๑๖. ปิยวรรค
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ธมฺมปทคาถาย โสฬสโม ปิยวคฺโค
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต คาถาธรรมบท ปิยวรรคที่ ๑๖
|๒๖.๒๐๙| ๑๖ อโยเค ยุญฺชมตฺตานํ โยคสฺมิญฺจ อโยชยํ อตฺถํ หิตฺวา ปิยคฺคาหี ปิเหตตฺตานุโยคินํ ฯ |๒๖.๒๑๐| มา ปิเยหิ สมาคญฺฉิ อปฺปิเยหิ กุทาจนํ ปิยานํ อทสฺสนํ ทุกฺขํ อปฺปิยานญฺจ ทสฺสนํ |๒๖.๒๑๑| ตสฺมา ปิยํ น กยิราถ ปิยาปาโย หิ ปาปโก คนฺถา เตสํ น วิชฺชนฺติ เยสํ นตฺถิ ปิยาปฺปิยํ ฯ |๒๖.๒๑๒| ปิยโต ชายตี โสโก ปิยโต ชายตี ภยํ ปิยโต วิปฺปมุตฺตสฺส นตฺถิ โสโก กุโต ภยํ ฯ |๒๖.๒๑๓| เปมโต ชายตี โสโก เปมโต ชายตี ภยํ เปมโต วิปฺปมุตฺตสฺส นตฺถิ โสโก กุโต ภยํ ฯ |๒๖.๒๑๔| รติยา ชายตี โสโก รติยา ชายตี ภยํ รติยา วิปฺปมุตฺตสฺส นตฺถิ โสโก กุโต ภยํ ฯ |๒๖.๒๑๕| กามโต ชายตี โสโก กามโต ชายตี ภยํ กามโต วิปฺปมุตฺตสฺส นตฺถิ โสโก กุโต ภยํ ฯ |๒๖.๒๑๖| ตณฺหาย ชายตี โสโก ตณฺหาย ชายตี ภยํ ตณฺหาย วิปฺปมุตฺตสฺส นตฺถิ โสโก กุโต ภยํ ฯ |๒๖.๒๑๗| สีลทสฺสนสมฺปนฺนํ ธมฺมฏฺฐํ สจฺจวาทินํ อตฺตโน กมฺมกุพฺพานํ ตญฺชโน กุรุเต ปิยํ ฯ |๒๖.๒๑๘| ฉนฺทชาโต อนกฺขาเต มนสา จ ผุโฐ สิยา กาเม จ อปฏิพทฺธจิตฺโต อุทฺธํโสโตติ วุจฺจติ ฯ |๒๖.๒๑๙| จิรปฺปวาสึ ปุริสํ ทูรโต โสตฺถิมาคตํ ญาตี มิตฺตา สุหชฺชา จ อภินนฺทนฺติ อาคตํ |๒๖.๒๒๐| ตเถว กตปุญฺญมฺปิ อสฺมา โลกา ปรํ คตํ ปุญฺญานิ ปฏิคณฺหนฺติ ปิยํ ญาตีว อาคตํ ฯ ปิยวคฺโค โสฬสโม ฯ ---------
บุคคลประกอบตนในกิจที่ไม่ควรประกอบ และไม่ประกอบ ตนในกิจที่ควรประกอบ ละประโยชน์เสีย มักถือเอาสัตว์ หรือสังขารว่าเป็นที่รัก ย่อมทะเยอทะยานต่อบุคคลผู้ประกอบ ตามตน บุคคลอย่าสมาคมแล้วด้วยสัตว์หรือสังขารอันเป็นที่ รัก หรือด้วยสัตว์หรือสังขารอันไม่เป็นที่รัก ในกาลไหนๆ เพราะการไม่เห็นสัตว์หรือสังขารอันเป็นที่รัก และการเห็น สัตว์หรือสังขารอันไม่เป็นที่รัก เป็นทุกข์ เพราะเหตุนั้น บุคคลไม่พึงทำสัตว์หรือสังขารให้เป็นที่รัก เพราะการพลัด พรากจากสัตว์และสังขารอันเป็นที่รัก ลามก กิเลสเครื่อง ร้อยรัดทั้งหลาย ย่อมไม่มีแก่บุคคลที่ไม่มีสัตว์และสังขาร อันเป็นที่รักและไม่เป็นที่รัก ความโศกย่อมเกิดแต่ของที่รัก ภัยย่อมเกิดแต่ของที่รัก ความโศกย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้พ้น วิเศษแล้ว จากของที่รัก ภัยจักมีแต่ที่ไหน ความโศกย่อม เกิดแต่ความรัก ภัยย่อมเกิดแต่ความรัก ความโศกย่อมไม่มี แก่ผู้พ้นวิเศษแล้ว จากความรัก ภัยจักมีแต่ที่ไหน ความ โศกย่อมเกิดแต่ความยินดี ภัยย่อมเกิดแต่ความยินดี ความ โศกย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้พ้นวิเศษแล้วจากความยินดี ภัยจักมี แต่ที่ไหน ความโศกย่อมเกิดแต่กาม ภัยย่อมเกิดแต่กาม ความโศกย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้พ้นวิเศษแล้วจากกาม ภัยจักมี แต่ที่ไหน ความโศกย่อมเกิดแต่ตัณหา ภัยย่อมเกิดแต่ตัณหา ความโศกย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้พ้นวิเศษแล้วจากตัณหา ภัยจักมี แต่ที่ไหน ชนย่อมกระทำบุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยศีลและทัศนะ ผู้ตั้งอยู่ในธรรม มีปกติกล่าวคำสัจ ผู้ทำการงานของตน ให้ เป็นที่รัก ภิกษุพึงเป็นผู้มีความพอใจในนิพพานอันใครๆ บอกไม่ได้ เป็นผู้อันใจถูกต้อง และเป็นผู้มีจิตไม่เกี่ยวเกาะ แล้วในกาม ภิกษุนั้นเรากล่าวว่าผู้มีกระแสในเบื้องบน ญาติ มิตร และเพื่อนผู้มีใจดี ย่อมชื่นชมต่อบุรุษผู้จากไปสิ้นกาล นาน กลับมาแล้วโดยสวัสดี แต่ที่ไกล ว่ามาแล้ว บุญ ทั้งหลาย ย่อมต้อนรับแม้บุคคลผู้ทำบุญไว้ ซึ่งจากโลกนี้ไป สู่โลกอื่น ดุจญาติต้อนรับญาติที่รักผู้มาแล้ว ฉะนั้น ฯ จบปิยวรรคที่ ๑๖
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๑๖. ปิยวรรค หมวดว่าด้วยสิ่งเป็นที่รัก ๑. ตโยชนปัพพชิตวัตถุ เรื่องบรรพชิต ๓ รูป (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่บรรพชิต ๓ รูป ดังนี้)
บุคคลทำตัวให้หมกมุ่นในกิจที่ไม่ควรหมกมุ่น และไม่หมกมุ่นในกิจที่ควรหมกมุ่น ละเลยสิ่งที่เป็นประโยชน์ ติดอยู่ในปิยารมณ์ ทะเยอทะยานตามบุคคลผู้ปฏิบัติตนดี @เชิงอรรถ : @ มีวัตร หมายถึงมีศีลวัตร และธุดงควัตร ๑๓ ประการ (ขุ.ธ.อ. ๖/๑๓๗) @ กิจที่ไม่ควรหมกมุ่น หมายถึงการเสพอโคจร ๖ อย่าง มีหญิงแพศยาเป็นต้น (ขุ.ธ.อ. ๖/๑๔๐)@ สิ่งที่เป็นประโยชน์ หมายถึงไตรสิกขา คือ อธิสีลสิกขา อธิจิตตสิกขา และอธิปัญญาสิกขา (ขุ.ธ.อ. ๖/๑๔๐)@ ปิยารมณ์(อารมณ์ที่น่ารัก) หมายถึงกามคุณ ๕ (ขุ.ธ.อ. ๖/๑๔๐)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๙๗}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ธรรมบท ๑๖. ปิยวรรค ๓. วิสาขาวัตถุ
ไม่ว่าเวลาใด บุคคลไม่ควรติดพันกับสิ่งเป็นที่รักและไม่เป็นที่รัก เพราะการไม่เห็นสิ่งเป็นที่รักเป็นทุกข์ การพบเห็นสิ่งไม่เป็นที่รัก ก็เป็นทุกข์
เพราะฉะนั้น บุคคลไม่ควรทำสิ่งไรๆ ให้เป็นที่รัก เพราะการพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รัก เป็นทุกข์ระทม ผู้ที่ไม่มีสิ่งเป็นที่รักและไม่เป็นที่รัก ย่อมไม่มีกิเลสเครื่องร้อยรัด ๒. อัญญตรกุฏุมพิกวัตถุ เรื่องกุฎุมพีคนใดคนหนึ่ง (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่กุฎุมพี ดังนี้)
ความโศกเกิดจากสิ่งเป็นที่รัก ภัยก็เกิดจากสิ่งเป็นที่รัก ผู้พ้นจากสิ่งเป็นที่รักได้เด็ดขาด ย่อมไม่มีความโศกและภัยจากที่ไหนเลย ๓. วิสาขาวัตถุ เรื่องนางวิสาขา (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่นางวิสาขามิคารมาตาผู้เศร้าโศกเพราะหลานสาวชื่อสุทัตตีเสียชีวิต ดังนี้)
ความโศกเกิดจากความรัก ภัยก็เกิดจากความรัก ผู้พ้นจากความรักได้เด็ดขาด ย่อมไม่มีความโศกและภัยจากที่ไหนเลย
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๙๘}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ธรรมบท ๑๖. ปิยวรรค ๖. อัญญตรพราหมณวัตถุ๔. ลิจฉวีวัตถุ เรื่องเจ้าลิจฉวี (พระผู้มีพระภาคทรงปรารภพวกเจ้าลิจฉวีที่แย่งหญิงผู้งดงามในเมืองจนถึงขั้นชกต่อยกัน จึงตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)
ความโศกเกิดจากความยินดี ภัยก็เกิดจากความยินดี ผู้พ้นจากความยินดีได้เด็ดขาด ย่อมไม่มีความโศกและภัยจากที่ไหนเลย ๕. อนิตถิคันธกุมารวัตถุ เรื่องอนิตถิคันธกุมาร (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่อนิตถิคันธกุมาร ดังนี้)
ความโศกเกิดจากกาม ภัยก็เกิดจากกาม ผู้พ้นจากกามได้เด็ดขาด ย่อมไม่มีความโศกและภัยจากที่ไหนเลย๖. อัญญตรพราหมณวัตถุ เรื่องพราหมณ์คนใดคนหนึ่ง (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่พราหมณ์ ดังนี้)
ความโศกเกิดจากตัณหา ภัยก็เกิดจากตัณหา ผู้พ้นจากตัณหาได้เด็ดขาด ย่อมไม่มีความโศกและภัยจากที่ไหนเลย @เชิงอรรถ : @ ความยินดี หมายถึงความยินดีในกามคุณ ๕ (ขุ.ธ.อ. ๖/๑๔๕) @ กาม ในที่นี้หมายถึงวัตถุกามและกิเลสกาม (ขุ.ธ.อ. ๖/๑๔๘)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๙๙}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ธรรมบท ๑๖. ปิยวรรค ๘. อนาคามิเถรวัตถุ๗. ปัญจสตทารกวัตถุ เรื่องเด็กน้อย ๕๐๐ คน (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่เด็กน้อย ๕๐๐ คน ดังนี้)
บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยศีล และทัสสนะ ดำรงอยู่ในธรรม กล่าวคำสัตย์ ทำหน้าที่ของตน ย่อมเป็นที่รักของประชาชน ๘. อนาคามิเถรวัตถุ เรื่องพระอนาคามีเถระ (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลายผู้เป็นศิษย์ของพระผู้บรรลุอนาคามิผล ดังนี้)
ภิกษุผู้เกิดฉันทะในธรรม ที่ใครๆ บอกไม่ได้ มีใจได้สัมผัสแล้ว และมีจิตไม่เกาะเกี่ยวในกามทั้งหลาย เราเรียกว่า ผู้มีกระแสในเบื้องบน @เชิงอรรถ : @ ศีล หมายถึงปาริสุทธิศีล ๔ (ขุ.ธ.อ. ๖/๑๕๒) @ ทัสสนะ หมายถึงสัมมาทัสสนะ (เห็นชอบ) ที่ประกอบด้วยมรรคและผล (ขุ.ธ.อ. ๖/๑๕๒)@ ดำรงอยู่ในธรรม หมายถึงบรรลุโลกุตตรธรรม ๙ ประการ (ขุ.ธ.อ. ๖/๑๕๒)@ กล่าวคำสัตย์ หมายถึงแสดงอริยสัจ ๔ (ขุ.ธ.อ. ๖/๑๕๒) @ ทำหน้าที่ของตน หมายถึงบำเพ็ญสิกขา ๓ ให้บริบูรณ์ (ขุ.ธ.อ. ๖/๑๕๒-๑๕๓)@ ธรรม หมายถึงนิพพาน (ขุ.ธ.อ. ๖/๑๕๔) @ มีใจได้สัมผัสแล้ว หมายถึงมีใจได้สัมผัสมรรคผลเบื้องต่ำ คือ โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล สกทาคามิมรรค@สกทาคามิผล อนาคามิมรรค อนาคามิผล (ขุ.ธ.อ. ๖/๑๕๔) @ ด้วยอำนาจอนาคามิมรรค จึงมีจิตไม่เกาะเกี่ยวในกามทั้งหลาย (ขุ.ธ.อ. ๖/๑๕๔)@ ผู้มีกระแสในเบื้องบน หมายถึงจะบังเกิดในสุทธาวาสชั้นสูงขึ้นไปตามลำดับ คือบังเกิดในชั้นอวิหาจนถึง@ชั้นอกนิฏฐา (ขุ.ธ.อ. ๖/๑๕๔)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๑๐๐}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ธรรมบท ๑๗. โกธวรรค ๑. โรหิณีขัตติยกัญญาวัตถุ๙. นันทิยวัตถุ เรื่องนายนันทิยะ (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่พระมหาโมคคัลลานะผู้เห็นทิพยสมบัติของนายนันทิยะในเทวโลก ดังนี้)
ญาติ มิตร และผู้มีใจดีทั้งหลาย เห็นคนที่จากบ้านไปนาน กลับจากที่ไกลมาถึงโดยสวัสดิภาพ ย่อมยินดีว่ามาแล้ว
เช่นเดียวกันนั้น บุญทั้งหลาย ย่อมต้อนรับคนที่ทำบุญไว้ ซึ่งจากโลกนี้ไปสู่โลกหน้า เหมือนญาติต้อนรับญาติผู้เป็นที่รักที่กลับมาบ้าน ฉะนั้นปิยวรรคที่ ๑๖ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๑๖. ปิยวรรควรรณนา ๑. เรื่องบรรพชิต ๓ รูป [๑๖๕] ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภบรรพชิต ๓ รูป ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "อโยเค ยุญฺชมตฺตานํ" เป็นต้น
ตระกูลที่มีลูกชายคนเดียวและหนีไปบวช
ได้ยินว่า มารดาบิดาในตระกูล ในกรุงสาวัตถี ได้มีบุตรน้อยคนเดียวเท่านั้น เป็นที่รักเป็นที่ชอบใจ. วันหนึ่ง บุตรน้อยนั้นฟังธรรมกถาของพวกภิกษุที่นิมนต์มาในเรือน ทำอนุโมทนาอยู่ อยากจะบวช จึงขอบวชกะมารดาบิดา. มารดาบิดาเหล่านั้นไม่อนุญาตครั้งนั้น เขาได้มีความคิดขึ้นว่า "เมื่อมารดาบิดาไม่เห็นนั่นแล เราจัก (ออก) ไปข้างนอก แล้วบวชเสีย"
ต่อมา บิดาของเขาเมื่อจะออกไปข้างนอก ได้มอบหมายกะมารดาว่า "เธอพึงรักษาบุตรน้อยนี้" มารดาเมื่อจะออกไปข้างนอก ก็มอบหมายกะบิดา (เช่นกัน).
ภายหลังวันหนึ่ง เมื่อบิดาของเขาไปข้างนอก มารดาตั้งใจว่า "จักรักษาบุตร" พิงบานประตูข้างหนึ่ง (อีก) ข้างหนึ่งเอาเท้าทั้งสองยันไว้แล้ว นั่งลงที่แผ่นดินปั่นด้ายอยู่.
เขาคิดว่า "เราจักลวงมารดานี้ แล้ว (หนี) ไป" ดังนี้แล้ว กล่าวว่า "แม่จ๋า หลีกฉันหน่อยก่อนเถิด, ฉันจักถ่ายอุจจาระ" ครั้นมารดานั้นหดเท้าแล้ว ก็ออกไปสู่วิหารโดยเร็ว เข้าไปหาภิกษุทั้งหลาย อ้อนวอนว่า "ท่านผู้เจริญ ขอท่านบวชให้ผมเถิด" แล้วบรรพชาในสำนักของภิกษุเหล่านั้น.
บิดาออกบวชตามบุตร
ลำดับนั้น บิดาของเขา (กลับ) มาแล้ว ถามมารดาว่า "ลูกของเราไปไหน?" มารดาตอบว่า "นาย เมื่อกี้นี้อยู่ที่นี่" บิดานั้นก็ค้นดูเพื่อรู้ว่า "บุตรของเราอยู่ที่ไหนหนอแล?" ไม่เห็นเขาแล้วคิดว่า "ลูกของเราจักไปวิหาร" จึงไปสู่วิหารแล้ว เห็นบุตรบวชแล้ว คร่ำครวญร้องไห้แล้ว กล่าวว่า "พ่อ ทำไมเจ้าจึงทำให้เราพินาศ?" ดังนี้แล้ว คิดว่า "ก็เมื่อบุตรของเราบวชแล้ว บัดนี้ เราจักทำอะไรในเรือน" ดังนี้ ตนเองก็บวชแล้วในสำนักของภิกษุทั้งหลาย.
มารดาออกบวชตามบุตรและสามี
ลำดับนั้น มารดาของเขาคิดว่า "ทำไมหนอ ลูกและผัวของเราจึงชักช้าอยู่, จักไปวิหารบวชเสียแล้วกระมัง?" มองหาชนทั้งสองนั้นพลางไปวิหาร เห็นชนแม้ทั้งสองบวชแล้ว คิดว่า "ประโยชน์อะไรด้วยเรือนของเรา ในกาลแห่งชนทั้งสองนี้บวชแล้ว?" แม้ตนเองก็ไปสู่สำนักภิกษุณี บวชแล้ว.
ชนทั้งสามแม้บวชก็ยังคลุกคลีกัน
ชนทั้งสามนั้นแม้บวชแล้ว ก็ไม่อาจจะแยกกันอยู่ได้, นั่งสนทนาร่วมกันเทียว ปล่อยวันให้ล่วงไปทั้งในวิหาร ทั้งในสำนักภิกษุณี. เหตุนั้นทั้งพวกภิกษุ ทั้งพวกภิกษุณี จึงเป็นอันถูกเบียดเบียนแล้ว.
ต่อมาวันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายกราบทูลการกระทำของชนทั้งสามนั้น แด่พระศาสดา.
พระศาสดาตรัสเรียกมาเตือน
พระศาสดารับสั่งให้เรียกชนทั้งสามนั้นมาแล้ว ตรัสถามว่า "ได้ยินว่า พวกเธอทำอย่างนั้นจริงหรือ?" เมื่อชนเหล่านั้นทูลว่า "จริง พระเจ้าข้า" ตรัสถามว่า "ทำไม พวกเธอจึงทำอย่างนั้น? เพราะว่า นั่นไม่ใช่ความเพียรของพวกบรรพชิต."
ชนทั้งสามกราบทูลว่า "พระเจ้าข้า พวกข้าพระองค์ไม่อาจจะอยู่แยกกัน."
พระศาสดาตรัสว่า "ชื่อว่าการทำอย่างนี้ จำเดิมแต่กาลแห่งตนบวชแล้ว ไม่ควร เพราะว่า การไม่เห็นสัตว์และสังขารอันเป็นที่รัก และการเห็นสัตว์และสังขารอันไม่เป็นที่รัก เป็นทุกข์โดยแท้เหตุนั้น การทำบรรดาสัตว์และสังขารทั้งหลายอย่างใดอย่างหนึ่ง ให้เป็นที่รัก หรือไม่ให้เป็นที่รัก ย่อมไม่สมควร"
ดังนี้แล้ว ได้ทรงภาษิตพระคาถาเหล่านี้ว่า :-
๑. อโยเค ยุญฺชมตฺตานํ โยคสฺมิญฺจ อโยชยํ อตฺถํ หิตฺวา ปิยคฺคาหี ปิเหตตฺตานุโยคินํ. มา ปิเยหิ สมาคญฺฉิ อปฺปิเยหิ กุทาจนํ ปิยานํ อทสฺสนํ ทุกฺขํ อปฺปิยานญฺจ ทสฺสนํ ตสฺมา ปิยํ น กยิราถ ปิยาปาโย หิ ปาปโก คนฺถา เตสํ น วิชฺชนฺติ เยสํ นตฺถิ ปิยาปฺปิยํ. บุคคล ประกอบตนไว้ในสิ่งอันไม่ควรประกอบและ ไม่ประกอบไว้ในสิ่งอันควรประกอบ ละเสียแล้วซึ่งประโยชน์ ถือเอาอารมณ์อันเป็นที่รัก ย่อมทะเยอทะยานต่อบุคคลผู้ตาม ประกอบตน, บุคคลอย่าสมาคมกับสัตว์และสังขารทั้งหลายอันเป็น ที่รัก (และ) อันไม่เป็นที่รักในกาลไหนๆ, (เพราะว่า) การไม่ เห็นสัตว์และสังขารอันเป็นที่รัก และการเห็นสัตว์และสังขารอัน ไม่เป็นที่รัก เป็นทุกข์; เพราะเหตุนั้น บุคคลไม่พึงกระทำสัตว์หรือสังขาร ให้เป็นที่รัก. เพราะความพรากจากสัตว์และสังขารอันเป็นที่รัก เป็นการต่ำทราม, กิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งหลายของเหล่าบุคคล ผู้ไม่มีอารมณ์อันเป็นที่รัก และไม่เป็นที่รัก ย่อมไม่มี.
แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อโยเค ความว่า ในสิ่งอันไม่ควรประกอบ คือการทำในใจโดยไม่แยบคาย. อธิบายว่า ก็การเสพอโคจร ๖ อย่าง ต่างโดยอโคจร มีอโคจร คือหญิงแพศยาเป็นต้น ชื่อว่าการทำในใจโดยไม่แยบคายในที่นี้, บุคคลประกอบตนในการทำในใจโดยไม่แยบคายนั้น.
บทว่า โยคสฺมึ ความว่า และไม่ประกอบ (ตน) ในโยนิโสมนสิการอันผิดแผกจากอโยนิโสมนสิการนั้น.
สองบทว่า อตฺถํ หิตฺวา ความว่า หมวด ๓ แห่งสิกขา มีอธิสีลสิกขาเป็นต้น จำเดิมแต่กาล [แห่งตน] บวชแล้ว ชื่อว่าประโยชน์. ละเสียแล้วซึ่งประโยชน์นั้น.
บทว่า ปิยคฺคาหี ความว่า ถือเอาอยู่ซึ่งอารมณ์อันเป็นที่รัก กล่าวคือกามคุณ ๕ เท่านั้น.
บทว่า ปิเหตตฺตานุโยคินํ ความว่า บุคคลเคลื่อนแล้วจากศาสนา เพราะความปฏิบัตินั้น ถึงความเป็นคฤหัสถ์แล้ว ภายหลังย่อมทะเยอทะยานต่อบุคคลทั้งหลายผู้ตามประกอบตน ยังคุณทั้งหลายมีศีลเป็นต้นให้ถึงพร้อมแล้ว. สักการะจากสำนักเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย คือย่อมปรารถนาว่า "โอหนอ แม้เราก็พึงเป็นผู้เช่นนี้."
บทว่า มา ปิเยหิ ความว่า บุคคลไม่พึงสมาคมด้วยสัตว์หรือสังขารทั้งหลายอันเป็นที่รัก ในกาลไหนๆ คือแม้ชั่วขณะหนึ่ง, สัตว์หรือสังขารทั้งหลายอันไม่เป็นที่รัก ก็เหมือนกัน.
ถามว่า เพราะเหตุไร?
แก้ว่า เพราะว่าการไม่เห็นสัตว์และสังขารทั้งหลายอันเป็นที่รัก ด้วยอำนาจความพลัดพราก และการเห็นสัตว์และสังขารทั้งหลายอันไม่เป็นที่รัก ด้วยอำนาจเข้าไปใกล้ เป็นทุกข์.
บทว่า ตสฺมา ความว่า และการเห็นและไม่เห็นทั้งสองนี้เป็นทุกข์. เหตุนั้น บุคคลไม่พึงทำสัตว์หรือสังขารไรๆ ให้เป็นที่รักเลย.
ความไปปราศ คือ ความพลัดพรากจากสัตว์และสังขารทั้งหลายอันเป็นที่รัก ชื่อว่า ปิยาปาโย.
บทว่า ปาปโก ได้แก่ ลามก.
คนฺถา เตสํ น วิชฺชนฺตีติ: เยสํ
ปิยํ นตฺถิ, เตสํ อภิชฺฌา กายคนฺโถ ปหียติ; เยสํ อปฺปิยํ นตฺถิ,
เตสํ พฺยาปาโท กายคนฺโถ ปหียติ; เตสุ ปน ทฺวีสุ ปหีเนสุ
เสสคนฺถาปิ ปหีนา นาม โหนฺติ ตสฺมา ปิยํ วา อปฺปิยํ วา
น กาตพฺพนฺติ อตฺโถ ฯ
บาทพระคาถาว่า คนฺถา เตสํ น วิชฺชนฺติ ความว่า ชนเหล่าใดไม่มีอารมณ์เป็นที่รัก ชนเหล่านั้นย่อมละกิเลสเครื่องร้อยรัดทางกายคืออภิชฌาเสียได้. ชนเหล่าใดไม่มีอารมณ์อันไม่เป็นที่รัก ชนเหล่านั้นย่อมละกายคันถะ คือพยาบาทเสียได้. ก็เมื่อละกิเลส ๒ อย่างนั้นได้แล้ว แม้กิเลสเครื่องร้อยรัดที่เหลือ ก็เป็นอันชื่อว่าละได้แล้ว (เหมือนกัน); เหตุนั้น บุคคลไม่พึงทำอารมณ์ให้เป็นที่รักหรือไม่ให้เป็นที่รัก.
ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดาปัตติผลเป็นต้น.
ฝ่ายชนทั้งสามนั้นคิดว่า "พวกเราไม่อาจอยู่พรากกันได้" ดังนี้แล้ว ได้สึกไปสู่เรือนตามเดิม ดังนี้แล.
เรื่องบรรพชิต ๓ รูป จบ. -----------------------------------------------------