๙. ตัณหาสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต ๙. ตัณหาสูตร
๙ วุตฺตํ เหตํ ภควตา วุตฺตมรหตาติ เม สุตํ ติสฺโส อิมา ภิกฺขเว ตณฺหา กตมา ติสฺโส กามตณฺหา ภวตณฺหา วิภวตณฺหา ฯ อิมา โข ภิกฺขเว ติสฺโส ตณฺหาติ ฯ เอตมตฺถํ ภควา อโวจ ฯ ตตฺเถตํ อิติ วุจฺจติ ตณฺหาโยเคน สํยุตฺตา รตฺตจิตฺตา ภวาภเว เต โยคยุตฺตา มารสฺส อโยคกฺเขมิโน ชนา สตฺตา คจฺฉนฺติ สํสารํ ชาติมรณคามิโน เย จ ตณฺหํ ปหนฺตฺวาน วีตตณฺหา ภวาภเว เต เว ปารคตา โลเก เย ปตฺตา อาสวกฺขยนฺติ ฯ อยมฺปิ อตฺโถ วุตฺโต ภควตา อิติ เม สุตนฺติ ฯ นวมํ ฯ
จริงอยู่ พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัณหา ๓ ประการนี้ ๓ ประการเป็นไฉน คือกามตัณหา ๑ ภวตัณหา ๑ วิภวตัณหา ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัณหา ๓ ประการนี้แล ฯ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว ในพระสูตรนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า ชนทั้งหลาย ประกอบแล้วด้วยตัณหาเครื่องประกอบสัตว์ไว้ มีจิตยินดีแล้วในภพน้อยและภพใหญ่ ชนเหล่านั้นประกอบ แล้วด้วยโยคะ คือ บ่วงแห่งมาร เป็นผู้ไม่มีความเกษมจาก โยคะ สัตว์ทั้งหลายผู้ถึงชาติและมรณะ ย่อมไปสู่สงสาร ส่วนสัตว์เหล่าใดละตัณหาได้ขาด ปราศจากตัณหาในภพน้อย และภพใหญ่ ถึงแล้วซึ่งความสิ้นไปแห่งอาสวะ สัตว์เหล่า นั้นแล ถึงฝั่งแล้วในโลก ฯ เนื้อความแม้นี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วฉะนี้แล ฯ จบสูตรที่ ๙
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ [๓. ติกนิบาต] ๑. ปฐมวรรค ๙. ตัณหาสูตร ๙. ตัณหาสูตร ว่าด้วยตัณหา
แท้จริง พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสไว้แล้ว พระสูตรนี้ พระอรหันต์ กล่าวไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ “ภิกษุทั้งหลาย ตัณหา ๓ ประการนี้ ตัณหา ๓ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. กามตัณหา ๒. ภวตัณหา ๓. วิภวตัณหา ภิกษุทั้งหลาย ตัณหา ๓ ประการนี้แล” พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความดังกล่าวมานี้แล้ว ในพระสูตรนั้น จึงตรัส คาถาประพันธ์ดังนี้ว่า ชนทั้งหลายผู้เกี่ยวข้องด้วยโยคะคือตัณหา มีจิตยินดีในภพน้อยและภพใหญ่ เป็นผู้ติดข้องด้วยโยคะคือบ่วงมาร ไม่มีความเกษมจากโยคะ @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ ที.ปา. ๑๑/๓๐๕/๑๙๔, สํ.สฬา. (แปล) ๑๘/๓๒๓/๓๔๒, องฺ.ฉกฺก. (แปล) ๒๒/๑๐๖/๖๒๗,@อภิ.วิ. (แปล) ๓๕/๙๑๖-๙๑๘/๕๗๓-๕๗๔ @ กามตัณหา หมายถึงความมีจิตกำหนัดนักในกาม (ขุ.อิติ.อ. ๕๘/๒๒๗) @ ภวตัณหา หมายถึงความมีจิตกำหนัดนักในภวทิฏฐิ (ขุ.อิติ.อ. ๕๘/๒๒๗) @ วิภวตัณหา หมายถึงความมีจิตกำหนัดนักในอุจเฉททิฏฐิ (ขุ.อิติ.อ. ๕๘/๒๒๗)@ ในที่นี้ ภพน้อย หมายถึงสัสสตทิฏฐิ หรือภวตัณหา ภพใหญ่ หมายถึงอุจเฉททิฏฐิ หรือวิภวตัณหา@(ขุ.อิติ.อ. ๕๘/๒๒๗)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๔๑๒}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ [๓. ติกนิบาต] ๑. ปฐมวรรค ๑๐. มารเธยยสูตร สัตว์เหล่านั้นย่อมท่องเที่ยวไปในสังสารวัฏ เข้าถึงชาติและมรณะ ส่วนชนเหล่าใดละตัณหาได้ ปราศจากตัณหาในภพน้อยและภพใหญ่ บรรลุธรรมเป็นที่สิ้นอาสวะแล้ว ชนเหล่านั้นชื่อว่า ไปถึงฝั่งในโลก แม้เนื้อความนี้ พระผู้มีพระภาคก็ตรัสไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้แล ตัณหาสูตรที่ ๘ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาตัณหาสูตร
ในตัณหาสูตรที่ ๙ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
กิเลสชาติ ชื่อว่าตัณหา เพราะหมายความว่าทะยานอยาก.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าตัณหา เพราะหวั่นไหวอารมณ์มีรูปเป็นต้น. บัดนี้ เพื่อจะทรงแสดงแยกตัณหานั้นจึงตรัสคำมีอาทิว่า กามตัณหา ดังนี้.
บรรดาตัณหาทั้ง ๓ นั้น ราคะที่ประกอบไปด้วยเบญจกามคุณ ชื่อว่ากามตัณหา. ฉันทราคะในรูปภพและอรูปภพ ความใคร่ในฌาน ราคะที่สหรคตด้วยสัสสตทิฏฐิและความปรารถนาด้วยอำนาจแห่งภวราคะ ชื่อว่าภวตัณหา. ราคะที่สหรคตด้วยอุจเฉททิฏฐิ ชื่อว่าวิภวตัณหา.
อีกอย่างหนึ่ง ตัณหาที่เหลือแม้ทั้งหมด เว้นตัณหาสองอย่างข้างหลัง ชื่อว่ากามตัณหาทั้งนั้น.
สมดังคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
ในตัณหาเหล่านั้น ภวตัณหาคืออะไร? คือความกำหนัด ความกำหนัดนัก ความกำหนัดกล้าแห่งจิตอันสหรคตด้วยสัสสตทิฏฐิ นี้เราตถาคตเรียกว่า ภวตัณหา.
ในตัณหาเหล่านั้น วิภวตัณหาคืออะไร? คือ ความกำหนัด ความกำหนัดนัก ความกำหนัดกล้าแห่งจิต นี้เราตถาคตเรียกว่า วิภวตัณหา.
ตัณหาที่เหลือเรียกว่า กามตัณหา.
____________________________
อภิ. วิ. เล่ม ๓๕/ข้อ ๙๓๓
ก็ตัณหาทั้ง ๓ เหล่านี้แยกแต่ละอย่างออกเป็น ๖ โดยประเภทอารมณ์ คือรูปตัณหา ฯลฯ ธรรมตัณหา จึงเป็นตัณหา ๑๘ อย่าง ตัณหาเหล่านั้นรวมเป็น ๓๖ คือ ตัณหาในรูปภายในเป็นต้น ๑๘ ตัณหาในรูปภายนอกเป็นต้น ๑๘ ดังนั้นจึงรวมเป็นตัณหา ๑๐๘ โดยแยกเป็นอดีต ๓๖ อนาคต ๓๖ ปัจจุบัน ๓๖(แต่) ตัณหานั้น เมื่อทำการสงเคราะห์อีก จัดโดยไม่เกี่ยวกับการแยกประเภทตามกาล (ทั้ง ๓) ก็มี ๓๖ เท่านั้นเอง เมื่อไม่ทำการจำแนกรูป (ตัณหา) เป็นต้นออกเป็นภายในภายนอกก็จะมี ๑๘ เท่านั้นเมื่อกระทำเพียงการจำแนกตามอารมณ์มีรูปเป็นต้นก็เหลือ ๖ เท่านั้น ตัณหาเหล่านั้น เมื่อจัดโดยไม่ทำการจำแนกไปตามอารมณ์ ก็มีเพียง ๓ เท่านั้นแล.
พึงทราบวินิจฉัยในคาถาทั้งหลายดังต่อไปนี้
บทว่า ตณฺหาโยเคน ความว่า ด้วยเครื่องผูกคือตัณหา เชื่อมความว่าประกอบด้วยกามโยคะและภวโยคะ.
อีกอย่างหนึ่ง ได้แก่ ถูกประกอบไว้ในภพเป็นต้น เพราะเหตุนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า รตฺตจิตฺตา ภวาภเว มีจิตยินดีแล้วในภพน้อยและภพใหญ่.
อธิบายว่า มีจิตข้องอยู่แล้วในภพน้อยและภพใหญ่.
อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ภโว ได้แก่ สัสสตทิฏฐิ.
บทว่า อภโว ได้แก่ อุจเฉททิฏฐิ เพราะฉะนั้น ชนเหล่านั้นเป็นผู้มีจิตติดข้องอยู่ในภวาภวะ คือสัสสตทิฏฐิและอุจเฉททิฏฐิทั้งหลาย ด้วยคำว่าภวาภวะนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงภวตัณหาและวิภวตัณหา.
ในธรรมฝ่ายนี้ พึงทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงกามตัณหาอย่างเดียวไว้ด้วยบทนี้ว่า ตณฺหาโยเคน ดังนี้.
บทว่า เต โยคยุตฺตา มารสฺส ความว่า บุคคลเหล่านั้นคือผู้เป็นอย่างที่ว่ามานี้ถูกประกอบแล้ว คือถูกผูกไว้แล้วด้วยเครื่องผูกกล่าวคือบ่วงแห่งมาร เพราะว่าราคะ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าเป็นเครื่องผูกของมาร เป็นบ่วงของมาร.
สมดังที่มารกราบทูลว่า
บ่วงนี้ใดที่มีอยู่ในใจ เที่ยวไปได้ในอากาศ
สัญจรไปอยู่ เราจักผูกท่านด้วยบ่วงนั้น
ดูก่อนสมณะ ท่านจักไม่พ้นเรา ดังนี้.
____________________________
วิ. มหา. เล่ม ๔/ข้อ ๓๓ สํ. ส. เล่ม ๑๕/ข้อ ๔๕๙
เหล่าสัตว์ชื่อว่าผู้ไม่เกษมจากโยคะ เพราะยังไม่ได้บรรลุนิพพาน และพระอรหัตที่ชื่อว่าเป็นแดนเกษมจากโยคะ เพราะถูกโยคะทั้ง ๔ ขัดขวาง ชื่อว่าชน เพราะเป็นที่เกิดกิเลสและอภิสังขารทั้งหลายติดต่อกันไป ชื่อว่าสัตว์ เพราะติดคือข้องอยู่ในรูปเป็นต้น จะไปสู่สงสาร กล่าวคือการเกิดขึ้นต่อๆ แห่งขันธ์เป็นต้น ที่ตรัสไว้อย่างนี้ว่า
ลำดับแห่งขันธ์ ธาตุ และอายตนะทั้งหลาย
เป็นไปอยู่ไม่ขาดสาย เรียกว่าสงสาร
คือ จะไม่พ้นไปจากสงสารนั้น.
เพราะเหตุไร
เพราะประกอบด้วยเครื่องผูกคือตัณหา. สัตว์ทั้งหลายผู้มีปกติไปสู่ความเกิดความตาย คือเป็นผู้มีปกติเข้าถึงความเกิด ความตายบ่อยๆ นั่นเอง
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงวัฏฏะด้วยคำมีประมาณเท่านี้แล้ว บัดนี้ เพื่อจะทรงแสดงวิวัฏฏะจึงตรัสคาถาว่า เย จ ตณฺหํ ปหนฺตวาน ดังนี้.
พระคาถานั้นเข้าใจง่ายอยู่แล้ว เพราะมีนัยดังกล่าวแล้วในหนหลัง.
จบอรรถกถาตัณหาสูตรที่ ๙ -----------------------------------------------------