๑๕. อัตตทัณฑสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
สุตฺตนิปาเต จตุตฺถสฺส อฏฺฐกวคฺคสฺส ปณฺณรสมํ อตฺตทณฺฑสุตฺตํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต อัตตทัณฑสูตรที่ ๑๕
|๔๒๒.๑๓๖๓| ๑๕ อตฺตทณฺฑา ภยํ ชาตํ ชนํ ปสฺสถ เมธคํ สํเวคํ กิตฺตยิสฺสามิ ยถา สํวิชิตํ มยา ฯ |๔๒๒.๑๓๖๔| ผนฺทมานํ ปชํ ทิสฺวา มจฺเฉ อปฺโปทเก ยถา อญฺญมญฺเญหิ พฺยารุทฺเธ ทิสฺวา มํ ภยมาสิวิ ฯ |๔๒๒.๑๓๖๕| สมนฺตมสาโร โลโก ทิสา สพฺพา สเมริตา อิจฺฉํ ภวนมตฺตโน นาทฺทสาสึ อโนสิตํ |๔๒๒.๑๓๖๖| โอสาเน เตฺวว พฺยารุทฺเธ ทิสฺวา เม อรตี อหุ อเถตฺถ สลฺลมทฺทกฺขึ ทุทฺทสํ หทยนิสฺสิตํ ฯ |๔๒๒.๑๓๖๗| เยน สลฺเลน โอติณฺโณ ทิสา สพฺพา วิธาวติ ตเมว สลฺลํ อพฺพุยฺห น ธาวติ น สีทติ ฯ |๔๒๒.๑๓๖๘| ตตฺถ สิกฺขานุคียนฺติ ............... (ยานิ โลเก คธิตานิ) น เตสุ ปสุโต สิยา นิพฺพิชฺช สพฺพโส กาเม สิกฺเข นิพฺพานมตฺตโน ฯ |๔๒๒.๑๓๖๙| สจฺโจ สิยา อปฺปคพฺโภ อมาโย ริตฺตเปสุโณ อกฺโกธโน โลภปาปกํ เววิจฺฉํ วิตเร มุนิ ฯ |๔๒๒.๑๓๗๐| นิทฺทํ ตนฺทึ สเห ถีนํ ปมาเทน น สํวเส อติมาเน น ติฏฺเฐยฺย นิพฺพานมนโส นโร ฯ |๔๒๒.๑๓๗๑| โมสวชฺเชน นิยฺเยถ รูเป เสฺนหํ น กุพฺพเย มานญฺจ ปริชาเนยฺย สาหสา วิรโต จเร ฯ |๔๒๒.๑๓๗๒| ปุราณํ นาภินนฺเทยฺย นเว ขนฺติมกุพฺพเย หิยฺยมาเน น โสเจยฺย อากาสํ น สิโต สิยา ฯ |๔๒๒.๑๓๗๓| เคธํ พฺรูมิ มโหโฆติ อาชวํ พฺรูมิ ชปฺปนํ อารมฺมณํ ปกปฺปนํ กามปงฺโก ทุรจฺจโย ฯ |๔๒๒.๑๓๗๔| สจฺจา อโวกฺกมฺม มุนิ ถเล ติฏฺฐติ พฺราหฺมโณ สพฺพโส ปฏินิสฺสชฺช ส เว สนฺโตติ วุจฺจติ ฯ |๔๒๒.๑๓๗๕| ส เว วิทฺวา ส เวทคู ญตฺวา ธมฺมํ อนิสฺสิโต สมฺมา โส โลเก อิริยาโน น ปิเหตีธ กสฺสจิ ฯ |๔๒๒.๑๓๗๖| โยธ กาเม อจฺจุตฺตริ สงฺคํ โลเก ทุรจฺจยํ น โส โสจติ นาชฺเฌติ ฉินฺนโสโต อพนฺธโน ฯ |๔๒๒.๑๓๗๗| ยํ ปุพฺเพ ตํ วิโสเสหิ ปจฺฉา เต มาหุ กิญฺจนํ มชฺเฌ เจ โน คเหสฺสสิ อุปสนฺโต จริสฺสสิ ฯ |๔๒๒.๑๓๗๘| สพฺพโส นามรูปสฺมึ ยสฺส นตฺถิ มมายิตํ อสตา จ น โสจติ ส เว โลเก น ชิยฺยติ ฯ |๔๒๒.๑๓๗๙| ยสฺส นตฺถิ อิทํ เมติ ปเรสํ จาปิ กิญฺจนํ มมตฺตํ โส อสํวินฺทํ นตฺถิ เมติ น โสจติ ฯ |๔๒๒.๑๓๘๐| อนุฏฺฐุริ อนนุคิทฺโธ อเนโช สพฺพธิ สโม ตมานิสํสํ ปพฺรูมิ ปุจฺฉิโต อวิกปฺปินํ ฯ |๔๒๒.๑๓๘๑| อเนชสฺส วิชานโต นตฺถิ กาจิ นิสงฺขติ วิรโต โส วิยารมฺภา เขมํ ปสฺสติ สพฺพธิ ฯ |๔๒๒.๑๓๘๒| น สเมสุ น โอเมสุ น อุสฺเสสุ วทเต มุนิ สนฺโต โส วีตมจฺฉโร นาเทติ น นิรสฺสตีติ ภควาติ ฯ อตฺตทณฺฑสุตฺตํ ปณฺณรสมํ ฯ ----------
ภัยเกิดแล้วแต่อาชญาของตน ท่านทั้งหลายจงเห็นคน ผู้ทะเลาะกัน เราจักแสดงความสลดใจตามที่เราได้สลดใจ มาแล้ว เราได้เห็นหมู่สัตว์กำลังดิ้นรนอยู่ (ด้วยตัณหา และทิฐิ) เหมือนปลาในแอ่งน้ำน้อย ฉะนั้น ภัยได้เข้ามา ถึงเราแล้ว เพราะได้เห็นคนทั้งหลายผู้พิโรธกันและกัน โลก โดยรอบหาแก่นสารมิได้ ทิศทั้งปวงหวั่นไหวแล้ว เรา ปรารถนาความต้านทานแก่ตนอยู่ ไม่ได้เห็นสถานที่อะไรๆ อันทุกข์มีชราเป็นต้นไม่ครอบงำแล้ว เราไม่ได้มีความยินดี เพราะได้เห็นสัตว์ทั้งหลาย ผู้อันทุกข์มีชราเป็นต้นกระทบแล้ว ผู้ถึงความพินาศ อนึ่ง เราได้เห็นกิเลสดุจลูกศรมีราคะเป็นต้น ยากที่สัตว์จะเห็นได้ อันอาศัยหทัยในสัตว์เหล่านี้ สัตว์ถูก กิเลสดุจลูกศรมีราคะเป็นต้นใดเสียบติดอยู่แล้ว ย่อมแล่น ไปยังทิศทั้งปวง บัณฑิตถอนกิเลสดุจลูกศรมีราคะเป็นต้น นั้นออกได้แล้ว ย่อมไม่แล่นไปยังทิศและไม่จมลงในโอฆะ ทั้งสี่ (อารมณ์ที่น่ายินดีเหล่าใดมีอยู่ในโลก) หมู่มนุษย์ย่อม พากันเล่าเรียนศิลป เพื่อให้ได้ซึ่งอารมณ์ที่น่ายินดีเหล่านั้น กุลบุตรผู้เป็นบัณฑิต ไม่พึงขวนขวายในอารมณ์ที่น่ายินดี เหล่านั้น พึงเบื่อหน่ายกามทั้งหลายโดยประการทั้งปวงแล้ว พึงศึกษานิพพานของตน มุนีพึงเป็นผู้มีสัจจะ ไม่คะนอง ไม่มีมายา ละการส่อเสียดเสีย เป็นผู้ไม่โกรธ พึงข้ามความ โลภอันลามกและความตระหนี่เสีย นรชนพึงครอบงำความ หลับ ความเกียจคร้าน ความท้อแท้เสีย ไม่พึงอยู่ร่วมด้วย ความประมาท ไม่พึงดำรงอยู่ในการดูหมิ่นผู้อื่น พึงมีใจน้อม ไปในนิพพาน ไม่พึงน้อมไปในการกล่าวมุสา ไม่พึงกระทำ ความเสน่หาในรูปและพึงกำหนดรู้ความถือตัว พึงเว้นเสียจาก ความผลุนผลันแล้วเที่ยวไป ไม่พึงเพลิดเพลินถึงอารมณ์ที่ล่วง มาแล้ว ไม่พึงกระทำความพอใจในอารมณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า ไม่พึงเศร้าโศกถึงอารมณ์ที่กำลังละไปอยู่ ไม่พึงเป็นผู้อาศัย ตัณหา เรากล่าวความกำหนัดยินดีว่าเป็นโอฆะอันใหญ่หลวง กล่าวตัณหาว่า เป็นเครื่องกระซิบใจ ทำใจให้แล่นไปใน อารมณ์ต่างๆ กล่าวตัณหาว่าเป็นอารมณ์แอบใจทำใจให้ กำเริบ เปือกตมคือกามยากที่สัตว์จะล่วงไปได้ พราหมณ์ ผู้เป็นมุนี ไม่ปลีกออกจากสัจจะแล้ว ย่อมตั้งอยู่บนบก คือ นิพพาน มุนีนั้นแล สละคืนอายตนะทั้งหมดแล้วโดย- ประการทั้งปวง เรากล่าวว่า เป็นผู้สงบ มุนีนั้นแลเป็นผู้รู้ เป็นผู้ถึงเวท รู้สังขตธรรมแล้วอันตัณหาและทิฐิไม่อาศัย เป็นอยู่ในโลกโดยชอบ ย่อมไม่ทะเยอทะยานต่ออะไรๆ ในโลกนี้ ผู้ใดข้ามกามทั้งหลาย และธรรมเป็นเครื่องข้องยาก ที่สัตว์จะล่วงได้ในโลกนี้ได้แล้ว ผู้นั้นตัดกระแสตัณหาขาด แล้ว ไม่มีเครื่องผูกพัน ย่อมไม่เศร้าโศก ย่อมไม่เพ่งเล็ง ท่านจงทำกิเลสชาติเครื่องกังวลในอดีตให้เหือดแห้ง กิเลส ชาติเครื่องกังวลในอนาคตอย่าได้มีแก่ท่าน ถ้าว่าท่านจักไม่ถือ เอาในปัจจุบันไซร้ ท่านจักเป็นผู้สงบเที่ยวไป ผู้ใดไม่มี ความยึดถือในนามรูปว่าเป็นของเราโดยประการทั้งปวง และ ไม่เศร้าโศกเพราะเหตุแห่งนามรูปอันไม่มี ผู้นั้นแลย่อมไม่ เสื่อมในโลก ผู้ใดไม่มีกิเลสเครื่องกังวลว่า สิ่งนี้ของเรา และว่า สิ่งนี้ของผู้อื่น ผู้นั้นไม่ประสบการยึดถือในสิ่งนั้น ว่าเป็นของเราอยู่ ย่อมไม่เศร้าโศกว่า ของเราไม่มี บุคคลใด ย่อมไม่เศร้าโศกว่า ของเราไม่มี เราเป็นผู้ถูกถามถึงบุคคล ผู้ไม่หวั่นไหว จะบอกอานิสงส์ ๔ อย่างในบุคคลนั้น ดังนี้ว่า บุคคลนั้นไม่มีความขวนขวาย ไม่กำหนัดยินดี ไม่มีความ หวั่นไหวเป็นผู้เสมอในอารมณ์ทั้งปวง ธรรมชาติเครื่องปรุง แต่งอะไรๆ ย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่หวั่นไหวผู้รู้แจ้ง ผู้นั้นเว้นแล้ว จากการปรารภมีปุญญาภิสังขารเป็นต้น ย่อมเห็นความ ปลอดโปร่งในที่ทุกสถาน มุนีย่อมไม่กล่าวยกย่องตนใน บุคคลผู้เสมอกัน ผู้ต่ำกว่า ผู้สูงกว่า มุนีนั้นเป็นผู้สงบ ปราศจากความตระหนี่ ย่อมไม่ยึดถือ ไม่สละธรรมอะไรๆ ในบรรดาธรรมมีรูปเป็นต้น ฯ จบอัตตทัณฑสูตรที่ ๑๕
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๑๕. อัตตทัณฑสูตร ว่าด้วยความกลัวเกิดจากโทษของตน (พระผู้มีพระภาคตรัสท่ามกลางหมู่ทหารของพระญาติทั้งสองฝ่ายดังนี้)
ความกลัวเกิดจากโทษของตน เธอทั้งหลายจงมองดูคนที่มุ่งร้ายกัน เราจักกล่าวความสังเวชตามที่เราได้เคยสังเวชมาแล้ว
เพราะเห็นหมู่สัตว์ผู้ดิ้นรนอยู่ เหมือนฝูงปลาในบ่อที่มีน้ำน้อย เพราะเห็นสัตว์ทำร้ายกันและกัน ภัยจึงปรากฏแก่เรา
โลกทั้งหมด ไม่มีแก่นสาร สังขารทั้งหลายทุกทิศก็หวั่นไหว เราเมื่อต้องการภพสำหรับตน ก็มองไม่เห็นฐานะอะไรที่ไม่ถูกครอบงำ @เชิงอรรถ : @ ครอบงำ หมายถึงครอบงำรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ หรือครอบงำบาปอกุศลธรรม@(ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๑๖๙/๔๗๘) @ ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๑๗๐-๑๘๙/๔๘๐-๕๓๔ @ โลกทั้งหมด หมายถึงโลกนรก โลกกำเนิดดิรัจฉาน โลกเปตวิสัย โลกมนุษย์ โลกเทวดา โลกขันธ์ โลกธาตุ@โลกอายตนะ และโลกพรหม (ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๑๗๒/๔๘๘)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๗๒๖}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๔. อัฏฐกวรรค] ๑๕. อัตตทัณฑสูตร
เพราะเห็นสัตว์มีที่สิ้นสุดและถูกสกัดกั้น ความไม่ยินดี จึงมีแก่เรา อนึ่ง เราได้เห็นลูกศร ที่เห็นได้ยาก อันอาศัยหทัยในสัตว์เหล่านี้แล้ว
สัตว์ถูกลูกศรใดปักติดแล้ว วิ่งพล่านไปทุกทิศทาง เพราะถอนลูกศรนั้นได้แล้ว จึงไม่ต้องวิ่งพล่าน ไม่ต้องล่มจม
คนทั้งหลายกล่าวถึงการศึกษา เพราะกามคุณที่พัวพันอยู่ในโลก บุคคลไม่พึงเป็นผู้ขวนขวายในการศึกษาหรือกามคุณเหล่านั้น รู้แจ้งกามโดยประการทั้งปวงแล้ว พึงศึกษาเพื่อความดับกิเลสของตน
มุนีพึงเป็นผู้มีสัจจะ ไม่คะนอง ไม่มีความหลอกลวง ปราศจากวาจาส่อเสียด ไม่โกรธ ข้ามพ้นความโลภอันชั่วและความหวงแหนได้แล้ว
นรชนพึงควบคุมความหลับ ความเกียจคร้าน ความย่อท้อ ไม่พึงอยู่ด้วยความประมาท ไม่พึงตั้งอยู่ในความดูหมิ่น พึงน้อมใจไปในนิพพาน
นรชนไม่พึงมุ่งมั่นในความเป็นคนพูดเท็จ ไม่พึงทำความเสน่หาในรูป พึงกำหนดรู้ความถือตัว และพึงประพฤติละเว้นจากความผลุนผลัน @เชิงอรรถ : @ ลูกศร ในที่นี้หมายถึงกิเลส มี ๗ คือ ราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ โสกะ และความสงสัย@(ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๑๗๔/๔๙๒-๔๙๓, ขุ.สุ.อ. ๒/๙๔๕/๔๑๑
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๗๒๗}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๔. อัฏฐกวรรค] ๑๕. อัตตทัณฑสูตร
นรชนไม่พึงยินดีสังขารเก่า ไม่พึงทำความพอใจสังขารใหม่ เมื่อสังขารเสื่อมไปก็ไม่พึงเศร้าโศก ไม่พึงติดอยู่กับกิเลสเครื่องเกี่ยวข้อง
เราเรียกความติดใจว่า ห้วงน้ำใหญ่ เรียกความโลดแล่นว่า ความปรารถนา เรียกอารมณ์ ว่า ความหวั่นไหว เปือกตมคือกาม เป็นสภาวะที่ลุล่วงไปได้ยาก
มุนีไม่ก้าวล่วงสัจจะ เป็นพราหมณ์ดำรงอยู่บนบก มุนีสลัดสิ่งทั้งปวงได้แล้ว มุนีนั้นแล เราเรียกว่า ผู้สงบ
มุนีนั้นแลมีความรู้ จบเวท รู้ธรรมแล้ว ก็ไม่อาศัย มุนีนั้นอยู่ในโลกโดยชอบ ย่อมไม่ใฝ่หาใครๆ ในโลกนี้
ผู้ใดข้ามกามและกิเลสเครื่องข้องที่ล่วงได้ยากในโลกได้ ผู้นั้นย่อมไม่เศร้าโศก ไม่ละโมบ เป็นผู้ตัดกระแสได้ ไม่มีเครื่องผูก
เธอจงทำกิเลสที่ปรารภสังขารในส่วนเบื้องต้นให้เหือดแห้งไป กิเลสเครื่องกังวลที่ปรารภสังขารในส่วนภายหลัง อย่าได้มีแก่เธอ ถ้าเธอจักไม่ถือสังขารในส่วนท่ามกลางไว้ ก็จักเป็นผู้เข้าไปสงบเที่ยวไป @เชิงอรรถ : @ ความติดใจ ความโลดแล่น อารมณ์ หมายถึงตัณหา (ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๑๘๐/๕๑๔)@ ไม่อาศัย ในที่นี้หมายถึงไม่มีตัณหาและทิฏฐิ (ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๑๘๒/๕๑๗)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๗๒๘}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๔. อัฏฐกวรรค] ๑๕. อัตตทัณฑสูตร
ความยึดถือว่า เป็นของเราในนามรูป ย่อมไม่มีแก่ผู้ใดโดยประการทั้งปวง และผู้ใดไม่เศร้าโศกเพราะไม่มีความยึดถือว่า เป็นของเรา ผู้นั้นแลชื่อว่า ย่อมไม่เสื่อมในโลก
กิเลสเครื่องกังวลว่า สิ่งนี้ของเรา หรือสิ่งนี้ของคนอื่น ไม่มีแก่ผู้ใด ผู้นั้น เมื่อไม่ได้ความยึดถือว่า เป็นของเรา ย่อมไม่เศร้าโศกว่า สิ่งของของเราไม่มี
บุคคลเป็นผู้ไม่ริษยา ไม่ติดใจ ไม่หวั่นไหว สม่ำเสมอในอายตนะทั้งปวง เราถูกถามถึงบุคคลผู้ไม่หวั่นไหว จึงบอกอานิสงส์นั้น
อภิสังขารไรๆ ไม่มีแก่ผู้ไม่หวั่นไหว รู้แจ่มแจ้ง เขางดเว้นแล้วจากการปรารภอภิสังขาร ย่อมมองเห็นความปลอดโปร่งในที่ทั้งปวง
มุนีย่อมไม่กล่าวถึงตนในหมู่ชนที่เสมอกัน ด้อยกว่า (หรือ) เลิศกว่าเลย มุนีนั้นเป็นผู้สงบ คลายความตระหนี่ ไม่ยึดถือ ไม่สลัดทิ้ง อัตตทัณฑสูตรที่ ๑๕ จบ @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบธรรมบทข้อ ๓๖๗ หน้า ๑๔๘ ในเล่มนี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๗๒๙}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาอัตตทัณฑสูตรที่ ๑๕
อัตตทัณฑสูตรมีคำเริ่มต้นว่า อตฺตทณฺฑา ภยํ ชาตํ ดังนี้
พระสูตรนี้มีการเกิดขึ้นอย่างไร?
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบการทะเลาะกันเพราะเรื่องน้ำของเจ้าศากยะและเจ้าโกลิยะดังได้พรรณนาไว้แล้วในเรื่องการเกิดขึ้นแห่งสัมมาปริพพาชนิยสูตรทรงดำริว่าพวกพระญาติทะเลาะกัน เอาเถิด เราจักห้ามพระญาติเหล่านั้นดังนี้ เสด็จประทับยืนณ ท่ามกลางเหล่าเสนาทั้งสองฝ่ายแล้ว จึงตรัสพระสูตรนี้.
ในสูตรนั้นพึงทราบความในคาถาต้นดังนี้
ภัยอันใดเกิดขึ้นในปัจจุบันและสัมปรายภพ ภัยนั้นทั้งหมดเกิดแต่อาชญาของตน เกิดแต่เหตุทุจริตของตน เมื่อเป็นอย่างนี้ ท่านทั้งหลายจงเห็นชนผู้ทะเลาะกัน จงเห็นชนมีเจ้าศากยะเป็นต้นนี้ทะเลาะกัน ทำร้ายกัน เบียดเบียนกันและกัน.
พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงตำหนิชนผู้พิโรธตอบโต้กัน ผู้ปฏิบัติผิดนั้นอย่างนี้แล้วเพื่อให้เกิดสังเวชแก่ชนนั้นด้วยการแสดงสัมมาปฏิบัติของพระองค์ จึงตรัสว่า สํเวคํ กิตฺตยิสฺสามิ ยถา สํวิชิตํ มยาเราจักแสดงความสลดใจ ตามที่เราได้สลดใจมาแล้ว.
อธิบายว่า เคยเป็นพระโพธิสัตว์มาแล้วนั่นเอง.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงประการตามที่พระองค์สลดพระทัยมาแล้ว จึงตรัสคำมีอาทิว่า ผนฺทมานํ หมู่สัตว์กำลังดิ้นรนอยู่ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ผนฺทมานํ ได้แก่ หมู่สัตว์กำลังดิ้นรนอยู่ด้วยตัณหาและทิฏฐิ. บทว่า อปฺโปทเก คือ ในแอ่งน้ำน้อย. บทว่า อญฺญมญฺเญหิ พฺยารุทฺเธ ทิสวา คือ เพราะเห็นคนทั้งหลายผู้พิโรธกันและกันเหมือนสัตว์ต่างๆ. บทว่า มํ ภยมาวิสิ คือ ภัยได้เข้ามาถึงเราแล้ว.
บทว่า สมนฺตมสาโร โลโก โลกโดยรอบหาแก่นสารมิได้ คือโลกโดยรอบตั้งแต่นรกเป็นต้นหาแก่นสารมิได้ คือเว้นจากแก่นสารมีความเป็นของเที่ยงเป็นต้น.
บทว่า ทิสา สพฺพา สเมริตา คือ ทิศทั้งปวงหวั่นไหวแล้ว เพราะความเป็นของไม่เที่ยง. บทว่า อิจฺฉํ ภวนฺมตฺตโน คือ เราปรารถนาความต้านทานแก่ตนอยู่. บทว่า นาทฺทสาสึ อโนสิตํ คือ ไม่ได้เห็นสถานที่อะไรๆ อันทุกข์มีชราเป็นต้นไม่ครอบงำแล้ว.
บทว่า โอสาเนเตวว พฺยารุทฺเธ ทิสาว เม อรตึ อหุ เราไม่ได้มีความยินดี เพราะได้เห็นสัตว์ทั้งหลายผู้อันทุกข์มีชราเป็นต้นกระทบแล้วในที่สุด คือเรามิได้มีความยินดี เพราะเห็นสัตว์ทั้งหลายผู้อันทุกข์มีชราเป็นต้นกระทบแล้ว ถึงความพินาศไปในที่สุด แห่งความเป็นหนุ่มสาวเป็นต้นนั้นเอง.
บทว่า อเถตฺถ สลฺลํ คือ เราได้เห็นกิเลสดุจลูกศรมีราคะเป็นต้นในสัตว์ทั้งหลายเหล่านี้. บทว่า หทยนิสฺสิตํ อันอาศัยหทัย คืออันอาศัยจิต.
หากมีคำถามว่า กิเลสดุจลูกศรมีอานุภาพอย่างไร
พึงทราบคาถาว่า เยน สลฺเลน โอติณฺโณ สัตว์ถูกกิเลสดุจลูกศรเสียบติดแล้ว.
บทว่า ทิสา สพฺพา วิธาวติ สัตว์ย่อมแล่นไปยังทิศทั้งปวง คือสัตว์ย่อมแล่นไปยังทิศคือความทุจริตทั้งปวงบ้าง ยังทิศบูรพาเป็นต้นบ้าง. บทว่า ตเมว สลฺลํ อพฺพุยฺห น ธาวติ น สีทติ คือ บัณฑิตถอนกิเลสดุจลูกศรนั้นแลออกเสียได้ ย่อมไม่แล่นไปยังทิศและไม่จมลงในโอฆะ ๔.
เมื่อมนุษย์ทั้งหลายถูกกิเลสดุจลูกศรอันมีอานุภาพมากเสียบอย่างนี้แล้ว พึงทราบคาถาว่า ตตฺถ สิกฺขานุคียนฺติ ยานิ โลเก คธิตานิ หมู่มนุษย์ย่อมพากันเล่าเรียนศิลปะ เพื่อให้ได้อารมณ์ที่น่ายินดีในโลก.
บทนั้นมีความดังนี้
กามคุณ ๕ ใดในโลก ท่านเรียกว่า คธิตานิ ยินดี เพราะอรรถว่าย่อมปรารถนาเพื่อจะได้คืน หรือเพราะเสพตลอดกาลนานหรือเพราะกล่าวเล่าเรียนศิลปะหลายแขนงมีศิลปะการฝึกช้างเป็นต้นอันเป็นเครื่องหมายในกามคุณเหล่านั้นท่านทั้งหลายจงดูเถิด โลกนี้มัวเมากันเพียงไร กุลบุตรผู้เป็นบัณฑิตไม่พึงขวนขวายในอารมณ์ที่น่ายินดีเหล่านั้น หรือในศิลปะเหล่านั้น พึงเบื่อหน่ายกามทั้งหลายโดยประการทั้งปวง ด้วยการเห็นลักษณะมีลักษณะไม่เที่ยงเป็นต้นโดยถ่องแท้ พึงศึกษานิพพานเพื่อตนเถิด.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงถึงสิ่งที่ควรศึกษา จึงตรัสคำมีอาทิว่า สจฺโจ สิยา ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า สจฺโจ พึงเป็นผู้มีสัจจะ คือพึงเป็นผู้ประกอบด้วยวาจาสัจจะ ญาณสัจจะ มรรคสัจจะ.
บทว่า ริตฺตเปสุโณ คือ ละคำส่อเสียด.
บทว่า เววิจฺฉํ คือ ความตระหนี่.
บทว่า นิทฺทํ ตนฺทึ สเห ถีนํ พึงครอบงำความหลับ ความเกียจคร้าน ความท้อแท้ ได้แก่พึงครอบงำธรรม ๓ อย่างเหล่านี้ คือความง่วงเหงาหาวนอน ความเกียจคร้านทางกายและความเกียจคร้านทางจิต.
บทว่า นิพฺพานมนโส คือ มีจิตน้อมไปในนิพพาน. บทว่า สาหสา ความผลุนผลัน คือ เพราะเหตุแห่งความผลุนผลันอันมีประเภทแห่งความประพฤติกำหนัดเป็นต้นของคนกำหนัด. บทว่า นาภินฺนเทยฺย ไม่พึงยินดีสิ่งที่ล่วงมาแล้ว คือรูปที่ล่วงมาแล้วเป็นต้น. บทว่า นเว คือ ในปัจจุบัน. บทว่า หิยฺยมาเน คือ อารมณ์ที่หายไป. บทว่า อากาสํ น สิโต สิยา คือ ไม่พึงเป็นผู้อาศัยอากาศ.
จริงอยู่ ตัณหา ท่านเรียกว่าอากาศ เพราะเป็นช่องแห่งรูปเป็นต้น.
หากมีคำถามว่า เพราะอะไร จึงไม่พึงเป็นผู้อาศัยตัณหา.
พึงทราบคาถาต่อไปว่า อหํ หิ อิมํ เคธํ พฺรูมิ เพราะเรากล่าวตัณหานี้ว่าเป็นความกำหนัดยินดี.
บทนั้นมีความดังนี้
เพราะเรากล่าวตัณหาที่เรียกว่าอากาศนี้ว่าเป็นความกำหนัดยินดี เพราะเป็นช่องทางแห่งรูปเป็นต้น.
มีอะไรยิ่งไปกว่านั้น มีดังนี้
เรากล่าวตัณหาว่าเป็นโอฆะ เพราะการทำลายลง กล่าวตัณหาว่าอาชวะ เพราะแล่นไปเร็ว กล่าวตัณหาว่าเป็นเครื่องกระซิบเพราะเหตุให้กระซิบว่า นี้ของเรา นี้ของเรา กล่าวตัณหาว่าเป็นอารมณ์ เพราะปล่อยได้ยากกล่าวตัณหาว่าทำใจให้กำเริบ เพราะเหตุทำให้หวั่นไหว.
อนึ่ง ตัณหานี้เป็นเปือกตมคือกาม ชื่อว่ายากที่สัตว์จะล่วงไปได้ เพราะเป็นความห่วงใยของโลก และเพราะสัตว์ก้าวพ้นไปได้ยาก.
หากมีคำถามว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้ว่า ไม่พึงเป็นผู้อาศัยอากาศดังนี้ อากาศคืออะไร.
ตอบว่า เคธํ พฺรูมิ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เรากล่าวอากาศว่าเป็นความกำหนัดยินดี ด้วยเหตุนั้น พึงทราบการเชื่อมคาถานั้นด้วยประการฉะนี้.
ในบทนั้น พึงทราบการแก้บทว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เรากล่าวอากาศว่าเป็นความกำหนัดยินดี เหมือนอย่างเรากล่าวว่า ตัณหาเป็นห้วงน้ำใหญ่ตัณหาเป็นความแล่นไปเร็ว ตัณหาเป็นเครื่องกระซิบใจ ตัณหาเป็นอารมณ์ ตัณหาเป็นความกำเริบตัณหาเป็นเปือกตมคือกามในโลกพร้อมทั้งเทวโลกอันสัตว์ข้ามได้ยาก. ไม่พึงเป็นผู้อาศัยอากาศอันเป็นปริยายว่า ความกำหนัดยินดีเป็นต้นอย่างนี้.
พึงทราบคาถาว่า สจฺจา อโวกฺกมฺม มุนี ไม่ปลีกออกจากสัจจะแล้ว.
บทนั้นมีความดังนี้
พราหมณ์ไม่ปลีกออกจากสัจจะ ๓ อย่างดังกล่าวมาก่อนแล้วเรียกชื่อว่าเป็นมุนี เพราะปฏิบัติปฏิปทาเพื่อความเป็นมุนี ตั้งอยู่บนบกคือนิพพานพราหมณ์นั้นแลสละคืนอายตนะทั้งหมดแล้ว เรากล่าวว่าเป็นผู้สงบ.
มีอะไรยิ่งไปกว่านั้น มีคาถาว่า สเว วิทวา มุนีนั้นแลเป็นผู้รู้ดังนี้ เป็นต้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ญตฺวา ธมฺมํ คือ รู้ธรรมอันปรุงแต่งโดยนัยมีความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น. บทว่า สมฺมา โส โลเก อริยาโน มุนีนั้นเป็นอยู่ในโลกโดยชอบ คือเพราะละกิเลสอันทำให้เป็นอยู่โดยมิชอบเสียได้. ก็เมื่อไม่ทะเยอทะยานอย่างนี้ พึงทราบคาถาต่อไปว่า โยธ กาเม ผู้ใดข้ามกามทั้งหลายในโลกนี้ได้ ดังนี้เป็นต้น.ฺ
ในบทเหล่านั้น บทว่า สงฺคํ ธรรมเป็นเครื่องข้อง คือผู้ใดข้ามธรรมเป็นเครื่องข้อง ๗ อย่างได้. บทว่า นาชฺเฌติ คือ ย่อมไม่เพ่งเล็ง. เพราะฉะนั้น ในบรรดาท่านทั้งหลาย ผู้ใดปรารถนาจะเป็นอย่างนี้ เรากล่าวถึงผู้นั้น.
พึงทราบคาถาต่อไปว่า ยํ ปุพฺเพ ดังนี้เป็นต้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ปุพฺเพ คือกิเลสชาตและกรรมในอดีตปรารภสังขารในอดีตเกิดขึ้นเป็นธรรมดา. บทว่า ปจฺฉา เต มาหุ กิญฺจนํ กิเลสชาตเคื่องกังวลในภายหลังอย่าได้มีแก่ท่าน คือ กิเลสชาตเครื่องกังวลมีราคะเป็นต้นปรารภสังขารแม้ในอนาคตอย่าได้มีแก่ท่าน. บทว่า มชฺเฌ เจ โน คเหสฺสสิ หากท่านจักไม่ถือเอาในปัจจุบัน คือหากท่านจักไม่ถือธรรมมีรูปในปัจจุบันเป็นต้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงการบรรลุพระอรหัตด้วยบทว่า อุปสนฺโต จริสฺสสิท่านจักเป็นผู้สงบเที่ยวไปอย่างนี้แล้ว บัดนี้ได้ตรัสคาถาทั้งหลายต่อจากนี้ด้วยการสรรเสริญพระอรหัต.
ในบทเหล่านั้น พึงทราบความแห่งคาถาว่า สพฺพโส โดยประการทั้งปวงเป็นต้น.
บทว่า มมายิตํ ยึดถือในนามรูปว่าเป็นของเรา คือทำความยึดถือว่าเป็นของเรา หรือยึดถือวัตถุว่า สิ่งนี้ของเรา ดังนี้. บทว่า อสตา จ น โสจติ คือ ไม่เศร้าโศกเพราะเหตุแห่งนามรูปอันไม่มี เพราะเหตุแห่งความไม่ยินดี. บทว่า น ชิยฺยติ ไม่เสื่อมคือไม่ถึงความชรา.
มีอะไรยิ่งไปกว่านี้อีกมีคาถาว่า ยสฺส นตฺถิ ดังนี้เป็นต้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า กิญฺจนํ เครื่องกังวลคือธรรมชาตมีรูปเป็นต้นไรๆ.
มีอะไรยิ่งไปอีก มีคำถามว่า อนุฏฺฐุรี ดังนี้เป็นต้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อนุฏฺฐุรี แปลว่า ไม่มีความขวนขวาย. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า อนุทฺธรี ก็มี. บทว่า สพฺพธิ สโม คือเป็นผู้เสมอในอารมณ์ทั้งปวง. อธิบายว่าเป็นผู้วางเฉย.
บทนี้ ท่านอธิบายว่า บุคคลใดไม่เศร้าโศกว่า ของเราไม่มี เราเป็นผู้ถูกถามถึงบุคคลนั้นผู้ไม่หวั่นไหวจะบอกอานิสงส์ ๔ อย่างในบุคคลนั้นว่า เป็นผู้ไม่มีความขวนขวาย ไม่กำหนัดยินดี ไม่หวั่นไหว เป็นผู้เสมอในอารมณ์ทั้งปวง.
มีอะไรยิ่งไปกว่านี้ มีคาถาว่า อเนชสฺส ผู้ไม่หวั่นไหว ดังนี้เป็นต้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า นิสงฺขติ ธรรมชาติเครื่องปรุงแต่งคือสังขารอย่างใดอย่างหนึ่งในปุญญาภิสังขารเป็นต้น เพราะสังขารนั้นถูกปรุงแต่ง หรือย่อมปรุงแต่ง ฉะนั้นท่านจึงเรียก นิสงฺขติ.
บทว่า วิยารมฺภา จากการปรารภคือจากการปรารภ ๓ อย่างมีปุญญาภิสังขารเป็นต้น.
บทว่า เขมํ ปสฺสติ สพฺพธิ ย่อมเห็นความปลอดโปร่งในที่ทุกสถานคือเห็นความไม่มีภัยในที่ทั้งปวงนั้นเอง.
เมื่อเห็นอย่างนี้ พึงทราบคาถาต่อไปว่า น สเมสุ ดังนี้เป็นต้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า น วทเต ย่อมไม่กล่าวยกย่องตน คือไม่กล่าวยกย่องตนแม้ในบุคคลผู้เสมอกันด้วยถือตัวว่าเราเป็นเช่นเดียวกันเป็นต้นแม้ในบุคคลผู้ต่ำกว่า แม้ในบุคคลผู้สูงกว่า.
บทว่า นาเทติ น นิรสฺสติ ไม่ยึดถือ ไม่สละ คือไม่ยึดถือไม่สละธรรมไรๆ ในบรรดาธรรมมีรูปเป็นต้น.
บทที่เหลือชัดแล้วทั้งหมด.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจบเทศนาด้วยธรรมเป็นยอดคือพระอรหัตด้วยประการฉะนี้.
เมื่อจบเทศนา ศากยกุมารและโกลิยกุมาร ๕๐๐ ได้ผนวชด้วยเอหิภิกขุบรรพชา.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพาภิกษุเหล่านั้นเสด็จเข้าไปยังป่ามหาวัน.
จบอรรถกถาอัตตทัณฑสูตรที่ ๑๕ แห่งอรรถกถาขุททกนิกาย ชื่อปรมัตถโชติกา --------------------