๓. สุภาษิตสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
สุตฺตนิปาเต ตติยสฺส มหาวคฺคสฺส ตติยํ สุภาสิตสุตฺตํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต สุภาษิตสูตรที่ ๓
๓ เอวมฺเม สุตํ ฯ เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ ตตฺร โข ภควา ภิกฺขู อามนฺเตสิ ภิกฺขโวติ ฯ ภทนฺเตติ เต ภิกฺขู ภควโต ปจฺจสฺโสสุํ ฯ ภควา เอตทโวจ จตูหิ ภิกฺขเว องฺเคหิ สมนฺนาคตา วาจา สุภาสิตา โหติ น ทุพฺภาสิตา อนวชฺชา จ อนนุวชฺชา จ วิญฺญูนํ กตเมหิ จตูหิ อิธ สุภาสิตญฺเญว ภาสติ โน ทุพฺภาสิตํ ธมฺมญฺเญว ภาสติ โน อธมฺมํ ปิยญฺเญว ภาสติ โน อปฺปิยํ สจฺจญฺเญว ภาสติ โน อลิกํ ฯ อิเมหิ โข ภิกฺขเว จตูหิ องฺเคหิ สมนฺนาคตา วาจา สุภาสิตา โหติ น ทุพฺภาสิตา อนวชฺชา จ อนนุวชฺชา จ วิญฺญูนนฺติ ฯ อิทมโวจ ภควา อิทํ วตฺวาน สุคโต อถาปรํ เอตทโวจ สตฺถา สุภาสิตํ อุตฺตมมาหุ สนฺโต ธมฺมํ ภเณ น อธมฺมํ ตํ ทุติยํ ปิยํ ภเณ น อปฺปิยํ ตํ ตติยํ สจฺจํ ภเณ นาลิกนฺตํ จตุตฺถนฺติ ฯ
ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้วพระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย วาจาอันประกอบด้วยองค์ ๔ เป็นวาจาสุภาษิต ไม่เป็นทุพภาษิต เป็นวาจาไม่มีโทษ และวิญญูชนไม่พึงติเตียนองค์ ๔ เป็นไฉน คือ ภิกษุในศาสนานี้ ย่อมกล่าวแต่คำที่เป็นสุภาษิต ไม่กล่าวคำที่เป็นทุพภาษิต ๑ ย่อมกล่าวคำที่เป็นธรรม ไม่กล่าวคำที่ไม่เป็นธรรม ๑ย่อมกล่าวแต่คำอันเป็นที่รัก ไม่กล่าวคำอันไม่เป็นที่รัก ๑ ย่อมกล่าวแต่คำสัตย์ไม่กล่าวคำเหลาะแหละ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย วาจาอันประกอบด้วยองค์ ๔ นี้แลเป็นวาจาสุภาษิต ไม่เป็นทุพภาษิต เป็นวาจาไม่มีโทษ และวิญญูชนไม่พึงติเตียน ฯ พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณภาษิตนี้จบลงแล้วจึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า สัตบุรุษทั้งหลาย ได้กล่าวคำอันเป็นสุภาษิตว่าเป็นคำสูงสุด บุคคลพึงกล่าวแต่คำที่เป็นธรรม ไม่พึงกล่าวคำที่ไม่เป็นธรรม ข้อนั้นเป็นที่ ๒ บุคคลพึงกล่าวคำอันเป็นที่รัก ไม่พึงกล่าว คำอันไม่เป็นที่รัก ข้อนั้นเป็น ที่ ๓ บุคคลพึงกล่าวคำสัตย์ ไม่พึงกล่าวคำเหลาะแหละ ข้อนั้นเป็นที่ ๔ ฯ
อถ โข อายสฺมา วงฺคีโส อุฏฺฐายาสนา เอกํสํ จีวรํ กตฺวา เยน ภควา เตนญฺชลิมฺปณาเมตฺวา ภควนฺตํ เอตทโวจ ปฏิภาติ มํ ภควา ปฏิภาติ มํ สุคตาติ ฯ ปฏิภาตุ ตํ วงฺคีสาติ ภควา อโวจ ฯ อถ โข อายสฺมา วงฺคีโส สมฺมุขา สารุปฺปาหิ คาถาหิ อภิตฺถวิ |๓๕๗.๘๗๕| ตเมว วาจํ ภาเสยฺย ยายตฺตานํ น ตาปเย ปเร จ น วิหึเสยฺย สา เว วาจา สุภาสิตา ฯ |๓๕๗.๘๗๖| ปิยวาจเมว ภาเสยฺย ยา วาจา ปตินนฺทิตา ยํ อนาทาย ปาปานิ ปเรสํ ภาสเต ปิยํ ฯ |๓๕๗.๘๗๗| สจฺจํ เว อมตา วาจา เอส ธมฺโม สนนฺตโน สจฺเจ อตฺเถ จ ธมฺเม จ อหุ สนฺโต ปติฏฺฐิตา ฯ |๓๕๗.๘๗๘| ยํ พุทฺโธ ภาสติ วาจํ เขมํ นิพฺพานปตฺติยา ทุกฺขสฺสนฺตกิริยาย สา เว วาจานมุตฺตมาติ ฯ สุภาสิตสุตฺตํ ตติยํ ฯ ------------
ลำดับนั้นแล ท่านพระวังคีสะลุกจากอาสนะ ห่มจีวรเฉวียงบ่า ข้างหนึ่ง ประณมอัญชลีไปทางที่พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ แล้วได้กราบทูลว่าข้าแต่พระผู้มีพระภาค พระธรรมเทศนา ย่อมแจ่มแจ้งแก่ข้าพระองค์ ข้าแต่พระสุคต พระธรรมเทศนาย่อมแจ่มแจ้งแก่ข้าพระองค์ พระผู้มีพระภาคตรัสว่าดูกรวังคีสะ ธรรมเทศนาจงแจ่มแจ้งกะเธอเถิด ฯ ลำดับนั้นแล ท่านพระวังคีสะได้ชมเชยด้วยคาถาทั้งหลายอันสมควรในที่เฉพาะพระพักตร์ว่า บุคคลพึงกล่าววาจาอันไม่เป็นเครื่องทำตนให้เดือดร้อน และ ไม่พึงเบียดเบียนผู้อื่น วาจานั้นเป็นสุภาษิตแท้ บุคคลพึง กล่าวแต่วาจาอันเป็นที่รัก อันชนชื่นชม ไม่ถือเอาคำอัน ลามก กล่าววาจาอันเป็นที่รักของผู้อื่น คำสัตย์แลเป็นวาจา ไม่ตาย ธรรมนี้เป็นของเก่า สัตบุรุษทั้งหลายตั้งมั่นแล้วใน คำสัตย์ที่เป็นอรรถและเป็นธรรม วาจาที่พระพุทธเจ้าตรัส เป็น วาจาเกษม เพื่อบรรลุนิพพาน เพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งที่สุดทุกข์ วาจานั้นแลเป็นวาจาสูงสุดกว่าวาจาทั้งหลาย ฯ จบสุภาษิตสูตรที่ ๓
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๓. มหาวรรค] ๓. สุภาสิตตสูตร ๓. สุภาสิตสูตร ว่าด้วยวาจาสุภาษิต ๔ ประการ ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถ- บิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งเรียกภิกษุทั้งหลาย มาตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย” ภิกษุเหล่านั้นทูลรับสนองพระดำรัสแล้ว พระผู้มีพระภาค จึงได้ตรัสดังนี้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย วาจาที่ประกอบด้วยองค์ ๔ ประการ เป็นสุภาษิต ไม่เป็น ทุพภาษิต ไม่มีโทษ และวิญญูชนทั้งหลายไม่ติเตียน วาจาที่ประกอบด้วยองค์ ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ๑. กล่าววาจาสุภาษิตอย่างเดียว ไม่กล่าววาจาทุพภาษิต ๒. กล่าววาจาที่เป็นธรรมอย่างเดียว ไม่กล่าววาจาที่ไม่เป็นธรรม ๓. กล่าววาจาเป็นที่รักอย่างเดียว ไม่กล่าววาจาไม่เป็นที่รัก ๔. กล่าววาจาสัตย์จริงอย่างเดียว ไม่กล่าววาจาเหลาะแหละ ภิกษุทั้งหลาย วาจาที่ประกอบด้วยองค์ ๔ ประการนี้แล เป็นสุภาษิต ไม่เป็น ทุพภาษิต ไม่มีโทษ และวิญญูชนทั้งหลายไม่ติเตียน” พระผู้มีพระภาคผู้พระสุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณภาษิตนี้แล้ว จึงได้ตรัส คาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า
สัตบุรุษกล่าวว่าวาจาสุภาษิตเป็นวาจาสูงสุด (นั้นเป็นองค์ที่ ๑) บุคคลพึงกล่าววาจาที่เป็นธรรม ไม่พึงกล่าววาจาที่ไม่เป็นธรรม นั้นเป็นองค์ที่ ๒ บุคคลพึงกล่าววาจาเป็นที่รัก @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ สํ.ส. (แปล) ๑๕/๒๑๓/๓๐๘
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๖๐๒}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๓. มหาวรรค] ๓. สุภาสิตตสูตร ไม่พึงกล่าววาจาไม่เป็นที่รัก นั้นเป็นองค์ที่ ๓ บุคคลพึงกล่าววาจาสัตย์ ไม่พึงกล่าววาจาเหลาะแหละ นั้นเป็นองค์ที่ ๔ ลำดับนั้น ท่านพระวังคีสะลุกจากอาสนะ ห่มจีวรเฉวียงบ่า ยืนประนมมือไปทางพระผู้มีพระภาคประทับ แล้วได้กราบทูลดังนี้ว่า “ข้าแต่พระผู้มีพระภาคข้าพระองค์เข้าใจพระภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้ง ข้าแต่พระสุคต ข้าพระองค์เข้าใจพระภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้ง พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า “วังคีสะ เธอจงเข้าใจภาษิตของเราอย่างแจ่มแจ้งเถิด” ลำดับนั้น ท่านพระวังคีสะได้กล่าวชมเชยพระผู้มีพระภาคด้วยคาถาอย่างเหมาะสมเฉพาะพระพักตร์ว่า
บุคคลพึงกล่าววาจาที่ไม่เป็นเหตุทำตนให้เดือดร้อน และไม่เบียดเบียนผู้อื่น วาจานั้นเป็นวาจาสุภาษิตแท้
บุคคลพึงกล่าวเฉพาะวาจาเป็นที่รัก เป็นที่ถูกใจผู้ฟัง พึงเว้นคำลามกทั้งหลายเสีย กล่าวแต่วาจาเป็นที่รักแก่คนอื่น
วาจาสัตย์เป็นวาจาไม่ตาย นี้เป็นของเก่า สัตบุรุษล้วนดำรงมั่นอยู่ในสัจจะทั้งที่เป็นอรรถและเป็นธรรม
พระพุทธเจ้าตรัสพระวาจาใด อันเป็นวาจาเกษม เพื่อการบรรลุนิพพาน เพื่อทำที่สุดแห่งทุกข์ วาจานั้นแลเป็นวาจายอดเยี่ยมกว่าวาจาทั้งหลาย สุภาสิตสูตรที่ ๓ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๖๐๓}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาสุภาสิตสูตรที่ ๓
สุภาสิตสูตร มีบทเริ่มต้นว่า เอวมฺเม สุตํ ข้าพเจ้าสดับมาแล้วอย่างนี้ ดังนี้.
พระสูตรนี้เกิดขึ้นโดยอัธยาศัยของพระองค์ ด้วยว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกล่าวคำน่ารัก. พระองค์ทรงห้ามการกล่าวคำชั่วของสัตว์ทั้งหลายโดยทรงประกาศคำกล่าวที่เป็นสุภาษิตของพระองค์ จึงได้ตรัสพระสูตรนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า เอวมฺเม สุตํ เป็นต้นเป็นคำของพระสังคีติกาจารย์. ในพระสูตร บทว่า ตตฺรโข ภควา ฯเปฯ ภทนฺเตติ เต ภิกฺขุ นี้ ไม่เคยมีมาแล้ว. บทที่เหลือมีนัยดังได้กล่าวแล้วนั่นแล เพราะฉะนั้น เพื่อพรรณนาบทที่ไม่เคยมีมาแล้วท่านจึงกล่าวคำนี้.
บทว่า ตตฺร แสดงถึงเทศะและกาละ. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงในสมัยที่พระองค์ประทับอยู่นั้น และในพระอารามที่เสด็จประทับอยู่นั้น.
อีกอย่างหนึ่ง ทรงแสดงในเทศะและกาละอันควรที่จะพึงตรัสเพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ตรัสธรรมในเทศะหรือในกาละอันไม่สมควรตัวอย่างในข้อนี้มีอาทิว่า อกาโล โข ตาว พาหิย ดูก่อนพาหิยะ ยังไม่ถึงกาละอันควรก่อน ดังนี้.
____________________________
ขุ. อุ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๔๙
บทว่า โข เป็นนิบาตลงในอรรถเพียงให้เต็มบท หรือในอรรถแห่งกาลอันเป็นอวธารณะเป็นต้น.
บทว่า ภควา แสดงถึงความเคารพของชาวโลก. บทว่า ภิกฺขุ แสดงถึงบุคคลที่ควรฟังถ้อยคำ. บทว่า อามนฺเตสิ คือ ร้องเรียกกล่าวให้รู้.
บทว่า ภิกฺขโว แสดงอาการเรียกหา.
อนึ่ง บทนั้นท่านกล่าว เพราะสำเร็จด้วยคุณมีความเป็นผู้มีปรกติขอเป็นต้น. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงประกาศถึงความประพฤติที่ชนเลวและชนดีเสพของภิกษุเหล่านั้นจึงทรงกระทำการข่มบุคคลผู้ฟุ้งซ่านเป็นคนเลว
อนึ่ง ด้วยบทว่า ภิกฺขโว นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเรียกภิกษุเหล่านั้น ให้หันหน้าไปหาพระองค์ด้วยพระดำรัสอันถึงก่อนคือมุ่งความกรุณาและพระทัยสุภาพเยือกเย็นและดวงพระเนตรตก. แล้วให้ภิกษุเหล่านั้นเกิดความใคร่ที่จะฟังพระดำรัสอันแสดงถึงความเป็นผู้ใคร่เพื่อจะกล่าวนั้นนั่นแล.
อนึ่ง ทรงชักชวนภิกษุเหล่านั้นแม้ใส่ใจที่จะฟังด้วยดี ด้วยพระดำรัสให้ตั้งอยู่ในความตรัสรู้นั้นนั่นเอง.
จริงอยู่ การถึงพร้อมด้วยคำสอนอาศัยการใส่ใจเพื่อฟังด้วยดี.
หากถามว่า เมื่อมีเทวดาและมนุษย์แม้อื่นๆ อยู่ เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสเรียกภิกษุเหล่านั้นเล่า.
ตอบว่า เพราะภิกษุเหล่านั้นเป็นผู้ใหญ่และเป็นผู้ประเสริฐ เป็นผู้ใกล้ชิดและเตรียมพร้อมอยู่ทุกเมื่อ.
จริงอยู่ พระธรรมเทศนานี้ทั่วไปแก่บริษัททั้งหมดไม่เฉพาะบุคคล. ภิกษุชื่อว่าผู้ใหญ่ในบริษัท เพราะเกิดก่อน ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้ประเสริฐ เพราะรู้ตามพระจริยาของพระศาสดาตั้งแต่ออกบวชและรับคำสอนได้ตลอด. ชื่อว่าเป็นผู้ใกล้ชิด เพราะเมื่อภิกษุเหล่านั้นนั่งในที่นั้นก็นั่งใกล้พระศาสดา. ชื่อว่าเตรียมพร้อมทุกเมื่อ เพราะเป็นผู้อยู่ในสำนักของพระศาสดา ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงธรรมทั่วไปแก่บริษัททั้งหมด จึงตรัสเรียกภิกษุเท่านั้น.
อีกอย่างหนึ่ง ท่านจำแนกไว้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุเหล่านั้นด้วยพระดำรัสนี้ว่า ภิกษุ เพราะเป็นผู้ปฏิบัติตามที่สอน.
บทว่า ภทนฺเต นี้ เป็นชื่อของความเคารพ.
บทว่า เต ภิกฺขู ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุเหล่าใด ภิกษุเหล่านั้นแลทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าที่พระองค์ตรัสเรียก.
บทว่า จตูหิ องฺเคหิ คือแต่เหตุ ๔ หรือด้วยส่วน ๔. เหตุแห่งวาจาสุภาษิต ๔ มีเว้นจากพูดเท็จเป็นต้นส่วน ๔ มีพูดจริงเป็นต้น. อนึ่ง อังคศัพท์ใช้ในอรรถว่า เหตุ.
บทว่า สมนฺนาคตา คือ มาตามเสมอ เป็นไปแล้วและประกอบแล้ว.
บทว่า วาจา ได้แก่ วาจาที่สนทนากันมาในบทมีอาทิว่า การเปล่งวาจาไพเราะ และการเปล่งวาจาไม่มีโทษ ไพเราะหู,วิญญัตติวาจา (พูดขอร้อง) อย่างนี้ว่า หากท่านทำกรรมด้วยวาจาเป็นต้น, วิรติวาจา (พูดเว้น) อย่างนี้ว่า การงดเว้นจากวจีทุจริต ๔ นี้เรียกว่าสัมมาวาจา เป็นต้น และเจตนาวาจา (พูดด้วยเจตนา) อย่างนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วาจาหยาบที่เสพมาก อบรมแล้วทำให้มากจะยังสัตว์ให้ไปนรก ดังนี้เป็นต้นย่อมมาด้วยบทว่า วาจา. วาจานั้นท่านไม่ประสงค์เอาในสูตรนี้ เพราะเหตุไร เพราะไม่ควรพูด.
____________________________
อภิ. สํ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๕๗๗
ที. สี. เล่ม ๙/ข้อ ๔ ม. อุ. เล่ม ๑๔/ข้อ ๑๖
อภิ. สํ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๒๑๘ อภิ. วิ. เล่ม ๓๕/ข้อ ๑๗๘.
องฺ. อฏฺฐก. เล่ม ๒๓/ข้อ ๑๓๐
บทว่า สุภาสิตา โหติ ได้แก่ กล่าวคำชอบ ด้วยเหตุนั้นท่านแสดงความที่วาจานั้นนำประโยชน์มาให้.
บทว่า น ทุพฺภาสิตา ได้แก่ กล่าวไม่ชอบ. ด้วยบทนั้น ท่านแสดงความที่วาจานั้นนำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์มาให้.
บทว่า อนวชฺชา ได้แก่ เว้นจากโทษมีราคะเป็นต้นที่จัดว่าเป็นโทษ. ด้วยบทนั้น ท่านแสดงความที่วาจานั้นบริสุทธิ์ด้วยเหตุ และความที่วาจานั้นไม่มีโทษอันทำให้ถึงอคติเป็นต้น.
บทว่า อนนุวชฺชา จ ได้แก่ เว้นจากการติเตียน. ด้วยบทนั้น ท่านแสดงถึงความถึงพร้อมด้วยอาการทั้งหมดของวาจานั้น.
บทว่า วิญฺญูนํ ได้แก่ บัณฑิตทั้งหลาย. ด้วยบทนั้น ท่านแสดงว่า ในการนินทาและสรรเสริญ คนพาลเอาเป็นประมาณไม่ได้.
บทว่า กตเมหิ จตูหิ เป็นคำถามที่พระองค์มีพระประสงค์จะตอบเอง. บทว่า อิธ คือ ในศาสนานี้. บทว่า ภิกฺขเว ได้แก่ ร้องเรียกผู้ที่ประสงค์จะกล่าวด้วย. บทว่า ภิกฺขุ ชี้ถึงบุคคลที่จะกล่าวถึง โดยประการดังกล่าวแล้ว.
บทว่า สุภาสิตํเยว ภาสติ ได้แก่ โดยเทศนาเป็นบุคลาธิษฐาน เป็นคำชี้ถึงองค์ใดองค์หนึ่งในองค์ของวาจา ๔.
บทว่า โน ทุพฺภาสิตํ ได้แก่ ห้ามการกล่าวทักท้วงองค์ของวาจานั้น. ด้วยบทนั้น ย่อมปฏิเสธความเห็นว่า บางครั้งแม้มุสาวาทเป็นต้นก็ควรพูดได้. หรือว่าด้วยบทว่า โน ทุพฺภาสิตํ นี้ ท่านแสดงการละมิจฉาวาจา.
บทว่า สุภาสิตํ นี้เป็นลักษณะของคำพูดที่ผู้ละมิจฉาวาจานี้ได้แล้วควรกล่าวเหมือนกล่าวถึง ปาปสฺส อกรณํ กุสลสฺส อุปสมฺปทํ การไม่ทำความชั่ว การเข้าถึงกุสล. แต่ท่านกล่าวถึงคำที่ไม่ควรกล่าวเพื่อแสดงองค์ ควรกล่าวเฉพาะคำที่ไม่ได้กล่าวมาในบท. แม้ในคำมีอาทิว่า ธมฺมํเยว ก็มีนัยนี้แล.
ในสูตรนี้ท่านกล่าวถึงคำที่ทำให้สุภาพเว้นจากโทษมีส่อเสียดเป็นต้น ด้วยบทนี้ว่า สุภาสิตํเยว ภาสติ โน ทุพฺภาสิตํ กล่าวแต่คำที่เป็นสุภาษิต ไม่กล่าวคำที่เป็นทุพภาษิต.
ด้วยบทว่า ธมฺมํเยว ภาสติ โน อธมฺมํ ย่อมกล่าวคำที่เป็นธรรมเท่านั้น ไม่กล่าวคำที่ไม่เป็นธรรมนี้ท่านกล่าวถึงคำที่เป็นปัญญา ไม่ปราศจากธรรมเว้นจากโทษคือคำเพ้อเจ้อ. ด้วยบททั้งสองนี้ ท่านกล่าวถึงคำน่ารักเป็นสัจจะ เว้นจากคำหยาบและคำเหลาะแหละ.
พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงองค์เหล่านั้นโดยประจักษ์ จึงทรงสรุปคำนั้นด้วยบทมีอาทิว่า อิเมหิ โข ดังนี้. ส่วนโดยพิสดารในบทนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วาจาประกอบด้วยองค์ ๔เหล่านี้แล เป็นวาจาสุภาษิต ทรงปฏิเสธคำที่พวกอื่นบัญญัติว่า วาจาสุภาษิตประกอบด้วยส่วนทั้งหลายมีปฏิญญาเป็นต้นด้วยบทนามเป็นต้น และด้วยการประกอบลิงค์ วจนะ วิภัตติ์ กาล และการกเป็นต้น จากธรรม.
วาจาประกอบด้วยการพูดส่อเสียดเป็นต้น แม้ถึงพร้อมด้วยส่วนเป็นต้นก็เป็นวาจาทุพภาษิตอยู่นั่นเอง เพราะเป็นวาจาที่นำความฉิบหายมาให้แก่ตนและคนอื่น.
วาจาประกอบด้วยองค์ ๔ เหล่านี้ แม้หากว่านับเนื่องด้วยภาษาของชาวมิลักขะ (คนป่าเถื่อน)หรือนับเนื่องด้วยภาษาของหญิงรับใช้และนักขับร้องแม้ดังนั้นก็เป็นวาจาสุภาษิตได้เหมือนกันเพราะนำโลกิยสุขและโลกุตรสุขมาให้.
เมื่อหญิงรับใช้ผู้ดูแลข้าวกล้าที่ข้างทางในเกาะสีหลขับเพลงขับเกี่ยวด้วยชาติ ชรา พยาธิ และมรณะด้วยภาษาสีหล ภิกษุผู้บำเพ็ญวิปัสสนาประมาณ ๖๐ รูป เดินไปตามทางได้ยินเข้าก็บรรลุพระอรหัต ณ ที่นั้นเอง นี่เป็นตัวอย่าง.
อนึ่ง ภิกษุผู้เริ่มวิปัสสนาชื่อติสสะไปใกล้สระปทุม เมื่อหญิงรับใช้เด็ดดอกปทุมในสระปทุมขับเพลงขับนี้ว่า
ปาตผุลฺลํ โกกนทํ สูริยาโลเกน ตชฺชียเต
เอวํ มนุสฺสตฺตคตา สตฺตา ชราภิเวเคน มิลายนฺติ
ดอกบัวบานในเวลาเช้า ถูกแสงอาทิตย์แผดเผา ย่อมเหี่ยวแห้ง
สัตว์ทั้งหลายผู้ถึงความเป็นมนุษย์ก็เหมือนอย่างนั้น ย่อมเหี่ยว
แห้งไปด้วยอำนาจของชรา ดังนี้.
ภิกษุนั้นก็บรรลุพระอรหัต.
ในระหว่างพุทธกาล บุรุษผู้หนึ่งมาจากป่าพร้อมด้วยบุตร ๗ คน ได้ยินเพลงขับของหญิงคนหนึ่งซ้อมข้าวอยู่ว่า
ชราย ปริมทฺทิตํ เอตํ มิลาตจฺฉวิจมฺมนิสฺสิตํ
มรเณน ภิชฺชติ เอตํ มจฺจุสฺส ฆสมามิสํ คตํ
กิมีนํ อาลยํ เอตํ นานากุณเปน ปูริตํ
อสุจิสฺส ภาชนํ เอตํ กทลิกฺขนฺธสมํ อิทํ.
สรีระนี้ถูกชราย่ำยี ผิวหนังเหี่ยวแห้ง ย่อมแตกไป
ด้วยมรณะ ถึงความเป็นอาหาร และเหยื่อของมัจจุ.
สรีระนี้เป็นที่อาศัยของเหล่าหนอน เต็มไปด้วยซาก
ศพนานาชนิด สรีระนี้เป็นภาชนะของอสุจิ สรีระนี้
เสมอด้วยต้นกล้วย ดังนี้.
บุรุษนั้นได้บรรลุปัจเจกโพธิญาณ พร้อมกับบุตรทั้งหลาย.
อนึ่ง ยังมีตัวอย่างผู้อื่นที่บรรลุอริยภูมิด้วยอุบายเช่นนี้อีก นั้นยังไม่น่าอัศจรรย์นัก ภิกษุ ๕๐๐ รูปฟังคาถาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ฉลาดในอาสยานุสยญาณ (รู้อัธยาศัยของสัตว์)ตรัสไว้โดยนัยเป็นต้นว่า สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง ดังนี้ ได้บรรลุพระอรหัต.
อนึ่ง เทวดาและมนุษย์เหล่าอื่นไม่น้อย ฟังกถาภาษิตประกอบด้วยขันธ์และอายตนะเป็นต้น ได้บรรลุพระอรหัต.
วาจาประกอบด้วยองค์ ๔ เหล่านี้อย่างนี้ แม้หากว่าเป็นวาจาที่เนื่องด้วยภาษาของพวกมิลักขะ และเนื่องด้วยภาษาของหญิงรับใช้ และนักขับร้อง พึงทราบว่าเป็นวาจาสุภาษิตเหมือนกัน เพราะเป็นวาจาสุภาษิตนั่นเอง จึงเป็นวาจาไม่มีโทษ และวิญญูชน คือกุลบุตรผู้ต้องการประโยชน์ ยึดอรรถไม่ยึดพยัญชนะ ไม่พึงติเตียน.
บทว่า อิทมโวจ ภควา คือ พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นตรัสลักษณะของคำเป็นสุภาษิตนี้แล้ว.
บทว่า อิทํ วตฺวาน สุคโต อถาปรํ เอตทโวจ สตฺถา พระสุคตผู้ศาสดาได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีก ความว่า พระสุคตตรัสลักษณะนี้แล้ว พระศาสดาได้ตรัสอย่างอื่นต่อไปอีก.
พระสังคีติกาจารย์ ครั้นแสดงคาถาที่ควรกล่าวในบัดนี้แล้ว จึงกล่าวบทนี้ทั้งหมด.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อปรํ ท่านกล่าวหมายถึงคำเป็นคาถาประพันธ์.
คาถาประพันธ์นั้นมีสองอย่าง แสดงถึงประโยชน์อันหมายถึงคนที่มาภายหลัง หรือการไม่ได้ฟังการได้ฟัง การทรงจำและการทำให้มั่นเป็นต้น และแสดงถึงความวิเศษของประโยชน์โดยการชี้แจงถึงประโยชน์อันจะให้เกิดความเสียหาย ด้วยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งมาก่อนดุจในประโยคมีอาทิว่า ปุริสสฺส หิ ชาตสฺส กุฐารี ชายเต มุเข ขวานเกิดในปากของบุรุษผู้เกิดแล้ว.
____________________________
ขุ. สุ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๓๘๗
แต่ในที่นี้เป็นคำแสดงถึงประโยชน์อย่างเดียว.
ในบทเหล่านั้นบทว่า สนฺโต คือพระพุทธเจ้าเป็นต้น.
จริงอยู่ สัตบุรุษเหล่านั้นย่อมกล่าวคำอันเป็นสุภาษิตว่าเป็นคำสูงสุดประเสริฐสุด.
บทว่า ทุติยํ ตติยํ จตุตฺถํ นี้ ท่านกล่าวหมายมุ่งถึงลำดับที่แสดงไว้ก่อนแล้ว.
ก็ในที่สุดแห่งคาถา พระวังคีสเถระเลื่อมใสสุภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้า. พระสังคีติกาจารย์เมื่อแสดงคำที่พระวังคีสเถระทำอาการเลื่อมใส และคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสจึงกล่าวคำมีอาทิว่า อถโข อายสฺมา ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ปฏิภาติ มํ คือพระธรรมเทศนาย่อมแจ่มแจ้งแก่ข้าพระองค์. บทว่า ปฏิภาตุ ตํ คือ พระธรรมเทศนาจงแจ่มแจ้งแก่เธอเถิด. บทว่า สารุปฺปาหิ คือ สมควร. บทว่า อภิตฺถวิ คือ สรรเสริญ. บทว่า น ตาปเย คือ ไม่ให้ผู้อื่นเดือดร้อนด้วยความร้อนใจ. บทว่า น วิหึเสยฺย คือ ไม่พึงทำลายเบียดเบียนกันและกัน. บทว่า สา เว วาจา คือ วาจานั้นเป็นสุภาษิตโดยส่วนเดียว.
พระวังคีสเถระชมพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยวาจาอันไม่ส่อเสียดด้วยเหตุเพียงนี้.
บทว่า ปฏินนฺทิตา ได้แก่ มีใจร่าเริงยินดีน่ารักจนปรากฏออกเฉพาะหน้า. บทว่า ยํ อนาทาย ปาปานิ ปเรสํ ภาสเต ปิยํ บุคคลพึงกล่าววาจาอันเป็นที่รักไม่ถือเอาคำอันลามกของผู้อื่น.
อธิบายว่า บุคคลเมื่อจะกล่าววาจาใด ย่อมกล่าวคำน่ารักไพเราะด้วยอรรถและพยัญชนะ ไม่ถือเอาคำลามก คือคำไม่เป็นที่รัก คำน่าเกลียด คำหยาบแก่ผู้อื่น พึงกล่าวแต่วาจาน่ารักอย่างเดียวนั้น.
พระวังคีสเถระสรรเสริญพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยวาจาน่ารักด้วยคาถานี้.
บทว่า อมตา ได้แก่ วาจาเช่นอมตะ เพราะไพเราะ. สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า สจฺจ หเว สาธุตรํ รสานํ คำสัจแลประเสริฐกว่ารสทั้งหลาย. อีกอย่างหนึ่ง วาจาชื่อว่าเป็นอมตะ เพราะเป็นปัจจัยแห่งอมตะ คือนิพพาน.
____________________________
สํ. ส. เล่ม ๑๕/ข้อ ๒๐๓ ขุ. สุ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๓๑๑
บทว่า เอส ธมฺโม สนนฺตโย ได้แก่ ธรรมคือสัจวาจาเป็นของเก่า เป็นจริยธรรม ปเวณิธรรม.
สัจจะนี้แลประพฤติกันมาแต่โบราณ ท่านเหล่านั้นไม่พูดเหลาะแหละ. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า สจฺเจ อตฺเถ จ ธมฺเม จ อหุ สนฺโต ปติฏฺฐิตาสัตบุรุษทั้งหลายตั้งอยู่ในสัจจะที่เป็นอรรถและธรรม.
ในบทนั้นพึงทราบว่า เพราะตั้งอยู่ในสัจจะนั่นแล จึงชื่อว่าตั้งอยู่ในประโยชน์ตนและผู้อื่นเพราะตั้งอยู่ในประโยชน์นั้นแล จึงชื่อว่าเป็นผู้ตั้งอยู่ในธรรม. พึงทราบว่า ทั้งสองนั้นเป็นวิเสสนะของสัจจะนั่นเอง.
ตั้งอยู่ในสัจจะเป็นเช่นไร คือที่เป็นอรรถและเป็นธรรม. ท่านอธิบายไว้ว่า ทำความพอใจ ชื่อว่าเป็นประโยชน์ เพราะไม่ปราศจากประโยชน์ของผู้อื่น.
อนึ่ง ท่านอธิบายไว้ว่า เมื่อมีความพอใจ ย่อมทำสิ่งที่มีความเป็นธรรมอันชื่อว่าธรรม เพราะไม่ปราศจากธรรม ให้สำเร็จ. พระวังคีสเถระสรรเสริญพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคำสัจ ด้วยคาถานี้.
บทว่า เขมํ ได้แก่ ไม่มีภัย คือไม่มีอันตราย.
หากมีคำถามว่า เพราะเหตุไร.
ตอบว่า ให้ถึงการดับกิเลสด้วยการบรรลุพระนิพพาน ทำที่สุดแห่งทุกข์. อธิบายว่า ย่อมเป็นไปเพื่อทำที่สุดทุกข์ในวัฏฏะ.
บทว่า ยํ พุทฺโธ นิพฺพานปตฺติยา ทุกฺขสฺสนฺตกิริยาย วาจาที่พระพุทธเจ้าตรัส เป็นวาจาเกษมเพื่อบรรลุพระนิพพาน เพื่อทำที่สุดทุกข์. ความว่า พระพุทธเจ้าตรัสวาจาเกษมเพราะประกาศทางอันเกษมเพื่อประโยชน์แก่พระนิพพานทั้งสอง.
บทว่า สา เว วาจานมุตฺตมา พึงทราบความในคาถานี้อย่างนี้ว่า วาจานั้นเป็นวาจาประเสริฐกว่าวาจาทั้งปวง.
พระวังคีสเถระสรรเสริญพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยวาจาปัญญาด้วยคาถานี้ ยังเทศนาให้จบลงด้วยธรรมเป็นยอดคือพระอรหัต.
นี้เป็นการพรรณนาบทตามลำดับในพระสูตรนี้.
บทที่เหลือพึงทราบโดยนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.
จบอรรถกถาสุภาสิตสูตรที่ ๓ แห่งอรรถกถาขุททกนิกาย ชื่อ ปรมัตถโชติกา --------------------