อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับฉบับมหาจุฬาฯจับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกันแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๒๕๖

๙. ธาตุสูตร

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๕๖พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 1 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 1 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 2 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต ๙. ธาตุสูตร

ข้อ ๒๕๖

๙ วุตฺตํ เหตํ ภควตา วุตฺตมรหตาติ เม สุตํ ธาตุโสว ภิกฺขเว สตฺตา สตฺเตหิ สทฺธึ สํสนฺทนฺติ สเมนฺติ หีนาธิมุตฺติกา สตฺตา หีนาธิมุตฺติเกหิ สตฺเตหิ สทฺธึ สํสนฺทนฺติ สเมนฺติ กลฺยาณาธิมุตฺติกา สตฺตา กลฺยาณาธิมุตฺติเกหิ สตฺเตหิ สทฺธึ สํสนฺทนฺติ สเมนฺติ ฯ อตีตมฺปิ ภิกฺขเว อทฺธานํ ธาตุโสว สตฺตา สตฺเตหิ สทฺธึ สํสนฺทึสุ สมึสุ หีนาธิมุตฺติกา สตฺตา หีนาธิมุตฺติเกหิ สตฺเตหิ สทฺธึ สํสนฺทึสุ สมึสุ กลฺยาณาธิมุตฺติกา สตฺตา กลฺยาณาธิมุตฺติเกหิ สตฺเตหิ สทฺธึ สํสนฺทึสุ สมึสุ ฯ {๒๕๖.๑} อนาคตมฺปิ ภิกฺขเว อทฺธานํ ธาตุโสว สตฺตา สตฺเตหิ สทฺธึ สํสนฺทิสฺสนฺติ สเมสฺสนฺติ หีนาธิมุตฺติกา สตฺตา หีนาธิมุตฺติเกหิ สตฺเตหิ สทฺธึ สํสนฺทิสฺสนฺติ สเมสฺสนฺติ กลฺยาณาธิมุตฺติกา สตฺตา กลฺยาณาธิมุตฺติเกหิ สตฺเตหิ สทฺธึ สํสนฺทิสฺสนฺติ สเมสฺสนฺติ ฯ เอตรหิปิ ภิกฺขเว ปจฺจุปฺปนฺนํ อทฺธานํ ธาตุโสว สตฺตา สตฺเตหิ สทฺธึ สํสนฺทนฺติ สเมนฺติ หีนาธิมุตฺติกา สตฺตา หีนาธิมุตฺติเกหิ สตฺเตหิ สทฺธึ สํสนฺทนฺติ สเมนฺติ กลฺยาณาธิมุตฺติกา สตฺตา กลฺยาณาธิมุตฺติเกหิ สตฺเตหิ สทฺธึ สํสนฺทนฺติ สเมนฺตีติ ฯ เอตมตฺถํ ภควา อโวจ ฯ ตตฺเถตํ อิติ วุจฺจติ สํสคฺคา วนโถ ชาโต อสํสคฺเคน ฉิชฺชติ ปริตฺตํ ทารุมารุยฺห ยถา สีเท มหณฺณเว เอวํ กุสีตมาคมฺม สาธุชีวีปิ สีทติ ฯ ตสฺมา ตํ ปริวชฺเชยฺย กุสีตํ หีนวีริยํ ปวิวิตฺเตหิ อริเยหิ ปหิตตฺเตหิ ฌายิภิ นิจฺจํ อารทฺธวิริเยหิ ปณฺฑิเตหิ สหาวเสติ ฯ อยมฺปิ อตฺโถ วุตฺโต ภควตา อิติ เม สุตนฺติ ฯ นวมํ ฯ

จริงอยู่ พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายย่อมเทียบเคียงกัน เสมอกันกับสัตว์ทั้งหลายโดยธาตุแล คือ สัตว์ผู้มีอัธยาศัยเลว ย่อมเทียบเคียงกัน เสมอกันกับสัตว์ผู้มีอัธยาศัยเลว สัตว์ผู้มีอัธยาศัยดี ย่อมเทียบเคียงกัน เสมอกันกับสัตว์ผู้มีอัธยาศัยดี ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้ในอดีตกาล ... แม้ในอนาคตกาล ... แม้ในปัจจุบันกาล สัตว์-*ทั้งหลาย ย่อมเทียบเคียงกัน เสมอกันกับสัตว์ทั้งหลายโดยธาตุแล คือ สัตว์ผู้มีอัธยาศัยเลว ย่อมเทียบเคียงกัน เสมอกันกับสัตว์ผู้มีอัธยาศัยเลว สัตว์ผู้มีอัธยาศัยดี ย่อมเทียบเคียงกัน เสมอกันกับสัตว์ผู้มีอัธยาศัยดี ฯ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว ในพระสูตรนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า กิเลสเกิดเพราะความเกี่ยวข้อง บุคคลย่อมตัดเสียได้เพราะ ความไม่เกี่ยวข้อง แม้บุคคลผู้มีความเป็นอยู่ดี แต่อาศัย บุคคลผู้เกียจคร้านย่อมจมลงในสมุทร คือ สงสาร เปรียบ เหมือนบุคคลขึ้นสู่แพไม้น้อยๆ พึงจมลงในมหรรณพ ฉะนั้น เพราะเหตุนั้น บุคคลพึงเว้นบุคคลผู้เกียจคร้าน มีความเพียรอันเลวนั้นเสีย พึงอยู่ร่วมกับพระอริยเจ้าทั้งหลาย ผู้สงัดแล้วผู้มีใจเด็ดเดี่ยว ผู้มีปรกติเพ่ง ผู้ปรารภความเพียร เป็นนิตย์ ผู้เป็นบัณฑิต ฯ เนื้อความแม้นี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วฉะนี้แล ฯ จบสูตรที่ ๙

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ [๓. ติกนิบาต] ๓. ตติยวรรค ๙. ธาตุโสสังสันทนสูตร ๙. ธาตุโสสังสันทนสูตร ว่าด้วยสัตว์ทั้งหลายเสมอกันโดยธาตุ

ข้อ ๗๘

แท้จริง พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสไว้แล้ว พระสูตรนี้ พระอรหันต์ กล่าวไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ “ภิกษุทั้งหลาย เมื่อว่าโดยธาตุ สัตว์ทั้งหลายเข้ากันได้ คบกันได้กับสัตว์ คือสัตว์ที่มีนิสัยเลวเข้ากันได้ คบกันได้กับสัตว์ที่มีนิสัยเลว สัตว์ที่มีนิสัยดีงามเข้ากันได้คบกันได้กับสัตว์ที่มีนิสัยดีงาม ภิกษุทั้งหลาย แม้ในอดีตกาล เมื่อว่าโดยธาตุ สัตว์ทั้งหลายก็เข้ากันได้ คบกันได้กับสัตว์ คือ สัตว์ที่มีนิสัยเลวเข้ากันได้ คบกันได้กับสัตว์ที่มีนิสัยเลว สัตว์ที่มีนิสัยดีงามเข้ากันได้ คบกันได้กับสัตว์ที่มีนิสัยดีงาม” ภิกษุทั้งหลาย แม้ในอนาคตกาล เมื่อว่าโดยธาตุ สัตว์ทั้งหลายก็จะเข้ากันได้คบกันได้กับสัตว์ คือ สัตว์ที่มีนิสัยเลวเข้ากันได้ คบกันได้กับสัตว์ที่มีนิสัยเลวสัตว์ที่มีนิสัยดีงามเข้ากันได้ คบกันได้กับสัตว์ที่มีนิสัยดีงาม ภิกษุทั้งหลาย แม้ในปัจจุบันกาลนี้ เมื่อว่าโดยธาตุ สัตว์ทั้งหลายก็เข้ากันได้คบกันได้กับสัตว์ คือ สัตว์ที่มีนิสัยเลวเข้ากันได้ คบกันได้กับสัตว์ที่มีนิสัยเลวสัตว์ที่มีนิสัยดีงามเข้ากันได้ คบกันได้กับสัตว์ที่มีนิสัยดีงาม พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความดังกล่าวมานี้แล้ว ในพระสูตรนั้น จึงตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า @เชิงอรรถ : @ ธาตุ ในที่นี้หมายถึงอัธยาศัย (ขุ.อิติ.อ. ๗๘/๒๗๘)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๔๓๙}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ [๓. ติกนิบาต] ๓. ตติยวรรค ๑๐. ปริหานสูตร เพราะการคลุกคลีกัน กิเลสจึงเกิดขึ้น เพราะการไม่คลุกคลีกัน กิเลสจึงขาดไป บุคคลลงเรือเล็ก หวังจะข้ามมหาสมุทร ยังไม่ทันถึงฝั่งก็จมลงในมหาสมุทร ฉันใด บุคคลแม้มีความเป็นอยู่ดี อาศัยคนเกียจคร้าน ก็จมลงในสังสารวัฏได้ ฉันนั้น เพราะฉะนั้น บุคคลควรเว้นคนเกียจคร้าน ผู้มีความเพียรย่อหย่อนนั้น ควรคบพระอริยะทั้งหลาย ผู้สงัด มีใจมั่นคง เพ่งพินิจอยู่ ปรารภความเพียรเป็นนิตย์ เป็นบัณฑิต แม้เนื้อความนี้ พระผู้มีพระภาคก็ตรัสไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้แลธาตุโสสังสันทนสูตรที่ ๙ จบ ๑๐. ปริหานสูตร ว่าด้วยธรรมเป็นเหตุแห่งความเสื่อม

ข้อ ๗๙

แท้จริง พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสไว้แล้ว พระสูตรนี้ พระอรหันต์ กล่าวไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ “ภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๓ ประการนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อมแก่ภิกษุผู้เป็นเสขะ@เชิงอรรถ : @ การคลุกคลี มี ๕ ประการ คือ (๑) ทัสสนสังสัคคะ(การคลุกคลีด้วยการเห็น) (๒) สวนสังสัคคะ(การ@คลุกคลีด้วยการฟัง) (๓) สมุลลาปนสังสัคคะ(การคลุกคลีด้วยการเจรจา) (๔) สัมโภคสังสัคคะ(การ@คลุกคลีด้วยการใช้สอยร่วมกัน) (๕) กายสังสัคคะ(การคลุกคลีด้วยกาย) (ขุ.อิติ.อ. ๗๘/๒๗๙)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๔๔๐}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาธาตุสูตร

ในธาตุสูตรที่ ๙ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-

บทว่า ธาตุโส ความว่า โดยธาตุ. ธาตุคืออัธยาศัย คือสภาพของอัธยาศัย ที่ตรัสเรียกว่า อธิมุตติบ้าง พระองค์ทรงประสงค์เอาว่า ธาตุ (ในพระสูตรนี้).

บทว่า สํสนฺทติ ความว่า เข้ากันได้ คือรวมกันได้ ตามธาตุคือตามอัธยาศัย เพราะมีธาตุมีส่วนเสมอกันนั้น.

บทว่า สเมนฺติ ความว่า เป็นผู้มีความคิดร่วมกัน สมาคมกันได้ คือคบหากันได้ ได้แก่เข้าไปหากันได้ เพราะความเป็นผู้มีอัธยาศัยเสมอกันนั่นเอง. อีกอย่างหนึ่ง ปรับความชอบใจ (รสนิยม) ความอดทน และความเห็นให้เสมอกันในเรื่องนั้นๆ.

บทว่า หีนาธิมุตฺติกา ความว่า ชื่อว่ามีอธิมุตติทราม เพราะมีความโน้มเอียงในธรรมที่ต่ำทราม มีกามคุณเป็นต้น คือมีอัธยาศัยต่ำ.

บทว่า กลฺยาณาธิมุตติกา ความว่า ชื่อว่ามีอธิมุตติดี เพราะมีความโน้มเอียงในธรรมอันงาม มีเนกขัมมะเป็นต้น คือมีอัธยาศัยประณีต.

อธิบายว่า ถ้าอาจารย์และอุปัชฌาย์เป็นคนไม่มีศีล แต่อันเตวาสิกและสัทธิวิหาริกเป็นผู้มีศีล อันเตวาสิกและสัทธิวิหาริกเหล่านั้น ย่อมไม่เข้าไปหาอาจารย์และอุปัชฌาย์ จะเข้าหาเฉพาะแต่ภิกษุผู้มี (สมณ) สารูปเช่นตน. ก็ถ้าอาจารย์และอุปัชฌาย์เป็นผู้มีศีล อันเตวาสิกและสัทธิวิหาริกนอกนี้เป็นผู้ไม่มีศีล แม้อันเตวาสิกและสัทธิวิหาริกเหล่านั้น จะไม่เข้าไปหาอาจารย์และอุปัชฌาย์ จะเข้าไปหาเฉพาะผู้มีอัธยาศัยต่ำ เช่นเดียวกับตนเท่านั้น.

พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงว่า การเข้าไปหาอย่างนี้จะมีเฉพาะในปัจจุบันอย่างเดียวก็หามิได้ โดยที่แท้แล้ว แม้ในอดีตและอนาคตก็มีดังนี้ จึงตรัสว่า อตีตมฺปิ ภิกฺขเว ดังนี้เป็นต้น โดยสังเขปแล้ว ผู้ตั้งมั่นในสังกิเลสธรรม ชื่อว่าเป็นผู้มีอัธยาศัยชั่ว. ผู้ตั้งมั่นในโวทานธรรม ชื่อว่ามีอัธยาศัยงาม.

ถามว่า ก็การที่คนทุศีลคบคนทุศีลเท่านั้น การที่คนมีศีลคบคนมีศีลเท่านั้น การที่คนมีปัญญาทรามคบคนที่มีปัญญาทรามเท่านั้น การที่คนมีปัญญาคบคนที่มีปัญญาเท่านั้น นี้ใครกำหนด.

ตอบว่า ธาตุคืออัธยาศัยกำหนด.

เล่ากันว่า ภิกษุหลายรูปเที่ยวภิกษาจารในบ้านหมู่หนึ่ง คนเหล่านั้นนำภัตรเป็นอันมากมาใส่จนเต็มบาตร กล่าวว่า ขอพระคุณเจ้าทั้งหลายฉันตามส่วน (ที่ต้องการ) แล้วส่งไป. ภิกษุทั้งหลายพูดกันว่า อาวุโสทั้งหลาย คนทั้งหลายประกอบการงานที่เหมาะสมกับธาตุ (อัธยาศัย) ดังนี้. ธาตุคืออัธยาศัย ย่อมกำหนด (งานที่ทำ) อย่างนี้.

บัณฑิตพึงแสดงความโดยธาตุสังยุต ดังต่อไปนี้.

ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าบรรทมบนพระแท่นประชวร บนภูเขาคิชฌกูฏ ทอดพระเนตรดูพระโมคคัลลานะและพระสารีบุตร ที่เฝ้าถวายอารักขา แต่ละรูปจงกรมอยู่กับบริษัทของตนจึงตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอเห็นหรือไม่ พระสารีบุตรจงกรมอยู่กับภิกษุทั้งหลายจำนวนมาก. ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า เห็น พระเจ้าข้า. ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านี้ทั้งหมดแลล้วนมีปัญญามาก ดังนี้. ควรนำเรื่องทั้งหมดมาแสดงโดยพิสดาร.

____________________________

สํ. นิ. เล่ม ๑๖/ข้อ ๓๖๖

พึงทราบวินิจฉัยในคาถาทั้งหลายต่อไปนี้

บทว่า สํสคฺคา ความว่า เพราะสังกิเลส คือเพราะประกอบร่วมกัน ด้วยสามารถแห่งการอยู่ร่วมกันเป็นต้น.

อีกอย่างหนึ่ง เพราะคลุกคลีกันในการคลุกคลี ๕ อย่างอย่างใดอย่างหนึ่งอย่างนี้ คือ ทัสสนสังสัคคะ (คลุกคลีด้วยการเห็น) สวนสังสัคคะ (คลุกคลีด้วยการฟัง) สมุลลาปนสังสัคคะ (คลุกคลีด้วยการเจรจา) สัมโภคสังสัคคะ (คลุกคลีด้วยการใช้ร่วม) กายสังสัคคะ (คลุกคลีด้วยกาย).

บทว่า วนโถ ชาโต ความว่า กิเลสเกิดขึ้น เพราะยังไม่ได้ถอนขึ้นด้วยมรรค.

บทว่า อสํสคฺเคน ฉิชฺชติ ความว่า กิเลสขาดไปในตอนต้น โดยการงดการคลุกคลีกัน มีกายวิเวกเป็นต้น แล้วขาดไปคือละได้อีก ด้วยการไม่เกี่ยวข้องโดยส่วนเดียว คือด้วยสมุจเฉทวิเวก. โดยสังเขป การเกิดขึ้นและการดับไปแห่งอัธยาศัยที่ต่ำ เป็นอันพระองค์ทรงแสดงแล้วโดยสังเขป ด้วยคำเพียงเท่านี้.

ก็เพราะเหตุที่ภิกษุเหล่านั้นเป็นผู้คลุกคลีกัน และกิเลสเหล่านั้นก็เกิดขึ้นและเจริญขึ้น ด้วยอำนาจแห่งความเกียจคร้าน มิใช่ด้วยอำนาจแห่งการปรารภความเพียร ฉะนั้น ภิกษุเว้นบุคคลผู้มีอัธยาศัยต่ำ ผู้เกียจคร้านแล้วคบหาผู้มีอัธยาศัยงาม ผู้ประกอบความเพียร พึงตัดกิเลสอันเกิดจากการคลุกคลีกันได้ด้วยการไม่คลุกคลีกัน ดังนี้.

พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงแสดงเนื้อความตามที่กล่าวแล้วโดยพิสดาร จึงได้ตรัสคำมีอาทิว่า ปริตฺตํ ทารุํ เพื่อประกาศโทษแห่งการคบหาผู้เกียจคร้านก่อน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปริตฺตํ ทารุํ ได้แก่ ไม้ท่อนเล็กๆ

บทว่า ยถา สีเท มหณฺณเว ความว่า เหมือนผู้ประสงค์จะข้ามมหาสมุทรโดยนำเอาแพสำเร็จด้วยไม้ท่อนเล็กๆ (ขี่ข้าม) จะไม่ถึงฝั่ง คงจมลงในท่ามกลางมหาสมุทรนั่นเอง พึงตกไปเป็นภักษาของปลาและเต่าฉันใด.

บทว่า เอวํ กุสีตํ อาคมฺม สาธุชีวีปิ สีทติ ความว่า ผู้ที่อาศัยคนเกียจคร้าน ปราศจากการปรารภความเพียร ตกอยู่ในอำนาจกิเลส ถูกเขาทำการคลุกคลี ถึงจะมีชีวิตราบรื่น มีอาชีพบริสุทธิ์ (และ) มีศีลบริสุทธิ์ (แต่) ถูกกามวิตกเป็นต้นที่เกิดขึ้นจากการคลุกคลีกับคนต่ำ รบกวนอยู่ก็ไม่สามารถไปถึงฝั่งได้ จะจมอยู่ในห้วงมหรรณพนั่นเอง ฉันนั้นเหมือนกัน.

บทว่า ตสฺมา ความว่า เพราะเหตุที่การคลุกคลีกับคนเกียจคร้าน เป็นเหตุนำอนัตถะอย่างนี้มาให้ ฉะนั้น ภิกษุควรเว้นมิตร ที่ชื่อว่าเกียจคร้าน เพราะจมดิ่งลง โดยการประกอบความเกียจคร้านเนืองๆ เพราะอาศัยเขา คือผู้มีความเพียรต่ำกว่าบุคคลนั้นนั่นแหละ ได้แก่ไม่มีความเพียรแต่พึงอยู่ร่วม คือคบหากับด้วยบัณฑิตทั้งหลาย คือผู้มีปัญญานั่นเอง ผู้สงบสงัดแล้ว ด้วยสามารถแห่งกายวิเวกเป็นต้น และตทังควิเวกเป็นต้น โดยส่วนเดียวนั่นเอง.

ผู้ชื่อว่าเป็นอริยะ เพราะต่อแต่นั้นไปนั่นเอง จะเป็นผู้ไกลจากกิเลส ชื่อว่าผู้มีตน (ใจ) อันส่งไปแล้ว เพราะความเป็นผู้มีตนถูกส่งไปแล้วสู่พระนิพพาน.

ผู้ชื่อว่าเพ่งอยู่ (มีฌาน) เพราะเพ่งอยู่ด้วยสามารถแห่งอารัมมณูปณิชฌาน และลักขณูปณิชฌาน.

ผู้ชื่อว่าปรารภความเพียรแล้ว เพราะเป็นผู้ปรารภความเพียร โดยความเป็นผู้ประคองความเพียรไว้ตลอดกาลทุกเมื่อ ดังนี้แล.

จบอรรถกถาธาตุสูตรที่ ๙ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา