไม่ดูแคลน ต่อการปฏิบัติของผู้ปฏิบัติอยู่อย่างนั้น จึงตรัสคำมีอาทิว่า ชาครสฺส ภิกฺขเว ภิกฺขุโน ดังนี้.

การยึดถือสติสัมปชัญญะในการประกอบความเพียรนั้น นำมาซึ่งความบันเทิงและความเลื่อมใสอันจำปรารถนาในที่ทั้งปวง การถือเอาห้องแห่งวิปัสสนาอันถึงความแก่กล้าแล้ว ชื่อว่าวิปัสสนาสมควรแก่กาลในการประกอบกรรมฐานนั้น เมื่อวิปัสสนาญาณกล้าแข็งดำเนินไปตามวิถี พ้นจากอุปกิเลสแล้วนำไปอยู่ความปราโมทย์ยิ่งและความเลื่อมใสของพระโยคี ย่อมมีในที่ใกล้แห่งการบรรลุธรรมวิเศษด้วยความปราโมทย์และความเลื่อมใสนั้น.

สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า

ยโต ยโต สมฺมสติ ขนฺธานํ อุทยพฺพยํ ลภติ ปีติปาโมชฺชํ อมตํ ตํ วิชานตํ ปามุชฺชพหุโล ภิกฺขุ ปสนฺโน พุทฺธสาสเน อธิคจฺเฉ ปทํ สนฺตํ สงฺขารูปสมํ สุขํ เมื่อใดบุคคลพิจารณาเห็นความเกิดและความเสื่อม แห่งขันธ์ทั้งหลาย เมื่อนั้นผู้รู้แจ้งอมตธรรมนั้น ย่อมได้ปีติ และปราโมทย์ ภิกษุผู้มากด้วยความปราโมทย์เลื่อมใสใน พระพุทธศาสนา พึงบรรลุทางอันเป็นความสงบ อันเข้าไป สงบสังขารนำความสุขมาให้ ดังนี้.

บทว่า ชาครนฺตา สุณาเถตํ ความว่า เธอทั้งหลายตื่นอยู่ เพื่อตื่นจากความหลับคือความประมาทความหลับคืออวิชชาโดยส่วนเดียวเท่านั้น คือประกอบความเพียรด้วยการขวนขวายธรรม มีสติสัมปชัญญะเป็นต้น จงฟังคำของเรานี้.

บทว่า เย สุตฺตา เต ปพุชฺฌถ ความว่า เธอเหล่าใดเป็นผู้หลับ คือเข้าถึงความหลับ ด้วยการนอนหลับตามที่กล่าวแล้วเธอเหล่านั้นจงยึดอินทรีย์ พละและโพชฌงค์ ด้วยการประกอบความเพียรแล ขวนขวายวิปัสสนาจงตื่นจากหลับนั้นด้วยการปฏิบัติความไม่ประมาทเถิด.

อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ชาครนฺตา คือ เป็นนิมิตแห่งความเพียรเป็นเครื่องตื่น.

บทว่า เอตํ ในบทว่า สุณาเถตํ นี้ ท่านกล่าวไว้แล้ว.

ถามว่า คำนั้นคืออะไร.

ตอบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วว่า เย สุตฺตา เต ปพุชฺฌถ เธอเหล่าใดหลับ เธอเหล่านั้นจงตื่น.

ในบทเหล่านั้น บทว่า เย สุตฺตา ได้แก่ เธอเหล่าใดหลับแล้วด้วยการนอนหลับคือกิเลสเธอเหล่านั้นจงตื่น ด้วยการตรัสรู้อริยมรรค. บทว่า สุตฺตา ชาคริยํ เสยฺโย นี้ เป็นคำกล่าวถึงเหตุแห่งการตรัสรู้ เพราะความเป็นผู้ตื่น คือการตื่นมีประการดังกล่าวแล้ว

จากการหลับดังกล่าวแล้ว เป็นคุณประเสริฐ คือน่าสรรเสริญ นำประโยชน์สุขมาให้แก่กุลบุตรผู้ใคร่ประโยชน์ ฉะนั้น เธอทั้งหลายจงตื่น.

บทว่า นตฺถิ ชาครโต ภยํ นี้แสดงถึงอานิสงส์ในความเป็นผู้ตื่นนั้น ด้วยว่าผู้ใดเป็นผู้ตื่น เพราะประกอบด้วยธรรมเป็นเครื่องตื่นมีศรัทธาเป็นต้น ย่อมตื่น คือไม่เข้าถึงการหลับคือความประมาทวัฏภัยแม้ทั้งหมด คืออัตตานุวาทภัย ปรานุวาทภัย ทัณฑภัย ทุคติภัย อันมีชาติเป็นต้นเป็นนิมิต ย่อมไม่มีแก่ผู้นั้น.

บทว่า กาเลน ได้แก่ โดยกาลแห่งอาวาสสัปปายะอันตนได้แล้ว

บทว่า โส เป็นเพียงนิบาต.

บทว่า สมฺมา ธมฺมํ ปริวีมํสมาโน ความว่า พิจารณาโดยรอบ คือเห็นแจ้งโดยอาการทั้งปวงโดยประการที่ความเบื่อหน่ายและความคลายกำหนัดเป็นต้นย่อมเกิดด้วยการรู้ธรรมอันเป็นไปในภูมิ ๓ อันเป็นอารมณ์แห่งวิปัสสนาโดยชอบ.

บทว่า เอโกทิภูโต ได้แก่ ชื่อว่า เอโกทิ สมาธิ เพราะมีสมาธิอันเป็นธรรมเอกคือประเสริฐที่สุดผุดขึ้น. ชื่อว่า เอโกทิภูโต เพราะมีสมาธิอันเป็นธรรมเอกผุดขึ้น พึงเห็นคำอันเป็นบทแห่งภูตศัพท์ในบทนี้ดุจบทแห่งศัพท์ว่า อคฺคิอาหิตาทิ ไฟถูกจุดแล้ว.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า เอโกทิภูโต เพราะเป็นธรรมเอกผุดขึ้นคือถึงแล้วในบทว่า เอโกทิ นี้ ท่านประสงค์เอาสมาธิอันเลิศ. ก็ในบทว่า สมาหิโต นี้ได้แก่ วิปัสสนาสมาธิพร้อมด้วยสมาธิอันมีฌานเป็นบาท.

อีกอย่างหนึ่ง บทว่า กาเลน คือโดยกาลแทงตลอดมรรค.

บทว่า สมฺมา ธมฺมํ ปริวีมํสมาโน ได้แก่ พิจารณาจตุสัจจธรรมด้วยปริญญาภิสมัย (การตรัสรู้ด้วยการกำหนดรู้) เป็นต้นโดยชอบ คือตรัสรู้ด้วยเอกาภิสมัย (ตรัสรู้ธรรมเป็นเอก).

บทว่า เอโกทิภูโต ได้แก่ ชื่อว่า เอโกทิ เพราะเป็นธรรมเอก คือประเสริฐ ไม่มีธรรมร่วมผุดขึ้น ทำกิจ ๔ ให้สำเร็จ คือตั้งไว้โดยชอบ ธรรมนั้นเป็นธรรมเอกผุดขึ้นแล้ว.

บททั้งปวงเช่นกับบทก่อนนั่นเอง.

บทว่า วิหเน ตมํ โส ได้แก่ พระอริยสาวกผู้เป็นอย่างนี้นั้นพึงกำจัด คือพึงตัดความมืดคืออวิชชา ด้วยอรหัตมรรคโดยไม่เหลือ.

พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงความที่การปฏิบัติไม่เป็นโมฆะด้วยประการฉะนี้ บัดนี้ เมื่อทรงชี้ชวนให้มั่นคงในข้อนั้น จึงตรัสคาถาสุดท้ายว่า ตสฺมา หเว ดังนี้.

ในบทเหล่านั้น บทว่า ตสฺมา ความว่า เพราะการเจริญสมถะและวิปัสสนาของผู้ตื่นอยู่ ด้วยการไม่อยู่ปราศจากสติเป็นต้นย่อมถึงความบริบูรณ์ อริยมรรคย่อมปรากฏโดยลำดับ จากนั้นวัฏภัยทั้งหมดย่อมไม่มีแก่ภิกษุนั้น.

บทว่า หเว คือ มั่นคงโดยส่วนตัว.

บทว่า ภเชถ แปลว่า พึงคบ. อธิบายว่า ภิกษุคบธรรมเป็นเครื่องตื่นอยู่อย่างนี้ และประกอบด้วยคุณมีความเป็นผู้มีความเพียรเป็นต้นทำลายสังโยชน์พึงถูกต้อง คือพึงบรรลุสัมโพธิญาณอันยอดเยี่ยม ได้แก่ญาณอันเป็นผลเลิศ.

บทที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.

จบอรรถกถาชาคริยสูตรที่ ๑๐ -----------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา