๗. สุขสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต ๗. สุขสูตร
๗ วุตฺตํ เหตํ ภควตา วุตฺตมรหตาติ เม สุตํ ตีณิมานิ ภิกฺขเว สุขานิ ปตฺถยมาโน สีลํ รกฺเขยฺย ปณฺฑิโต กตมานิ ตีณิ ปสํสา เม อาคจฺฉตูติ สีลํ รกฺเขยฺย ปณฺฑิโต โภคา เม อุปฺปชฺชนฺตูติ สีลํ รกฺเขยฺย ปณฺฑิโต กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา สุคตึ สคฺคํ โลกํ อุปปชฺชิสฺสามีติ สีลํ รกฺเขยฺย ปณฺฑิโต ฯ อิมานิ โข ภิกฺขเว ตีณิ สุขานิ ปตฺถยมาโน สีลํ รกฺเขยฺย ปณฺฑิโตติ ฯ เอตมตฺถํ ภควา อโวจ ฯ ตตฺเถตํ อิติ วุจฺจติ สีลํ รกฺเขยฺย เมธาวี ปตฺถยาโน ตโย สุเข ปสํสํ วิตฺตลาภญฺจ เปจฺจ สคฺเค ปโมทนํ ฯ อกโรนฺโตปิ เจ ปาปํ กโรนฺตมุปเสวติ สงฺกิโย โหติ ปาปสฺมึ อวณฺโณ จสฺส รูหติ ฯ ยาทิสํ กุรุเต มิตฺตํ ยาทิสํ จุปเสวติ ส เว ตาทิสโก โหติ สหวาโส หิ ตาทิโส ฯ เสวมาโน เสวมานํ สมฺผุฏฺโฐ สมฺผุสํ ปรํ สโร ทุฏฺโฐ กลาปํว อลิตฺตมุปลิมฺปติ ฯ อุปเลปภยา ธีโร เนว ปาปสขา สิยา ฯ ปูติมจฺฉํ กุสคฺเคน โย นโร อุปนยฺหติ กุสาปิ ปูติ วายนฺติ เอวํ พาลูปเสวนา ฯ ตคฺครญฺจ ปลาเสน โย นโร อุปนยฺหติ ปตฺตาปิ สุรภิ วายนฺติ เอวํ ธีรูปเสวนา ฯ ตสฺมา ปตฺตปูฏสฺเสว ญตฺวา สมฺปากมตฺตโน อสนฺเต นุปเสเวยฺย สนฺเต เสเวยฺย ปณฺฑิโต ฯ อสนฺโต นิรยํ เนนฺติ สนฺโต ปาเปนฺติ สุคตินฺติ ฯ อยมฺปิ อตฺโถ วุตฺโต ภควตา อิติ เม สุตนฺติ ฯ สตฺตมํ ฯ
จริงอยู่ พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว พระสูตรนี้พระผู้ มีพระภาคผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย บัณฑิตปรารถนาสุข ๓ ประการนี้ พึงรักษาศีล ๓ ประการเป็นไฉนคือ บัณฑิตปรารถนาอยู่ว่า ขอความสรรเสริญจงมาถึงแก่เรา ๑ ขอโภคสมบัติจงเกิดขึ้นแก่เรา ๑ เมื่อตายไป เราจักเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ๑ พึงรักษาศีลดูกรภิกษุทั้งหลาย บัณฑิตปรารถนาสุข ๓ ประการนี้แล พึงรักษาศีล ฯ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว ในพระสูตรนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า นักปราชญ์ปรารถนาสุข ๓ ประการ คือ ความสรรเสริญ ๑ การได้โภคทรัพย์เครื่องปลื้มใจ ๑ ความบันเทิงในสวรรค์ใน โลกหน้า ๑ พึงรักษาศีล ถ้าว่าบุคคลแม้ไม่กระทำความชั่ว แต่เข้าไปเสพบุคคลผู้กระทำความชั่วอยู่ไซร้ บุคคลนั้น เป็น ผู้อันบุคคลพึงรังเกียจในเพราะความชั่ว และโทษของบุคคล ผู้เสพคนชั่วนี้ ย่อมงอกงาม บุคคลย่อมกระทำบุคคลเช่นใด ให้เป็นมิตร และย่อมเข้าไปเสพบุคคลเช่นใดบุคคลนั้นแล เป็นผู้เช่นกับด้วยบุคคลนั้น เพราะว่าการอยู่ร่วมกันเป็น เช่นนั้น คนชั่วซ่องเสพบุคคลอื่นผู้บริสุทธิ์โดยปรกติอยู่ ย่อมทำบุคคลอื่นผู้บริสุทธิ์โดยปรกติที่ซ่องเสพตน ให้ติด เปื้อนด้วยความชั่ว เหมือนลูกศรที่แช่ยาพิษ ถูกยาพิษติด เปื้อนแล้ว ย่อมทำแล่งลูกศรซึ่งไม่ติดเปื้อนแล้วให้ติด เปื้อนด้วยยาพิษฉะนั้น นักปราชญ์ไม่พึงเป็นผู้มีคนชั่วเป็น เพื่อนเลย เพราะความกลัวแต่การเข้าไปติดเปื้อน คนใด ห่อปลาเน่าไว้ด้วยใบหญ้าคา แม้หญ้าคาของคนนั้นย่อมมีกลิ่น เหม็นฟุ้งไปการเข้าไป ซ่องเสพคนพาล ย่อมเป็นเหมือน อย่างนั้น ส่วนคนใดห่อกฤษณาไว้ด้วยใบไม้ แม้ใบไม้ของ คนนั้นย่อมมีกลิ่นหอมฟุ้งไป การเข้าไปซ่องเสพนักปราชญ์ ย่อมเป็นเหมือนอย่างนั้น เพราะเหตุนั้น บัณฑิตรู้ความ สำเร็จผลแห่งตนดุจห่อใบไม้แล้ว ไม่พึงเข้าไปเสพอสัตบุรุษ พึงเสพสัตบุรุษ เพราะว่าอสัตบุรุษย่อมนำไปสู่นรก สัตบุรุษ ย่อมให้ถึงสุคติ ฯ เนื้อความแม้นี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วฉะนี้แล ฯ จบสูตรที่ ๗
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ [๓. ติกนิบาต] ๓. ตติยวรรค ๗. สุขปัตถนาสูตร ๗. สุขปัตถนาสูตร ว่าด้วยผู้ปรารถนาความสุข
แท้จริง พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสไว้แล้ว พระสูตรนี้ พระอรหันต์ กล่าวไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ “ภิกษุทั้งหลาย บัณฑิตเมื่อปรารถนาความสุข ๓ ประการนี้ พึงรักษาศีล ความสุข ๓ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. เมื่อปรารถนาความสุขว่า “ขอความสรรเสริญ จงมาถึงเรา” พึงรักษาศีล ๒. เมื่อปรารถนาความสุขว่า “ขอโภคสมบัติทั้งหลาย จงเกิดขึ้นแก่เรา”พึงรักษาศีล ๓. เมื่อปรารถนาความสุขว่า “หลังจากตายแล้ว เราจักไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์” พึงรักษาศีล ภิกษุทั้งหลาย บัณฑิตเมื่อปรารถนาความสุข ๓ ประการนี้แล พึงรักษาศีล” พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความดังกล่าวมานี้แล้ว ในพระสูตรนั้น จึงตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า นักปราชญ์ เมื่อปรารถนาความสุข ๓ ประการ คือ ความสรรเสริญ การได้ความปลื้มใจ และการตายไปเกิดในสวรรค์ พึงรักษาศีล บุคคลแม้ไม่ทำบาป แต่ยังคบคนทำบาป ก็ต้องถูกระแวงสงสัยในบาปเรื่อยไป และได้รับคำตำหนิติเตียนมากมาย @เชิงอรรถ : @ ความปลื้มใจ ในที่นี้หมายถึงทรัพย์สมบัติ (ขุ.อิติ.อ. ๗๖/๒๗๕) @ ดูเทียบ ขุ.เถร. (แปล) ๒๖/๖๐๙/๔๔๕
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๔๓๖}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ [๓. ติกนิบาต] ๓. ตติยวรรค ๗. สุขปัตถนาสูตร บุคคลทำคนเช่นใดให้เป็นมิตร และคบสนิทคนเช่นใด เขาก็เป็นเช่นคนนั้น เพราะการอยู่ด้วยกันเป็นเช่นนั้น คนชั่วเมื่อมาคบมาเกี่ยวข้องกับคนดีทั่วไป หรือคนดีหลงไปคบไปเกี่ยวข้องเข้า ย่อมพลอยทำให้คนดีแปดเปื้อนบาปไปด้วย เหมือนลูกศรอาบยาพิษ ถูกยาพิษแปดเปื้อนแล้ว ย่อมทำลายแล่งลูกศรที่สะอาดให้แปดเปื้อนไปด้วย ฉะนั้น เพราะกลัวการแปดเปื้อนบาป ผู้มีปัญญา จึงไม่คบคนชั่วเป็นมิตรเลย ใบหญ้าคาที่คนนำมาใช้ห่อปลาเน่า ก็พลอยเหม็นเน่าส่งกลิ่นคลุ้งตามไปด้วย ฉันใด การคบคนพาล ก็ฉันนั้น ใบไม้ทั้งหลายที่คนนำมาห่อกฤษณา ก็พลอยมีกลิ่นหอมฟุ้งตามไปด้วย ฉันใด การคบบัณฑิต ก็ฉันนั้น เพราะฉะนั้น บัณฑิตรู้ผลดีผลเสียที่จะเกิดแก่ตน ดุจใบไม้ที่ใช้ห่อแล้ว ไม่ควรคบอสัตบุรุษ ควรคบแต่สัตบุรุษเท่านั้น เพราะว่า อสัตบุรุษย่อมชักนำให้ตกนรก ส่วนสัตบุรุษย่อมชักนำให้เข้าถึงสุคติ แม้เนื้อความนี้ พระผู้มีพระภาคก็ตรัสไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้แลสุขปัตถนาสูตรที่ ๗ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๔๓๗}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาสุขสูตร
ในสุขสูตรที่ ๗ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า สุขานิ ได้แก่ เหตุแห่งความสุข.
บทว่า ปตฺถยมาโน ความว่า ปรารถนาอยู่ คือจำนงหมายอยู่.
บทว่า สีลํ ได้แก่ ทั้งศีลของคฤหัสถ์และศีลของบรรพชิต. อธิบายว่า ถ้าเป็นคฤหัสถ์ก็ต้องรักษาศีลของคฤหัสถ์ ถ้าเป็นบรรพชิตก็ต้องรักษาจาตุปาริสุทธิศีล.
บทว่า รกฺเขยฺย ความว่า สมาทานแล้วไม่ล่วงละเมิด รักษาไว้ด้วยดีนั่นเอง.
บทว่า ปสํสา เม อาคจฺฉตุ ความว่า ผู้ฉลาด คือผู้มีปัญญาปรารถนาอยู่ว่า ขอกิตติศัพท์อันดีงามของเราจงมาถึงดังนี้ รักษาศีล. อธิบายว่า กิตติศัพท์อันดีงามของคฤหัสถ์ผู้มีศีล ย่อมฟุ้งขจรไปในท่ามกลางบริษัท โดยนัยมีอาทิว่า บุตรของตระกูลโน้น ชื่อโน้น เป็นผู้มีศีล มีกัลยาณธรรม มีศรัทธาเลื่อมใสแล้ว เป็นผู้ให้ (ทาน) เป็นผู้บำเพ็ญ (บุญ) ดังนี้ก่อน.
กิตติศัพท์อันดีงามของบรรพชิต ย่อมฟุ้งขจรไปในท่ามกลางบริษัท โดยนัยมีอาทิว่า ภิกษุชื่อโน้นเป็นผู้มีศีล สมบูรณ์ด้วยวัตร สงบเสงี่ยม อยู่ร่วมด้วยสบาย มีความเคารพ มีความยำเกรง ดังนี้.
สมจริงดังที่ตรัสไว้ว่า ดูก่อนคฤหบดีทั้งหลาย ยังมีอีกข้อหนึ่ง กิตติศัพท์อันดีงามของผู้มีศีล สมบูรณ์ด้วยศีล ย่อมฟุ้งขจรไป ดังนี้.
อนึ่ง ดังที่ตรัสไว้มีอาทิว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าหากภิกษุพึงหวังอยู่ว่า ขอเราพึงเป็นที่รัก เป็นที่พอใจ เป็นที่เคารพและเป็นที่นับถือของเพื่อนพรหมจารีทั้งหลายดังนี้ไซร้ เธอต้องเป็นผู้ทำให้บริบูรณ์ในศีลทั้งหลายนั่นเอง.
____________________________
วิ. มหา. เล่ม ๕/ข้อ ๖๙ องฺ. ปญฺจก. เล่ม ๒๒/ข้อ ๒๑๓ ขุ. อุ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๑๗๐
ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๗๓
พึงทราบวินิจฉัยในบทว่า โภคา เม อุปฺปชฺชนฺตุ นี้ ดังต่อไปนี้.
ก่อนอื่นเมื่อคฤหัสถ์ผู้มีศีล มีกัลยาณธรรมอยู่ เขาเลี้ยงชีวิตด้วยศิลปะและความหมั่นขยันใดๆ เช่นกสิกรรม พาณิชยกรรมและรับราชการ เมื่อเป็นเช่นนั้น โภคะทั้งหลายที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้นแก่เขา และโภคะที่เกิดขึ้นแล้ว จักถึงความเจริญขึ้น เพราะความเป็นผู้ไม่ประมาทในศิลปะ และความหมั่นขยันนั้น ตามกาลและตามวิธี.
ส่วนบรรพชิต เมื่อสมบูรณ์ด้วยศีลาจารวัตร มีปกติไม่ประมาทอยู่ มนุษย์ทั้งหลายผู้เลื่อมใสแล้ว ในความถึงพร้อมด้วยศีลและคุณมีความมักน้อยเป็นต้นของบรรพชิตผู้สมบูรณ์ด้วยศีล จะนำปัจจัยมาให้อย่างมโหฬาร. เมื่อเป็นเช่นนั้น โภคะที่ยังไม่เกิดขึ้นย่อมเกิดขึ้นแก่บรรพชิตนั้นและที่เกิดขึ้นแล้วก็จะมั่นคง.
สมดังที่ตรัสไว้ว่า ดูก่อนคฤหบดีทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง ภิกษุผู้มีศีล สมบูรณ์ด้วยศีล จะประสบกองแห่งโภคะใหญ่ มีความไม่ประมาทเป็นเหตุ ดังนี้.
อนึ่ง สมดังที่ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุพึงหวังว่า เราจักเป็นผู้ได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะและคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร ดังนี้ไซร้ เธอต้องเป็นผู้ทำให้บริบูรณ์ในศีลทั้งหลาย ดังนี้.
____________________________
วิ. มหา. เล่ม ๕/ข้อ ๖๙ องฺ. ปญฺจก. เล่ม ๒๒/ข้อ ๒๑๓ ขุ. อุ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๑๗๐
ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๗๓
คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วทั้งนั้น.
พึงทราบวินิจฉัยในคาถาทั้งหลายดังต่อไปนี้.
บทว่า ปฏฺฐยาโน ได้แก่ ปฏฺฐยนฺโต แปลว่า ปรารถนาอยู่.
บทว่า ตโย สุเข เท่ากับ ตีณิ สุขานิ แปลว่า ความสุข ๓ ประการ.
บทว่า วิตฺตลาภํ ความว่า ได้ทรัพย์. อธิบายว่า การเกิดขึ้นแห่งโภคทรัพย์.
ก็โดยข้อที่แตกต่างกัน บรรดาความสุขทั้ง ๓ อย่างนี้ พึงทราบว่า ทรงถือเอาเจตสิกสุขด้วยการสรรเสริญ กายิกสุขด้วยโภคะ อุปปัตติสุขด้วยศัพท์นอกนี้.
อนึ่ง พึงทราบว่า ทรงถือเอาสุขในปัจจุบันด้วยศัพท์แรก สุขในสัมปรายิกภพด้วยศัพท์ที่ ๓ สุขทั้งสองอย่างด้วยศัพท์ที่ ๒.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงการเว้นจากปาปมิตรและการคบหากัลยาณมิตรที่เป็นเหตุพิเศษของการสรรเสริญเป็นต้น เหมือนศีลที่เป็นเหตุ (ธรรมดา) ของการสรรเสริญเป็นต้น พร้อมด้วยโทษและอานิสงส์ จึงตรัสคำมีอาทิว่า อกโรนฺโต ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สงฺกิโย ความว่า เขาพึงถูกรังเกียจในเพราะความชั่วว่า คนนี้ทำชั่วมาแล้ว หรือจักกระทำต่อไปเป็นแน่. อนึ่ง เพราะเขาไปมาหาสู่อยู่กับคนชั่วทั้งหลาย.
บทว่า อสฺส ความว่า การกล่าวโทษแม้ไม่เป็นจริง ย่อมงอกงาม คือถึงความงอกงามไพบูลย์ ได้แก่แผ่ไปเบื้องบน ของบุคคลผู้คบหาคนชั่วนี้ หรือบุคคลนั้น เพราะคบหาสมาคมกับคนชั่วเป็นปกติ.
อีกอย่างหนึ่ง บทว่า อสฺส เป็นฉัฏฐีวิภัตติ ลงในอรรถแห่งสัตตมีวิภัตติได้ความว่า ในบุคคลนั้น.
บทว่า สเว ตาทิสโก โหติ ความว่า ผู้ใดคบและเข้าไปคบหาปาปมิตรหรือกัลยาณมิตรเช่นใด บุคคลนั้นก็จะเป็นเช่นนั้น คือมีบาปธรรม หรือมีกัลยาณธรรม เหมือนน้ำที่สะอาดและสกปรก ด้วยสามารถแห่งพื้นที่.
เพราะเหตุไร?
เพราะการอยู่ร่วมกันเป็นเหตุให้เป็นเช่นนั้น.
อธิบายว่า การอยู่ร่วมกันกับคนชั่วช้า ไม่ควรทำเพราะการอยู่ร่วมกัน คือการคลุกคลีกัน ได้แก่การสนิทสนมกัน เป็นเหตุให้รับเอากิริยาอาการของคนที่คบ ที่เป็นอุปนิสัยของคน เหมือนแก้วผลึกและแก้วมณีที่อยู่ร่วมกันฉะนั้น.
บทว่า เสวมาโน เสวมานํ ความว่า คนชั่วเมื่อคบบุคคลอื่นที่บริสุทธิ์ตามปกติ ที่คบตนอยู่ตลอดกาลเวลา หรือที่เขาคบอยู่ (ย่อมทำให้เขาแปดเปื้อน).
บทว่า สมฺผุฏฺโฐ สมฺผุสํ ความว่า คนชั่วที่บุคคลผู้บริสุทธิ์ตามปกตินั้น สัมผัสเข้าด้วยการอยู่ร่วมกัน คือคบหาสมาคมกัน แม้ตนเอง เมื่อสัมผัสเขาอยู่อย่างนั้น.
บทว่า สโร ทุฏฺโฐ กลาปํ วา ความว่า อุปมาเสมือนหนึ่งว่า ลูกศรอาบคือเปื้อนยาพิษจะแปดเปื้อนแล่งศร คือที่รวม (กระบอก) ลูกศรแม้ที่ยังไม่แปดเปื้อน ซึ่งตนถูกต้องแล้วฉันใด ตนเองก็ฉันนั้น ย่อมแปดเปื้อนคนอื่นที่บริสุทธิ์ โดยปกติด้วยความชั่ว.
บทว่า อุปเลปภยา ธีโร ความว่า คนชื่อว่าธีระ เพราะเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยปัญญา เครื่องทรงจำ คือคนที่เป็นบัณฑิต ไม่ควรมีคนชั่วเป็นสหาย.
บทว่า ปูติมจฺฉํ กุสคฺเคน ความว่า ผู้ใดเอาปลายหญ้าคาผูกปลาที่เป็นปลาเน่า โดยเป็นของน่าเกลียด คือผูกโดยพันให้เป็นห่อ หญ้าคาเหล่านั้นของผู้นั้น ถึงไม่เน่าก็ชื่อว่าเหม็น เพราะห่อปลาเน่าเข้าไว้จะส่งกลิ่นเหม็นตลบไปทีเดียวฉันใด.
บทว่า เอวํ พาลูปเสวนา ความว่า การคบหาสมาคมกับคนพาล พึงเห็นว่ามีอุปมาฉันนั้น.
บทว่า เอวํ ธีรูปเสวนา ความว่า การคบหาสมาคมกับบัณฑิต ของผู้ไม่มีศีลตามปกติ ย่อมเป็นเหตุให้กลิ่นศีลฟุ้งขจรไป ด้วยสามารถแห่งการสมาทานศีลเป็นต้น เหมือนใบไม้ถึงจะไม่มีกลิ่นหอม แต่ก็ชื่อว่ามีกลิ่นหอมฟุ้งขจรไป เพราะห่อกฤษณาไว้ฉะนั้น.
บทว่า ตสฺมา ความว่า เพราะเหตุที่การคบมิตรที่ไม่ดีมีโทษเช่นนี้ และการคบมิตรที่ดีมีอานิสงส์อย่างนี้ คือเช่นนี้ ฉะนั้น บัณฑิตรู้ผลของตนด้วยการระคบกันแห่งวัตถุที่มีกลิ่นเหม็นและกลิ่นหอม และการคบหาสมาคมกับคนดีและคนไม่ดี ดุจห่อ (ปลาร้าและกฤษณา) ด้วยใบไม้ คือเหมือนห่อปลาร้าและกฤษณา (ด้วยใบไม้).
บทว่า ญตฺวา สมฺปากมตฺตโน ความว่า บัณฑิตรู้คือทราบความสำเร็จผลของตนที่มีทุกข์เป็นกำไร และมีสุขเป็นกำไร แล้วไม่ควรคบหาอสัตบุรุษ คือมิตรชั่ว ควรเสพแต่สัตบุรุษคือบัณฑิตผู้สงบระงับแล้ว ผู้มีโทษอันคลายแล้ว หรือผู้ที่นักปราชญ์สรรเสริญแล้ว.
สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า อสัตบุรุษนำไปสู่นรก ส่วนสัตบุรุษให้ถึงสุคติ.
ดังนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงเหตุแห่งความสุข ๓ อย่างตามที่กล่าวมาแล้ว ด้วยพระคาถาแรกแล้วทรงแสดงเหตุเป็นที่มาแห่งความสุข ความสรรเสริญพร้อมกับการงดเว้นธรรมที่เป็นปฏิปักษ์ (ต่อความสุข) ด้วยพระคาถา ๕ พระคาถาต่อจากนั้นแล้วจึงทรงแสดงความสุขสุดท้ายพร้อมด้วยเหตุเป็นที่ประสบความสุขแม้ทั้ง ๓ อย่างด้วยพระคาถาสุดท้าย.
จบอรรถกถาสุขสูตรที่ ๗ -----------------------------------------------------