อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๔๑๘

๑๑. กลหวิวาทสูตร

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๔๑๘พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 1 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 1 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 16 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

สุตฺตนิปาเต จตุตฺถสฺส อฏฺฐกวคฺคสฺส เอกาทสมํ กลหวิวาทสุตฺตํ

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต กลหวิวาทสูตรที่ ๑๑ พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า

ข้อ ๔๑๘

|๔๑๘.๑๒๙๐| ๑๑ กุโต ปหูตา กลหา วิวาทา ปริเทวโสกา สหมจฺฉรา จ มานาติมานา สหเปสุณา จ กุโต ปหูตา เต ตทิงฺฆ พฺรูหิ ฯ |๔๑๘.๑๒๙๑| ปิยปฺปหูตา กลหา วิวาทา ปริเทวโสกา สหมจฺฉรา จ มานาติมานา สหเปสุณา จ มจฺเฉรยุตฺตา กลหา วิวาทา วิวาทชาเตสุ จ เปสุณานิ ฯ |๔๑๘.๑๒๙๒| ปิยา สุ โลกสฺมึ กุโตนิทานา เย วาปิ โลภา วิจรนฺติ โลเก อาสา จ นิฏฺฐา จ กุโตนิทานา เย สมฺปรายาย นรสฺส โหนฺติ ฯ |๔๑๘.๑๒๙๓| ฉนฺทานิทานานิ ปิยานิ โลเก เย วาปิ โลภา วิจรนฺติ โลเก อาสา จ นิฏฺฐา จ อิโตนิทานา เย สมฺปรายาย นรสฺส โหนฺติ ฯ |๔๑๘.๑๒๙๔| ฉนฺโท นุ โลกสฺมึ กุโตนิทาโน วินิจฺฉยา วาปิ กุโต ปหูตา โกโธ โมสวชฺชญฺจ กถงฺกถา จ เย วาปิ ธมฺมา สมเณน วุตฺตา ฯ |๔๑๘.๑๒๙๕| สาตํ อสาตนฺติ ยมาหุ โลเก ตมูปนิสฺสาย ปโหติ ฉนฺโท รูเปสุ ทิสฺวา วิภวํ ภวญฺจ วินิจฺฉยํ กุรุเต ชนฺตุ โลเก ฯ |๔๑๘.๑๒๙๖| โกโธ โมสวชฺชญฺจ กถงฺกถา จ เอเตปิ ธมฺมา ทฺวยเมว สนฺเต กถงฺกถี ญาณปถาย สิกฺเข ญตฺวา ปวุตฺตา สมเณน ธมฺมา ฯ |๔๑๘.๑๒๙๗| สาตํ อสาตญฺจ กุโตนิทานา กิสฺมึ อสนฺเต น ภวนฺติ เหเต วิภวํ ภวญฺจาปิ ยเมตมตฺถํ เอตมฺเม ปพฺรูหิ ยโตนิทานํ ฯ |๔๑๘.๑๒๙๘| ผสฺสนิทานํ สาตํ อสาตํ ผสฺเส อสนฺเต น ภวนฺติ เหเต วิภวํ ภวญฺจาปิ ยเมตมตฺถํ เอตนฺเต ปพฺรูมิ อิโตนิทานํ ฯ |๔๑๘.๑๒๙๙| ผสฺโส นุ โลกสฺมึ กุโตนิทาโน ปริคฺคหา วาปิ กุโต ปหูตา กสฺมึ อสนฺเต น มมตฺตมตฺถิ กสฺมึ วิภูเต น ผุสนฺติ ผสฺสา ฯ |๔๑๘.๑๓๐๐| นามญฺจ รูปญฺจ ปฏิจฺจ ผสฺโส อิจฺฉานิทานานิ ปริคฺคหานิ อิจฺฉาย อสนฺตฺยา น มมตฺตมตฺถิ รูเป วิภูเต น ผุสนฺติ ผสฺสา ฯ |๔๑๘.๑๓๐๑| กถํสเมตสฺส วิโภติ รูปํ สุขํ ทุกฺขํ วาปิ กถํ วิโภติ เอตมฺเม ปพฺรูหิ ยถา วิโภติ ตํ ชานิยาม อิติ เม มโน อหุ ฯ |๔๑๘.๑๓๐๒| น สญฺญสญฺญี น วิสญฺญสญฺญี โนปิ อสญฺญี น วิภูตสญฺญี เอวํสเมตสฺส วิโภติ รูปํ สญฺญานิทานา หิ ปปญฺจสงฺขา ฯ |๔๑๘.๑๓๐๓| ยนฺตํ อปุจฺฉิมฺห อกิตฺตยิ โน อญฺญนฺตํ ปุจฺฉาม ตทิงฺฆ พฺรูหิ เอตฺตาวตคฺคํ โน วทนฺติ เหเก ยกฺขสฺส สุทฺธึ อิธ ปณฺฑิตาเส อุทาหุ อญฺญมฺปิ วทนฺติ เอตฺโต ฯ |๔๑๘.๑๓๐๔| เอตฺตาวตคฺคมฺปิ วทนฺติ เหเก ยกฺขสฺส สุทฺธึ อิธ ปณฺฑิตาเส เตสํ ปุเนเก สมยํ วทนฺติ อนุปาทิเสเส กุสลา วทานา ฯ |๔๑๘.๑๓๐๕| เอเต จ ญตฺวา อุปนิสฺสิตาติ ญตฺวา มุนี นิสฺสเย โส วิมํสี ญตฺวา วิมุตฺโต น วิวาทเมติ ภวาภวาย น สเมติ ธีโรติ ฯ กลหวิวาทสุตฺตํ เอกาทสมํ ฯ ----------

ความทะเลาะ ความวิวาท ความร่ำไร ความเศร้าโศก กับ ทั้งความตระหนี่ ความถือตัว ความดูหมิ่นผู้อื่น และทั้งคำ ส่อเสียด เกิดจากอะไร ธรรมเครื่องเศร้าหมองเหล่านั้นเกิด จากอะไร ขอเชิญพระองค์จงตรัสบอกเนื้อความที่ข้าพระองค์ ถามนั้นเถิด ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ความทะเลาะ ความวิวาท ความร่ำไร ความเศร้าโศก กับ ทั้งความตระหนี่ ความถือตัว ความดูหมิ่นผู้อื่น และทั้งคำ ส่อเสียด เกิดจากของที่รัก ความทะเลาะ ความวิวาท ประกอบเข้าแล้วด้วยความตระหนี่ ก็เมื่อความวิวาทเกิดแล้ว คำส่อเสียดย่อมเกิด ฯ พระพุทธนิมิตตรัสถามต่อไปว่า ความรักในโลกเล่ามีอะไรเป็นเหตุ แม้อนึ่ง ชนเหล่าใดมี กษัตริย์เป็นต้น มีความโลภ เที่ยวไปในโลก ความโลภของ ชนมีกษัตริย์เป็นต้นเหล่านั้น มีอะไรเป็นเหตุ ความหวังและ ความสำเร็จของนรชนซึ่งมีในสัมปรายภพมีอะไรเป็นเหตุ ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ความรักในโลกมีความพอใจเป็นเหตุ แม้อนึ่ง ชนเหล่าใดมี กษัตริย์เป็นต้น มีความโลภเที่ยวไปในโลก ความโลภของ ชนมีกษัตริย์เป็นต้นเหล่านั้น มีความพอใจเป็นเหตุ ความ หวังและความสำเร็จของนรชน ซึ่งมีในสัมปรายภพ มีความ พอใจนี้เป็นเหตุ ฯ พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า ความพอใจในโลกเล่ามีอะไรเป็นเหตุ แม้การวินิจฉัย คือ ตัณหาและทิฐิก็ดี ความโกรธ โทษแห่งการกล่าวมุสา และ ความสงสัยก็ดี ที่พระสมณะตรัสแล้ว เกิดจากอะไร ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า บัณฑิตทั้งหลาย กล่าวสุขเวทนาและทุกขเวทนาใดว่า เป็น ความยินดีและความไม่ยินดีในโลก ความพอใจย่อมเกิด เพราะอาศัยสุขเวทนาและทุกขเวทนานั้น สัตว์ในโลก เห็น ความเสื่อมไปและความเกิดขึ้นในรูปทั้งหลายแล้ว ย่อม กระทำการวินิจฉัย ความโกรธ โทษแห่งการกล่าวมุสา และ ความสงสัยธรรมแม้เหล่านี้ เมื่อความยินดีและความไม่ยินดี ทั้งสองอย่างนั่นแหละมีอยู่ ก็ย่อมเกิดขึ้นได้ บุคคลผู้มีความ สงสัยพึงศึกษาเพื่อทางแห่งญาณ ท่านผู้เป็นสมณะรู้แล้ว จึง กล่าวธรรมทั้งหลาย ฯ พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า ความยินดีและความไม่ยินดี มีอะไรเป็นเหตุ เมื่อธรรมอะไร ไม่มี ธรรมเหล่านี้จึงไม่มี ขอพระองค์จงตรัสบอกอรรถ คือ ทั้งความเสื่อมไปและทั้งความเกิดขึ้น (แห่งความยินดีและ ความไม่ยินดี) นี้ว่า มีสิ่งใดเป็นเหตุแก่ข้าพระองค์เถิด ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ความยินดี ความไม่ยินดี มีผัสสะเป็นเหตุ เมื่อผัสสะไม่มี ธรรมเหล่านี้จึงไม่มี เราขอบอกอรรถ คือ ทั้งความเสื่อมไป และทั้งความเกิดขึ้นนี้ ว่ามีผัสสะนี้เป็นเหตุแก่ท่าน ฯ พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า ผัสสะในโลกเล่า มีอะไรเป็นเหตุ อนึ่ง ความหวงแหนเกิด จากอะไร เมื่อธรรมอะไรไม่มี ความถือว่าสิ่งนี้เป็นของเราจึง ไม่มี เมื่อธรรมอะไรไม่มี ผัสสะจึงไม่ถูกต้อง ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ผัสสะอาศัยนามและรูปจึงเกิดขึ้น ความหวงแหนมีความ ปรารถนาเป็นเหตุ เมื่อความปรารถนาไม่มี ความถือว่าสิ่งนี้ เป็นของเราจึงไม่มี เมื่อรูปไม่มี ผัสสะจึงไม่ถูกต้อง ฯ พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า เมื่อบุคคลปฏิบัติอย่างไร รูปจึงไม่มี อนึ่ง สุขก็ดี ทุกข์ก็ดี อย่างไรจึงไม่มี ขอพระองค์โปรดตรัสบอกอาการที่รูปและสุข ทุกข์นี้ไม่มีแก่ข้าพระองค์เถิด ข้าพระองค์มีใจดำริว่า เราควรรู้ ความข้อนั้น ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า บุคคลเป็นผู้ไม่มีสัญญาด้วยสัญญาเป็นปรกติ เป็นผู้ไม่มี สัญญาด้วยสัญญาอันผิดปรกติ เป็นผู้ไม่มีสัญญาก็มิใช่ เป็น ผู้มีสัญญาว่าไม่มีก็มิใช่ เมื่อบุคคลปฏิบัติแล้วอย่างนี้ รูปจึง ไม่มี เพราะว่าธรรมเป็นส่วนแห่งความเนิ่นช้า มีสัญญา เป็นเหตุ ฯ พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า ข้าพระองค์ได้ถามความข้อใดกะพระองค์ พระองค์ก็ได้ทรง แสดงความข้อนั้นแก่ข้าพระองค์แล้ว ข้าพระองค์ขอถามความ ข้ออื่นกะพระองค์ ขอเชิญพระองค์ตรัสบอกความข้อนั้นเถิด ก็สมณพราหมณ์ผู้เป็นบัณฑิตพวกหนึ่งในโลกนี้ ย่อมกล่าว ความบริสุทธิ์ของสัตว์ว่าเป็นยอดด้วยเหตุเพียงเท่านี้ หรือว่า ย่อมกล่าวความบริสุทธิ์อย่างอื่นอันยิ่งไปกว่ารูปสมาบัตินี้ ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ก็สมณพราหมณ์ผู้มีวาทะว่าเที่ยง พวกหนึ่ง (มีความถือตัวว่า) เป็นบัณฑิตในโลกนี้ ย่อมกล่าวอรูปสมาบัตินี้ว่า เป็นความ บริสุทธิ์ของสัตว์แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ สมณพราหมณ์ผู้มี วาทะว่าขาดสูญพวกหนึ่ง เป็นผู้มีวาทะว่าตนเป็นคนฉลาดใน อนุปาทิเสสนิพพาน ย่อมโต้เถียงสมณพราหมณ์ผู้มีวาทะว่า เที่ยงเหล่านั้นแหละ ส่วนท่านผู้เป็นมุนี รู้บุคคลเจ้าทิฐิเหล่า นั้นว่า เป็นผู้อาศัยสัสสตทิฐิและอุจเฉททิฐิ ท่านผู้เป็นมุนีนั้น เป็นนักปราชญ์ พิจารณารู้ผู้อาศัยทิฐิทั้งหลายแล้ว รู้ธรรม โดยลักษณะมีความไม่เที่ยงและเป็นทุกข์เป็นต้น หลุดพ้น แล้ว ย่อมไม่ทะเลาะวิวาทกับใคร ย่อมไม่มาเพื่อความเกิด บ่อยๆ ฯ จบกลหวิวาทสูตรที่ ๑๑

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๑๑. กลหวิวาทสูตร ว่าด้วยการทะเลาะวิวาท (พระพุทธเนรมิตทูลถามดังนี้)

ข้อ ๘๖๙

การทะเลาะ การวิวาท ความคร่ำครวญ ความเศร้าโศก ความตระหนี่ ความถือตัว ความดูหมิ่น และวาจาส่อเสียด มีมาจากไหน กิเลสเหล่านั้นมีมาจากไหน ขอเชิญพระองค์โปรดตรัสบอกเหตุนั้น (พระผู้มีพระภาคตรัสตอบดังนี้)

ข้อ ๘๗๐

การทะเลาะ การวิวาท ความคร่ำครวญ ความเศร้าโศก ความตระหนี่ ความถือตัว ความดูหมิ่น และวาจาส่อเสียด มีมาจากสิ่งเป็นที่รัก การทะเลาะ การวิวาท ประกอบในความตระหนี่ มีมาจากสิ่งเป็นที่รัก เมื่อการวิวาทเกิดขึ้นแล้ว ก็มีวาจาส่อเสียดเกิดขึ้น @เชิงอรรถ : @ ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๙๗-๑๑๒/๒๙๗-๓๓๗ @ สิ่งเป็นที่รัก มีความหมาย ๒ อย่าง คือ (๑) สัตว์ หมายถึงมารดา บิดา พี่ น้อง บุตร ธิดา เป็นต้น@(๒) สังขาร หมายถึงรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ที่ชอบใจ (ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๙๘/๓๐๑-๓๐๒)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๗๐๘}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๔. อัฏฐกวรรค] ๑๑. กลหวิวาทสูตร (พระพุทธเนรมิตทูลถามดังนี้)

ข้อ ๘๗๑

สิ่งเป็นที่รักในโลกมีอะไรเป็นต้นเหตุ และชนเหล่าใดท่องเที่ยวไปในโลกเพราะความโลภ ความโลภของชนเหล่านั้น มีอะไรเป็นต้นเหตุ ความหวังและความสำเร็จหวังใด จะมีแก่นรชนในภพหน้า ความหวังและความสำเร็จหวังนั้น มีอะไรเป็นต้นเหตุ (พระผู้มีพระภาคตรัสตอบดังนี้)

ข้อ ๘๗๒

สิ่งเป็นที่รักในโลกมีความพอใจเป็นต้นเหตุ และชนเหล่าใดท่องเที่ยวไปในโลกเพราะความโลภ ความโลภของชนเหล่านั้นมีความพอใจเป็นต้นเหตุ ความหวังและความสำเร็จหวังใด จะมีแก่นรชนในภพหน้า ความหวังและความสำเร็จหวังของนรชนนั้น มีความพอใจนี้เป็นต้นเหตุ (พระพุทธเนรมิตทูลถามดังนี้)

ข้อ ๘๗๓

ฉันทะในโลกมีต้นเหตุมาจากไหน และความตัดสินใจมีมาจากไหน อนึ่ง ความโกรธ ความเป็นคนพูดเท็จ และความสงสัย มีมาจากอะไร และธรรมเหล่าใดพระสมณะตรัสไว้แล้ว ธรรมเหล่านั้นมีมาจากอะไร (พระผู้มีพระภาคตรัสตอบดังนี้)

ข้อ ๘๗๔

ชนทั้งหลายในโลกพูดถึงสิ่งใดว่า น่าดีใจ น่าเสียใจ ฉันทะก็จะมีขึ้นเพราะอาศัยสิ่งนั้น ชนในโลกมองเห็นความเสื่อมและความเจริญในรูปทั้งหลายแล้ว ย่อมทำการตัดสินใจ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๗๐๙}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๔. อัฏฐกวรรค] ๑๑. กลหวิวาทสูตร

ข้อ ๘๗๕

ธรรมแม้เหล่านี้ คือ ความโกรธ ความเป็นคนพูดเท็จ และความสงสัย ย่อมมีในเมื่อความดีใจและความเสียใจทั้งสองมีอยู่ บุคคลผู้มีสงสัยพึงศึกษาเพื่อทางแห่งญาณ และธรรมเหล่าใดพระสมณะทรงทราบแล้วตรัสไว้ ธรรมเหล่านั้น เมื่อความดีใจและความเสียใจทั้งสองมีอยู่ก็มีมา (พระพุทธเนรมิตทูลถามดังนี้)

ข้อ ๘๗๖

ความดีใจและความเสียใจมีต้นเหตุมาจากไหน เมื่ออะไรไม่มี ความดีใจและความเสียใจเหล่านั้นจึงไม่มี @เชิงอรรถ : @ ญาณ ในที่นี้หมายถึงญาณ ๑๖ (โสฬสญาณ) ความหยั่งรู้ที่เกิดขึ้นแก่ผู้เจริญวิปัสสนาตามลำดับ@ตั้งแต่ต้นจนถึงที่สุด คือ (๑) นามรูปปริจเฉทญาณ (ญาณกำหนดรู้นามและรูป) (๒) ปัจจยปริคคหญาณ@(ญาณกำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูป) (๓) สัมมสนญาณ (ญาณกำหนดรู้ด้วยพิจารณาเห็นนามและรูปโดย@ไตรลักษณ์) (๔) อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ (ญาณอันตามเห็นความเกิดและความดับ) (๕) ภังคานุ-@ปัสสนาญาณ (ญาณอันตามเห็นความสลายเห็นว่าสังขารทั้งปวงล้วนจะต้องสลายไปหมด) (๖) ภยตูปัฏ-@ฐานญาณ (ญาณอันมองเห็นสังขารปรากฏเป็นของน่ากลัว เพราะล้วนแต่จะต้องสลายไปไม่ปลอดภัยทั้งสิ้น)@(๗) อาทีนวานุปัสสนาญาณ (ญาณอันคำนึงเห็นสังขารทั้งปวงนั้นว่าเป็นโทษ) (๘) นิพพิทานุปัสสนาญาณ@(ญาณอันคำนึงเห็นด้วยความหน่าย) (๙) มุญจิตุกัมยตาญาณ (ญาณอันคำนึงด้วยใคร่จะพ้นไปเสีย เมื่อ@หน่ายสังขารทั้งหลายแล้ว ย่อมปรารถนาที่จะพ้นไปเสียจากสังขารเหล่านั้น) (๑๐) ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ@(ญาณอันคำนึงพิจารณาหาทาง เพื่อมองหาอุบายที่จะปลดเปลื้องออก) (๑๑) สังขารุเปกขาญาณ (ญาณ@อันเป็นไปโดยความเป็นกลางต่อสังขาร ไม่ยินดียินร้ายต่อสังขารทั้งหลาย) (๑๒) สัจจานุโลมิกญาณ หรือ@อนุโลมญาณ (ญาณอันเป็นไปโดยอนุโลม ได้แก่การหยั่งรู้อริยสัจ) (๑๓) โคตรภูญาณ (ญาณหยั่งรู้ที่เป็น@หัวต่อแห่งการข้ามพ้นจากภาวะปุถุชน เข้าสู่ภาวะอริยบุคคล) (๑๔) มัคคญาณ ญาณในอริยมรรค (ความ@หยั่งรู้ที่ให้สำเร็จภาวะอริยบุคคลแต่ละขั้น) (๑๕) ผลญาณ ญาณในอริยผล (ความหยั่งรู้ที่เป็นผลสำเร็จของ@พระอริยบุคคลชั้นนั้นๆ) (๑๖) ปัจจเวกขณญาณ (ญาณหยั่งรู้ด้วยการพิจารณาทบทวน สำรวจรู้มรรคผล@กิเลสที่ละแล้ว กิเลสที่เหลืออยู่และนิพพาน) (ขุ.ป. (แปล) ๓๑/๑-๖๕/๗-๑๐๙, วิสุทฺธิ. ๒/๖๖๒-๘๐๔/๒๕๐-๓๕๐)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๗๑๐}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๔. อัฏฐกวรรค] ๑๑. กลหวิวาทสูตร ขอพระองค์จงตรัสบอกเรื่องความไม่มีและความมีว่า มีต้นเหตุมาจากสิ่งใดแก่ข้าพระองค์ (พระผู้มีพระภาคตรัสตอบดังนี้)

ข้อ ๘๗๗

ความดีใจและความเสียใจมีต้นเหตุมาจากผัสสะ เมื่อผัสสะไม่มี ความดีใจและความเสียใจเหล่านี้จึงไม่มี เราขอบอกเรื่องคือความไม่มีและความมีนี้ว่า มีต้นเหตุมาจากผัสสะแก่เธอ (พระพุทธเนรมิตทูลถามดังนี้)

ข้อ ๘๗๘

ผัสสะในโลกมีต้นเหตุมาจากไหน และความยึดถือมีมาจากไหน เมื่ออะไรไม่มี ความยึดถือว่าเป็นของเราจึงไม่มี เมื่ออะไรไม่มี ผัสสะจึงไม่ถูกต้อง (พระผู้มีพระภาคตรัสตอบดังนี้)

ข้อ ๘๗๙

เพราะอาศัยนามและรูป ผัสสะจึงเกิดขึ้น ความยึดถือมีต้นเหตุมาจากความปรารถนา เมื่อความปรารถนาไม่มี ความยึดถือว่าเป็นของเราจึงไม่มี เมื่อรูปไม่มี ผัสสะจึงไม่ถูกต้อง (พระพุทธเนรมิตทูลถามดังนี้)

ข้อ ๘๘๐

เมื่อบุคคลดำเนินอย่างไร รูปจึงไม่มี สุขและทุกข์จะไม่มีได้อย่างไร สุขและทุกข์ย่อมไม่มีโดยวิธีการใด ขอพระองค์โปรดตรัสบอกวิธีการนั้นแก่ข้าพระองค์ ข้าพระองค์มีความตั้งใจว่า จะรู้วิธีการนั้น

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๗๑๑}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๔. อัฏฐกวรรค] ๑๑. กลหวิวาทสูตร (พระผู้มีพระภาคตรัสตอบดังนี้)

ข้อ ๘๘๑

บุคคลไม่เป็นผู้มีสัญญาโดยสัญญาปกติ ไม่เป็นผู้มีสัญญาโดยสัญญาผิดปกติ เป็นผู้ไม่มีสัญญาก็มิใช่ ปราศจากสัญญาก็มิใช่ เมื่อบุคคลดำเนินอย่างนี้ รูปจึงไม่มี เพราะส่วนแห่งธรรมเป็นเครื่องเนิ่นช้ามีต้นเหตุมาจากสัญญา (พระพุทธเนรมิตทูลถามดังนี้)

ข้อ ๘๘๒

ข้าพระองค์ได้ทูลถามธรรมใดแล้ว พระองค์ก็ได้ตรัสตอบธรรมนั้นแก่ข้าพระองค์แล้ว ข้าพระองค์ขอทูลถามธรรมอื่นอีก ขอเชิญพระองค์โปรดตรัสบอกธรรมนั้นด้วยเถิด สมณพราหมณ์บางพวกอ้างตนว่าเป็นบัณฑิตในโลกนี้ พากันกล่าวความหมดจดของยักษ์ ด้วยอรูปสมาบัติเท่านั้นหรือหนอว่า เป็นธรรมอันเลิศ หรือว่าสมณพราหมณ์บางพวก กล่าวถึงความหมดจดอย่างอื่นว่า เยี่ยมกว่าอรูปสมาบัตินี้ (พระผู้มีพระภาคตรัสตอบดังนี้)

ข้อ ๘๘๓

สมณพราหมณ์บางพวกอ้างตนว่า เป็นบัณฑิตในโลกนี้ พากันกล่าวความหมดจดของยักษ์ ด้วยอรูปสมาบัติเท่านั้นว่า เป็นธรรมอันเลิศ บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น สมณพราหมณ์อีกพวกหนึ่งก็อ้างตนว่า เป็นผู้ฉลาด พากันกล่าวความสงบในความไม่มีอะไรเหลือ @เชิงอรรถ : @ ยักษ์ ในที่นี้หมายถึงสัตว์ นรชน มานพ บุรุษ บุคคล ผู้มีชีวิต ผู้เกิด ผู้เป็นไปตามกรรม มนุษย์@(ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๑๑๐/๓๓๓)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๗๑๒}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๔. อัฏฐกวรรค] ๑๒. จูฬวิยูหสูตร

ข้อ ๘๘๔

มุนีผู้มีปัญญาเครื่องพิจารณานั้น รู้จักสมณพราหมณ์ ผู้เป็นเจ้าลัทธิเหล่านี้ว่า เป็นผู้เข้าไปอาศัยทิฏฐิ และรู้จักทิฏฐิเป็นที่อาศัย นักปราชญ์ครั้นรู้จักแล้ว ก็หลุดพ้นไม่ถึงการวิวาท ไม่กลับมาในภพน้อยภพใหญ่ กลหวิวาทสูตรที่ ๑๑ จบ

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถากลหวิวาทสูตรที่ ๑๑

กลหวิวาทสูตร มีคำเริ่มต้นว่า กุโต ปหูตา กลหา วิวาทา ความทะเลาะ ความวิวาท เกิดจากอะไร ดังนี้เป็นต้น.

พระสูตรนี้มีการเกิดขึ้นอย่างไร?

ในมหาสมัยนั้นแหละ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพระสูตรแม้นี้ เพื่อทรงทำให้แจ้งถึงธรรมเหล่านั้นแก่เทวดาบางพวกผู้มีจิตเกิดขึ้นว่า ธรรมทั้งหลาย ๘ ประการมีการทะเลาะกันเป็นต้นเกิดแต่เหตุไรหนอ จึงให้พระพุทธนิมิตตรัสถามพระองค์โดยนัยก่อนนั่นแล.

ในพระสูตรนั้นคาถาทั้งหมดมีการเชื่อมความปรากฏชัดแล้ว เพราะอยู่ตามลำดับของการถามและการตอบ. แต่พึงทราบถึงการพรรณนาบทที่ยากของคาถาเหล่านั้นดังต่อไปนี้.

บทว่า กุโต ปหูตา กลหา วิวาทา ได้แก่ ธรรมเครื่องเศร้าหมองเหล่านี้คือความทะเลาะและความวิวาทอันเป็นเบื้องต้นของความทะเลาะนั้นเกิดจากอะไร. บทว่า ปริเทวโสกา สหมจฺฉรา จ คือความร่ำไร ความเศร้าโศก พร้อมกับความตระหนี่เกิดจากอะไร. บทว่า มานาติมานา สหเปสุณา จ คือความถือตัว ความดูหมิ่นพร้อมด้วยคำส่อเสียดเกิดจากไหน. บทว่า เต ได้แก่ ธรรมคือกิเลส ๘ อย่างแม้ทั้งหมดเหล่านั้น.

บทว่า ตทิงฺฆ พฺรูหิ คือ ขอพระองค์จงตรัสบอกเนื้อความที่ข้าพระองค์ถามนั้นเถิดคือข้าพระองค์ขอวิงวอนพระองค์. บทว่า อิงฺฆ เป็นนิบาตมีความว่า ขอร้อง.

บทว่า ปิยปฺปหูตา คือ เกิดจากสิ่งที่รัก.

เป็นอันยุติดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แล้วในนิเทศ นี้นั่นแล.

____________________________

ขุ. มหา. เล่ม ๒๙/ข้อ ๔๔๗

บทว่า มจฺเฉรยุตฺตา กลหา วิวาทา ความทะเลาะ ความวิวาทประกอบเข้าแล้วด้วยความตระหนี่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า มิใช่วัตถุเป็นที่รักอย่างเดียวเท่านั้นแม้ความตระหนี่ก็เป็นเหตุแห่งความทะเลาะและความวิวาทด้วยบทนี้.

พึงทราบว่า ธรรมเหล่านั้นทั้งหมดพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสด้วยหัวข้อแห่งความทะเลาะ ความวิวาทในบทนี้.

ความวิวาทเป็นเหตุแห่งคำส่อเสียด เหมือนความตระหนี่เป็นเหตุแห่งความทะเลาะความวิวาท ฉะนั้น. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า วิวาทชาเตสุ จ เปสุณานิ ก็เมื่อความวิวาทเกิดขึ้นแล้วคำส่อเสียดย่อมเกิด.

บทว่า ปิยา สุ โลกสฺมึ กุโตนิทานา เย วาปิ โลภา วิจรนฺติ โลเก ความรักในโลกมีอะไรเป็นเหตุ แม้อนึ่งชนเหล่าใดมีความโลภเที่ยวไปในโลก.

ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในบทนี้ว่า ความทะเลาะเกิดจากความรัก ความรักนั้นในโลกมีอะไรเป็นเหตุ. พระพุทธนิมิตตรัสถามเนื้อความทั้งสองด้วยคาถาเดียวว่า มิใช่ความรักอย่างเดียว.

อนึ่ง ชนเหล่าใดมีกษัตริย์เป็นต้น มีความโลภเที่ยวไป คือเที่ยวไปเพราะความโลภเป็นเหตุ เพราะถูกความโลภครอบงำ ความโลภของชนมีกษัตริย์เป็นต้นเหล่านั้น มีอะไรเป็นเหตุ.

บทว่า อาสา จ นิฏฺฐา จ ความหวังและความสำเร็จ คือความหวังและความสำเร็จ เพราะความหวังนั้น. บทว่า เย สมฺปรายาย นรสฺส โหนฺติ คือ ความหวังและความสำเร็จของนรชนซึ่งมีในสัมปรายภพ. ท่านอธิบายว่า ภพเป็นที่ไปในเบื้องหน้า.

คำถามนี้ก็อย่างเดียวกัน.

บทว่า ฉนฺทานิทานานิ ความรักมีความพอใจเป็นเหตุ คือความรักมีความพอใจในกามเป็นต้นเป็นเหตุ. บทว่า เย วาปิ โลภา วิจรนฺติ ชนเหล่าใดมีความโลภเที่ยวไป พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแก้เนื้อความแม้ทั้งสองโดยความเป็นอันเดียวกันว่าอนึ่ง ชนเหล่าใดมีกษัตริย์เป็นต้นมีความโลภเที่ยวไป แม้ความโลภของชนมีกษัตริย์เป็นต้นเหล่านั้นก็มีความพอใจเป็นเหตุ.

บทว่า อิโตนิทานา ท่านอธิบายว่า มีความพอใจเป็นเหตุเหมือนกัน.

พึงทราบความสำเร็จแห่งศัพท์ ในบททั้งสองว่า กุโตนิทานา มีอะไรเป็นเหตุ และ อิโตนิทานา มีความพอใจนี้เป็นเหตุ โดยนัยดังกล่าวแล้วในสูจิโลมสูตรนั้นแล.

____________________________

ขุ. สุ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๓๑๙

บทว่า วินิจฺฉยา ได้แก่ การวินิจฉัย คือการตัดสินด้วยตัณหาและทิฏฐิ.

บทว่า เย วาปิ ธมฺมา สมเณน วุตฺตา อนึ่ง ธรรมเหล่าใดอันพระสมณะตรัสแล้ว.

ความว่า ธรรมแม้อื่นเหล่าใดเป็นอกุศล สัมปยุตด้วยความโกรธเป็นต้นอันพระพุทธสมณะตรัสแล้ว ธรรมเหล่านั้นเกิดจากไหน.

บทว่า ตมูปนิสฺสาย ปโหติ ฉนฺโท ความพอใจย่อมเกิดเพราะอาศัยความยินดีและความไม่ยินดี อันได้แก่วัตถุสองอย่าง คือ สุขเวทนาและทุกขเวทนานั้น ด้วยปรารถนาความอยู่ร่วมกันและความพลัดพรากกัน

ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ เป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแก้ปัญหาว่า ความพอใจในโลกมีอะไรเป็นเหตุ ดังนี้.

บทว่า รูเปสุ ทิสฺวา วิภวํ ภวํ จ คือ สัตว์เห็นความเสื่อมไปและความเกิดขึ้นในรูปทั้งหลาย. บทว่า วินิจฉยํ กุรุเต ชนฺตุ โลเก สัตว์ในโลกย่อมกระทำการวินิจฉัย คือกระทำการตัดสินด้วยตัณหาเพื่อให้ได้โภคสมบัติและตัดสินด้วยทิฏฐิโดยนัยมีอาทิว่า ตัวตนของเราเกิดแล้วดังนี้. เป็นอันยุติดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วในนิเทศ นี้.

ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ เป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแก้ปัญหานี้ว่า อนึ่ง ความวินิจฉัยเกิดจากอะไร ดังนี้.

____________________________

ขุ. มหา. เล่ม ๒๙/ข้อ ๔๗๐

บทว่า เอเตปิ ธมฺมา ทฺวยเมว สนฺเต เมื่อความยินดีและความไม่ยินดีทั้งสองอย่างนั้นแหละมีอยู่ ธรรมแม้เหล่านี้ก็ย่อมเกิดได้ คือธรรมมีความโกรธเป็นต้น แม้เหล่านี้ย่อมเกิดขึ้นได้.

อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสวิธีเกิดของสุขเวทนาและทุกขเวทนานั้นไว้แล้วในนิเทศ นั่นแล.

ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ เป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแก้แม้ปัญหาที่สามแล้ว.

____________________________

ขุ. มหา. เล่ม ๒๙/ข้อ ๔๗๒

บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงถึงอุบายละความสงสัยของพระพุทธนิมิตที่สงสัยในปัญหาเหล่านี้ที่พระองค์แก้อย่างนี้แล้วจึงตรัสว่า กถํกถี ญาณปถาย สิกฺเข ผู้มีความสงสัยพึงศึกษาเพื่อทางแห่งญาณดังนี้. ท่านอธิบายไว้ว่า พึงศึกษาสิกขา ๓ เพื่อบรรลุญาณคือญาณทัสสนะ

เพราะเหตุไร

เพราะท่านผู้เป็นสมณะรู้แล้ว จึงกล่าวธรรมทั้งหลาย คือพระพุทธสมณะรู้แล้วจึงกล่าวธรรมความไม่รู้ในธรรมทั้งหลายย่อมไม่มีแก่พระพุทธสมณะนั้น เมื่อไม่รู้ธรรมเหล่านั้น ไม่พึงรู้เพราะไม่มีญาณของตน ไม่พึงรู้เพราะโทษแห่งการแสดง ฉะนั้นผู้สงสัยพึงศึกษาเพื่อทางแห่งญาณ ท่านผู้เป็นสมณะรู้แล้วจึงทรงกล่าวธรรมทั้งหลาย.

บทว่า สาตาสาตํ ในบทนี้ว่า สาตํ อสาตญฺจ กุโตนิทานา ความยินดีและความไม่ยินดีมีอะไรเป็นเหตุ ทรงประสงค์เอาสุขเวทนาและทุกขเวทนานั่นเอง.

บทว่า น ภวนฺติ เหเต คือ ธรรมเหล่านั้นจักไม่มี.

บทว่า วิภวํ ภวญฺจาปิ ยเมตฺมตฺถํ เอตํ เม ปพฺรูหิ ยโตนิทานํ คือ ขอพระองค์จงตรัสบอกอรรถ คือทั้งความเสื่อมไปและทั้งความเกิดขึ้นแห่งความยินดีและความไม่ยินดีว่ามีอะไรเป็นเหตุแก่ข้าพระองค์.

ในบทนี้ท่านเปลี่ยนลิงค์.

บทนี้มีอธิบายว่า สาตาสาตานํ วิภโว ภโว จ ความเสื่อมและความเกิดของความยินดีและความไม่ยินดีทั้งหลาย

พึงทราบความในบทนี้ว่า

ขอพระองค์จงตรัสบอกทั้งความเสื่อมและความเกิดนั้นว่า มีอะไรเป็นเหตุ คือความเสื่อมและความเกิดอันเป็นวิภวทิฏฐิ ความเห็นว่าเสื่อมและภวทิฏฐิความเห็นว่าเกิดอันเป็นวัตถุแห่งความเสื่อมและความเกิด.

จริงอย่างนั้น ในฝ่ายแก้ปัญหานี้ ท่านกล่าวไว้ในนิเทศว่า ภวทิฏฐิก็ดี วิภวทิฏฐิก็ดี ล้วนมีผัสสะเป็นเหตุ.

____________________________

ขุ. มหา. เล่ม ๒๙/ข้อ ๔๘๔

บทว่า อิโตนิทานํ คือ มีผัสสะเป็นเหตุ.

บทว่า กิสฺมึ วิภูเต น ผุสนฺติ ผสฺสา เมื่อธรรมอะไรไม่มีผัสสะจึงไม่ถูกต้อง คือเมื่อธรรมอะไรล่วงไปแล้ว ผัสสะ ๕ มีจักษุสัมผัสเป็นต้นจึงไม่มี. บทว่า นามญฺจ รูปญฺจ ปฏิจฺจ อาศัยนามและรูป คืออาศัยนามอันสัมปยุตกันเข้า และอาศัยวัตถุกับรูปที่เป็นอารมณ์. บทว่า รูเป วิภูเต น ผุสนฺติ ผสฺสา คือ เมื่อรูปล่วงไป ผัสสะ ๕ จึงไม่ถูกต้อง.

บทว่า กถํสเมตสฺส คือ เมื่อบุคคลปฏิบัติอย่างไร. บทว่า วิโภติ รูปํ คือ รูปจึงไม่มีหรือไม่พึงมี. บทว่า สุขํ ทุกฺขํ วา พระพุทธนิมิตตรัสถามถึงรูปทั้งที่น่าปรารถนาและทั้งที่ไม่น่าปรารถนานั่นเอง.

บทว่า น สญฺญสญฺญี บุคคลเป็นผู้ไม่มีสัญญาด้วยสัญญา คือ เมื่อบุคคลปฏิบัติอย่างไรรูปจึงไม่มี บุคคลนั้นเป็นผู้ไม่มีสัญญาด้วยสัญญาเป็นปรกติ. บทว่า น วิสญฺญสญฺญี เป็นผู้ไม่มีสัญญาด้วยสัญญาอันผิดปรกติ คือเป็นบ้าหรือจิตฟุ้งซ่าน. บทว่า โนปิ อสญฺญี เป็นผู้ไม่มีสัญญาก็มิใช่ คือเป็นผู้เว้นจากสัญญาเข้านิโรธสมาบัติ หรือเป็นสัตว์ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่.

บทว่า น วิภูตสญฺญี เป็นผู้มีสัญญาว่าไม่มีก็ไม่ใช่ คือเป็นผู้ก้าวล่วงมีสัญญาล่วงแล้วโดยนัยเป็นต้นว่า ก้าวล่วงรูปสัญญาโดยประการทั้งปวง เป็นผู้ได้อรูปฌานก็ไม่ใช่.

____________________________

อภิ. สํ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๑๙๒ อภิ. วิ. เล่ม ๓๕/ข้อ ๖๘๘

บทว่า เอวํสเมตสฺส วิโภติ รูปํ บุคคลเมื่อปฏิบัติอย่างนี้ รูปจึงไม่มี คือบุคคลผู้ได้อรูปสมาบัติเมื่อไม่ตั้งอยู่ในความเป็นผู้มีสัญญาและไม่มีสัญญาเป็นต้นนี้แล้วปฏิบัติดังที่ท่านกล่าวไว้ว่าเมื่อจิตตั้งมั่นแล้วอย่างนี้ ฯลฯ บุคคลนั้นย่อมนำจิตไปเพื่อได้อากาสานัญจายตนสมาบัติ รูปจึงไม่มี.

บทว่า สญฺญานิทานา หิ ปปญฺจสงฺขา เพราะว่าธรรมเป็นส่วนแห่งความเนิ่นช้ามีสัญญาเป็นเหตุ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า แม้เมื่อปฏิบัติอย่างนี้แล้ว ธรรมเป็นส่วนแห่งความเนิ่นช้าคือตัณหาและทิฏฐิอันมีสัญญานั้นเป็นเหตุ ยังละไม่ได้ทีเดียว.

หลายบทว่า เอตฺตาวตคฺตํ ฯเปฯ วทนฺติ เอตฺโต ก็สมณพราหมณ์ผู้เป็นบัณฑิตในโลกนี้ย่อมกล่าวความบริสุทธิ์ของสัตว์ว่าเป็นยอดด้วยเหตุเพียงเท่านี้หรือว่าย่อมกล่าวความบริสุทธิ์อย่างอื่นอันยิ่งไปกว่านี้.

พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า สมณพราหมณ์ผู้เป็นบัณฑิตย่อมกล่าวความบริสุทธิ์ของสัตว์ว่าเป็นยอดด้วยเหตุเพียงเท่านี้ หรือว่าย่อมกล่าวความบริสุทธิ์อย่างอื่นอันยิ่งไปกว่าอรูปสมาบัตินี้.

บทว่า เอตฺตาวตคฺคมฺปิ วทนฺติ เหเก สมณพราหมณ์พวกหนึ่งย่อมกล่าวความบริสุทธิ์ว่าเป็นยอดด้วยเหตุเพียงเท่านี้คือสมณพราหมณ์ผู้มีวาทะว่าเที่ยงพวกหนึ่ง ถือตัวว่าเป็นบัณฑิตย่อมกล่าวอรูปสมาบัตินี้ว่าเป็นความบริสุทธิ์อย่างยอด แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้.

บทว่า เตสํ ปุเนเก สมยํ วทนฺติ สมณพราหมณ์อีกพวกหนึ่งย่อมกล่าวถึงลัทธิของสมณพราหมณ์เหล่านั้น คือสมณพราหมณ์ผู้มีวาทะว่าขาดสูญพวกหนึ่งย่อมกล่าวถึงลัทธิ คือความขาดสูญของสมณพราหมณ์เหล่านั้น.

บทว่า อนุปาทิเสเส กุสลาวทานา คือ ผู้มีวาทะว่าตนเป็นคนฉลาดในอนุปาทิเสสนิพพาน. บทว่า เอเต จ ญฺตฺวา อุปนิสฺสิตา คือ ส่วนท่านผู้เป็นมุนีรู้บุคคลผู้เป็นเจ้าทิฏฐิเหล่านั้นว่า เป็นผู้อาศัยสัสสตทิฏฐิและอุจเฉททิฏฐิ.

บทว่า ญตฺวา มุนี นิสฺสเย โส วิมํสี ท่านผู้เป็นมุนีนั้นพิจารณารู้ผู้อาศัยทิฏฐิทั้งหลาย คือพระพุทธมุนีผู้เป็นบัณฑิตพิจารณารู้ผู้อาศัยนั่นแล.

บทว่า ญตฺวา วิมุตฺโต รู้แล้วหลุดพ้น คือรู้ธรรมโดยความเป็นทุกข์และไม่เที่ยงเป็นต้น หลุดพ้นแล้ว. บทว่า ภวาภวาย น สเมติ คือ ย่อมไม่มาเพื่อเกิดบ่อยๆ.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจบเทศนาด้วยธรรมเป็นยอดคือพระอรหัต.

เมื่อจบเทศนาได้มีผู้บรรลุเช่นเดียวกับที่กล่าวแล้วในปุราเภทสูตรนั่นแล.

จบอรรถกถากลหวิวาทสูตรที่ ๑๑ แห่งอรรถกถาขุททกนิกาย ชื่อปรมัตถโชติกา --------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา